Group Blog
All Blog
<<< "หาความสุขแบบใหม่แบบที่ไม่มีความทุกข์" >>>









“หาความสุขแบบใหม่

    แบบที่ไม่มีความทุกข์”

ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ก็ดึงดูดจิตใจของผู้ที่ปรารถนา

ที่ต้องการที่จะหลุดพ้น

จากความทุกข์ต่างๆ ผู้ที่มีความปรารถนา

ที่จะมีความสุขที่แท้จริงจะเข้าหาธรรมะกัน

 เพราะธรรมะนี้เป็นแหล่งของความรู้

ที่จะพาให้ผู้ที่รู้นี้ดับความทุกข์ต่างๆ

ให้หมดไปจากใจ

ให้มีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว

 ตอนนี้ถ้าไม่มีธรรมะ

ใจของสัตว์โลกนี้จะมีทั้งความสุข

และความทุกข์คลุกเคล้ากันไป

จะไม่สามารถมีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียวได้

 เพราะความสุขที่สัตว์โลกแสวงหากัน

เป็นความสุขที่มีความทุกข์ผสมอยู่ด้วย

 เหมือนอาหารสมัยนี้ที่มีสารพิษต่างๆ ผสมอยู่ด้วย

 รับประทานไปแล้วมักจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา

ถึงแม้จะเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้า

อย่างสหรัฐอเมริกานี้ ก็ต้องมีอาหารที่เป็นพิษอยู่

ทั้งๆ ที่มีการตรวจตรา

มีการอะไรอยู่อย่างสม่ำเสมอ

 ก็ยังมีรายงานคนรับประทานอาหารบางชนิด

 รับประทานแล้วก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา

 แล้วก็มีอาหารที่ไม่มีใครรู้ว่า

มีสารอะไรเจือปนอะไรอยู่บ้าง

 ที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในระยะยาว

 โรคมะเร็งนี้เป็นผลที่เกิดจากการเอาสารต่างๆ

ที่เข้ามากับอาหารกับเครื่องดื่ม

 แล้วก็ไปสะสมอยู่ในร่างกาย

 แล้ววันดีคืนดีพอถึงเวลาที่มันมีกำลังมากพอ

 มันก็จะทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นมา

ความสุขต่างๆ ที่มนุษย์หากันในโลกนี้

ก็เป็นแบบนั้น เป็นความสุขที่เป็นความทุกข์ผ่อนส่ง

เราไม่รู้ว่าเรากำลังผ่อนส่งความทุกข์กัน

เดี๋ยวความทุกข์ก็จะตามมา

 ตอนต้นเขาจะให้เรามีความสุขก่อน

 ไปดูไปฟังไปลิ้มรสดมกลิ่น ไปสัมผัสกับสิ่งต่างๆ

 ก็เกิดความสุขกัน เช่น ไปท่องเที่ยว

ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ไปโรงภาพยนตร์โรงละคร

 ไปร้านอาหารร้านเครื่องดื่ม

 เวลาได้ไปตามแหล่งเหล่านี้สถานที่เหล่านี้

ก็มีความสุขขึ้น แต่วันข้างหน้าอาจมีเหตุการณ์

ที่ทำให้ไม่สามารถไปสู่แหล่งเหล่านี้ได้

สถานที่เหล่านี้ได้ เวลานั้นก็จะไม่มีความสุขกัน

เวลานั้นก็จะมีความทุกข์กัน

นี่คือความสุขที่สัตว์โลกอย่างมนุษย์พวกเรานี้

แสวงหากัน เป็นความสุขที่จะต้องพบกับความทุกข์

ช้าบ้างเร็วบ้าง แล้วแต่เหตุการณ์

 แล้วแต่สิ่งที่เราไปสัมผัสรับรู้

 ว่าจะหมดไปเร็วหรือหมดไปช้า

หรือความสามารถของเราที่จะหาความสุขต่างๆ

ที่มีอยู่ในโลกนี้ จะหมดไปเร็วหรือหมดไปช้า

 ถ้าหมดเร็ว ความทุกข์ก็มาเร็ว

 เช่น ถ้าเราใช้เงินทอง

เป็นเครื่องมือหาความสุขต่างๆ พอเงินทองหมด

 ความสุขที่เคยได้ก็จะหมดไป

พอไม่มีความสุข ความทุกข์ก็เข้ามาแทนที่

 ความสุขกับความทุกข์นี้

เหมือนกับแสงสว่างกับความมืด

 เหมือนกลางคืนกับกลางวัน

 มันจะไม่อยู่ทีเดียวพร้อมกัน มันจะผลัดกันมา

 ถ้าสว่างมันก็จะไม่มืด ถ้ามันมืดมันก็จะไม่สว่าง

 ความสุขของพวกเราก็เหมือนกัน

ถ้ามันสุขมันก็จะไม่ทุกข์

พอมันไม่สุขมันก็ทุกข์ขึ้นมา

นี่เป็นสิ่งที่พวกเราหากัน

เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ รู้ว่าให้ความสุขกับเรา

 และก็รู้ว่ามันจะต้องให้ความทุกข์กับเราต่อมา

 แต่เราก็ไม่รู้จักความสุขแบบที่พระพุทธเจ้า

กับพระสาวกทั้งหลายได้รู้กัน

 นั่นก็คือความสุขที่ไม่มีความทุกข์ตามมา

 แต่เป็นความสุขที่ต้องผ่านความทุกข์

 ก่อนจะเข้าถึงความสุขที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบนี้

จะต้องผ่านความทุกข์ก่อน

ทุกข์ที่เกิดจากการที่เราต้องทิ้งความสุขต่างๆ

 ที่เรามีอยู่ไป ตอนนั้นมันก็จะทุกข์

 อย่างพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะพบกับความสุขที่แท้จริง

พระพุทธเจ้าก็ต้องทิ้งความสุขปลอมก่อน

เป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ในพระราชวัง

มีความสุขทางร่างกาย

 ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ทางลาภยศสรรเสริญ แต่พระองค์ก็ทรงเห็นว่า

มันมีความทุกข์มาปนอยู่ด้วย

 ไม่ช้าก็เร็ววันใดวันหนึ่ง

ก็อาจจะไม่สามารถหาความสุขเหล่านี้ได้

 เมื่อไม่มีความสุขก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

 พระองค์เลยยอมทุกข์

ทุกข์ก่อนที่จะไปเจอทุกข์ที่แก้ไม่ได้

ตอนนี้เอาทุกข์แบบที่ยังแก้ได้

 คือ ยอมสละความสุขที่เคยมีเคยหาได้

 ความสุขของพระราชกุมาร

ความสุขในพระราชวัง

 แล้วก็ออกไปบวชอยู่ในป่า

ตอนนั้นทุกข์ ทุกข์ทรมาน

 เพราะไม่มีความสุขที่เคยมี แต่ก็พยายาม

เร่งสร้างความสุขขึ้นมาใหม่

หาความสุขแบบใหม่

 หาความสุขที่ไม่มีความทุกข์

ก็ไปศึกษาจากอาจารย์ต่างๆ

ศึกษาวิธีสร้างความสุขแบบใหม่

ที่ไม่มีความทุกข์ตามมา

ก็สามารถสร้างได้ในระดับหนึ่ง

 คือสร้างได้ในระดับชั่วคราว

แต่ยังไม่สามารถสร้างความสุขแบบใหม่นี้

ให้อยู่แบบถาวรไปตลอดได้

เพราะไม่มีใครรู้จักวิธี

ที่จะหาความสุขแบบใหม่นี้

โดยที่จะให้มันมีอยู่ได้ตลอดเวลา

วิธีหาความสุขแบบนี้ก็คือวิธีฝึกจิต

วิธีฝึกสมาธินี่เอง ถ้าไปฝึกสมาธิ

 นั่งสมาธิทำใจให้สงบ

ก็จะเกิดความสุขแบบใหม่นี้ขึ้นมา

 แต่พอออกจากสมาธิมา

เดี๋ยวความสุขแบบใหม่นี้ก็จางหายไป

เหมือนกับน้ำเย็นที่เราแช่ไว้ในตู้เย็น

 เวลาเอาออกจากตู้เย็นใหม่ๆ

 ความเย็นของน้ำก็ยังมีอยู่

 แต่จะเริ่มลดความเย็นลงไปเรื่อยๆ

 จนในที่สุดความเย็นก็หายไป

ความสุขที่ได้จากสมาธิก็เป็นแบบนั้น

 เวลาอยู่ในสมาธิก็มีความสุขเต็มที่

พอออกจากสมาธิ

ความสุขนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป

 ก็ได้พบกับความสุขในระดับนี้ก่อน

 เพราะมีคนสอนเพียงระดับนี้

ครูบาอาจารย์ต่างๆ

 ก็สอนให้เข้าสู่สมาธิในระดับต่างๆ

 ในระดับรูปฌาน ในระดับอรูปฌาน

ที่มีความสงบแตกต่างกันไป

มีความสงบมากน้อยต่างกันไป

 รูปฌานก็มีความสงบน้อยกว่าอรูปฌาน

 รูปฌานก็แบ่งเป็น ๔ ระดับ รูปฌาน๑ รูปฌาน๒

 รูปฌาน๓ รูปฌาน๔

ที่มีความสงบมากน้อยตามลำดับ

 ต่างกันไป แล้วเหนือจากรูปฌาน

 ก็ยังมีอรูปฌาน ที่มีความสุขมากขึ้นไป

 มีความสงบมากขึ้นไป

 จนถึงขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

 เป็นความสงบที่เต็มร้อย

 แต่ก็เป็นความสงบที่อยู่ได้ชั่วคราว

 เพราะว่าร่างกายมีภารกิจที่จะต้องคอยดูแล

 จะไปเข้าฌานอยู่ในนั้นตลอดไม่ได้

 เดี๋ยวร่างกายหิวน้ำ ร่างกายปวดฉี่

ร่างกายต้องการอาหาร ก็ต้องออกมา

 พวกฤาษีที่เขาเข้าฌานสมาบัตินี้

บางทีเขาเข้าได้เป็นอาทิตย์เป็นเดือน

พระพุทธเจ้าเคยทรงอดอาหารได้ ๔๙ วัน

แต่พอออกจากสมาธิมา ความทุกข์ก็โผล่ขึ้นมา

 ความสุขที่ได้จากความสงบหายไป

 ความทุกข์ก็โผล่ขึ้นมาใหม่

 พระพุทธเจ้าก็เลยอยากจะรู้ว่า

ทำไมจึงไม่สงบเหมือนตอนที่อยู่ในสมาธิ

 ก็ค้นคว้าด้วยตนเองเพราะไม่มีใครรู้

ก็ทรงค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้ความสุขนั้นหายไป

ก็คือ ตัณหาความอยาก

ตัณหาความอยากที่เป็นกิเลส

มีอยู่ ๓ ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 เรียกว่า “กามตัณหา” ความอยากมีอยากเป็น

เช่น อยากร่ำอยากรวย อยากเป็นใหญ่เป็นโต

 อันนี้เรียกว่า “ภวตัณหา” และความอยากไม่เป็น

 คือ ความอยากไม่สูญเสียความเป็นใหญ่เป็นโต

เวลาเป็นใหญ่เป็นโตก็อยากเป็นไปเรื่อยๆ

 เวลารวยก็อยากจะรวยไปเรื่อยๆ

เวลาได้รางวัลก็อยากจะได้รางวัลไปเรื่อยๆ

 จะไม่อยากสูญเสียสิ่งที่ได้มาไป

และก็ไม่อยากจะสูญเสียร่างกาย

 ร่างกายนี้ก็ไม่อยากให้มันแก่

ไม่อยากให้มันเจ็บไข้ได้ป่วย

ไม่อยากให้มันตาย

ความอยากไม่สูญเสียเรียกว่า “วิภวตัณหา”

 พอเกิดความอยากเหล่านี้ขึ้นมา

 ความสงบที่ได้จากสมาธิ

 ความสุขที่ได้จากความสงบก็จะถูกทำลายไป

 พอเราอยากปั๊บใจเราจะอึดอัดขึ้นมาทันที

 กระวนกระวายกระสับกระส่ายกระตือรือร้น

ใจร้อนขึ้นมาทันที เพราะอยากจะได้อะไรแล้ว

ใจจะรุ่มร้อนขึ้นมา

 ความเย็นที่ได้จากความสงบจะหายไป

 อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจของพวกเราทุกคน

 ของสัตว์โลกทุกสัตว์ แต่ไม่มีใครรู้กันว่า

 ๓ ตัวนี้เป็นตัวที่จะทำลายความสงบ

 ทำลายความสุขที่เราหามาได้

ก็เลยยังไม่มีใครรู้จักวิธี

ที่จะมีความสุขอย่างแท้จริงอย่างถาวร

วิธีทางโลกก็ไม่สามารถ

ที่จะทำให้ความสุขอย่างเดียวได้

 ความสุขทางลาภยศสรรเสริญ

ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ก็ต้องมีความทุกข์ผสมมาด้วย

ความสุขที่ได้จากความสงบ

ก็เป็นความสุขชั่วคราว พอออกจากสมาธิ

มาความทุกข์ก็ยังเข้ามาได้อยู่

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบสาเหตุว่า

ตัวที่ทำให้ทุกข์ วุ่นวายเวลาที่ออกจากสมาธิมา

ก็คือความอยากนี่เอง ก็เลยรู้ว่า

ต้องหยุดความอยาก

แล้วการที่จะหยุดความอยากได้ต้องเห็นว่า

สิ่งที่อยากได้นี้มันมีความทุกข์ผสมอยู่ด้วย

ต้องรู้ว่าความอยากในลาภยศสรรเสริญ

 ความอยากในรูปเสียงกลิ่นโผฏฐัพพะนี้

มีความทุกข์ตามมา เป็นเหมือนยาเสพติด

 ยาเสพติดนี่เรารู้กันว่ามันให้ความสุข

แล้วมันก็ให้ความทุกข์กับเรา

เราจึงไม่กล้าเสพยาเสพติดกัน

 ฉันใด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราหากันในโลกนี้

เช่น ลาภยศสรรเสริญ

ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้

 มันก็เป็นเหมือนยาเสพติด

เพียงแต่ว่ามันไม่รุนแรงไม่เฉียบพลัน

เหมือนกับยาเสพติด มันค่อยๆ ทำลายเรา ค่อยๆ

 ก่อและสร้างความทุกข์ให้กับเรา

 มันไม่เห็นแบบชัดเจนเหมือนยาเสพติด

 แต่มันแบบเดียวกัน เราเสพมัน เราติดมัน

 เราติดลาภยศสรรเสริญ

เราติดความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 แล้วเราก็พอที่จะหามาได้อยู่เรื่อยๆ

ไม่เหมือนกับยาเสพติดนี่ บางทีหายาก

เพราะตำรวจเขาคอยตามจับคนขายอยู่เรื่อยๆ

แล้วสองมันแพง มันต้องใช้เงินซื้อมาก

สามมันทำให้เราทำอะไรไม่ได้

 พอเราเสพยาแล้วเราก็จะนอน

 พอตื่นขึ้นมาก็เสพอีก ก็เลยไม่มีเวลา

ที่จะไปหาเงินหาทอง ไปทำงานทำการ

ส่วนยาเสพติดที่คนทั่วไปเสพกันนี่ไม่รุนแรง

 มันไม่เฉียบพลัน

มันยังปล่อยให้เรามีเวลาไปทำงานได้

 เช่น เราติดรูปเสียงกลิ่นรส เราก็ไปเที่ยว

พอเที่ยวปั๊บพอถึงวันทำงานเราก็หยุดเที่ยว

 เราก็ไปหาเงินหาทองกันใหม่

มันก็เลยทำให้เราสามารถ

ที่จะเสพสิ่งเหล่านี้ไปได้นาน

จนทำให้เราลืมไปว่าจะต้องมีเวลาใดเวลาหนึ่ง

 วันใดวันหนึ่งที่เราจะไม่สามารถเสพสิ่งเหล่านี้ได้

 คือเราอาจจะสูญเสียสิ่งเรานี้ไปเมื่อไหร่ก็ได้

 พอมันเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา

มันก็จะเหมือนกับกระทันหัน

 คนบางคนนี้อยู่ดีๆ ก็ล้มละลาย เงินทองหมด

 มันก็ไม่ได้หมดทันทีทันใด

แต่มันก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา

 แล้วถ้าไม่รู้จักวิธีแก้ปัญหา

 เดี๋ยวเงินทองที่มีอยู่ก็ต้องหมดไป

พอหมดทีนี้จะเอาอะไรมาซื้อความสุขต่างๆ

เมื่อไม่สามารถซื้อความสุขต่างๆ

ได้ก็จะกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา

 ก็เป็นเหมือนยาเสพติด ยาเสพติดเวลามีเงินซื้อ

ก็มีความสุข ซื้อมาเสพกัน

แต่เดี๋ยวเงินหมดก็ไม่มีเงินจะซื้อยาเสพติด

 ถ้าจะซื้อก็ต้องไปขโมย

ไปลักเงินทองของคนอื่นมาซื้อต่อ

 แล้วเดี๋ยวไม่ช้าก็เร็วก็ต้องถูกจับ

ไปลงโทษติดคุกติดตะราง

ช่วงขณะอยู่ในคุก

จะทรมานมากถ้าไม่มียาเสพติด

ขึ้นอยู่ว่าติดมากติดน้อย ถ้าติดมาก

ก็อาจจะถึงกับตายไปก็ได้ เพราะทนพิษของยา

ของความต้องการยาไม่ได้

เวลามันถอน ถอนออกจากร่างกายนี่มันทรมาน

ยาที่เคยอยู่ในร่างกาย พอไม่มียาใหม่มาเติม

มันก็จะถอนมันก็จะน้อยลงไป พอน้อยลงไป

 อาการอยากมันก็จะเพิ่มมากขึ้น

เพิ่มจนกระทั่งทรมานมาก

จนบางคนทนไม่ไหวก็ตายไป

นี่คือความสุขที่พวกเรามนุษย์นี้หากัน

 หาจาก ๔ อย่างนี้ หาจากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ถ้าหาได้ก็มีความสุข หาไม่ได้ก็มีความทุกข์

 แต่พวกเราโชคดีที่เรามาอยู่ในยุคที่มีธรรมะ

คำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอน

ให้เราหาความสุขที่ไม่มีความทุกข์

 คือ ความสุขที่เกิดจากการฝึกจิตฝึกใจนั่งสมาธิ

 ทำใจให้สงบ แล้วเวลาออกจากสมาธิมา

ก็ให้รักษาความสงบนั้นได้สองวิธี

วิธีชั่วคราวก็ฝึกสติต่อไป พุทโธ พุทโธ

คอยควบคุมความคิดอย่าให้คิด

 เพราะความคิดนี้เป็นตัวนำให้เกิดความอยาก

 ถ้าเราคิดให้คิดอยู่กับพุทโธ พุทโธ

มันก็จะไม่มีความอยาก

พอเราไปคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้

ก็จะเกิดความอยากขึ้นมา

 คิดถึงขนมก็อยากรับประทาน

 คิดถึงเครื่องดื่มก็อยากจะดื่มขึ้นมา

พอเกิดความอยากแล้วทีนี้ใจก็กระวนกระวาย

 กระสับกระส่ายหงุดหงิดรำคาญใจ

 นี่เป็นอาการของความทุกข์ใจ

 แล้วเราก็เลยทนไม่ไหว ก็เลยต้องไปบำบัด

ด้วยการไปทำตามความอยาก

 พอไปทำตามความอยากอาการหงุดหงิดอะไรต่างๆ

 ก็ระงับไปชั่วคราว จนกว่าความสุขที่เราได้

จากสิ่งที่เราได้มามันหมดไป

ความอยากใหม่ก็โผล่ขึ้นมา วิธีแก้ก็คือ

ถ้าใช้สติก็พุทโธ พุทโธ ไป อย่าปล่อยให้มันคิด

อย่าปล่อยให้มันอยาก

แต่มันจะเป็นการแก้แบบชั่วคราว

ถ้าเราเผลอสติเมื่อไหร่ ใจไปคิดถึงสิ่งต่างๆ

 เมื่อไหร่ความอยากก็ยังโผล่ขึ้นมาได้

วิธีที่จะแก้อย่างถาวรก็ต้องใช้ปัญญา

 ปัญญาก็คือต้องสอนใจให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ

ที่ใจอยากได้นี้มันเป็นทุกข์

มันจะกลายเป็นความทุกข์ เป็นความสุขตอนต้น

ได้สิ่งที่เราอยากได้มาก็สุข

 เดี๋ยวสิ่งที่เราได้หมดไปก็จะทุกข์

 ต้องคอยหาใหม่อยู่เรื่อยๆ ยิ่งหาก็ยิ่งอยาก

 ได้มามาก ก็ยิ่งอยากได้มากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

 ความอยากจะไม่มีวันหมด

 ต่อให้หามาได้มากน้อยเพียงใด

 ของที่เราหามาได้มันจะต้องหมด

 แต่ความอยากได้ของนั้นมันจะไม่หมด

 แล้วพอเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อไหร่

 ความไม่สบายใจก็ปรากฎขึ้นมาทันที

ถ้าอยากจะให้ความอยากหายไป

ก็ต้องเห็นว่าการทำตามความอยากนี้

มันจะทำให้เราต้องไปเจอความทุกข์ต่อไป

 สู้อย่าไปทำตามความอยากดีกว่า

ถ้ามันหงุดหงิดไม่สบายใจ

ก็ใช้สติหยุดมันควบคุมมัน

อันนี้ใช้ทั้งสติใช้ทั้งปัญญา ถ้าใช้สติอย่างเดียว

ก็ใช้ควบคุมโดยที่ไม่รู้ว่าควบคุมทำไม

อันนี้จะทำให้ความอยากไม่หมด

แต่ถ้ามีปัญญาด้วยที่สอนบอกว่า

ทำไมเราต้องไม่ทำตามความอยาก

 เพราะการทำตามความอยากนี้

จะเป็นการพาเราไปหาความทุกข์

ไม่ใช่ไปหาความสุข

 เมื่อเราไม่ต้องการความทุกข์

 เรารู้ว่าการกระทำตามความอยาก

จะพาให้เราไปเจอความทุกข์ เราก็ไม่ทำ

 เช่น ถ้าเรารู้ว่าจะไปเที่ยวที่นั่นแล้วน้ำจะท่วมนี้

 เราจะไปกันไหม ช่วงนี้เราจะไปเที่ยวต่างจังหวัด

เราต้องตรวจดูสภาพอากาศ

แล้ว ตอนนี้จังหวัดไหนน้ำท่วม เราจะไปไหม

ถึงแม้อยากจะไป ไม่ไปใช่ไหม

 เพราะเรารู้ว่ามันเป็นภัยกับเรา มันเป็นทุกข์กับเรา

 เราก็ไม่ไป ฉันใด สิ่งต่างๆ ที่เราอยากได้

มันก็เป็นอย่างนั้น ลาภยศสรรเสริญ

ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี่

มันเป็นเหมือนสถานที่ๆ มีน้ำท่วมอยู่

 แต่เราไม่รู้กัน เพราะตอนที่เราดูมันไม่ท่วม

มันจะท่วมตอนที่เราไป พอไปถึงแล้วมันถึงจะท่วม

 เราก็เลยไปกัน เราอยากได้อะไรๆ เราก็เอากัน

 หามากัน พอหามาได้แล้วทีนี้ มันก็จะทุกข์ล่ะสิ

 มันก็จะทำให้ใจเราทุกข์แล้ว

นี่ได้ยินคนซื้อรถมาใหม่ๆ นี่ เวลาจะขับไปไหน

ทีนี้ ระมัดระวังเหลือเกิน กลัวเหลือเกิน

 กลัวจะเฉี่ยว กลัวจะชน กลัวจะอะไร

 สู้คนขับรถเก่าไม่ได้ คนขับรถเก่าๆ นี้เฉย

ยังไงก็ได้ มันเก่าแล้ว มันจะพังก็พังไป

 เพราะมันจะพังอยู่แล้วก็เลยไม่ค่อยวิตกเท่าไหร่

 พอเราได้อะไรมาใหม่ๆ นี้เราจะรักจะหวงจะห่วง

 แล้วเวลาสูญเสียไปก็จะเสียใจ

 นี่คือความทุกข์ต่างๆ

ที่ตามมาจากการที่เราไปได้อะไรมาเป็นของเรา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 กันยายน 2561
Last Update : 27 กันยายน 2561 10:08:23 น.
Counter : 127 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ