Group Blog
All Blog
<<< "ใจไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย" >>>









“ใจไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย”

เวลาร่างกายนี้ตายไป ใจมันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย

 มันก็เลยไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

ใจมันอยู่ในโลกทิพย์

 ใจของพวกเราทุกคนไม่ได้อยู่ตรงนี้

ใจของพวกเราอยู่ในโลกทิพย์กัน

เพียงแต่ว่าเราส่งกระแสใจมารับรู้

ส่งกระแสใจมาเกาะที่ตามารับภาพ มาเกาะที่จมูก

 เกาะที่ลิ้น เกาะที่หู เกาะที่ร่างกาย

พออะไรมาแตะร่างกายเราก็รู้เลย

 อ้อ มีของแข็งของนุ่ม มีความร้อนความเย็น

มาแตะที่ร่างกายเรา ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย

เราก็รู้ได้ เหมือนกับคนที่อยู่ที่บ้าน

พอเราพูดอะไรปั๊บคนที่บ้านก็ได้ยิน

 คนที่อยู่ทางบ้านคนที่เขาไม่ได้มาอยู่ตรงนี้

เขาก็ได้ยินเขาก็ได้เห็นเหมือนกัน

ฉะนั้น เวลาอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายนี้

ใจไม่ได้เป็นอะไรไปกับร่างกาย

ท่านเรียกว่าใจถึงไม่ตายกับร่างกาย

 ร่างกายต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

พอร่างกายตายไปปั๊บ กระแสการติดต่อก็ขาด

 ตามันไม่ส่งภาพไปแล้วใช่ไหม ตามันไม่ทำงาน

 หูไม่ทำงาน อะไรไม่ทำงานหมด

 เหมือนกับเครื่องนี้ (อุปกรณ์ถ่ายทอดสด Live)

 พอปิดเครื่องปั๊บก็ไม่รับภาพไม่รับเสียงอะไร

ล คนที่อยู่ทางบ้านก็ดูไม่ได้

คนที่อยู่ทางบ้านก็ต้องไปทำอย่างอื่น

ใจพอไม่มีร่างกายก็ต้องไปทำอย่างอื่น

ก็ทำแบบตอนที่นอนหลับเนี่ย

 เวลานอนหลับใจทำอะไรรู้ไหม

 ใจก็ฝันไงใช่ไหม ใช้ร่างกายไม่ได้ตอนนั้น

ร่างกายปิดเครื่องชั่วคราว

 พักผ่อน เวลาที่เรานอนหลับ

ก็เหมือนปิดเครื่องโทรศัพท์

 ก็ใช้โทรศัพท์ไม่ได้ เมื่อใช้โทรศัพท์ไม่ได้

ก็จะคุยกับใครก็ต้องเดินไปคุยกับเขา

 อันนี้ก็เหมือนกัน พอไม่มีร่างกาย

 พอร่างกายพักผ่อน ใจก็ไปฝันเลย

 ฝันดีก็ไปสวรรค์ ฝันไม่ดีก็ไปนรก

และอะไรทำให้เราฝันดีฝันไม่ดี

ก็เวลาเราทำบุญเราฝันดีเพราะเราทำแต่สิ่งที่ดี

 เวลาทำอะไรไว้มันก็จะอัดเทปไว้ในใจเรา

 พอนอนหลับมันก็เปิดเทปมาให้เราดู

 เวลาเราทำบาปมันก็จะอัดเทปไว้

พอเวลาเรานอนหลับมันก็จะเปิดเทปมาให้เราดู

มันก็จะให้เราดูเรื่องที่ไม่ดี

 เวลาเราทำบุญมันก็จะให้เราดูเรื่องที่ดี

นี่คือใจที่ไม่ได้อยู่ในร่างกาย

 เพียงแต่ว่ามีกระแสวิญญาณมาเชื่อมกัน

 เพื่อมารับข้อมูลต่างๆ ผ่านทางร่างกาย

รับรูป รับเสียง รับกลิ่น รับรส รับอะไรต่างๆ

 แล้วพอรับแล้วก็มีความรู้สึกมีความสุขความทุกข์

กับรูปเสียงที่ได้รับ เหมือนคนทางบ้านเนี่ย

ถ้าได้ยินเสียงที่ดีก็มีความสุข

ถ้าได้ยินเสียงไม่ดีก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา

 นี่คือร่างกายกับใจ เป็นสองคน

ใจนี้ไม่มีรูปไม่มีร่างมันก็เลยไม่เกิดไม่ดับ

 มันไม่มีการตาย เพราะว่ามันไม่มีส่วนประกอบ

เหมือนกับร่างกาย ร่างกายเป็นสังขาร

 เป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยดินน้ำลมไฟ

แล้วเดี๋ยวดินน้ำลมไฟมันก็บอกว่าบ๊ายบาย

 ดินก็อยากจะกลับไปหาดิน น้ำก็จะกลับไปหาน้ำ

 ลมก็จะกลับไปหาลม ไฟก็จะกลับไปหาไฟ

ตอนนั้นก็เรียกว่าธาตุ ๔

ก็แยกออกจากร่างกายไป ร่างกายก็หายไป

นี่คือเรื่องของร่างกายที่เราต้องพิจารณาให้เข้าใจ

 ให้เรารู้ว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายไม่ใช่ของเรา

เราสั่งมันไม่ได้ ห้ามมันไม่ได้ เวลามันจะบ๊ายบาย

เราไปห้ามมันไม่ได้ เวลามันจะแยกทางกัน

 เวลาดินน้ำลมไฟในร่างกาย

มันจะไปกันคนละทิศคนละทาง เราห้ามมันไม่ได้

เวลามันจะเจ็บเราก็ห้ามมันไม่ได้

 เวลาไม่สบายแต่เราไม่ต้องไปไม่สบายกับมัน

 เพราะเราสบายเราไม่ได้เป็นอะไร ใจไม่ได้เป็นอะไร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๐





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 สิงหาคม 2561
Last Update : 29 สิงหาคม 2561 10:19:48 น.
Counter : 199 Pageviews.

0 comment
<<< "ธรรมโอสถ" >>>










"ธรรมโอสถ"

การฟังธรรมจึงต้องฟังด้วย กาย วาจา ใจ ที่นิ่งที่สงบ

 เพราะว่าถ้า กาย วาจา ใจ ไปทำอย่างอื่น

ก็จะไม่ได้ตั้งใจฟัง ก็จะได้ฟังครึ่งหนึ่งแล้ว

ก็ไปทำโน่นทำนี่ครึ่งหนึ่ง ใจก็จะแบ่งเป็นสองส่วน

 อยู่กับการกระทำ อยู่กับการพูด

กับการคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ก็จะไม่ได้ยินได้ฟัง

หรือจะไม่เข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟัง

 แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร เราไม่พูดอะไร เราไม่คิดอะไร

 เราตั้งใจฟังเพียงอย่างเดียว

ธรรมที่เราได้ยินทุกบททุกบาทก็จะเข้าสู่ใจ

ถ้าเข้าสู่ใจแล้วเราก็จะไม่ลืมเราก็จะจำได้

การฟังเทศน์ฟังธรรม จึงไม่จำเป็น

ที่จะต้องคอยเอาสมุดมาบันทึกกัน

 ไม่ต้องเอากระดาษดินสอมานั่งเขียนในขณะที่ฟัง

 เพราะจะทำให้ไม่สามารถรับธรรมได้ทุกสัดทุกส่วน

 เพราะขณะที่ฟังและเขียนไปนี้

 ใจจะต้องอยู่ทั้งสองส่วน อยู่ส่วนที่เขียน

 ส่วนที่เขียนนี้ก็เป็นอดีตไปแล้ว

ส่วนที่เป็นปัจจุบันนี้ก็จะไม่ได้ยิน

เพราะมัวแต่เขียนอยู่ ขณะที่เขียนไปฟังไป

 ใจถ้าอยู่ที่เขียนก็จะไม่ได้ยินส่วนที่กำลังพูดอยู่

 พอหยุดเขียนแล้วมาฟังมันก็ขาดตอนไปแล้ว

ฉะนั้น ถ้าจะให้ดีไม่ต้องบันทึก

 เดี๋ยวนี้เรามีเครื่องบันทึกเสียง

 ถ้าเราฟังแล้วเราจำไม่ได้

 เพราะบางทีใจเราไม่นิ่งพอ

ใจเราฟังแล้วก็อดคิดถึงคนนั้นไม่ได้คนนี้ไม่ได้

 สิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะไปคิดถึงเรื่องอื่น

 ธรรมที่เข้ามาในหูก็ไม่เข้าไปในใจ

 เราก็กลับมาทบทวน เปิดฟังใหม่ได้

 จึงไม่เป็นเรื่องแปลกอะไร

ที่เวลาเราฟังเทศน์ซ้ำๆ กันนี้

 เราจะรู้สึกว่า เอ๊ะ ครั้งนั้นเราฟังเราไม่ได้ฟังตอนนี้นี่

 ทำไมตอนนี้ได้ยินเรื่องนี้ ก็แสดงว่า

คราวที่แล้วขณะที่เราฟัง

พอถึงเรื่องนี้ใจเราไปคิดถึงเรื่องอื่นเสียก่อน

เรื่องนี้เลยไม่เข้ามาในใจ

มันเข้ามาในหูแล้วมันก็ออกไป

 เราก็เหมือนกับไม่ได้ฟังนั่นเอง

พอเรามาฟังใหม่คราวนี้ พอมาถึงเรื่องนี้

 เรากำลังตั้งใจฟังอยู่พอดี เราไม่ได้ไปคิดเรื่องอื่น

 เราก็เลยได้ฟังเรื่องที่เราได้ฟังมาแล้ว

 แต่ไม่ได้รู้ว่าเราได้ฟัง

 เพราะตอนนั้นเราไม่ได้ตั้งใจฟัง

 เราไปมัวคิดอยู่กับเรื่องอื่นแทน

 นี่การฟังเทศน์กัณฑ์เดียวกันนี้ ฟังมาหลายหน

 จะได้อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอ

เพราะทุกครั้งที่เราฟังเทศน์ฟังธรรมกัน

ใจเราไม่นิ่งพอที่จะฟังได้ทุกสิ่งทุกอย่าง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

"ธรรมโอสถ"








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 สิงหาคม 2561
Last Update : 28 สิงหาคม 2561 12:13:38 น.
Counter : 134 Pageviews.

0 comment
<<< "อาหารของใจ" >>>








“อาหารของใจ”

นั่งสมาธิทำใจให้สงบก็เหมือนสร้างบ้านให้แก่จิตใจ

ให้จิตใจมีที่หลบเวลามีพายุต่างๆ เหมือนกับร่างกาย

ถ้าไม่มีที่หลบร่างกายเดือดร้อนได้

จิตใจก็เวลามีมรสุมทางชีวิตเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ

 ก็ถ้าจิตใจไม่มีที่หลบ ที่หลบภัย

จิตใจก็เดือดร้อนได้ จิตใจก็คือความเครียดต่างๆ

ความทุกข์ต่างๆ ก็ต้องอาศัยปัญญา

ที่เป็นเหมือนยาที่เรียกว่าธรรมะโอสถ

ธรรมะโอสถคือยาที่จะมารักษาใจ

ให้หายจากความทุกข์ ความเครียด

ความวุ่นวายใจต่างๆ

 พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เรามาทำบุญกัน

ทำบุญ ๔ ชนิดนี้ ทำบุญข้อที่หนึ่งก็คือทำทาน

 การทำทานนี้เป็นเหมือนกับการให้อาหารแก่จิตใจ

เวลาเราทำทานคือเราเสียสละแบ่งปัน

ข้าวของเงินทองสิ่งของ

ที่เรามีเกินที่เราต้องเก็บเอาไว้ใช้

ส่วนเกินเราเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่เป็นประโยชน์

 ถ้าเอาไปใช้ก็อาจจะเกิดโทษกับจิตใจ

ถ้าใช้ไม่เป็น เช่นถ้าเอาไปใช้ตามความอยากต่างๆ

 เอาไปใช้เพื่อหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 การใช้เงินทองแบบนี้เป็นโทษกับจิตใจ

เพราะเป็นเหมือนกับ

การไปซื้อยาเสพติดมาเสพนั่นเอง

 เพราะถ้าเราใช้เงินไปกับการหาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย เช่นไปเที่ยวกัน

ไปซื้อของไม่จำเป็นของฟุ่มเฟือยต่างๆ

พอใช้แล้วมันก็จะติด จะต้องใช้อยู่เรื่อยๆ

 เวลาไม่มีเงินใช้ไม่มีเงินไปเที่ยว

ไม่มีเงินไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 ใจก็จะมีความทุกข์ เหมือนกับคนติดยาเสพติด

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า

ถ้าเรามีเงินเหลือเกินที่เราจะใช้กับร่างกายของเรา

 ถ้าจะใช้ก็เอามาทำบุญทำทานเลี้ยงดูจิตใจ

 เราเอาเงินส่วนหนึ่งมาเลี้ยงดูร่างกาย

ซื้ออาหารซื้ออะไรต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ

ซื้ออาหาร ซื้อเสื้อผ้า ซื้อที่อยู่อาศัย

 ซื้อยารักษาโรคให้แก่ร่างกาย

มีพอเพียง ปัจจัย ๔ มีพอเพียง มีเหลือเฟือ

 และยังมีเงินทองเหลืออยู่อีก

ก็ให้เอามาเลี้ยงดูจิตใจบ้าง เอามาทำทาน

 การทำทานนี้เหมือนกับการซื้ออาหาร

ไม่ใช่ซื้อยาเสพติด ทำทานแล้วจะทำให้ใจมีความอิ่ม

 มีความสุข มีความพอ

 จะไม่ติดกับการที่จะไปซื้อของต่างๆ

 ซื้อความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 เพราะว่าการทำทานนี้เป็นอาหารของใจ

 ไม่ได้ทำให้ใจหิวแต่ทำให้ใจอิ่ม

ทำบุญทำทานแล้วใจจะมีความอิ่ม อยู่เฉยๆ

 ก็ไม่เดือดร้อน ถ้าเอาเงินไปซื้อสิ่งของต่างๆ

 ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

จะสุขเดี๋ยวเดียว สุขตอนที่ได้ซื้อสิ่งต่างๆ

แล้วเดี๋ยวผ่านไปไม่นานก็เกิดความหิว

 อยากจะซื้อของอีก อยากจะไปเที่ยวอีก

 อยากจะไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายอีก

 ถ้าไม่ได้ทำก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

 เกิดความไม่สบายใจขึ้นมา นี่คืออาหารของใจ

 คือการทำทานนี้เอง

ทุกครั้งที่เราทำบุญทำทานนี้

เท่ากับการซื้ออาหารมาให้แก่จิตใจ

 ทำให้จิตใจมีความสุข มีความอิ่ม มีพลัง

 มีพลังที่จะเดินไปข้างหน้า

 ที่จะไปเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ

นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธเราถูกสอน

ให้ทำกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ เราควรจะทำ

เหมือนกับการรับประทานอาหารของร่างกาย

 ร่างกายเราก็รับประทานอาหารกันอย่างสม่ำเสมอ

 เราก็ควรที่จะทำบุญให้ทานกันอย่างสม่ำเสมอ

 เราจึงมีพระสงฆ์มาบิณฑบาต

อันนี้เป็นอุบายความคิดของพระพุทธเจ้า

ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

 ประโยชน์ทั้งผู้ให้และประโยชน์ทั้งผู้รับ

 ผู้ใส่บาตรก็จะได้ทำทานจะได้อาหารแก่ใจ

 ผู้บิณฑบาตก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลา

ไปกับการไปทำมาหากิน

 เพราะพระภิกษุที่มาบวชในพระพุทธศาสนา

มีเป้าหมายอยู่ที่การหลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ

 มีหน้าที่ที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติธรรม

ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติ

ถ้าต้องไปทำมาหากินก็จะไม่มีเวลาพอ

ที่จะมาศึกษามาปฏิบัติธรรม เพื่อให้หลุดพ้น

จากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดไปได้

 พระพุทธเจ้าเลยสอนให้พระภิกษุทุกรูปนี้

ออกบิณฑบาตกัน ไปโปรดสัตว์ โปรดญาติโยม

 ญาติโยมจะได้ทำบุญ ญาติโยมจะได้มีอาหาร

ให้แก่จิตใจของญาติโยม

ส่วนพระภิกษุก็จะได้อาหาร

ทางร่างกายของพระภิกษุ

เพื่อที่ร่างกายของพระภิกษุจะได้อยู่สุขสบาย

 นอกจากบิณฑบาตก็ถวายผ้าจีวร

สร้างกุฎิที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคต่างๆ

ให้แก่พระภิกษุนักบวช

 เพื่อพระภิกษุจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายมาเสียเวลา

กับการเลี้ยงดูร่างกาย หาเงินหาทองทำงานทำการ

เพื่อมาเลี้ยงดูร่างกาย เพราะถ้าต้องทำงานทำการ

เหมือนกับญาติโยมพระภิกษุก็จะไม่มีเวลาพอ

ที่จะมาศึกษามาปฎิบัติธรรมเพื่อมาบรรลุธรรม

 และหลังจากที่บรรลุธรรมแล้ว

จะได้เป็นที่พึ่งของพุทธศาสนิกชนคือญาติโยม

เพราะญาติโยมถ้าไม่มีพระภิกษุที่บวชศึกษาปฏิบัติ

และบรรลุเป็นพระอริยบุคคลก็จะไม่มีที่พึ่งผู้สั่งสอน

 คือไม่มีพระอริยสงฆ์สาวกมาเป็นผู้สอนผู้บอก

ให้รู้จักวิธีเลี้ยงดูจิตใจให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

แคล้วคาดปลอดภัยจากความทุกข์ต่างๆ

 นี่ก็เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

 ประโยชน์ของผู้ให้ ผู้ให้เสียเงินทองข้าวของไป

แต่ได้รับอาหารที่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อจิตใจ

 ส่วนพระภิกษุก็ได้อาหารทางร่างกายไป

 ได้ปัจจัย ๔ ทางร่างกาย จะได้มีเวลาไปปฏิบัติ

ไปศึกษาไม่ต้องมาทำงานทำการ

เพื่อที่จะได้เป็นที่พึ่งของญาติโยมต่อไป

หลังจากที่ได้บรรลุธรรมแล้ว

ก็จะมาเป็นผู้คอยสอนคอยบอกให้ญาติโยมให้รู้ว่า

จะต้องทำอะไรบ้าง เช่นวันนี้ก็มาสอนญาติโยม

 พระภิกษุก็มาสอนญาติโยมให้มาทำบุญทำทาน

ให้มาสร้างปัจจัย ๔ ให้แก่จิตใจ

ถ้าจิตใจมีปัจจัย ๔ ครบบริบูรณ์

 จิตใจก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ

 หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ หลุดพ้นจากภัยต่างๆ

จะมีแต่ความสุขไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๑ 






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 สิงหาคม 2561
Last Update : 26 สิงหาคม 2561 8:19:45 น.
Counter : 181 Pageviews.

0 comment
<<< "ตัวที่เป็นปัญหาคือใจ" >>>










"ตัวที่เป็นปัญหาคือใจ"

วิธีกินของพระท่านกินเพื่ออยู่

ไม่ได้กินเพื่อตัวของท่าน

 กินเพื่อคนใช้ เลี้ยงคนใช้ เลี้ยงคนรับใช้

 บางท่านไม่ได้กิน อาหารของท่านก็คือความสงบ

 ถ้าใจสงบแล้วมันไม่หิว มันไม่หิวอาหาร

 ให้มันอดข้าวมันก็อดได้

 พระพุทธเจ้าอดข้าวได้ตั้ง ๔๙ วัน เพราะใจไม่หิว

 ร่างกายนี้เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก

 แต่ใจไม่เดือดร้อน ใจสงบ

เพียงแต่ว่ายังไม่สงบแบบถาวร

สงบแบบยังมีความทุกข์อยู่

 เพราะว่ามันยังไม่ได้กำจัดตัวกิเลส

 ท่านก็เลยหยุดเลิกอดอาหาร

อดอาหารใจก็ยังทุกข์อยู่ ใจก็ยังอยากกินอยู่

 ก็เลยยังไม่ใช่ทาง อดอาหารเฉยๆ ไม่ใช่ทาง

 ต้องมาอดความอยาก ต้องหยุดความอยาก

 ร่างกายจะตายแล้วมันก็ยังมีความอยากอยู่

 ก็เลยแทนที่จะไปทรมานร่างกาย

 ก็เลิกทรมานร่างกาย มารู้ว่าตัวที่เป็นปัญหาคือใจ

คือความอยากที่มีอยู่ในใจ

 เวลาเกิดความอยากขึ้นมานี้หิวเลย

 โยมกินข้าวอิ่มๆ นี้เดี๋ยวเห็นขนมขึ้นมาก็หิวแล้ว

ทั้งๆ ที่ท้องมันแน่นอยู่อย่างนี้ ก็ยังอยากกินอยู่

แล้วถ้าไม่ได้กินก็หงุดหงิดไม่สบายใจ

ร่างกายมันถึงพองขึ้นมาเป็นตุ่มไปทุกวันนี้

แล้วก็ไปโทษว่าเป็นยีนส์เป็นอะไร ทำไม

 มันเป็นตัณหาความอยากทั้งนั้นแหละ

 บางคนก็ไปโทษเป็นดีเอ็นเออันโน้นไป

 ถ้าหยุดความอยากได้ ไม่มีวันอ้วนหรอก

 ถ้าเรามาทำใจให้สงบได้

 แล้วเราก็ไม่ต้องใช้ร่างกาย

 ไม่มีร่างกายก็ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อน

ไม่ต้องกลับมามีร่างกายอันใหม่

ถ้าเรายังต้องใช้ร่างกายนี้อยู่

 หลังจากกายนี้ตายไป

 เราก็กลับมาเกิดใหม่ กลับมาทรมานใหม่

 มาทุกข์ใหม่ มาดิ้นรนหากิน

 มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกัน

 หาเงินหาทองมาซื้อความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 แล้วก็มาทุกข์กับประกันชีวิต

 ประกันภัย ประกันสุขภาพ

 มันก็กลับมาเจอปัญหาแบบเดิม

 เจอความทุกข์แบบเดิม มันก็จะกลับมาอย่างนี้แหละ

 พวกเรากลับมาเกิดมาไม่รู้กี่ล้านรอบแล้ว.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

สนทนาธรรมมบนเขา

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๐



 

ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 สิงหาคม 2561
Last Update : 25 สิงหาคม 2561 8:10:39 น.
Counter : 153 Pageviews.

0 comment
<<< "สรณะที่พึ่งที่ประเสริฐที่แท้จริง" >>>








“สรณะที่พึ่งที่ประเสริฐที่แท้จริง”

ความสุขที่พวกเราเเสวงหากัน

 เป็นความสุขที่ไม่แน่นอนและเป็นความสุขที่ไม่ถาวร

 เพราะร่างกายที่เป็นเครื่องมือ

ในการหาความสุขเหล่านี้

ย่อมมีความเสื่อมลงไปตามลำดับ

ตาหูจมูกลิ้นกายย่อมเสื่อมสมรรถภาพลงไปตามลำดับ

 แล้วต่อไปก็อาจจะไม่สามารถใช้ตาหูจมูกลิ้นกาย

เป็นเครื่องมือหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายได้

 เวลานั้นก็จะมีแต่ความเศร้าสร้อยหงอยเหงา

มีความเบื่อหน่าย บางครั้งก็คิดอยากจะฆ่าตัวตายไป

 โดยเฉพาะเวลาที่ต้องสัมผัส

กับโผฏฐัพพะที่ไม่พึงปรารถนา

 เช่น ความเจ็บปวดต่างๆ ทางร่างกาย

ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่รักษาไม่หาย

แต่ถ้าเรารู้จักวิธีหาความสุขภายในใจได้

 ความสุขภายในใจนี้จะทำให้ไม่เดือดร้อน

กับความเจ็บความปวดของทางร่างกาย

 แล้วก็ไม่เดือดร้อน

กับความเสื่อมของตาหูจมูกลิ้นกาย

 เพราะการหาความสุขทางใจนี้ไม่จำเป็น

ที่จะต้องใช้ตาหูจมูกลิ้นกายนั่นเอง

 เช่น เวลาเรานั่งสมาธิ

เราก็หลับตาหลับหูหลับอะไรต่างๆ

 ทวารทั้ง ๕ เราก็ปิดมันไม่ไปสนใจรับรู้

ให้เราเกาะติดอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

 เช่น การบริกรรมพุทโธๆ ไป

 ใจของเราก็จะเข้าสู่ความสงบเข้าสู่ความสุขได้

 แล้วถ้าเราทำบ่อยๆ

 ต่อไปเราก็สามารถเข้าได้อย่างรวดเร็ว

เหมือนกับการขับรถ เวลาขับรถใหม่ๆ

นี้รู้สึกว่าเราจะต้องคอยทำอะไรหลายอย่าง

 ต้องคอยเหยียบน้ำมันคอยเหยียบเบรค

คอยเข้าเกียร์คอยจับพวงมาลัย

 รู้สึกว่าเป็นงานที่ยุ่งยากมากมาย

แต่หลังจากที่เราทำบ่อยๆ เข้า

มันก็กลายเป็นความเคยชิน

 ก็จะเป็นความง่ายดายขึ้นมา

 ฉันใด ตอนต้นเวลาที่เรานั่งสมาธิใหม่ๆ

 เราก็จะรู้สึกว่ายากเหลือเกิน

การที่จะต้องคอยบริกรรมพุทโธๆ

แล้วก็มีอุปสรรคต่างๆ มามากมาย

 บางทีนั่งแล้วก็หลับก็มี

 บางทีนั่งแล้วก็ไม่สงบฟุ้งซ่าน

คิดแต่เรื่องนั้นคิดเเต่เรื่องนี้

 บางทีนั่งแล้วก็เจ็บตรงนั้น

ปวดตรงนี้ก็ไม่อยากจะนั่ง

 อันนี้ก็เป็นเพราะว่าสติไม่ต่อเนื่อง

ถ้าสติต่อเนื่องแล้วอาการต่างๆ จะไม่มารบกวนใจ

 ใจจะเกาะติดอยู่กับพุทโธนี้แล้ว

จะไม่รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน จะไม่รู้สึกรำคาญ

กับอาการเจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ของร่างกาย

จะไม่มีความคิดฟุ้งซ่านตามมา

ใจก็จะดิ่งเข้าสู่ความสงบได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้น การที่จะนั่งสมาธิให้เกิดผลขึ้นมา

จึงต้องอาศัยการเจริญสติเป็นจุดเริ่มต้นก่อน

 ต้องให้จิตของเรานี้มีสติอย่างต่อเนื่อง

ไม่เผลอไปกับเรื่องอื่นไม่คิดไปกับเรื่องอื่น

 ให้คิดอยู่กับพุทโธๆ เพียงอย่างเดียว

หรือให้อยู่ในปัจจุบัน อยู่กับการเฝ้าดูร่างกาย

อย่างไม่คลาดสายตาทุกเวลานาที

อันนี้คือเรื่องของการบำเพ็ญจิตตภาวนา

เพื่อให้จิตเข้าสู่ความสงบที่ความสุข

ที่เลิศที่สุดที่ดีกว่าความสุขทั้งหลายในโลกนี้

 เพราะเป็นความสุขที่ไม่ต้องอาศัย

สิ่งต่างๆในโลกนี้เป็นเครื่องมือ

 ร่างกายจะแก่จะเจ็บจะตายไป

ก็ยังสามารถผลิตความสุขอันนี้ได้

 เพราะเป็นความสุขของใจผลิตโดยใจ

 ไม่ได้ใช้ร่างกายเป็นผู้ผลิตขึ้นมา

 และพอเราได้ความสุขนี้

เราก็ต้องรักษาความสุขนี้ให้ได้

 เพราะว่าความสุขนี้จะจางไปเวลาที่ออกจากสมาธิ

 เวลาออกจากสมาธิถ้าไม่เจริญสติต่อ

ความสุขนี้ก็จะหายไปได้

 ถ้าอยากจะรักษาความสุขต่อ

ก็ต้องอย่างน้อยก็ต้องเจริญสติ

แต่การเจริญสตินี้ก็มีขอบเขตของความจำกัดก็คือ

 ต้องเจริญอยู่เรื่อยๆ ถึงจะไม่หายไป

ถ้าเวลาใดเผลอหรือหยุดเจริญสติขึ้นมา

มันก็หายไปได้ เพราะเวลาเผลอสติ

ก็มีตัณหาความอยากโผล่ขึ้นมา

มาทำลายความสงบอันนี้ได้

 ถ้าอยากจะไม่ให้ความสงบนี้หายไปอย่างถาวร

โดยที่ไม่ต้องเจริญสติไม่ต้องใช้พุทโธ

ต่อไปก็ต้องใช้ปัญญา

 ปัญญานี้จะเป็นผู้ที่จะมาทำลายความอยาก

 ปัญญาก็คือการมีเหตุมีผล

การดูสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุด้วยผล

 ถ้าจิตสงบแล้วเวลาออกมาจิตไม่สงบ

เพราะอะไรก็จะรู้ อ๋อ เพราะความอยาก

 พอเกิดความอยากแล้ว

ความสงบที่ได้จากสมาธิมันก็จะหายไป

ถ้าอยากจะให้ความสงบกลับคืนมา

ก็หยุดความอยากเท่านั้นเอง

 และการจะหยุดความอยากได้ก็ต้องสอนให้ใจ

 ชี้ให้ใจเห็นเลยว่า สิ่งที่อยากได้นี้

มันเป็นงูพิษมันไม่ใช่เป็นของเล่นของดี

 มันเป็นพิษเป็นอันตรายเพราะอะไร

 เพราะว่ามันไม่เที่ยง

เพราะเราไม่สามารถควบคุมบังคับ

ให้มันให้ความสุขกับเราไปตลอดไม่ได้

เราเห็นอะไรเราชอบเราคิดว่า

ได้มาแล้วเราจะมีความสุข เราก็ไปเอามา

 เราก็ได้ความสุขจากสิ่งนั้น

 แต่วันดีคืนดีสิ่งนั้นก็เปลี่ยนไปได้

พอเปลี่ยนไปแล้วการที่จะเคยให้ความสุข

ก็กลายเป็นให้ความทุกข์กับเรา

 เช่นเรารักใคร เราชอบใคร

เราคิดว่าเราได้เขามาแล้ว

เขาจะให้ความสุขกับเราไปตลอด

 เเต่พอมาอยู่กับเขาได้สักพักหนึ่งเขาเปลี่ยนไป

 ตอนนั้นเราก็จะเสียใจเราจะทุกข์ใจ

เพราะเขาไม่ให้ความสุขกับเรา

เหมือนกับที่เราคิดว่าเขาจะให้เราไปตลอดนั่นเอง

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีความไม่แน่นอน

 มีความไม่เที่ยงเเท้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ

 ไปตามเหตุตามปัจจัยต่างๆ

 หรือเขาอาจจะดีกับเราไปตลอด

แต่เขามีโรคภัยไข้เจ็บมีอุบัติเหตุ

 ทำให้เขาต้องจากเราไปก่อน

อันนี้ก็เป็นอนิจจังเหมือนกัน

 เป็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นอนัตตา

ก็คือเราไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับ

ไปสั่งให้เขาเป็นไปตามความอยากของเราได้

พอเรามีความอยากก็จะเกิดทุกขัง

ความทุกข์ขึ้นมาในใจ พอเราเห็นว่า

สิ่งที่เราอยากได้นั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 เราก็จะหยุดความอยากได้สิ่งต่างๆ ได้

 พอเราไม่มีความอยากได้ในสิ่งต่างๆ

จิตก็กลับเข้าสู่ความสงบได้เหมือนเดิม

เหมือนตอนที่ออกจากสมาธิมาใหม่ๆ

 แล้วก็จะสงบไปอย่างถาวร

เพราะว่าเหตุที่จะทำให้ใจไม่สงบนี้

จะถูกทำลายไปหมดด้วยปัญญา

ด้วยไตรลักษณ์ ด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ด้วยอริยสัจ ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

 นี่แหละคือปัญญาของทางพระพุทธศาสนา

 ปัญญาของทางพระพุทธศาสนานี้

ไม่กว้างใหญ่ไพศาล

เหมือนกับปัญญาความรู้ทางโลก

 ความรู้ทางโลกนี้แตกแยกเป็นหลายสิบ

หลายหมื่นหลายพันสาขาด้วยกัน

 แต่เป็นความรู้แบบท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

 คือไม่รอดพ้นจากความทุกข์นั่นเอง

 ไม่ว่าเรียนรู้วิชาอันใดถึงระดับขั้นปริญญาเอก

ก็จะไม่สามารถที่จะมาดับความทุกข์

 บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่จิตใจได้

เหมือนกับปัญญาทางพระพุทธศาสนาที่เห็นว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ที่เห็นว่าความทุกข์ของใจนี้เกิดจากความอยาก

 และการจะดับความทุกข์ของใจ

ก็ต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้นเอง

อันนี้แหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

ที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

 เป็นความรู้แบบเรียกว่าเส้นผมบังภูเขา

 เป็นความรู้เล็กๆน้อยๆ ที่มีอยู่ในใจตลอดเวลา

แต่ไม่มีใครมองกัน แทนที่จะหาวิธีบำบัดทุกข์บำรุงสุข

ที่มีอยู่ภายในใจ คำตอบมีอยู่แล้วภายในใจ

กลับไม่หาคำตอบภายในใจกัน

 กลับไปหาคำตอบข้างนอกใจ

ไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิชาการต่างๆ

จนมีวิชาการแทบจะนับไม่ถ้วน

แล้วว่ามีกี่วิชาด้วยกัน

แต่วิชาความรู้ต่างๆ ภายนอกนี้

ไม่สามารถที่จะมาดับความทุกข์ภายในใจได้

ดังนั้น ผู้ที่จะเข้าถึงความรู้อันนี้ได้ก็ต้องปฏิบัติ

อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติ คือ ทำทาน

 สละราชสมบัติเพื่อจะได้มีเวลาออกบำเพ็ญรักษาศีล

 บำเพ็ญจิตตภาวนาได้อย่างเต็มที่

ถ้ายังต้องยุ่งเกี่ยวอยู่กับพระราชทรัพย์

ต้องยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของผู้ครองเรือนอยู่

ก็จะไม่มีเวลาพอ ก็จำเป็นจะต้องสละทุกอย่าง

 ทำทานแบบเต็มที่เลย

 มีอะไรเท่าไหร่ก็ยกให้ผู้อื่นไปหมด

ไม่มายุ่งไม่มากังวลด้วย เพื่อจะได้เอาเวลา

มาทุ่มเทให้กับการรักษาศีล และเจริญจิตตภาวนา

 จนในที่สุดก็ได้พบกับอริยสัจ ๔

 ได้พบกับไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

จึงได้พบกับความสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งหลาย

ได้พบกับการสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

 คำตอบอยู่ภายในใจของเรา ไม่ได้อยู่ภายนอก

 ถ้าเรายังไปหาคำตอบอยู่ภายนอกอยู่

ก็แสดงว่าเรายังหลงทางอยู่

เช่น เดินทางไปหาพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดียนี้

ก็หลงทางกันไป ไปผิดทาง มองป้ายผิดไป

 ป้ายชี้บอกให้เข้าข้างในกลับไปข้างนอกกัน

ไปทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

ท่านบอกให้ปิดทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย

ถ้าอยากจะเห็นพุทธะให้เข้าข้างใน

ให้บำเพ็ญปฏิบัติจนเห็นธรรมะ

พอเห็นธรรมแล้วก็จะเห็นพุทธะ

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต

ไม่ใช่ผู้ใดไปอินเดียผู้นั้นจะเห็นเราตถาคต

 พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสสอนอย่างนั้น

สอนแต่ว่าให้เข้าข้างใน

สำรวมอินทรีย์ตาหูจมูกลิ้นกาย

 เจริญสติ ดึงใจให้เข้าข้างในให้ได้

ด้วยการบริกรรมพุทโธๆ อันนี้แหละ

การเข้าหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

ดึงเข้ามาข้างใน พอดึงเข้ามาข้างในจิตก็จะสงบ

จิตก็จะเห็นธรรมะ เห็นอริยสัจ ๔

 พอเห็นอริยสัจ ๔ ก็จะเห็นพระพุทธเจ้า

 อ๋อ นี่หรือ คือพระพุทธเจ้า

ก็จะเห็นพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้เอง

 จิตของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร

จิตที่มีธรรมก็เป็นอย่างนี้ คือจิตที่สงบ

ผู้ที่มีจิตสงบก็คือผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

 สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน ญายปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโน

 ก็อยู่ตรงนี้อยู่ที่การบำเพ็ญจิตตภาวนา

อยู่ที่การรักษาศีล อยู่ที่ทำทานนี่เอง

ไม่ได้อยู่ที่ไหน อย่าไปที่อินเดียให้เสียเวลา

หลวงปู่มั่นไม่ได้ไป หลวงตามหาบัวไม่ได้ไป

ผู้ที่ไปแล้วเจอพระพุทธเจ้ากันหรือยัง

อันนี้ก็ขอให้นำเอาไปคิดว่า

แนวทางการบำเพ็ญของเรานั้น

ไปในทิศทางไหนกันแน่ ทางของพระพุทธเจ้า

หรือทางของโมหะอวิชชาความหลงความมืดบอด

ถ้าไปทางตาหูจมูกลิ้นกายไปทางข้างนอกก็ถือว่า

ไปตามทางของโมหะ อวิชชา

ถ้าไปสู่การสำรวมตาหูจมูกลิ้นกาย

 ไปสู่ทางศีล ๘ สู่ทางจิตตภาวนา

อันนี้แหละเป็นทางไปที่พระพุทธเจ้าได้ทรงไป

 ทรงดำเนินไป และทรงสอนให้พวกเราบำเพ็ญตามกัน

 ดังนั้น ขอให้พวกเราจงพยายามตะเกียกตะกาย

ต่อสู้กับความหลงที่จะหลอกให้เรา

ไปหาสิ่งต่างๆ ภายนอก ให้ดึงใจของเรา

ให้เข้ามาสู่ภายในให้ได้แล้วเราจะได้พบกับสรณะ

ที่พึ่งที่ประเสริฐ ที่แท้จริงต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“ทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอน”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 24 สิงหาคม 2561
Last Update : 24 สิงหาคม 2561 10:23:08 น.
Counter : 261 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ