Group Blog
All Blog
<<< "ใช้พุทโธสู้กับมัน" >>>









“ใช้พุทโธสู้กับมัน”

พุทโธก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่หัด

 เวลาจะพุทโธมันพุทโธไม่ออก

เพราะมันจะไปคิดถึงเรื่องที่เราอยาก

พอมันไปคิดถึงเรื่องที่อยากแล้วมันติด

 เหมือนรถติดหล่ม มันจะคิดอยู่แต่เรื่องนั้น

 จนกว่ามันจะได้สิ่งที่มันอยาก มันถึงจะเลิกคิด

 แต่ถ้าเราใช้พุทโธงัดสู้กับมัน

 พอคิดถึงเรื่องที่เราอยากได้อยากทำ

 เราก็มาพุทโธพุทโธสู้กับมัน ถ้าเราชนะ พุทโธชนะ

เราก็จะลืมเรื่องที่เราอยากทำอยากได้

 พอความอยากหายไป

 ความเบาอกเบาใจสบายใจก็จะโผล่ขึ้นมา

อันนี้ทำในขณะที่เราไม่ได้นั่งเฉยๆ นะ

หมายถึงเวลาเราทำอะไรต่างๆ

 ใจมันอยากเราก็ต้องสู้กับมันทันที

 อย่าปล่อยให้มันอยาก อย่าไปรอเวลามานั่งสมาธิก่อน

มันจะไม่ทันการณ์ ต้องใช้สติสู้กับมันไปก่อน

 แต่ถ้าเราอยากจะให้จิตเรานิ่งสงบอย่างเต็มที่นี้

 เราต้องมีเวลาให้ร่างกายได้นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร

 เพราะถ้าร่างกายยังทำอยู่แสดงว่าใจยังทำอยู่

ใจยังทำงานอยู่ ใจยังคิดอยู่

ใจยังต้องสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหวอยู่

ใจก็จะไม่สงบเต็มที่ ถ้าอยากจะให้สงบเต็มที่

ก็ต้องมานั่ง แต่เวลาฝึกสตินี้ไม่ต้องนั่งเฉยๆ

 ฝึกได้ในทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหว

 แต่มันจะไม่สงบนิ่งเหมือนกับนั่งสมาธิ

 แต่เราต้องฝึกสติก่อน ถ้าเราหยุดความคิดไม่ได้

 เวลาเรามานั่งสมาธิมันก็จะคิดต่อไป

ถ้ามันคิดแล้ว นั่งยังไงก็ไม่มีวันสงบได้

 ไม่มีวันนิ่งได้ ดังนั้นตอนต้นก็ต้องฝึกสติก่อน

 พุทโธพุทโธไป เวลาที่เราไม่ต้องใช้ความคิดนั้นแหละ

 เราใช้พุทโธ เช่นเวลาเราเตรียมตัวตอนเช้า

 เราตื่นขึ้นมาจะไปทำงาน

เราเตรียมตัวเข้าห้องน้ำห้องท่า

อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งเนื้อแต่งตัว

 รับประทานอาหาร ทำอะไรเหล่านี้

เราสามารถพุทโธไปได้ ให้พุทโธพุทโธ

 หัดท่องพุทโธพุทโธไปภายในใจ

 แล้วต่อไปเราจะคล่อง เวลาเกิดความอยากขึ้นมา

ก็พุทโธพุทโธสู้กับมันได้ พอเราอยู่กับพุทโธพุทโธไป

 ความอยากมันก็จะถอยไป แต่มันไม่ตาย

 มันจะตายแบบถาวรก็คือต้องใช้ปัญญาให้เห็นว่า

การไปทำตามความอยากนี้ จะต้องไปเจอปัญหา

 ไปเจอความทุกข์มากกว่าจะได้ความสุข

ต้องเห็นโทษ สูบบุหรี่ก็จะต้องเจอโทษของการสูบบุหรี่

 ดื่มสุราก็จะเจอโทษของการดื่มสุรา

 เที่ยวผู้หญิงที่ยวผู้ชาย

ก็อาจจะไปติดโรคร้ายแรงต่างๆ มา

ไปยุ่งเกี่ยวกับสามีภรรยาของคนอื่นเขา

 ก็เดี๋ยวอาจจะถูกเขาฆ่าตายถ้าเขาจับได้

 ให้เห็นโทษเห็นภัยที่จะเกิดจาก

การกระทำตามความอยากแล้ว

 มันจะไม่กล้าทำมันจะเลิกทำไม่เอาดีกว่า

 บางทีที่ทำนี้มันไม่ไปคิดถึงผลกระทบที่จะกลับมา

 คิดเห็นแต่ผลดีที่จะได้จากการกระทำ

 แต่ถ้ามีเวลามานั่งวิเคราะห์ด้วยปัญญา

 มันจะเห็นว่าการจะทำตามความอยากนี้

มันจะมีปัญหาตามมาตลอด ไม่มีวันสิ้นสุด

อย่างน้อยก็คือความอยากมันจะไม่หมด

 มันจะอยากไปเรื่อยๆ

 แล้วพออยากแล้วไม่ได้ดั่งใจอยาก ก็จะทุกข์

 เพราะต่อไปร่างกายมันจะตอบสนอง

ความอยากของเราไม่ได้

เวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตายนี้

มันไม่สามารถตอบสนองความอยาก

 เวลานั้นก็จะมีแต่โรคซึมเศร้าเข้ามา

 โรคเหงาโรคว้าเหว่ บางคนก็ถึงกับฆ่าตัวตายไปก็มี

 เพราะอยู่ไปไม่มีความสุข แต่ไม่รู้หรอกว่า

ความทุกข์นี้เกิดจากความอยากของตนเอง

 ถ้าอยากฆ่าก็ฆ่าความยาก ฆ่าความโลภ

 ถึงจะแก้ปัญหาถูกจุด

 ไปฆ่าร่างกายไม่ได้ไปแก้ปัญหา

 ต้นเหตุปัญหามันไม่ได้อยู่ที่

 ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 มันอยู่ที่ความอยาก ต้องฆ่าความอยาก

 ต้องหยุดความอยาก ต้องทำลายความอยาก

 ถ้าทำลายความอยากได้ ใจจะมีความสุข

 โดยที่ไม่ต้องใช้ร่างกายทำอะไรก็ได้

ร่างกายแก่ก็สุขได้ ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยก็สุขได้

 ร่างกายตายก็สุขได้

แล้วก็ไม่ต้องกลับมามีร่างกายอันใหม่ด้วย

 ถ้าเราสามารถมีความสุขโดยที่เราไม่ใช้ร่างกายได้

 เราก็ไม่ต้องมีร่างกายกัน

ความสุขแบบนี้จะเกิดจากการทำใจให้สงบ

จากการมีพุทโธพุทโธคอยกำกับความคิด

 คอยหยุดความคิด เวลานั่งสมาธินั่งเฉยๆ

จิตก็จะนิ่งพอนิ่งแล้วก็จะเกิดความสุขอันนี้ขึ้นมา

 แล้วถ้าอยากจะให้ความสุขอันนี้อยู่กับใจอย่างถาวร

 ก็ต้องคอยกำจัดตัวที่จะมาทำลายความสงบ

 ตัวที่ทำลายความสงบก็คือความอยากนี่เอง

 พอใจสงบปั๊บไปคิดถึงกาแฟมันก็หายสงบแล้ว

 มันก็อยากขึ้นมา มันก็อยากสั่นขึ้นมา

 ถ้ามันสั่นก็ต้องใช้ปัญญาบอกอย่าไปทำ

ทำเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอ อยู่กับความสงบดีกว่า

 กลับมาทำใจให้สงบ หยุดความคิดถึงกาแฟดีกว่า

 พอไม่คิดถึงกาแฟ ความอยากกาแฟก็หมดไป

 ความสงบก็กลับมา ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 ต่อไปความอยากมันก็จะหมดไป

พออยากก็รู้ว่าไม่ทำแล้ว

 ทำแล้วมันเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ

 นี่คือการใช้ปัญญา ถึงจะสามารถทำลายความอยาก

ที่จะมาคอยทำลายความสุขที่ได้จากความสงบแล้ว

ต่อไปเราจะมีความสุขไปตลอดเวลา

 ไม่ว่าเวลาไหนก็จะสงบมีความสุข

 เพราะว่าไม่มีตัวคอยมาทำลายความสงบ

 คือตัวความอยากต่างๆ หรือความโลภต่างๆ

ความโลภกับความอยากก็ตัวเดียวกัน

 เพียงแต่ท่านเปลี่ยนชื่อให้มันฟัง

จะได้ไม่เบื่อเท่านั้นเอง แต่ความจริงมันก็ตัวเดียวกัน

 ความโลภก็อยากได้ ความอยากก็อยากได้

ฉะนั้นต้องหยุดความอยากทั้งปวง

ถ้าหยุดความอยากได้ ความโกรธก็จะไม่มี

 ความโกรธนั้นเกิดจากความอยากนี่แหละ

พออยากได้อะไร ไม่ได้ก็โกรธ คนที่ขัดขวางเรา

 หรือคนที่ไม่ตอบสนองความต้องการของเรา

 แล้วก็จะโกรธเขา แล้วความอยากก็เกิดจากความหลง

 ความหลงที่ไม่รู้ว่า การทำตามความอยากนี้

เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ

ความสุขไม่ได้อยู่ที่การทำตามความอยาก

 ความสุขอยู่ที่การไม่มีความอยาก

อันนี้ต้องมีคนมาบอกคือพระพุทธเจ้า

ถึงจะแก้ความอยากหลงอันนี้ได้

 ตอนนี้เรามีพระพุทธเจ้ามาบอกเราแล้วว่า

 ความสุขของเราอยู่ที่การไม่มีความอยาก

และการจะ ทำให้ความอยากหมดไปได้

ก็ต้องฝืนมันในทุกรูปแบบ

มันอยากจะเอาเงินไปซื้อความอยาก

ซื้อสิ่งต่างๆ ตามความอยาก ก็เอาไปทำบุญกัน

 มันอยากจะทำบาปก็ต้องหยุดมัน

มันอยากจะคิดก็ต้องหยุดมัน

 แล้วต่อไปมันก็จะทำให้ความอยากหมดไปได้

พอความอยากหมดไปแล้วทีนี้ไม่มีอะไรมารบกวนใจ

 ใจจะสงบไปโดยธรรมชาติของมัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 03 พฤษภาคม 2561
Last Update : 3 พฤษภาคม 2561 9:15:38 น.
Counter : 276 Pageviews.

1 comment
<<<"ปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบ">>>









“ปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบ”

เวลาเรามาฟังนี้เราฟังเรื่องราวเยอะแยะไปหมดเลย

 แต่เวลาปฏิบัตินี้เวลาจะทำจิตให้สงบนี้

ต้องทำอย่างเดียว ต้องหยุดความคิดให้ได้

 เรื่องอื่นอย่าเพิ่งไปทำ เรื่องปัญญาไม่ต้องไปทำ

ให้รู้แค่เรื่องศีลเรื่องทานเพื่อที่เราจะได้มีเวลามาปฏิบัติ

การทำทาน การรักษาศีลก็เพื่อให้เราได้มีเวลามาปฏิบัติ

พอเราปฏิบัติแล้วขั้นแรกของการปฎิบัติ

ก็คือหยุดความคิด พุทโธๆ ไป อย่าปล่อยให้มันคิด

พยายามพุทโธๆ แล้วพยายามนั่งเฉยๆ ให้มาก

 ให้จิตสงบให้ได้ พอจิตสงบแล้วก็พยายามทำให้บ่อยๆ

 ทำให้ชำนาญ ทำให้มันสงบนานๆ

 จนสามารถที่จะให้มันสงบได้ทุกเวลาที่เราต้องการ

พอเราได้อย่างนี้แล้วค่อยไปศึกษาเรื่องปัญญา

ว่าไตรลักษณ์เป็นอย่างไร

 อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นอย่างไร

ร่างกายเป็นอย่างไร

 อันนี้ค่อยไปอีกตอนหนึ่ง เป็นคนละขั้น

 ถ้ายังไม่มีความสงบอย่าไปเรียน

 เรียนไปก็ทำอะไรไม่ได้ ปลงไม่ได้ ตัดไม่ได้

 เรียนร่างกายว่าต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

 พอไปเจอความแก่ ความเจ็บ ความตาย

ก็ทุกข์ขึ้นมาอีก เพราะไม่มีกำลังที่จะหยุดความอยาก

 แต่ถ้าเรามีสมาธิเราหยุดความอยากเป็นแล้ว

 พอถึงเวลาบอกให้ปลงก็ปลงได้

ตอนนี้เรายังไม่มีเครื่องมือปลง

 ดังนั้นอย่าเพิ่งไปพิจารณาปลง

พิจารณาอย่างไรก็ปลงไม่ลง รู้ ฟังมาทุกวัน

 อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้ว่าเกิด แก่ เจ็บ ตายกัน

 แต่ปลงไม่ได้ เวลาจะเป็นอะไรหน่อยนี้

ใจทุกข์ขึ้นมาทันที เจ็บกระเพาะหน่อย

 เจ็บท้องหน่อยก็ตกใจแล้ว มะเร็งหรือเปล่า

 แต่ถ้ามีสติ มีสมาธิ จะเฉยๆ เป็นก็เป็น

 เราไม่ได้เป็นกับมันจะกลัวอะไร

 ใจไม่ได้เป็นร่างกายไปกลัวแทนร่างกายทำไม

ร่างกายนี้เป็นไม่เป็นไม่เห็นมันกลัว

ร่างกายมันไม่เคยบ่นว่าเจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้

มีแต่ใจไปบ่นเอง ไปทุกข์เอง

แต่ถ้ามีสติ มีสมาธิก็หยุดความทุกข์ได้

 เพราะมันจะทุกข์ก็พุทโธๆ ทำใจให้นิ่งมันก็หายแล้ว

 หายทุกข์ แล้วก็มาใช้ปัญญา

 ค้นคว้าว่าอะไรที่ทำให้เราทุกข์กันแน่

ร่างกายทำให้เราทุกข์หรือว่าเราอยากให้มันไม่เจ็บ

 ยิ่งทำให้เราทุกข์ มันมี ๒ เหตุ

 แต่เราไปคิดว่าความเจ็บของร่างกายทำให้เราทุกข์

แต่มันไม่ใช่เหตุที่ทำให้เราทุกข์

 เหตุที่ทำให้เราทุกข์ก็คือความอยาก

ให้มันไม่เจ็บ อันนี้ เห็นไหม เพียงแต่คิดถึงมัน

 มันยังไม่ทันเจ็บก็ทุกข์แล้วใช่ไหม

 คิดว่าต้องเป็นมะเร็งขึ้นมาจะทำอย่างไร

แค่นี้ก็ทุกข์แล้ว เพราะไม่อยากเป็น

 แต่ถ้าพิจารณาว่ามันต้องเป็น

เกิดมาแล้วมันต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

 มันก็ต้องเป็นโรคใดโรคหนึ่ง มันจะเป็นก็ให้มันเป็นไป

 เพราะเราห้ามมันไม่ได้ พอเราปลงได้

 ยอมรับได้มันก็ไม่ทุกข์ แต่เราปลงไม่ได้

 ถ้าเราไม่มีสมาธิเราหยุดมันไม่ได้

 เราหยุดความอยากไม่ได้ สอนมันอย่างไร

ว่ามันต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายมันก็ไม่ฟัง

มันก็ยังไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ

 ไม่อยากตายอยู่นั่นแหละ

ดังนั้นสมาธินี้สำคัญมากนะ ถ้าไม่มีสมาธิแล้ว

ปัญญาทำงานไม่ได้ ใช้ปัญญาตัดกิเลสฆ่ากิเลสไม่ได้

 เพราะไม่มีกำลังพอ แต่ถ้ามีสมาธิอย่างเดียว

ก็ฆ่าไม่ตาย เพียงแต่กดมันไว้ เหมือนหินทับหญ้า

สมาธินี้เป็นเหมือนหินทับกิเลส

 เวลามีสมาธิจิตสงบ กิเลสก็ไม่ทำงาน

พอออกจากสมาธิมาปั๊บ พอคิดปั๊ป

มันก็ถอนออกมาทำงานต่อ

หญ้านี้พอเราเอาหินออกมันก็งอกเงยให้มาได้

 ถ้าอยากจะให้หญ้ามันตายอย่างถาวร

ก็ต้องถอนรากถอนโคน

 รากของกิเลสก็คือความหลง

 ความหลงที่ไม่รู้ว่าความทุกข์นี้

เกิดจากความอยากของเราเอง เท่านั้นเอง

 ตอนนี้เรารู้แล้วมีพระพุทธเจ้ามาบอกเรา

 สบาย เคล็ดลับอันนี้ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาบอก

 ไม่มีใครรู้หรอกว่าความไม่สบายใจของเรานี้

เกิดจากความอยากของเราเอง

 เราไม่สบายใจเพราะแก่บ้าง

 ไม่สบายใจเพราะเจ็บบ้าง

 ไม่สบายใจเพราะตายบ้าง ความจริงของเหล่านี้

มันไม่ได้ทำให้เราไม่สบายใจหรอก

 เพราะคนที่เขาพิสูจน์มาแล้วคือพระพุทธเจ้านี้

 ท่านสบายกับความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 เพราะท่านไม่มีความอยากไม่แก่

 อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย ท่านค้นพบแล้วว่า

ความไม่สบายใจของพวกเรา

เกิดจากความอยากของพวกเราเอง

ไม่ได้เกิดจากความแก่ ความเจ็บ

 ความตายของร่างกายเลย

 อันนี้เป็นเรื่องของปัญญาที่เราจะต้องศึกษา

 ซึ่งตอนนี้เราก็ศึกษากันเยอะแล้วรู้อยู่แล้ว

เพียงแต่ว่าเรายังเอามาใช้ไม่ได้

 เอามาสอนให้ใจหยุดความอยากไม่ได้

เพราะไม่มีกำลัง ต้องสร้างกำลังหยุดขึ้นมา

ก็คือ สติ พุทโธๆ ไป หยุดความคิด

แล้วมันก็จะหยุดความอยาก

 พอหยุดได้แล้วทีนี้พอมันอยากปั๊บเราก็หยุดมันได้

 อยากไม่แก่แล้วก็หยุดมันได้

 อยากไม่เจ็บเราก็หยุดมันได้

อยากไม่ตายเราก็หยุดมันได้

 แล้วเวลามันแก่ มันเจ็บ มันตายเราก็เฉยๆ

 เพราะเราไม่ได้แก่ไม่ได้เจ็บไม่ได้ตายไปกับมัน

เราไม่ได้แก่ ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย.

อาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 พฤษภาคม 2561
Last Update : 2 พฤษภาคม 2561 8:40:27 น.
Counter : 265 Pageviews.

0 comment
<<< "เป้าหมายของคนฉลาด" >>>










“เป้าหมายของคนฉลาด”

ชีวิตของเรานี้เราต้องการความสุข

หรือต้องการความทุกข์กัน

 ไม่มีใครต้องการความทุกข์กัน

 แล้วเราทำไมมาผลิตความทุกข์กันทำไม

 ความทุกข์มันเกิดจากการผลิตของเรานะ

 มันไม่ได้เกิดจากผู้อื่นเขามาผลิตให้เรา

 มันเกิดจากเราไปผลิตความทุกข์ขึ้นมาเอง

 ด้วยความอาฆาตพยาบาท ความโกรธ

กิเลสคือความโกรธ ความโกรธคือกิเลส

 กิเลสเครื่องเศร้าหมอง

 กิเลสที่ทำให้ใจเราเศร้าหมอง

ทำให้ใจเราทุกข์กันก็คือความโกรธ

 ถ้าไม่อยากทุกข์เราก็ต้องไม่โกรธ

 การที่จะไม่โกรธก็ต้องไม่ถือสา

 ใครจะทำร้ายเราถือว่า

เป็นเหมือนเด็กทารกไม่รู้ประสีประสา

ไปโกรธเขาไปทุบตีเขาก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

 กลับทำให้เขาต้องมาทำร้ายเราเพิ่มมากขึ้นไปอีก

 แล้วมันก็จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

ใครเคยอ่านนิทานเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวหรือเปล่า

เราจำไม่ได้แล้ว แต่มันเริ่มต้นด้วยน้ำผึ้งหยดเดียว

 แล้วมันทำให้คนสองฝ่ายนี้ต้องมาทะเลาะวิวาทกัน

 แล้วทำร้ายกันทุบตีกันฆ่ากัน

 แต่ถ้าให้อภัยกันเสียไม่ถือสา

 เอ้าน้ำผึ้งหยดมาเปื้อนก็เช็ดมันเสีย มันก็จบ

พอเขาหยดน้ำผึ้งใส่ เราก็ด่าเขาว่าเขา

 เขาก็โกรธเรา เขาก็ว่ากลับ

พอเขาว่ากลับ เราก็โกรธเขา

 เราก็ตีเขา พอตีเขาเขาก็โกรธ เขาก็ตีกลับ

เราตีเขาครั้ง เขาก็เลยตีเราสองครั้ง

 ทำเพิ่มแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุด

ก็กลายเป็นสงครามระหว่างคนทั้งสองฝ่ายได้

 แต่ถ้าให้อภัยกัน อ่ะ คุณทำน้ำผึ้งหยดก็ไม่เป็นไร

 เช็ดเสียก็จบ คุณไม่เช็ดฉันเช็ดให้ก็ได้

 แค่นี้มันก็จบแล้ว

นี่แหละของง่ายๆ แต่กลับไปทำให้มันยากกัน

เพราะไม่ยอมกัน ไม่รู้จักสูตรสาม ย.

 สูตรสาม ย. นี้คืออะไรรู้ไหม ยอม หยุด แล้วก็เย็น

ยอมแพ้ ใครทำอะไรกับเราเรายอมแพ้

เขาตีเรา เขาทุบตีเรา เขาด่าเรา

 เขาชนะเราแล้วเรายอมแพ้ จบ

 เราไม่ตอบโต้ก็จบไป ถ้าเราตอบโต้

แสดงว่าเราไม่ยอมแพ้ เราไม่หยุด

 พอเราไม่ยอมแพ้เราก็ไม่หยุด

 เราก็ตอบโต้เขาด้วยการเขาด่าเรา

เราก็ด่าเขาแรงขึ้น มันจะได้กำไร

ถ้าด่าเท่ากันมันไม่ได้กำไรใช่ไหม

ต้องด่าให้หนักกว่าที่เขาด่าเรา

พอเราด่าเขาหนักกว่าที่เราด่าเขา

 เขาก็เลยตีเราแทนกลับมา

 พอเขาตีเราเราก็ต้องตีเขาให้หนักกว่าที่เขาตีเรา

 พอเราไปตีหนักกว่าที่เขาตีเรา

 เขาก็มาแทงเราเลย ไปฆ่าเราต่อ

เนี่ยมันเป็นตรงนี้ มันเรื่องมันไม่มีวันสิ้นสุด

 ถ้ามันไม่ยอมกัน ไม่ยอม ไม่หยุด

แล้วใจมันก็จะไม่เย็น ที่ใจจะเย็นใจจะไม่ทุกข์

ก็เพราะว่ายอม เขาทำไปแล้วเขาพูดไปแล้ว

 ก็ผ่านไปแล้ว ยอม ยอมให้เขาทำ ไม่ถือสา

คำว่ายอมก็คือไม่ตอบโต้ ยอมแพ้

 เหมือนเขาท้าทายเรา เก่งจริงมาต่อยกันไหม

 ไม่ต่อยหรอก ยอมแพ้ คุณเก่งกว่าเรา

 ยอมแพ้เขาก็จบใช่ไหม ใครเขาจะว่าเราขี้ขลาด

ใครเขาจะอะไรก็เรื่องของเขา

 คนเขาว่าก็เป็นคนไม่รู้เรื่องเองน่ะแหละ

ไอ้พวกที่ไปว่าคนอื่นขี้ขลาดก็ไอ้ตัวเองก็โง่แหละ

 เข้าใจไหม เพราะว่าไม่รู้จักยอม ไม่รู้จักหยุด

ไม่รู้จักทำใจให้เย็น คนที่ไปว่าคนที่เขายอมนี้โง่

 แสดงว่าโง่ คนที่เขายอมนี้เขาไม่ได้โง่เขาฉลาด

 เขาไม่ต้องการชนะใคร

 เขาต้องการชนะกิเลสของเขา

 เพราะคนอื่นไม่ได้มาทำให้เขาทุกข์

 ตัวที่ทำให้เขาทุกข์ก็คือกิเลสของเขา

 เขาจึงต้องยอม

 เพื่อจะได้หยุดตัวโกรธในใจเขา

 เมื่อหยุดตัวโกรธในใจเขาแล้ว

ใจเขาก็เย็นหายทุกข์

 เนี่ยเป็นเป้าหมายของคนฉลาด

ไม่ได้อยู่ที่การไปเอาแพ้เอาชนะใคร

 แต่เป้าหมายอยู่ที่การเอาแพ้เอาชนะกิเลส

ตัวที่ทำให้ทุกข์เท่านั้นเอง

 เพราะเขาไม่ต้องการความทุกข์กัน

 เขาต้องการให้ใจไม่ทุกข์ การที่จะทำให้ใจไม่ทุกข์

ก็ต้องดับกิเลสเท่านั้น ดับด้วยความเมตตานี้เอง

 แผ่เมตตา ให้อภัยกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 เมษายน 2561
Last Update : 28 เมษายน 2561 5:50:54 น.
Counter : 278 Pageviews.

0 comment
<<< "ประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำใจให้สงบ" >>>










“ประโยชน์ที่เราจะได้รับ

  จากการทำใจให้สงบ”

การปฏิบัติของพวกเรา

ก็เพื่อทำใจให้นิ่งทุกเวลานาที

กับทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ถ้าเรามีสติมีสมาธิมีปัญญา

เราจะรักษาใจให้นิ่งได้ตลอดเวลา

แต่ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสมาธิไม่มีปัญญา

ใจเรานี้จะวูบวาบกับเหตุการณ์ที่มาสัมผัส

จะไม่ยอมอยู่กับความเป็นจริง จะหนีความจริง

จะอยากจะเปลี่ยนความจริงอยู่เรื่อยๆ

เวลาใครด่า ถูกใครเขาด่าก็อยากจะให้เขาหยุดด่า

ไม่อยากจะฟัง เวลานั้นก็เครียดเวลานั้นก็ทุกข์ขึ้นมา

 แต่ถ้าไม่มีความอยากให้เขาหยุดด่า

 นั่งฟังไปอย่างสบายเหมือนตอนนี้เราฟัง นั่งกันอยู่

 (นั่งภาวนาฟังพระอาจารย์เทศน์สอนบนศาลา

 พร้อมกับเสียงนกเป็นเเบล็กกราวด์)

 นกมันคงด่ากันว่า พวกนี้มันมาทำอะไรกัน

มาเเย่งที่อยู่อาศัยของเรา ทำไมไม่กลับไปบ้านสักที

 เราก็ไม่ไปสนใจเขาเราปล่อยให้เขาด่าไป

 เรากลับชอบเสียอีกว่าเสียงด่าของเขานี้

ไพเราะดีเหลือเกิน แต่ถ้าเราเข้าใจความหมาย

เราอาจจะไม่อยากฟังก็ได้

เนี่ยเขากำลังด่าเรากำลังไล่เรา

 แต่เรากลับฟังว่ามันเเสนไพเราะ

 เพราะเราไม่เข้าใจความหมาย

พอเราเข้าใจความหมายแล้ว

ต่อให้เป็นเสียงนางฟ้าเทวดามาพูดก็ไม่อยากฟัง

 ไม่ยอมฟัง ถ้าเขาด่าเราเขาว่าเรา

ตัวเสียงไม่เป็นปัญหา ตัวเเปลต่างหากที่เป็นปัญหา

 แปลแล้วเกิดความชอบความชังขึ้นมา

 วิธีแก้ก็คือ อย่าไปสนใจกับความหมาย

 ให้คิดว่าเป็นเพียงเสียง

เสียงนี้มันไม่สามารถทำอะไรเราได้

แต่สิ่งที่ทำเราได้คือความหมายของเสียงนั้น

 และใจของเราที่ไม่นิ่ง ถ้าใจของเรานิ่งแล้ว

ถึงแม้จะรู้ความหมายก็ไม่เป็นปัญหาอะไร

 เขาอยากจะด่าก็ปล่อยเขาด่าไป

 เราทำใจนิ่งได้แล้วซะอย่าง ไม่เป็นปัญหา

เขาด่าไปก็เหมือนเขาด่าเสา เสาไฟฟ้า

 ลองไปยืนด่าเสาไฟฟ้าดู ด่าไปสักพักเดี๋ยวก็เหนื่อย

 แล้วเขาจะหยุดด่าเอง

ถ้าเราทำตัวเราให้เหมือนเสาไฟฟ้าได้

 เวลาใครเขาด่าเรา เราก็นิ่งเฉยอยากด่าก็ด่าไป

เป็นทองไม่รู้ร้อน ด่าไปสักพักเดี๋ยวเขาก็เหนื่อย

ปากเปียก ปากฉีก เดี๋ยวเขาก็หยุดด่าเอง

นี้แหละคือประโยชน์ที่เราจะได้รับ

จากการที่เรามาฝึกฝนอบรมทำใจให้สงบ

 ด้วยการเจริญสติเพื่อให้ใจสงบ

 เพื่อหยุดความคิดปรุงเเต่ง

 พอหยุดความคิดปรุงเเต่งได้ ใจก็จะนิ่งได้

ใจจะเป็นอุเบกขาได้ แล้วถ้ามีปัญญามาสอนใจ

ให้คอยกำจัดความอยากต่างๆ

ที่จะมาขโมยความสงบ ความนิ่งของใจ

 พอเกิดความอยากก็จะใช้ปัญญาพิจารณา

ว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้มาแล้วไม่คุ้มเสีย

 ได้สิ่งที่อยากมา แต่เสียความสงบไป

 เสียความนิ่งไป แล้วต่อไปจะทุกข์

 เวลามีอะไรเกิดขึ้นมา สู้รักษาความนิ่งไว้ดีกว่า

 อย่าไปทำตามความอยาก.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 เมษายน 2561
Last Update : 26 เมษายน 2561 8:27:02 น.
Counter : 261 Pageviews.

0 comment
<<< "ควบคุมความคิดให้เข้าสู่ความสงบ" >>>










"ควบคุมความคิดให้เข้าสู่ความสงบ"

เราจึงต้องฝึกควบคุมความคิดของเรา

 การฝึกสตินี่แหละเป็นการดึงใจดึงความคิดของเราไว้

 เบื้องต้นก็ให้ดึงเข้ามาสู่ความว่างสู่ความเป็นกลาง

ทำอะไรก็อย่าไปคิดปรุงแต่ง

ให้เพียงสักแต่ว่ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

 กำลังรับประทานอาหาร

ก็ให้รู้ว่ากำลังรับประทานอาหาร

 ไม่ต้องไปปรุงแต่งให้รู้เฉยๆ สักแต่ว่ารู้

กำลังอาบน้ำ กำลังแปรงฟัน กำลังหวีผม

กำลังแต่งตัว กำลังทำอะไรอยู่

ก็ให้ใจรู้อยู่กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

 ถ้าไม่ดึงใจไว้ให้รู้กับการกระทำของร่างกาย

 ใจจะคิดเรื่อยเปื่อย ร่างกายอยู่ตรงนี้

แต่ใจไปคิดถึงลูกที่อยู่ต่างประเทศโดยไม่รู้สึกตัว

ทำอะไรก็จะผิดพลาด หรือสงสัยว่าทำไปแล้วหรือยัง

 เพราะใจไม่ได้รู้อยู่กับการกระทำ

ไปรู้อยู่กับเรื่องที่กำลังคิดปรุงแต่ง

 อย่างนี้แสดงว่าขาดสติ

 ไม่สามารถควบคุมความคิดปรุงแต่งได้

 ปล่อยให้คิดเรื่อยเปื่อย ถ้าเป็นอย่างนี้

เวลานั่งทำสมาธิให้ใจสงบก็จะไม่สงบ

 เพราะใจจะสงบได้ต้องหยุดความคิดปรุงแต่ง

ต้องมีสติคอยดึงไว้ เช่น การบริกรรมพุทโธ

 เป็นการดึงความคิดปรุงแต่งไม่ให้คิดปรุงแต่ง

 ให้คิดแต่คำว่าพุทโธพุทโธอย่างเดียว

จะได้ไม่มีอารมณ์ ทำให้ใจเป็นกลาง

 ทำให้ใจว่าง ทำให้หยุดคิดได้

รวมเข้าสู่ความสงบได้

ถ้าไม่ชอบคำบริกรรม

ใช้การดูลมหายใจเข้าออกก็ได้

 แต่ต้องสักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้

อย่าไปคิดเรื่องอื่น

 ให้รู้อยู่กับเรื่องของลมอย่างเดียว

 หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า

 หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก

 ให้รู้อยู่ตรงจุดเดียว อย่าตามลมเข้าตามลมออก

 ให้อยู่แถวปลายจมูก เวลาลมเข้าออก

จะสัมผัสอยู่แถวปลายจมูก ให้รู้อยู่ตรงนั้น

เฝ้าดูอยู่ตรงนั้น อย่าไปบังคับลมหายใจ

จะหยาบจะละเอียด จะหายใจสั้นหายใจยาว

 ก็ให้รู้ตามความจริง ไม่ต้องบังคับ

ให้ใช้ลมเป็นที่ผูกใจด้วยสติ ถ้าใจเป็นเหมือนเรือ

 สติก็เป็นเหมือนเชือก

 ลมหายใจก็เป็นเหมือนเสาของท่าเรือ

 ถ้าผูกเรือไว้กับเสา

น้ำก็จะไม่พัดพาให้เรือลอยไปได้

เรือก็จะจอดนิ่ง ใจก็เช่นเดียวกัน

 ถ้ามีสติรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

รู้อยู่กับการบริกรรมพุทโพุทโธ

ไม่ช้าก็เร็วใจก็จะสงบนิ่ง

 พอสงบแล้วก็จะมีความสุขสบาย เบาอกเบาใจ

ตอนนั้นจะไม่รับรู้การเจ็บปวดของร่างกาย

 ถ้ารู้ก็จะไม่รำคาญใจ รู้ว่าชาหรือเจ็บตรงนั้น

มันปวดตรงนี้ แต่ไม่รู้สึกทรมานใจ

 เพราะใจไม่มีปฏิกิริยา

กับความเจ็บของร่างกายนั่นเอง

นี่คือการควบคุมความคิดให้เข้าสู่ความสงบ

 แต่ความสงบของสมาธินี้มีระยะเวลา

 อยู่ได้สักระยะหนึ่งแล้วก็จะถอนออกมา

 ต้องออกมาปฏิบัติภารกิจอื่นๆ

 พอถอนออกมาใจจะเริ่มคิดปรุงแต่ง

 ถ้าไม่ต้องคิดเรื่องภารกิจต่างๆ

 ก็ให้ใจคิดไปในทางปัญญา

 ให้เตรียมรับกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น

แต่จะต้องเกิดขึ้น เช่น ให้พิจารณาร่างกาย

ว่าสักวันหนึ่งต้องแก่ลงไป ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย

ต้องตายไป เช่นเดียวกันกับร่างกายของผู้อื่น

ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นคนใกล้ชิด

หรือเป็นคนที่ไม่รู้จัก ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ต้องสอนให้ใจรู้และรับความจริงนี้ให้ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา “จุลธรรมนำใจ ๒๓”

วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓







ชอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 เมษายน 2561
Last Update : 25 เมษายน 2561 9:08:40 น.
Counter : 185 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ