Group Blog
All Blog
<<< "อย่าไปทำตามความอยาก" >>>











"อย่าไปทำตามความอยาก "

ความสงบหายไปเพราะอำนาจของความอยาก

 พออยากอะไรปั๊บนี้มือไม้สั่นใจสั่นแล้ว

 เงินในกระเป๋านี้ร้อนขึ้นมาแล้ว

 ควักออกมาใช้ต้องซื้อไอ้โน่นไอ้นี่

 แล้วมันถึงจะหายสั่นแต่มันหายเดี๋ยวเดียว

 เดี๋ยวความอยากใหม่ก็โผล่ขึ้นมาอีก ก็สั่นขึ้นอีก

 นี่คือโทษของการทำตามความอยาก

 เพราะมันไม่หมดมันไม่จบ

อยากได้สิ่งนี้แล้วเดี๋ยวก็อยากจะได้สิ่งนั้นต่อ

 ได้สิ่งนั้นแล้วเดี๋ยวก็กลับมาอยากได้สิ่งนี้อีก

 กลับไปกลับมากับความอยากอยู่เรื่อยๆ

 เพราะความสุขที่ได้จากความอยากมันเดี๋ยวเดียว

 ได้ขณะที่เราได้ดังใจอยาก

แล้วสักพักหนึ่งมันก็หายไปแล้ว

 แล้วเดี๋ยวความอยากใหม่ก็โผล่ขึ้นมาอีก

 วิธีที่จะทำให้เราไม่ต้องมาวุ่นวายกับความอยากก็คือ

 อย่าไปทำตามความอยาก

 เห็นไหมคนที่เขาเลิกบุหรี่เลิกสุราได้เพราะอะไร

ก็เพราะว่าเขาไม่ไปทำตามความอยาก

 เวลาอยากสูบบุหรี่ เขาก็ไม่ไปสูบ

 ทุกครั้งที่อยากสูบบุหรี่ก็ไม่สูบ

 เดี๋ยวความอยากก็หมดไปเอง

 คนที่อยากจะเลิกดื่มสุราก็เช่นเดียวกัน

 พออยากจะดื่มสุราก็ต้องไม่ดื่ม

 พอไม่ดื่มสักพักแล้วเดี๋ยวความอยากก็หายไป

 แต่ช่วงที่ไม่ดื่มตอนนั้นแหละมันทรมานใจ

 แต่คนที่มีสมาธิมีความสงบแล้วจะไม่ทรมาน

จะสามารถสู้กับความอยากได้อย่างสบาย

 เพราะมีความสงบมีความสุขจากสมาธิ

มาคอยให้ความสุข ก็เลยไม่รู้สึกทรมานใจ

เหมือนกับคนที่ไม่มีสมาธิ

คนที่ไม่มีสมาธิจึงเลิกอะไรได้ยาก

ติดอะไรแล้วนี้เลิกได้ยาก เวลาอยากแล้วนี้ใจมันสั่น

 แต่ถ้ามาฝึกสมาธิได้ใจสงบแล้ว

 เวลาไปเลิกอะไรนี้ใจจะไม่สั่น จะรู้สึกเฉยๆ

 แต่รู้ว่ามันอยากอยู่ เพียงแต่ว่าถ้าเรามีปัญญา

เราก็บอกว่า ต่อไปนี้ไม่ทำแล้วทำตามความอยาก

 พอเราไม่ทำตามความอยากอีกต่อไป

 ความอยากมันก็จะไม่กลับมารบกวนใจเราอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 พฤษภาคม 2561
Last Update : 11 พฤษภาคม 2561 8:51:37 น.
Counter : 247 Pageviews.

1 comment
<<< "อย่าไปกลัวและอย่าไปคาดหวัง" >>>










"อย่าไปกลัวและอย่าไปคาดหวัง"

เพราะความกลัวเวลาที่มันจะวูบ

 กลัวว่าจะเป็นเหมือนกับหน้ามืด

 สลบไสลหรือเป็นอะไรไป ความกลัวนี้

มันเลยจะทำให้ไม่กล้าที่จะนั่งสมาธิต่อไป

แต่ความจริงการที่จิตจะวูบนี้มันจะเข้าสู่ความสงบ

 พอมันวูบแล้วมันจะสบาย มันไม่เป็นอะไรหรอก

 มันจะสุข จะสบาย จะนิ่ง จะเบา จะขึ้นสวรรค์

 ดังนั้นไม่ต้องไปกลัว อย่าไปสนใจมันจะวูบไม่วูบ

 ขอให้เราอยู่กับอารมณ์ที่เราใช้ภาวนาก็แล้วกัน

 อยู่กับพุทโธก็พุทโธไป อยู่กับลมก็ดูลมไป

 อย่าไปสนใจกับอาการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

 ซึ่งอาจจะมีหลายรูปแบบด้วยกัน

 บางทีเกิดขนลุกซ่าขึ้นมา น้ำตาไหล

 เกิดแสงสว่างขึ้นมา อะไรต่างๆ เหล่านี้

 มันยังไม่ใช่เป็นผลสุดท้ายที่เราต้องการ

ผลสุดท้ายก็คืออยากจะให้มันวูบแล้วก็นิ่งสบาย

 เหมือนยกภูเขาออกจากอกไป เบาอกเบาใจ

 เหมือนกับขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น ถ้ายังไม่ถึงตรงนั้น

 ก็ให้อยู่กับการภาวนาต่อไป อยู่กับพุทโธต่อไป

 อยู่กับลมหายใจต่อไป ไม่ต้องไปกลัวเรื่องวูบ

 เรื่องวูบนี้ไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นพิษเป็นภัย

หรือบางคนดูลมหายใจก็ดูไป

จนกระทั่งรู้สึกว่าลมหายใจหมดไป

ก็รู้สึกตกใจกลัว กลัวว่าไม่มีลมหายใจแล้วจะตาย

ไม่ตายหรอก ลมมันละเอียด

 มันละเอียดจนที่เราไม่สามารถจะจับลมได้

ก็อยู่กับความว่างไป อยู่กับการไม่มีลมไป

ให้สักแต่ว่ารู้ไป

 แล้วเดี๋ยวมันก็จะวูบเข้าสู่ความสงบเอง

นี่คือการเข้าสู่สมาธิของใจ ไม่มีอะไร

 ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร ไม่มีใครตายจากการนั่งสมาธิกัน

มีแต่จะบรรลุมรรคผลนิพพานกันจากการนั่งสมาธิ

 ดังนั้น อย่าไปกลัว ขอให้เราภาวนาไป

ทำใจไม่รู้ไม่ชี้ถึงผลที่จะเกิดขึ้น

มันจะวูบก็ปล่อยมันวูบไป อย่าไปเกร็ง

อย่าเล็ง อย่าไปคาด ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่กับพุทโธไป

 อยู่กับลมหายใจไป แล้วแต่ว่าเราจะใช้อะไร

เป็นเครื่องมือผูกใจ เราก็อยู่กับสิ่งนั้นไป

 แล้วผลมันเกิดขึ้นมาก็ปล่อยมันเกิดขึ้นไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 พฤษภาคม 2561
Last Update : 10 พฤษภาคม 2561 9:25:27 น.
Counter : 254 Pageviews.

1 comment
<<< "เราต้องเป็นผู้สร้างผลเอง" >>>









"เราต้องเป็นผู้สร้างผลเอง"

หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นหลักของเหตุผล

 ถ้ามีเหตุ ผลก็จะต้องตามมา

 ถ้าไม่มีเหตุผลก็จะไม่ตามมา

ถ้าตอนนี้เรายังไม่มีผลกัน

 ยังไม่มีมรรคผลนิพพาน

 ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้สร้างเหตุ

ให้ทำให้เกิดผลขึ้นมานั่นเอง

 เราต้องหมั่นพยายามสร้างเหตุ

ให้มากขึ้นไปตามลำดับ

ให้มากไปจนถึงทำให้เกิดผลขึ้นมา

ถ้าเราหยุดเพราะว่าเราเห็นว่าทำไปแล้วไม่ได้ผล

 ถ้าหยุดมันก็จะยิ่งไม่ได้ผลใหญ่

 แต่ถ้าเรารู้ว่าการที่เรายังไม่ได้ผล

เพราะเรายังทำน้อยไป ยังทำไม่มากพอ

 เราก็ต้องเพิ่มการปฎิบัติเพิ่มการกระทำของเรา

ให้มีมากขึ้นไป แล้วผลก็จะปรากฏ

มากขึ้นไปๆ ตามลำดับ

ผลนี้ไม่ได้เกิดจากคนอื่น

คนอื่นมาสร้างผลให้กับเราไม่ได้

 พระพุทธเจ้าพระอรหันตสาวก

ท่านมาสร้างผลให้เราไม่ได้

 เราต้องเป็นผู้สร้างผลเอง

 ถ้าเรายังไม่มีผลก็แสดงว่า

เรายังไม่ได้สร้างมันขึ้นมา

หรือสร้างแต่ยังสร้างน้อยไป ยังสร้างไม่มากพอ

 เราก็ต้องเพิ่มความเพียรให้มีมากขึ้นนั่นเอง

 เพิ่มการปฏิบัติของเราให้มีมากขึ้น

 ในระยะเริ่มต้นเราอาจจะปฏิบัติได้น้อย

 เพราะเรายังไม่มีกำลังมากพอ

 แต่ถ้าเราเริ่มปฏิบัติไปแล้ว

เราจะมีกำลังมากขึ้นไปตามลำดับ

 จะทำให้เราเพิ่มการปฎิบัติให้มีมากขึ้นไปได้เรื่อยๆ

 และจะทำให้เราปฏิบัติได้เต็มรูปแบบ

 แบบเต็มที่เต็มร้อย

ตอนต้นเราอาจจะเริ่มที่ร้อยละสิบ

 แล้วก็เพิ่มเป็นร้อยละยี่สิบ ร้อยละสามสิบ

 เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แต่มันจะไม่เพิ่มขึ้นไปเอง

 เราต้องเป็นผู้บังคับตัวเราเอง

ให้เพิ่มการปฏิบัติให้มากขึ้น ถ้าเราไม่บังคับ

มันก็อาจจะยังปฏิบัติเท่าเดิม

 หรืออาจจะปฏิบัติน้อยกว่าเดิมก็ได้

ถ้าเราปล่อยให้เป็นไปตามความรู้สึก

ตามอารมณ์ของเรา

วันไหนอารมณ์ดีอาจจะปฏิบัติมาก

 วันไหนอารมณ์ไม่ดีก็ปฏิบัติน้อย

 ถ้าเราปล่อยให้อารมณ์เป็นผู้มากำกับการปฏิบัติ

 การปฎิบัติของเราก็จะไม่เพิ่มขึ้นไปตามลำดับ

 ก็จะขึ้นๆ ลงๆ ไปตามอารมณ์

 อารมณ์ของเราก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

 บางทีก็มีอารมณ์อยากปฏิบัติมาก

 บางทีก็มีอารมณ์ไม่อยากจะปฏิบัติ

 แต่เราอย่าให้อารมณ์นี้

มาเป็นตัวกำกับการปฎิบัติของเรา

 เราต้องเอาการบังคับ

 เราต้องมีการตั้งกฎกติกาบังคับการปฏิบัติของเรา

เช่นกำหนดตารางเวลาของการปฏิบัติของเรา

ว่า วันหนึ่งเราจะปฏิบัติสักเท่าไหร่ดี

สักกี่ชั่วโมงดี จะนั่งสมาธิกี่ชั่วโมง

 จะเดินจงกรมกี่ชั่วโมง เราต้องกำหนดเวลาขึ้นมา

 แล้วก็ต้องมีความจริงใจต่อการตั้งใจของเรา

 คือเรากำหนดเวลาแล้ว

เราก็ต้องทำตามเวลาที่เรากำหนดไว้

 เช่นเวลากี่โมง เวลากี่โมงเวลานี้จะให้ทำอะไร

 เวลาต่อไปจะให้ทำอะไรเราก็ต้องทำ

 ถ้าเรามีการกำหนดตารางเวลา

 เราก็จะได้มีการปฏิบัติได้นั่นเอง

 ถ้าเราไม่กำหนดตารางเวลา

ปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆ ปล่อยให้อารมณ์ต่างๆ

 เป็นผู้กำหนดเวลาการปฏิบัติของเรา

เราอาจจะไม่มีเวลาปฏิบัติ หรือมีก็น้อยมาก

 ถ้าเราปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการงาน

 การกระทำอะไรต่างๆ ถ้าเราไม่มาใช้เหตุใช้ผล

พิจารณาแยกแยะดูว่าการกระทำต่างๆ

 ที่เรากระทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้มันมีประโยชน์หรือไม่

 เราควรจะทำกันหรือไม่

ระหว่างการไปทำกิจกรรมอย่างอื่น

กับการมาปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน

เราต้องรู้จักชั่งน้ำหนักดู

ว่าอันไหนมีความสำคัญกว่ากัน

 ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของการปฎิบัติธรรมแล้ว

 เราเห็นความสำคัญของกิจกรรมอย่างอื่น

 เราก็จะไม่สามารถมาปฎิบัติธรรมกันได้

 เราจะไม่มีเวลาให้กับการปฎิบัติธรรม

 แต่ถ้าลองชั่งน้ำหนักดูแล้วเห็นว่า

การกระทำกิจกรรมต่างๆ กับการปฎิบัติธรรมนี้

 ไม่มีอะไรจะดีเท่ากับการปฎิบัติธรรม

 เราก็จะได้เลือกเอาระหว่างการไปทำกิจกรรมอื่นๆ

 กับการมาปฏิบัติธรรม ถ้าเราสามารถเลือกได้

เราก็จะได้เลือกมาปฏิบัติธรรมกัน

 เพราะกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำกันนี้

มันให้ผลชั่วคราวเท่านั้นเอง

 มันให้ความสุขชั่วคราว

 มันไม่ได้ให้ความสุขอย่างถาวร

เหมือนจากการปฎิบัติธรรม

นี่คือผลที่เราควรที่จะวิเคราะห์กันพิจารณากัน

 เพื่อเราจะได้เลือกกระทำเหตุที่เราควรจะกระทำกัน

 เหตุก็คือการปฎิบัติธรรม.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๐

"ปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น"






ขอบคุณที่มา b. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 พฤษภาคม 2561
Last Update : 9 พฤษภาคม 2561 5:18:50 น.
Counter : 152 Pageviews.

0 comment
<<< "การพลัดพราก" >>>









“การพลัดพราก”

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพุทธะศาสนิกชน

ให้หมั่นพิจารณาอยู่เนืองๆ ว่า

เราเกิดมาแล้วย่อมมี

การพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา

 ล่วงพ้นการพลัดพรากจากกันไปไม่ได้

นี่คือความจริงของชีวิต ของทุกๆ ชีวิต

ไม่ว่าจะสูงจะต่ำ จะรวยจะจน จะฉลาดหรือโง่

จะต้องมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา

ถ้าไม่พิจารณาอยู่เนืองๆ ใจจะหลงจะลืม

จะคิดว่าจะอยู่ร่วมกันไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

 พอถึงเวลาที่จะต้องพลัดพรากจากกัน

ก็จะเกิดความทุกข์ใจเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา

 แต่ถ้าหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

 จะไม่หลงจะไม่ลืมจะเตรียมตัวเตรียมใจ

จะไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งต่างๆ กับบุคคลต่างๆ

 เพราะรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วจะต้องจากกันอย่างแน่นอน

นี่คือธรรมที่สำคัญ เพราะจะปกป้องจิตใจ

ไม่ให้ทุกข์กับการพลัดพรากจากกัน

จากการสูญเสียสิ่งต่างๆ ไป

การพิจารณาก็ควรพิจารณาสิ่งต่างๆ

หรือบุคคลต่างๆ ที่เรารัก หรือเราชัง

 เพราะสิ่งที่เรารักบุคคลที่เรารักหรือสิ่งที่เราชัง

สิ่งที่เรารักนี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเรานั่นเอง

 สำหรับสิ่งที่เราไม่รักไม่ชัง

 บุคคลที่เราไม่รักไม่ชังนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหา

 เขาจะมาเขาจะไปไม่มีปัญหาอะไร

 แต่คนที่เรารักสิ่งที่เรารักถ้าเขาจากเราไป

เราจะเดือดร้อนเราจะวุ่นวายใจ

 หรือสิ่งที่เราชังบุคคลที่เราชัง

 เวลาจะต้องอยู่กับเขาเราก็วุ่นวายใจไม่สบายใจ

เราต้องพิจารณาว่าไม่ช้าก็เร็ว

เขาก็ต้องจากเราไปอยู่ดี ในขณะที่เขาอยู่

เราไม่สามารถที่จะให้เขาไปได้

เราก็ต้องทำใจ สำหรับคนที่เรารักหรือสิ่งที่เรารัก

 ถ้าเขาอยู่กับเราเราก็จะดีใจและมีความสุข

 แต่เราก็จะไม่สามารถ

สั่งให้เขาอยู่กับเราไปได้ตลอด

 ไม่ช้าก็เร็วไม่เขาก็เราจะต้องไป

 ต้องจากกันไปอยู่ดี

นี่คือสิ่งที่เราต้องหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

ถามตัวเราเองว่าเรารักใครเราชอบใคร

 เราอยากให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ ใช่ไหม

 แต่เขาจะอยู่กับเราไปนานๆ ได้หรือเปล่า

 หรือเราจะอยู่กับเขาไปนานๆ ได้หรือเปล่า

 เรากับเขาจะไม่มีวันจะต้องจากกันหรืออย่างไร

ถ้ามันมาถึงวันนั้นวันที่จะต้องมีการจากกัน

เราจะทำใจอย่างไร

 ถ้าเราคอยหมั่นสอนใจเตือนใจ

ถึงความเป็นจริงอันนี้ว่า

จะต้องมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา

ไม่ว่าจะเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นสามีเป็นภรรยา

เป็นบุตรเป็นธิดา เป็นญาติสนิทมิตรสหาย

 หรือเป็นสิ่งของต่างๆ เช่นลาภยศสรรเสริญ

สุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 เป็นสิ่งที่จะต้องมีการพลัดพราก

จากกันอย่างแน่นอน

 ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

 ถ้าเราหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

 เราจะเตรียมตัวเตรียมใจและตัดใจของเรา

หัดอยู่แบบไม่ต้องมีเขาให้ได้

ไม่ต้องมีลาภยศสรรเสริญ

 สุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 ไม่ต้องมีบิดามารดา ไม่ต้องมีสามีภรรยา

 ไม่ต้องมีบุตรธิดา ไม่ต้องมีญาติพี่น้อง

 อยู่ตัวคนเดียวนี่แหละดีที่สุด

แม้แต่ร่างกายนี้ก็ต้องจากเราไป

 การอยู่คนเดียวนี้ก็หมายถึงว่า

แม้แต่ไม่มีร่างกายก็ยังอยู่ได้ไม่เดือดร้อน

แม้แต่ร่างกายนี้ก็ต้องจากเราไปเช่นเดียวกัน

แล้วการที่เราจะอยู่คนเดียวได้

โดยที่ไม่ต้องมีบุคคลต่างๆ ไม่ต้องมีสิ่งต่างๆ

 เราต้องมีธรรมเท่านั้น

ถึงจะทำให้เราอยู่คนเดียวได้ อยู่ตามลำพังได้

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ เราต้องมีธรรมเป็นที่พึ่ง

 ถ้าเรามีธรรมเป็นที่พึ่งแล้ว เราไม่ต้องพึ่งสิ่งต่างๆ

 ไม่ต้องพึ่งบุคคลต่างๆ ไม่ต้องพึ่งลาภยศสรรเสริญ

ไม่ต้องพึ่งความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ไม่ต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่ พึ่งสามีพึ่งภรรยา

 พึ่งบุตรธิดา พึ่งญาติสนิทมิตรสหาย

 พึ่งร่างกายของเราเอง

 เพราะเขาเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนไม่ถาวร

 ไม่ช้าก็เร็วเขาก็จะต้องจากเราไป

 แล้วเวลาที่เขาจากเราไป

 เราไม่มีที่พึ่งเราจะทำอย่างไร เราก็ต้องเดือดร้อน

จนกว่าเราจะหาที่พึ่งใหม่ได้

 เช่น สามีจากไปถ้ายังต้องการมีสามี

ก็ต้องไปหาสามีใหม่ ลูกจากไปถ้ายังอยากจะมีลูก

ก็ต้องหาลูกมาใหม่ ถ้าคลอดเองไม่ได้

ก็ไปขอเด็กมาเลี้ยงเป็นลูก

เพราะเรายังพึ่งสิ่งเหล่านี้

เพื่อมาให้ความสุขกับเรานั่นเอง

 เพราะว่าเราไม่มีธรรมะเป็นที่พึ่ง

 ไม่มี ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ เป็นที่พึ่ง

 ถ้าเรามี ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ เป็นที่พึ่งแล้ว

 เราไม่ต้องพึ่งอะไรไม่ต้องพึ่งใคร

ไม่ต้องพึ่งลาภยศสรรเสริญ

 ไม่ต้องพึ่งความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 ไม่ต้องพึ่งทรัพย์สมบัติ ไม่ต้องพึ่งตาหูจมูกลิ้นกาย

ไม่ต้องพึ่งร่างกายคือชีวิตอันนี้

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้สละให้หมด

สละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

สละอวัยวะคือความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

และให้สละชีวิต สละร่างกายอันนี้

 ถ้ามันต้องไปให้มันไป ไม่ต้องไปพึ่งมัน

มันไม่ใช่เป็นที่พึ่ง มันเป็น ภารา หะเว ปัญจักขันธา

 มันเป็นภาระที่ใจจะต้องแบก

ตั้งแต่วันเกิดไปจนถึงวันตาย

ผู้ฉลาดนี้จึงไม่กลับมาเกิด

ไม่กลับมาแบก ภารา หะเว ปัญจักขันธา

 อันนี้ ไม่มาแบกขันธ์ รูปขันธ์นี้

เพราะว่ามันเป็นทุกข์นั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๘






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 พฤษภาคม 2561
Last Update : 6 พฤษภาคม 2561 4:28:25 น.
Counter : 214 Pageviews.

0 comment
<<< "การใช้ปัญญาพิจารณา" >>>










"การใช้ปัญญาพิจารณา"

ในเบื้องต้น พระองค์ทรงไม่สามารถแยกแยะ

ความอยากออกจากความจำเป็นได้

 ก็ทรงคิดว่าถ้าอดอาหารแล้วความอยากจะหมดไป

 จึงทรงอดอาหารถึง ๔๙ วันด้วยกัน

แต่ความอยากอาหารชนิดนั้นชนิดนี้

 เครื่องดื่มชนิดนั้นชนิดนี้ ก็ไม่ได้หายไป

 ไม่ได้หมดไป ร่างกายก็ซูบผอม

 จนเกือบจะถึงวาระสุดท้าย พระองค์ก็ทรงเห็นว่า

การอดอาหารนี้ไม่ใช่เป็นวิธีที่จะหยุดความอยากได้

 พระองค์ก็ทรงต้องย้อนกลับ

มาเสวยพระกระยาหารตามปกติ

 แล้วทรงพิจารณาว่าความอยากนี้

จะต้องแก้ด้วยการภาวนา คือ สมถภาวนา

 และ วิปัสสนาภาวนา

เพราะความอยากอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่กาย

 จึงตั้งสัจจะอธิษฐานที่ใต้ร่มโพธิ์

จะประทับอยู่ตรงนี้และจะเจริญสมถภาวนา

และวิปัสสนาภาวนา จนกว่าจะตรัสรู้

จนกว่าจะตัดความอยากทั้งหมด

ออกจากพระทัยของพระองค์

พระองค์จึงทรงเจริญสมถภาวนา

ทรงทำให้พระทัยให้สงบ พอขณะที่พระทัยสงบ

ความอยากก็จะหดตัวลงไป

 ตอนนั้นก็มีแต่ความสุขความสบาย

ใจเป็นอุเบกขา ไม่หิว ไม่อยาก ไม่ต้องการอะไร

แต่พอออกจากสมถภาวนามา

พอปล่อยให้ใจคิดปรุงเเต่ง

ก็เกิดความอยากต่างๆ ตามมา

 เกิดความอยากในกาม คือ กามตัณหา

 เกิดความอยากมี อยากเป็น คือ ภวตัณหา

 และเกิดความอยากไม่มีอยากไม่เป็น คือ วิภวตัณหา

หลังจากนั้นก็ทรงพิจารณาว่าความอยากนี่เอง

ที่ทำให้ใจไม่สงบ ทำให้ใจกระเพื่อม

 และการที่จะทำให้ใจกลับมาสงบเป็นปกติ

 ก็ต้องหยุดความอยากให้ได้

สิ่งที่จะทำให้ความอยากหยุดได้

คือ สติ ปัญญา นี่เอง

 ทรงพิจารณาเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ใจอยากได้นี้

ไม่ได้เป็นความสุข แต่เป็นความทุกข์

ทุกข์เพราะว่า ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ถาวร

ทุกข์เพราะว่าไม่สามารถควบคุมบังคับ

ให้เป็นไปตามอยากได้ถาวรเสมอไป

 เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าสิ่งต่างๆ

 ที่ทรงอยากได้นี้ เป็นทุกข์ไม่เที่ยง

 ไม่อยู่ภายใต้คำสั่ง ก็เลยหยุดความอยากได้

 เพราะอยากได้แล้ว อยากแล้วแทนที่จะได้ความสุข

 กลับได้ความทุกข์ แล้วเอามาทำไม

เช่นพิจารณาว่าการมีสามีหรือมีภรรยา

 เป็นความทุกข์มากกว่าอยู่ตามลำพัง

 อยู่ลำพังนี้จะไม่มีความทุกข์กับสามี

ไม่มีความทุกข์กับภรรยา

 พอมีสามีหรือมีภรรยาแล้ว

 เพราะรักสามีหรือรักภรรยา

ก็อยากจะให้อยู่กับตนไปนานๆ

 แต่สามีหรือภรรยาเป็นสิ่งไม่แน่นอน

 บางทีก็อยู่ บางทีก็ไม่อยู่

 เราคงเห็นบางคู่ที่เขาเป็นสามีภรรยากัน

 บางทีก็ต้องจากกันไป

 บ้างก็ต้องไปทำงานต่างประเทศ

 เวลาอยู่ห่างกันก็เกิดความทุกข์ใจ

นี่เป็นการจากกันเพียงชั่วคราว

 แล้วเวลาที่จากกันอย่างถาวร เช่น ตายจากกันไป

 หรือหนีจากกันไป

 เวลานั้นก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 นี่คือการใช้ปัญญาพิจารณาขึ้นมา

 เพื่อให้หยุดความอยาก

 เมื่อเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ที่ใจอยากได้

 เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ก็จะละความอยาก หยุดความอยากได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb, พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 พฤษภาคม 2561
Last Update : 4 พฤษภาคม 2561 11:24:41 น.
Counter : 252 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ