Group Blog
All Blog
<<< " ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติ " >>>









"ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติ”

ก็เป็นอนิจจัง อันนี้ก็ ก็ให้เรา ถ้าเราทุกข์กับมัน

ก็แสดงว่าเราไม่เห็นว่ามันเป็นอนิจจัง

ถ้าเราไม่ทุกข์กับมันก็แสดงว่า

เราเห็นว่ามันเป็นอนิจจัง

 มันก็มีเกิดมีดับ มีขาดๆ หายๆ

 นี่คือสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ เราจะไปหวังให้มันราบรื่น

ไปตลอดทุกวันทุกเวลาไม่ได้

บางเวลามันก็ไม่ราบรื่น บางเวลามันก็ขรุขระ

 เหมือนขับรถบนท้องถนนนี้บางทีมันก็ไม่ได้วิ่งไปตลอด

 บางทีก็มีรถติด บางทีถนนก็ชำรุด มีหลุมมีบ่อ

อันนี้ทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นอย่างนี้

ไม่มีอะไรดีร้อยเปอร์เซ็นต์ไปตลอดเวลา

ไม่มีอะไรมันเลวร้ายไปตลอดเวลา

มันมีทั้งดีมีทั้งไม่ดีสลับกันไปมาในชีวิตของเรา

 ถ้าเราอยากให้เราราบรื่น คือจิตของเราไม่วุ่นวาย

 เราก็ต้องหัดรับกับสิ่งต่างๆ อย่าไปยึดไปติด

ว่าจะต้องให้มันดีอย่างเดียว

 หรือจะต้องไม่ให้มีอะไรไม่ดีเลย

มันก็ต้องมีบ้างทั้งดีและไม่ดี

 ถ้าไม่อยากจะเจอเรื่องราวเหล่านี้ก็อย่ามาเกิด

 ถ้าไม่เกิดแล้วรับรองก็ไม่ต้องเจอเรื่องราวเหล่านี้

พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ก็สาวกนี้

ท่านไม่ต้องมาเจอเรื่องราว

อย่างที่พวกเราเจอกันอยู่ทุกวันนี้

ท่านก็เคยเจอมา แต่ท่านเข็ดแล้วท่านเบื่อแล้ว

 ท่านก็เลยไม่กลับมาเกิด

แต่พวกเราไม่รู้เข็ดหรือยังเบื่อหรือยัง

 ปากก็บ่นไปอย่างนั้นน่ะ แต่เดี๋ยวก็กลับมาอีก

บ่นว่าอย่างโน้นอย่างนี้

เดี๋ยวพอไม่เห็นหน้ากันสักพักก็คิดถึงกันอีกแล้ว

 พอเจอหน้ากันก็เดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีกแล้ว

 เดี๋ยวพอทะเลาะกันก็หนีกันไปแยกกันไป

 แยกกันไปไม่กี่วัน คิดถึงกันอีกแล้ว

 กลับมาหากันอีกแล้ว ลืมเรื่องที่ทะเลาะกันซะแล้ว

 เนี่ยใจเรามันเป็นอย่างเนี้ย มันเป็นใจที่ลืมง่าย

 ลืมความทุกข์ง่าย ถึงกลับมาหาความทุกข์อยู่เรื่อยๆ

โดยไม่เคยจดไม่เคยจำ

 เพราะเวลาคิดถึงก็คิดถึงแต่ความสุขที่เขาจะให้เรา

 ลืมความทุกข์ที่เขาให้เรา

พอมาหาเขาได้ความสุขเดี๋ยวเดียว

 เขาให้ความทุกข์กลับมาอีกแล้ว

 พอให้ความทุกข์ก็หนีไปอีกแล้ว

 เนี่ยเราชอบลืมความทุกข์กัน

 เกลียดความทุกข์เลยไม่พยายามคิดถึงมัน

 พยายามลืมๆ มัน แล้วก็เลยต้องเจอมันอยู่เรื่อยๆ

 พวกเรามันไม่เข็ด ไม่กลัวความทุกข์กัน

อนิจจัง อนัตตา ก็คือเราไปควบคุมบังคับมันไม่ได้

ของทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเหมือนธรรมชาติ

 เป็นธรรมชาติ แต่เราก็แยกมัน

ว่ามันไม่ใช่เป็นธรรมชาติ

เราก็แยกว่าของที่เราควบคุมบังคับได้บางเวลา

 ว่าไม่ใช่ธรรมชาติ เช่นร่างกายเรา

เราก็ยังไม่ถือว่ามันเป็นธรรมชาติ

 เราถือว่ามันของเรา เพราะเราควบคุมมันได้

 ตอนนี้เราสั่งมันได้ สั่งให้มันกินข้าวได้

 สั่งให้มันอาบน้ำได้ สั่งให้มันไปไหนมาไหนได้

เราก็เลยคิดว่ามันไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

 แต่วันหนึ่ง วันดีคืนดีมันก็สั่งไม่ได้

มันอยากจะไม่สบายขึ้นมานี้เราก็สี่งให้มันไม่

 ไม่ให้ไม่สบายก็ไม่ได้ มันก็จะไม่สบาย

 อันนี้มันจะเริ่มเห็นว่าเป็นธรรมชาติแล้ว

 เหมือนฝนตกมันจะตกไปห้ามมันไม่ได้

ร่างกายมันจะเจ็บไข้ได้ป่วยเราก็ไปห้ามมันไม่ได้

ท่านจึงสอนให้เรามองให้เห็นว่า

ทุกอย่างในโลกนี้เป็นธรรมชาติหมด

 แม้แต่ร่างกายของเราหรือแม้แต่สินค้าต่างๆ

ที่เราซื้อกันนี้ ก็เป็นธรรมชาติทั้งนั้น

 เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ในบางเวลา

 แต่มีเวลาใดเวลาหนึ่งที่เราจะต้องควบคุมไม่ได้

 เช่นให้มันอยู่กับเราไปตลอด

เดี๋ยววันดีคืนดี ใครขโมยไป มันก็หายไปแล้ว

จากเราไปแล้ว หรือให้มันใช้ได้ดีไปตลอด

 วันดีคืนดีเปิดเครื่องมาก็ใช้ไม่ได้ อ้าวทำไมใช้ไม่ได้

 ทีนี้ก็ต้องไปค้นหาสาเหตุแล้ว

 แบตหมดเหรอ แบตหมดก็ต้องไปเปลี่ยนแบต

ถ้าเปลี่ยนแบตแล้วยังใช้ไม่ได้

 อย่างนี้ก็ต้องให้ช่างเขาดูสิว่าเป็นอะไร

 มันมีแต่หลายสาเหตุด้วยกัน นะ

ฉะนั้น พยายามมองทุกอย่างว่าเป็นธรรมชาติ

 จะสบายใจ เพราะอะไร

เราจะได้ไม่ไปหวังอะไรจากมันมาก

 เราไม่ได้หวังอะไรจากฝนฟ้าอากาศมาก

 มันจะตกก็ปล่อยมันตกไป มันไม่ตกก็เรื่องของมัน

 แดดจะออกหรือแดดไม่ออก

ก็ไม่ได้ไปหวังอะไรจากมัน

 หวังก็ไม่ได้ ก็เลยไม่หวังดีกว่า

จะได้ไม่ผิดหวัง ถ้าหวังแล้วไม่ได้ก็จะผิดหวัง

นี่คือหลักของความคิดที่จะทำให้ใจเราสบาย

ทำให้ใจเราไม่เสียใจ ไม่วุ่นวาย ไม่วิตก

ไม่เครียด ไม่กังวล ก็คือมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้

มันเป็นอย่างนี้แหละ อย่าไปอยากให้มันเป็นอย่างนั้น

 ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ ตอนนี้แสงสว่างมีแค่นี้

ลมพัดแค่นี้ จะไปอยากให้มันสว่างกว่านี้

หรือให้ลมพัดแรงกว่านี้ มันก็ไม่ได้ดั่งใจอยาก

 อยากไปก็จะเสียใจไปเปล่าๆ วุ่นวายใจไปเปล่าๆ

 ฉะนั้น หัดทำใจให้รับกับสภาพความเป็นจริง

ได้ทุกเวลานาที ตอนนี้เป็นอย่างนี้ก็เอาอย่างนี้แหละ

เดี๋ยวพรุ่งนี้เป็นอย่างนั้นก็เอาอย่างนั้นต่อ

 มันจะเป็นยังไงก็เอากับมัน

ร่างกายมันจะเป็นยังไงก็เอากับมัน

ตอนนี้มันไม่เจ็บก็ไม่เจ็บ เดี๋ยวมันเจ็บก็ให้มันเจ็บไป

 เดี๋ยวมันจะตายก็ให้มันตายไป

 ถ้าเรารับกับเหตุการณ์ได้ คือปล่อยวางได้

 เราก็ไม่ทุกข์กับมัน ที่เราทุกข์

เพราะเราไม่ยอมรับเหตุการณ์

เราอยากจะเปลี่ยนมัน

 เช่นเวลาเจ็บก็อยากจะให้มันหาย

 พอมันไม่หายมันก็ทุกข์ขึ้นมาเท่านั้นเอง

 ถ้ายอมให้มันเจ็บมันก็ยังไม่ทุกข์.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 สิงหาคม 2561
Last Update : 8 สิงหาคม 2561 6:45:35 น.
Counter : 183 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ