Group Blog
All Blog
<<< "ประโยชน์ของการฟังเทศน์ัฟังธรรม" >>>









“ประโยชน์ของการฟังเทศน์ฟังธรรม”

มีพระพุทธเจ้าพระอริยะสงฆ์สาวกของพุทธเจ้า

ท่านรู้วิธีที่จะทำให้ไม่ทุกข์กับร่างกายนี้ได้

ท่านสอนให้เราปล่อยวางร่างกาย อย่าไปพึ่งร่างกาย

 ถ้าเราอยากจะมีความสุขอย่าหาความสุขผ่านทางร่างกาย

 ให้มาหาความสุขผ่านทางจิตใจโดยตรง

 ใจของเรานี้สามารถมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องไปเที่ยว

ไม่ต้องมีร่างกายพาเราไปเที่ยว พาเราไปกิน

 พาเราไปดื่ม พาเราไปดูอะไรต่างๆ

 เราสามารถมีความสุขได้เพียงนั่งเฉยๆ

 หลับตาสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิทำใจให้สงบเท่านั้นเอง

พอใจเราสงบนิ่งใจเราก็มีความสุขขึ้นมา

 ถ้าเราทำได้ต่อไปเราก็ไม่ต้องใช้ร่างกาย

 เวลาอยากจะมีความสุขก็ไปนั่งหลับตาทำใจให้สงบ

 เงินก็ไม่ต้องเสีย เงินก็ไม่ต้องไปหา

 ไม่ต้องไปหาเงินที่หายาก ยากแสนยาก

 แต่ใช้ง่ายแสนง่าย หางานยากแสนยาก

พอได้มาปุ๊บไม่กี่วันก็หมดแล้ว

เงินเดือนออกนี้วันสองวันก็หมดแล้ว

 แต่กว่าจะได้เงินเดือนออกแต่ละเดือนตั้ง 30 วัน

หายากแต่ใช้ง่าย ถ้าหาไม่ได้ไม่มีใช้ก็ทุกข์

แต่ถ้าเราสามารถหาความสุขได้จากการทำใจให้สงบ

จากการนั่งสมาธิได้ เราก็ไม่ต้องหาเงิน

ไม่ต้องใช้เงินไม่ต้องใช้ร่างกาย

ร่างกายป่วยก็นั่งสมาธิได้นอนสมาธิได้

ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยร่างกายแก่ก็หาความสุขได้

 ไม่ต้องไปเที่ยวเหมือนคนหนุ่มคนสาว

แต่กลับมีความสุขมากกว่าความสุขของคนหนุ่มคนสาว

 เพราะความสุขที่เกิดจากการนั่งสมาธิทำใจให้สงบนี้

มันสุขเหนือกว่าความสุขทั้งปวง

อันนี้แหละเป็นสิ่งที่เราจะได้รับ

จากการที่เราเข้าหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 เราจะได้รู้จักวิธีหาความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย

 พอเราหาความสุขแบบนี้ได้เราก็ไม่ต้องพึ่งร่างกาย

 พอเราไม่พึ่งร่างกาย ร่างกายเป็นอะไร

เราจะไม่วิตกกังวลแล้วไม่เดือดร้อนแล้ว

 เพราะมีหรือไม่มีก็ไม่เป็นปัญหา มีก็ไม่ได้ใช้มัน

 ไม่มีก็ไม่ได้ใช้มัน

งั้นมันก็อยู่มันจะตายก็จะไม่เป็นปัญหา

 มันจะแก่หรือไม่แก่ก็ไม่เป็นปัญหา

 มันจะเจ็บหรือไม่เจ็บก็ไม่เป็นปัญหา

มันจะตายหรือไม่ตายก็ไม่เป็นปัญหา

 เพราะเราไม่ต้องใช้มันไม่ต้องพึ่งไง

 เรามีวิธีหาความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย

นี่แหละเป็นสิ่งที่เราไม่รู้กัน

ถ้าเราไม่ได้มาหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 เราก็จะต้องทุกข์กับร่างกาย

เพราะเราพึ่งร่างกายเป็นเครื่องมือหาความสุข

พอเราไม่สามารถหาความสุขผ่านทางร่างกายได้

เราก็จะมีแต่ความทุกข์ และถ้าทุกข์มากๆ

ก็อยากจะคิดฆ่าตัวตายกัน

คนที่ฆ่าตัวตายเพราะเขาไม่สามารถหาความสุข

ผ่านทางร่างกายได้ ร่างกายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

 ร่างกายเป็นโรคที่รักษาไม่หาย โรคที่จะต้องตายนี้

 บางคนทรมานมากก็เลยฆ่าตัวตายดีกว่า

 นี่คือความทุกข์ที่พวกเราไม่รู้กัน

ที่พวกเราเข้ามาหากัน คือเรามาหาร่างกาย

มามีร่างกายกัน เราไม่รู้ว่าเราไม่จำเป็น

จะต้องมีร่างกาย เราไม่รู้ว่าเราไม่ต้องมาเกิดก็ได้

 เราอยู่แบบไม่มีร่างกายได้

 ถ้าเราพบกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้

 เราจะรู้และเราจะรู้จักวิธีที่เราจะอยู่ได้

โดยที่ไม่ต้องมีร่างกาย ด้วยการมาฝึกจิต

ทำจิตให้สงบทำจิตให้มีความสุข

พอจิตใจเรามีความสุขเราก็เลิกใช้ร่างกายได้

ร่างกายนี้ถ้ามันตายไป

เราก็ไม่ต้องกลับมามีร่างกายอันใหม่

นี่คือเรื่องของความรู้ที่เราจะได้รับ

จากการที่เรามาหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

มาฟังเทศน์ฟังธรรมฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่มีคุณค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองทั้งหลาย

ที่มีอยู่ในโลกนี้ เพราะทรัพย์สมบัติต่างๆ

ข้าวของต่างๆในโลกนี้ จะไม่สามารถสอนให้เรา

อยู่เหนือความทุกข์ได้ กลับจะทำให้เรา

อยู่มีความทุกข์เพิ่มมากขึ้นไป

จากการที่ไปพึ่งไปยึดกับข้าวของเงินทองต่างๆ

ที่จะต้องมีวันสิ้นสุดลง นี่คือประโยชน์ที่เราจะได้รับ

ถ้าเราตั้งใจฟังเทศน์ฟังธรรมกัน

ฟังแล้วเราจะได้เกิดความเข้าใจ

เมื่อเข้าใจแล้วจะได้เอาไปใช้

ให้เกิดประโยชน์กับเราต่อไปได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 กรกฎาคม 2561
Last Update : 23 กรกฎาคม 2561 6:48:05 น.
Counter : 135 Pageviews.

0 comment
<<< "ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นธาตุหมด” >>>









“ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นธาตุหมด”

คนฉลาดที่จะมารู้ว่าร่างกายที่ไม่มีตัวตนนี้

ไม่มีใครอยู่ในร่างกาย มีแต่ดินน้ำลมไฟ

 ทั้งที่ความจริงผู้ที่มาเกาะร่างกายนี้

มาคิดมาหลงผิด มาคิดว่าร่างกายเป็นตัวเราของเรา

จึงเป็นปัญหาไง เพราะว่าพอมีอะไรเป็นของเราแล้ว

เราก็จะรักจะหวงจะห่วงขึ้นมาทันที

แล้วก็จะเสียใจเวลาที่เราต้องสูญเสียสิ่งที่เรารักไป

 นี่คือบ่อเกิดของความทุกข์ของพวกเรา

ทุกข์เพราะไปเห็นผิดไปเห็นสิ่งที่ไม่ใช่เป็นของเรา

ว่าเป็นของเรา ไปเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราว่าเป็นตัวเรา

 เนี่ยเราทุกข์กันมาตลอดกับเรื่องร่างกายนี้

 และจะทุกข์อย่างนี้ต่อไป

ถ้าเราไม่เอาความรู้ที่แท้จริงนี้

มาสอนใจเรา ถึงแม้ตอนนี้เราจะได้ยินได้ฟัง

แต่มันยังไม่เข้าใจ มันยังไม่ถึงใจ มันยังไม่ปล่อย

 ถ้ามันเห็นอย่างถึงใจมันเข้าใจมันจะปล่อย

 แต่มันเพียงแต่ฟังนี้มันยังไม่ถึงใจ

 เหมือนสิบปากว่ายังไม่เท่าหนึ่งตาเห็น

มันจะต้องเอาไปพิสูจน์อีกทีหนึ่งด้วยการปฏิบัติ

 ด้วยการเอาไปปล่อยร่างกาย เอาไปทิ้งร่างกาย

 อย่าไปบังคับให้ร่างกายเราบังคับให้ใจ

ปล่อยร่างกายให้ได้ ตอนนี้มันเกาะติดร่างกาย

เหนียวยิ่งกว่ากาวตาช้าง กาวตาช้างเสียอีก

 กาวตราช้างที่ว่าเหนียว อุปทานที่ใจมีเกาะติด

กับร่างกายนี้มันเหนียวยิ่งกว่ากาวตาช้างเสียอีก

 ถึงแม้จะมีคนสอนคนบอกว่ามันไม่ใช่เราของเรา

 มันก็ยังไม่ปล่อย ถ้าอยากจะให้มันปล่อยนี้

ต้องไปหาที่บังคับให้มันต้องปล่อย

 เช่นให้มันมีเหตุการณ์ที่บังคับ

มีเหตุการณ์ที่จะทำให้มันเห็น

ว่าร่างกายนี้จะต้องตายไป

 ตอนนั้นน่ะมันจะเริ่มรู้แล้ว

ว่าถ้าไปยึดไปติดกับร่างกายนี้

มันจะทรมาน ถ้ายังไปคิดว่ามันเป็นตัวเราของเราอยู่

 พอเวลาร่างกายจะตายนี้มันจะทุกข์มาก

 เช่นเวลาไปหาหมอแล้วหมอบอกว่าเป็นมะเร็งงี้

 รักษาไม่ได้แล้ว ขั้นสุดท้าย เหลืออีกสามเดือน

 ทีนี้แหละมันจะได้รู้กันว่าปล่อยหรือไม่ปล่อย

ถ้าทุกข์ก็แสดงว่ายังไม่ปล่อย ยังไม่ยอมรับ

ว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา

 แต่ถ้าปล่อยคือยอมตาย เมื่อมันไม่ใช่ตัวเราของเรา

เราจะไปทุกข์กับมันทำไม

 มันจะตายก็ปล่อยมันตายไป

ทำไมร่างกายคนอื่นเวลาเขาจะตายทำไมเราปล่อยได้

 ทำไมเราไม่ทุกข์ ก็เพราะเราปล่อย

 แต่ร่างกายของเรานี้จะปล่อยไม่ปล่อย

เราจะรู้ตอนนั้นแหละ ตอนที่เวลาเราทุกข์กับมัน

แล้วถ้าเราฉลาดพอที่จะเอาความรู้

ที่พระพุทธเจ้ามาสอนเรานี้มาสอนใจเราอีกทีว่า

 เฮ้ยมันไม่ใช่ตัวเรานะ

 เรากำลังทุกข์กับดินน้ำลมไฟนะ

 เหมือนกับไปทุกข์กับรถยนต์

 เหมือนกับไปทุกข์กับกระดาษ

เห็นไหมเงิน ๕๐๐,๐๐๐ มันก็เป็นแค่กระดาษ

พอมันหายไปพอมันจะหายไป

นี่โหยมันทุกข์ขึ้นมาทันที

 มันก็เป็นแค่กระดาษเท่านั้นเอง

กระดาษแล้วก็ปั๊มเขียนป้ายเขียนเบอร์ติดไว้

ว่าจำนวนเท่าไหร่ มันก็เป็นแค่ธาตุเท่านั้นเอง

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นธาตุหมด

ธาตุดินส่วนใหญ่ ของที่เราใช้กันนี้เป็นธาตุดินทั้งนั้น

 ของแข็งนี่ก็ถือว่าเป็นธาตุดิน

ของเหลวก็เรียกว่าเป็นธาตุน้ำ

ของที่มีความร้อนก็เรียกว่าธาตุไฟ

ของที่มีอากาศผสมอยู่ก็เรียกว่าธาตุลม

น้ำอัดลมเห็นไหม น้ำอัดลมก็มีฟองฟองอากาศ

มันเป็นธาตุทั้งนั้นน่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้

ที่เราใช้กันกินกันบริโภคกันนี้มันเป็นธาตุทั้งนั้น

 ไม่มีเราอยู่ในสิ่งเหล่านี้เลย

 ไม่มีเราอยู่ในร่างกายนี้เลย

 แต่ความคิดของเรานี่เองความหลงผิด

 เหมือนคนโบราณที่คิดว่ามันโลกนี้แบน

บอกยังไงก็ไม่มีใครเห็นว่ามันไม่แบน

 มองยังไงมันก็แบนอยู่นั่นแหละ เราเห็นร่างกายทีไร

มันก็เป็นตัวเราของเราอยู่นั่นแหละ

ฉะนั้น วิธีที่เราจะแยกมันนี้มันก็มี ๒ วิธี

วิธีแรกก็คือเราต้องดึงใจเขา

ใจออกจากร่างกายชั่วคราว

 ร่างกายเราส่งกระแสมาเกาะมันที่ร่างกาย

 กระแสที่มาเกาะร่างกายนี้เราเรียกว่าวิญญาณ

มาเกาะที่ตาก็เป็นจักขุวิญญาณ

 เกาะที่หูก็เป็นโสตวิญญาน มันก็มีชื่อของมัน

มีอยู่ ๕ เส้นด้วยกันที่มาเกาะติดกับร่างกาย

เพื่อจะได้ครอบครองร่างกาย สั่งการใช้ร่างกายได้

 รับรู้เหตุการณ์ต่างๆที่มาสัมผัสทางร่างกายได้

 ถ้าใจไม่มีวิญญาณมาเกาะใจจะไม่รู้

ว่าร่างกายกำลังเห็นอะไร กำลังได้ยินอะไร

กำลังได้ดมกลิ่นอะไร กำลังลิ้มรสอะไร

แต่พอมีวิญญาณมาเกาะตาหูจมูกลิ้นกาย

ใจก็จะรับรู้ทันที พอรับรู้ก็เลยไปคิดว่า

ร่างกายเป็นใจ เป็นส่วนเดียวกัน

 ความจริงเป็นส่วนที่มาเสริมมาต่อ

มาต่อจากวิญญาณที่มาเกาะ

 ฉะนั้น ถ้าเราอยากจะแยกร่างกายเราก็ต้องถอนสาย

 ถอนสายคือวิญญาณทั้ง ๕ สายนี้

 ออกจากร่างกายชั่วคราว วิธีที่จะถอนก็คือนั่งสมาธิ

 เวลาเรานั่งสมาธิแล้วเราบริกรรมพุทโธๆ

หรือดูลมหายใจเข้าออกเนี่ย

เป็นการถอนวิญญาณออกจากร่างกาย

 เพราะเราจะไม่รับรู้รูปเสียงกลิ่นรส

ที่มาสัมผัสกับตาหูจมูกลิ้นกาย

 เราจะรู้อยู่กับพุทโธคำเดียว

 เราจะไม่ไปรับรู้กับรูปเสียงกลิ่นรส

 พอเราพุทโธๆมันจะค่อยๆถอนออกมา

 ถอนออกจากร่างกาย พอมันถอนออกมาได้เต็มที่

 มันรวมกันก็เหลือแต่ผู้รู้ ผู้คิดก็หยุดคิด

 พุทโธก็หยุดไป ตอนนั้นก็จะรู้จักตัวจิต

 ว่านี่แหละคือตัวจิต ก็คือตัวรู้นี่เอง

 ตอนนี้ตัวรู้ก็ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น

 ร่างกายก็หายไปจากการรับรู้

อันนี้ก็เป็นการแยกกายแยกจิตขั้นแรก

 ให้เราเห็นว่าจิตคือผู้รู้ ร่างกายก็คือธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ

ที่นั่งอยู่เฉยเฉยๆที่ไม่รับรู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

 รูปเสียงกลิ่นรสที่มาสัมผัสกับร่างกาย

ร่างกายมันไม่รู้ว่ามี ว่าเป็นรูปเสียงกลิ่นรส

 อันนี้พอเราแยกใจออกจากร่างกายได้

 รู้แล้วว่าร่างกายก็คือธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ

 ใจก็คือธาตุรู้ คือผู้รู้ พอมันกลับเข้ามารวมกัน

 เวลาออกจากสมาธิ กระแสวิญญาณมันก็จะกลับมา

เกาะติดอยู่ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใหม่

 แล้วก็มารับรู้รูปเสียงกลิ่นรสใหม่

แล้วก็มาคิดว่าร่างกายเป็นตัวเราของเราใหม่

ตอนนี้เราก็ต้องเริ่มใช้ปัญญาของพระพุทธเจ้า

มาสอนใจ ว่าร่างกายนี้มันเป็นเพียงธาตุ ๔

 เป็นเพียงอาการ ๓๒ ไม่มีใครอยู่ในร่างกายนี้

 ไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่มีสามีไม่มีภรรยา

ไม่มีบุตรไม่มีธิดา ไม่มีใคร มีแค่อาการ ๓๒

 ไม่เชื่อผ่าศพออกมาดูสิตรงไหนมีพ่ออยู่ตรงไหนบ้าง

มีแม่อยู่ตรงไหนบ้าง ไม่มี มีแต่อาการ ๓๒

อันนี้เราต้องทำเราต้องวิเคราะห์ต้องพิจารณา

ให้มันเห็นชัดๆกับตาเราว่า

ร่างกายนี้มันมีแค่อาการ ๓๒

 ผู้รู้ผู้คิดไม่ได้อยู่ในร่างกาย ผู้รู้ผู้คิดอยู่ในธาตุรู้

 ที่ส่งกระแสวิญญาณมาเกาะติดเพื่อที่จะได้รับรู้

รูปเสียงกลิ่นรสที่มาสัมผัสกับร่างกายเท่านั้นเอง

 ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้วต่อไปเราก็จะไม่ตกใจไม่กลัว

ว่าเวลาอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายมันไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้รู้

 ผู้รู้นี้ไม่มีอะไรจะไปกระทบมันได้

 เพราะมันไม่มีรูปร่างหน้าตาไม่มีขนาด

ไม่มีเป้าให้สิ่งที่ต้องการจะไปกระทบกระทบได้นั่นเอง

 ร่างกายนี้มันเป็นเป้า อะไรก็มากระทบได้

ลูกปืนก็มากระทบได้ มีดก็มากระทบได้

 รถยนต์ก็มากระทบได้ ตายได้

 แต่ใจมันไม่มีรูปร่างเหมือนร่างกาย

ลูกปืนก็เข้าไม่ได้ ลูกปืนก็ไม่รู้ว่าจะไปยิงที่ไหน

ถึงจะเข้าไปที่ใจได้ ใจไม่มีรูปร่างมีดก็แทงไม่เข้า

 ลูกปืนก็ไม่เข้า เพราะมันไม่มีที่รับ

ไม่มีที่รับลูกปืน ไม่มีที่รับมีด ไม่มีที่รับรถยนต์

เวลารถยนต์จะชนนี้มันชนร่างกายมันไม่ได้ชนใจ

 แต่ร่างกายมันไม่ได้ตกใจ ไอ้ที่ตกใจกลับเป็นใจ

 เพราะร่างกายมันไม่รู้อะไร

ร่างกายมันก็เป็นเหมือนรถยนต์

รถยนต์ชนกับรถยนต์มันไม่รู้ว่ามันชนกัน

 แต่คนขับรถเนี่ยมันรู้ คนขับรถเนี่ยที่ตกใจ

ก็คือคนขับรถ แต่รถยนต์มันไม่รู้เรื่อง

 ร่างกายก็เป็นเหมือนรถยนต์

 อะไรมากระทบกับมันมันไม่รู้เรื่อง

 แต่ตัวที่รู้ก็คือใจ ที่ไปตกใจเพราะ

ไปคิดว่าร่างกายเป็นใจนั่นเอง

 ถ้าเรามาฝึกสมาธิแล้วเราเริ่มเห็นแล้วว่า

 ร่างกายไม่ใช่เป็นใจ แล้วพอออกจากสมาธิ

เราก็ต้องหมั่นเตือนหมั่นสอนใจอยู่เรื่อยๆว่า

 เฮ้ยร่างกายไม่ใช่เรานะ อะไรมากระทบกับร่างกาย

มันก็แค่กระทบที่ร่างกายเท่านั้นแหละ

มันไม่มาถึงเราหรอก ให้คิดอย่างนี้ให้สอนอย่างนี้

 แล้วต่อไปใจมันจะไม่ตื่นเต้นตกใจไปกับเหตุการณ์

ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เพราะใจจะรู้ว่าใจปลอดภัยเสมอ

ใจไม่มีใครที่จะมาทำลายทำร้ายใจได้

นอกจากความโง่ของใจเองเท่านั้นเอง

 ที่ไปหลงคิดว่าเป็นร่างกาย ก็เลยตื่นเต้นตกใจ

ไปกับความเป็นความตายของร่างกาย

นี่แหละเป็นสิ่งที่เราจะต้องฝึกฝนอบรมสั่งสอนจิตใจ

ขั้นต้นเราไม่รู้เราก็ต้องอาศัยผู้รู้สอนเราก่อน

 สอนให้เรารู้ความจริง ว่าร่างกายนี้เป็นใครกันแน่

เป็นอะไรกันแน่ เมื่อเราได้ยินได้ฟัง

จากพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์แล้ว

เราก็จะได้รู้ว่าเราเป็นใครร่างกายเป็นใคร

พอรู้ว่าขั้นที่ ๒ เราก็ต้องนำเอาไปปฏิบัติเอาไปพิสูจน์

 การฟังเฉยๆนี้ยังเป็นเหมือนกับ

สิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็น.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 กรกฎาคม 2561
Last Update : 20 กรกฎาคม 2561 7:11:08 น.
Counter : 194 Pageviews.

0 comment
<<< " ทำไมจึงต้องมีกฎกติกาเวลาฟังเทศน์ฟังธรรม” >>>











“ทำไมจึงต้องมีกฎกติกา

  เวลาฟังเทศน์ฟังธรรม”

สำหรับผู้ที่มาใหม่ก็อยากจะแจ้งกติกาของที่นี่

 เวลาฟังเทศน์ฟังธรรมนี้ต้องไม่คุยกัน

ต้องไม่ทำอะไร ต้องนั่งเฉยๆ

ถ้านั่งอยู่บนศาลานี้ก็ควรจะปิดมือถือ

 เพราะเดี๋ยวเกิดใครโทรเข้ามามันก็จะส่งเสียงดัง

แล้วมันจะรบกวนกัน

เวลาฟังธรรมต้องการความสงบความเงียบ

 เพราะว่าธรรมะเป็นของละเอียด

 เป็นความรู้ที่ต้องใช้สมาธิใช้สติในการฟังมาก

 คือต้องไม่มีอะไรมารบกวนใจ

 ถ้ามีอะไรมารบกวนแล้วจะฟังไม่รู้เรื่อง

ฟังแล้วจะไม่เข้าใจ ฟังแล้วจะไม่เกิดประโยชน์

 ก็อย่าฟังดีกว่าถ้าฟังแล้วไม่เกิดประโยชน์

ไปทำอะไรอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์จะดีกว่า

นี่คือทำไมเราจึงต้องมีกฎกติกา

คือเราต้องสร้างบรรยากาศ

ที่จะเอื้อต่อการฟังเทศน์ฟังธรรม

เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

นี้เป็นคำสอนที่มีความหมายลึกซึ้ง

ยากต่อการเข้าใจ

 ต้องใช้ความตั้งใจฟังและตั้งใจคิด

ถึงจะเข้าใจและจะเห็นคุณประโยชน์

ของพระธรรมคำสอนว่าเป็นคำสอนที่ยิ่งใหญ่

ที่สำคัญต่อชีวิตจิตใจของพวกเรา

นี่ก็อาจจะต้องพูดย้ำอยู่บ่อยๆ

 เพราะว่ามีผู้มาใหม่มาอยู่เรื่อยๆ

 แล้วอาจจะไม่เข้าใจ

เพราะว่าเวลาไปที่วัดอื่นเวลาไปฟังเทศน์ฟังธรรม

ไปฟังพระสวดจะไม่มีกฎกติกาแบบนี้

 เวลาไปงานศพงานสวดกันนี้

ญาติโยมมักจะนั่งคุยกัน ปล่อยให้พระสวดไป

 ญาติโยมก็นั่งคุยกันไป ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

 ญาติโยมก็เป็นงานสังคม

 มันอาจจะเจอคนรู้จักกันก็จะต้องทักทาย

ถามสารทุกข์สุกดิบ

ส่วนพระมีหน้าที่สวดก็ปล่อยตั้งสวดไป

นี่คือความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้นในยุคนี้สมัยนี้

ญาติโยมไม่ได้ไปฟังพระสวด

 ญาติโยมไปงานสังสรรค์

 ไปพบปะหรือไปแสดงความเสียใจ

 ถ้าเป็นงานศพก็ไปแสดงความเสียใจต่อเจ้าภาพ

 ถ้าเป็นงานแต่งงาน เป็นงานวันเกิด

งานขึ้นบ้านใหม่ก็ไปแสดงความยินดีกับเจ้าภาพ

 ไม่ได้ตั้งใจที่จะไปฟังพระสวดพระเทศน์แต่อย่างใด

 ฉะนั้นบางคนก็เวลามาที่นี่ก็อาจจะคิดว่าเป็นอย่างนั้น

 พอมาพอได้ยินพระเริ่มแสดงธรรม

ญาติโยมก็เริ่มคุยกัน คิดว่าเป็นเรื่องปกติ

 แต่มันจะทำให้เกิดการรบกวนกัน

 คนที่นั่งอยู่ข้างๆเราที่เขาอยากจะฟังธรรม

ก็จะฟังไม่รู้เรื่อง เพราะจะได้ยิน

แต่เรื่องที่เรากำลังคุยกัน

และบางทีถ้ามานั่งคุยกันต่อหน้าคนแสดงธรรม

มันก็ทำให้คนแสดงธรรมนี้เสียสมาธิไป

 แสดงไม่ออกพูดไม่ออกเพราะว่า

หนึ่งพูดไปก็ไม่รู้ว่าใครฟังดูหรือเปล่า

พูดไปแล้วไม่มีคนฟังก็ไม่รู้จะพูดไปทำไม

 ที่พูดนี้ก็เพราะว่ามีคนมาฟัง

 มีคนมาอยากจะฟังก็เลยออกมาพูด

ถ้ารู้ว่าไม่อยากจะฟังก็ไม่ออกมาพูดก็ได้

 ต่างคนต่างอยู่กัน เราก็อยู่ของเราตามลำพัง

ญาติโยมก็นั่งคุยกันไปตามอัธยาศัย

 นี่เป็นสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อกันและกัน

 การที่เราต้องมาเจอกัน

ก็เพราะว่าผู้ที่มาก็อยากจะมาศึกษามาหาความรู้

 ผู้ที่พูดก็เป็นเหมือนครูที่โรงเรียน

 เมื่อมีเด็กนักเรียนมาเรียนหนังสือ

ครูก็ต้องทำหน้าที่ของครู

คือสั่งสอนให้ความรู้กับเด็กนักเรียน

 เด็กนักเรียนจึงได้รับความรู้จะฉลาดขึ้นกว่าเดิม

เด็กที่เริ่มเข้าโรงเรียนใหม่ๆนี้จะไม่รู้เรื่องอะไร

 พอเรียนไปเรื่อยๆ ต่อไปก็จะฉลาด

จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

 สามารถทำอะไรที่ไม่เคยทำหรือทำไม่ได้

 สามารถเอาความรู้นี้ไปประกอบอาชีพ

ทำมาหากินด้วยอาชีพที่สุจริต

 สร้างความสุขสร้างความเจริญให้แก่ชีวิตของตน

 การมาเรียนรู้พระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน

 มาเรียนรู้เพื่อให้เรามีความฉลาดเฉลียว

ให้เรารู้สิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน.

 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................


สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 กรกฎาคม 2561
Last Update : 19 กรกฎาคม 2561 11:25:07 น.
Counter : 186 Pageviews.

0 comment
<<< "ทางสองทาง" >>>










“ทางสองทาง”

เรื่องของการได้อ่านได้ฟังธรรมะ

 เราจะได้รู้ว่าอะไรคือสุขอะไรคือทุกข์

ตอนนี้เรากลับมองกลับตาลปัตร

เรากลับไปเห็นการปฏิบัตินี้เป็นทุกข์

 ไม่มีใครอยากจะปฏิบัติกัน

ถือศีล ๘ ก็เป็นทุกข์เพราะอดข้าวเย็นกัน

ก็เลยไม่ชอบปฏิบัติกัน ไม่ชอบเจริญสติ

ไม่ชอบนั่งสมาธิกัน เพราะเวลานั่งแล้วมันทุกข์

 มันเลยไม่อยากนั่ง

ตอนต้นมันทุกข์เพราะว่ามันต้องต่อสู้กับกิเลสตัณหา

ตัวที่ชอบไปหาความทุกข์กัน

หาความทุกข์จากการกิน การดื่มการดูการฟัง

 พอมาปฏิบัติมันต้องเลิกกินเลิกดื่ม เลิกดูเลิกฟัง

 ต้องมานั่งเฉยๆมันก็เลยเป็นทุกข์

แต่ถ้านั่งได้ถ้าหยุดความอยากได้เมื่อไหร่

 ความทุกข์จะหายไปหมด

 และจะกลายเป็นความสุขขึ้นมา

นี่คือสิ่งที่เราจะได้รู้ได้ฟัง

จากการที่เรามาศึกษาธรรมะกัน

 เมื่อรู้แล้วสิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ

 ต้องเลือกทางแล้ว จะไปทางทุกข์หรือไปทางสุข

ถ้าไปทางทุกข์ก็อย่ามาบ่นอย่ามาว่าคนนั้นคนนี้

 เพราะเราเป็นคนตัดสินใจไปเอง

 ไม่มีใครบังคับเรา ทางที่ไปมีสองทาง

 ทางสุขกับทางทุกข์ ทางทุกข์ก็คือทางร่างกาย

 ทางสุขก็คือทางใจ ทางสติทางปัญญา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 กรกฎาคม 2561
Last Update : 18 กรกฎาคม 2561 8:44:12 น.
Counter : 171 Pageviews.

0 comment
<<< "อะไรคือความสุข อะไรคือความทุกข์" >>>










“อะไรคือความสุขอะไรคือความทุกข์”

พวกที่เขามีความสงบนี้เขาอดข้าวเป็นวันๆได้

 เขาไม่เดือดร้อน

ญาติโยมนี้อดข้าวเย็นนี้จะตายกันแล้ว

เพียงมื้อเดียวนี้จะตายกันเลย

 ทำไมพระเขาอดกันได้เขาไม่กินข้าวเย็นกัน

 เพราะตอนเย็นเขามีความสงบแทน

เขาไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิกัน

เขาเอาความสงบมาให้ความสุขแทนอาหาร

 แต่พวกญาติโยมนี้ต้องกินอาหารกันถึงจะมีความสุข

 นี่วันนี้วันพระเนี่ยจะเอาศีล ๘ ดีไม่ดีก็ลองไปนั่งคิดดู

 คนที่นั่งสมาธิเป็นเขาก็ถือศีล ๘ กัน

คนที่นั่งไม่เป็นก็ไม่ไหวสู้ไม่ไหว ขอผัดไปก่อน

 นี่แหละคือความรู้คือปัญญา

 รู้ว่าความทุกข์คืออะไรความสุขคืออะไร

 ความทุกข์คือสิ่งต่างๆที่เราหากันเนี่ยแหละ

 หาทางผ่านทางร่างกายนี้เป็นทุกข์หมด

 เพราะมันจะต้องหมด เวลามีมันไม่ทุกข์

แต่เวลามันหมดมันทุกข์

 หรือเวลาร่างกายมันหมดความสามารถ

ที่จะหาความสุขได้มันก็จะทุกข์ขึ้นมา

 แต่ถ้าหาความสุขจากการใช้สติ

หยุดความคิดหยุดความอยากได้อันนี้จะไม่มีปัญหา

เพราะสติไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายสติขึ้นอยู่ที่ใจ

 อยู่ที่ใจที่ไม่มีวันตาย ถ้ามีสติแล้วใจสามารถรักษาได้

ไม่มีวันเสื่อม ไม่เหมือนร่างกาย

ร่างกายจะแข็งแรงขนาดไหนเดี๋ยวก็ต้องเสื่อม

 ตอนนี้เป็นหนุ่มเป็นสาวมีกำลังวังชาแข็งแรง

สามารถหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายได้

 แต่เดี๋ยวต่อไปจะไม่สามารถทำได้เพราะมันเริ่มแก่

เรี่ยวแรงมันก็หมดไปทีละเล็กทีละน้อย

 เดี๋ยวต่อไปก็ไม่สามารถหาความสุขได้

ก็อยากจะฆ่าตัวตาย

 เห็นไหมคนที่มีอายุถึง ๑๐๔ ปีนี้

ยังต้องฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถหาความสุขได้

 มีแต่โรครุมเร้ามีแต่ความเจ็บทางร่างกาย

 ไม่มีความสุขทางใจมากลบมัน

แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีความสงบนี้

ร่างกายท่านแก่ขนาดไหนท่านก็อยู่กับมันไป

 หลวงปู่ชอบนี่ท่านเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

ท่านก็อยู่กับมันไป

 แต่ใจท่านยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบาน

ไม่ได้ทุกข์กับความทุกข์ของร่างกายเลย

 ยังสามารถสอนธรรมะให้ลูกศิษย์ลูกค้า

ได้อย่างสบายไม่เดือดร้อน

นี่แหละคือความรู้คือปัญญา

รู้ว่าอะไรคือสุขรู้ว่าอะไรคือทุกข์

รู้ว่าความสุขทางร่างกายเป็นทุกข์

ความสุขทางใจนี้เป็นสุข ถ้าอยากจะหาความสุข

ให้หาความสุขทางใจกันด้วยการมาฝึกสติกัน

มาหยุดความคิดกันหยุดความอยากกัน

 พอใจสงบใจหยุดความคิดหยุดความอยากนี้

มีแต่ความสุขมีความอิ่มใจขึ้นมา

 เย็นนี้ไม่หิวข้าวเย็นรับรองได้ ถ้าจิตสงบ

มีความสงบแล้วมันจะอิ่มใจ

จนกระทั่งมันไม่เดือดร้อน

กับความหิวของทางร่างกาย

ร่างกายจะหิวก็ไม่เป็นไรรู้อยู่แต่ไม่เดือดร้อน

ร่างกายเจ็บก็ไม่เดือดร้อน

ร่างกายตายก็ไม่เดือดร้อน

นี่แหละคือความรู้ที่เราจะได้

จากการที่เราอ่านหนังสือธรรมะกัน

หรือมาฟังเทศน์ฟังธรรมกัน

 เราจะได้รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์อะไรเป็นสุข

 และเราจะได้ไปหาความสุขกัน

 ตอนนี้เราไปหาความสุขที่เป็นทุกข์กัน

เพราะเราไม่เห็นทุกข์เราไม่เห็นว่ามันจะต้องหมด

 เราไม่เคยคิดว่ามันจะต้องหมด

ของที่เราหามาได้มันก็ต้องหมด

ร่างกายที่เป็นเครื่องมือใช้มันแล้วเสพ

 มันก็ต้องหมด พอตอนที่มันหมดเราทำอย่างไร

 เราก็ไม่มีอะไรจะเสพกันไม่มีความสุขกัน

 แต่ถ้าเรามาเสพความสุขทางใจ ใจไม่มีวันหมด

ใจไม่มีวันเสื่อมใจไม่มีวันตาย

 สติที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อหยุดความอยาก

หยุดความคิดต่างๆมันก็ไม่มีวันหมด

มันสามารถหยุดความคิดหยุดความอยาก

ทำใจให้สงบให้ใจมีความสุขได้ตลอดเวลา

 แล้วก็ไม่ต้องไปมีร่างกายอันใหม่

 พอร่างกายนี้ตายไป

ไม่ต้องไปขับรถหาที่จอดรถใหม่

เลิกใช้ร่างกายอยู่แบบไม่มีร่างกาย

เราก็อยู่แบบไม่มีร่างกายกันทุกวัน

ตอนที่เรานอนเราก็ไม่มีร่างกายใช่ไหม

 เราไม่ได้ใช้ร่างกายตอนที่เรานอน

 ตอนนั้นเราอยู่แบบไหน

เราอยู่แบบอาศัยบุญอาศัยบาปที่เราทำไว้

 เวลาเรานอนหลับเราก็จะฝันกัน

ถ้าเราฝันดีก็เป็นบุญเป็นผู้ผลิตความฝันนั้น

 ถ้าเราฝันร้ายบาปก็จะเป็นผู้ผลิตความฝันนั้น

แต่ถ้าเรามาฝึกสติทำใจให้สงบได้

เราจะหยุดความฝันได้ทั้งหมดเลย

 ฝันดีฝันร้ายนี้หยุดมันได้หมด

 เพราะความฝันมันก็ออกมาจากความคิดนี้เอง

 แต่เมื่อเราสามารถมีสติควบคุมความคิดได้

เราก็จะควบคุมความอยากได้

ควบคุมบุญควบคุมผลบุญผลบาป

ที่จะโผล่ขึ้นมาในใจเราได้

 เพราะการควบคุมนี้มันดีกว่ามันสุขกว่า

ความสุขที่ได้จากการฝันดีนี้

สู้ความสุขที่เกิดจากความไม่ฝันไม่ได้

ความสงบนี้มันมีความสุขเหนือกว่า

ความสุขที่ได้จากการที่เราไปฝัน

ว่าเราได้ไปเที่ยวที่นั่นไปเที่ยวที่นี่

ไปดูไปฟังไปกินไปดื่ม

เพราะมันเป็นความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ซึ่งสู้ความสุขที่เกิดจากความสงบไม่ได้

อันนี้แหละ เราจะไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้

ถ้าเราไม่ได้มาฟังเทศน์ฟังธรรม

ไม่ได้อ่านหนังสือธรรมะของผู้ปฏิบัติของผู้ที่ได้รู้ว่า

อะไรคือความสุขอะไรคือความทุกข์

ถ้าเราไม่อ่านเราจะไม่รู้ไม่ฟังเราจะไม่รู้

เราก็จะติดอยู่กับการหาความทุกข์ไปเรื่อยๆ

โดยไม่รู้สึกตัวโดยคิดว่ากำลังหาความสุขกัน

เราก็จะไปจับงูเห่าแทนที่จะไปจับปลาไหลกัน

 แล้วก็โดนงูเห่ากัดกันแล้วก็มาร้องห่มร้องไห้กัน

 แต่ถ้าเราไปหาความสงบแล้วรับรองได้ว่า

เราจะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเศร้าโศกเสียใจ

จะไม่มีความวุ่นวายใจ แต่ถ้าเราหาลาภยศสรรเสริญ

หรือหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้

เราจะต้องวุ่นวายใจตลอดเวลาต้องกังวลต้องวิตก

ต้องเสียอกเสียใจต้องซึมเศร้า เวลาหาไม่ได้

โรคซึมเศร้าเกิดจากการที่เราหาความสุข

จากตาหูจมูกลิ้นกายไม่ได้มันก็เลยซึมเศร้า

ถ้าได้ไปเที่ยวไปหาความสุขมันไม่เศร้าหรอก

มันไม่ซึมหรอก มันดีอกดีใจกัน

 แต่มันจะต้องมีวันหนึ่งที่เราจะไม่สามารถหามันได้

 ร่างกายอาจจะหมดสภาพ

หรือเงินทองหมดนี้มันก็หาไม่ได้

ตอนนั้นความซึมเศร้าก็จะรุมเร้าจิตใจของเรา

 แต่ถ้าเรามาฝึกสติ

มาหยุดความคิดหยุดความอยากได้

 ใจเราจะไม่มีวันซึมเศร้า ใจเราจะมีแต่ความเบิกบาน

ผ่องใสยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา

 มีความสุขตลอดเวลา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 กรกฎาคม 2561
Last Update : 17 กรกฎาคม 2561 9:56:20 น.
Counter : 188 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ