Group Blog
All Blog
<<< "ฟังธรรมจากผู้รู้จริง" >>>










“ฟังธรรมจากผู้รู้จริง”

นี่คือการฟังเทศน์ฟังธรรมเพื่อให้เกิดผลขึ้นมา

 ต้องฟังด้วยกาย วาจา ใจ ที่สงบมีสติจดจ่อ

มีปัญญาพิจารณาตามเหตุตามผลที่ได้แสดงเอาไว้

 พอเข้าใจแล้วก็จะเกิดดวงตาเห็นธรรม

เห็นว่ามีเกิดย่อมมีดับ ทุกสิ่งทุกอย่าง

เมื่อมีเกิดแล้วต้องมีดับไปเป็นธรรมดา

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะไปห้ามไปสั่งเขาได้

 สั่งไม่ให้เขาดับไม่ได้ สั่งไม่ให้เขาเสื่อมไม่ได้

เขาจะดับเขาจะเสื่อมไม่มีใครไปห้ามได้

ถ้าไปห้ามไปอยากไม่ให้เสื่อมไม่ให้ดับ

ก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา ถ้าไม่อยากจะทุกข์ใจ

ก็ต้องปล่อยวาง อย่าไปอยากให้เขาไม่เสื่อม

 อย่าไปอยากให้เขาไม่ดับ พอไม่มีความอยากแล้ว

 ความทุกข์ใจก็จะไม่มี นี่คือการเห็นธรรม

จากการฟังเทศน์ฟังธรรม จะเห็นธรรมได้

ก็ต้องมีกาย วาจา ใจที่สงบ มีศีล มีสมาธิ

 แล้วมีสติปัญญาความสามารถที่จะพิจารณา

ตามเหตุตามผลที่ได้ยินได้ฟังมาได้

 ถ้าเราฟังแล้วยังไม่ได้มีดวงตาเห็นธรรม

ก็แสดงว่าศีลของเรายังไม่บริสุทธิ์

กาย วาจาของเรายังไม่นิ่ง

 ใจของเรายังไม่เป็นสมาธิพอ

นั่งแล้วไม่ฟังอย่างต่อเนื่อง

 ฟังไปแป๊บหนึ่งแล้วก็แวบไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

 พอมีอะไรมากระทบกับใจมีเสียงหรือมีกลิ่น

มีอะไรมารบกวนใจ ใจก็จะลอยไปกับสิ่งที่มารบกวน

มาสัมผัสกับใจ ตอนนั้นเวลาธรรมที่กำลังได้ยินได้ฟัง

ก็จะไม่เข้าสู่ใจ ก็จะทำให้ไม่สามารถพิจารณาเหตุผล

ได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่เกิดความเข้าอกเข้าใจ

ก็จะไม่เกิดการมีดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา

นี่คือเรื่องของการฟังเทศน์ฟังธรรม

เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์อย่างสูงสุด

 ผู้เทศน์ผู้แสดงธรรม ก็ต้องเป็นผู้แสดงธรรม

ที่ตรงกับความเป็นจริง ที่เกิดจากการปฏิบัติ

ถ้าเกิดจากการจดจำมา การแสดง

 ก็จะไม่เป็นจริงร้อยเปอร์เซ็นต์

เป็นจริงบางส่วน บางส่วนไม่จริง

 เวลาฟังแล้วก็จะเกิดการขัดกัน ไม่สอดคล้องกัน

 เพราะว่าสิ่งที่จดจำมานี้

ไม่ได้จดจำมาอย่างครบถ้วนบริบูรณ์นั่นเอง

 ส่วนที่ลืมไปก็เอาความคิดมาแทรก มาสอนแทน

 ก็เลยทำให้ผู้ฟังนั้นไม่ได้เห็นเหตุเห็นผลอย่างเต็มที่

 มีความรู้สึกว่ามีอะไรขัดแย้งกันอยู่ ระหว่างเหตุกับผล

 เมื่อมีการขัดแย่งกันระหว่างเหตุกับผล

 มันก็ไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปได้

 เช่นทุกข์เกิดจากอะไรอย่างนี้

ถ้าผู้ฟังฟังแล้วจำไม่ได้ก็อาจจะไปพูดว่า

ทุกข์เกิดจากเพราะว่าความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 ซึ่งความจริงแล้วความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้

ไม่ได้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจ

 แต่ความทุกข์ใจนี้ เกิดจากความอยากไม่แก่

อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายต่างหาก

 เพราะว่าคนที่ไม่ทุกข์กับความแก่

 ความเจ็บ ความตายก็มี เช่นพระพุทธเจ้า

พระอรหันต์นี้ท่านไม่ทุกข์กับความแก่

ความเจ็บ ความตายของร่างกาย

 เพราะว่าท่านไม่มีความอยากไม่แก่

 ไม่เจ็บ ไม่ตายนั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................................ง

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 มีนาคม 2561
Last Update : 13 มีนาคม 2561 6:47:06 น.
Counter : 124 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ