Group Blog
All Blog
<<< " นิพพาน" >>>









"นิพพาน"

นิพพานก็คือจิตของพวกเรานี่

 จิตที่ได้รับการชำระ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา

เพื่อกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง

 ความอยากต่างๆที่มีอยู่ในใจให้มันหายไปหมด

 นิพพานก็เป็นเหมือนเสื้อผ้า

ที่ได้รับการซักฟอกสะอาดแล้ว

 เสื้อผ้าที่เราใส่นี่มันเปื้อน ใช่ไหม

 เราก็ต้องเอาไปซัก ซักน้ำ ซักแฟ้บ ซักอะไร

 พอซักเสร็จ ไอ้ของสกปรกที่มันติดในเสื้อผ้า

มันก็หลุดไปหมด ก็เหลือแต่เสื้อผ้าที่สะอาดบริสุทธิ์

 ใจเราก็เหมือนกับเสื้อผ้า จิตเราก็เหมือนเสื้อผ้า

 เวลาจิตเราที่มีโลภ โกรธ หลง

มันก็ทำให้จิตเราทุกข์ ทำให้เราวุ่นวาย

 พอเราเอาจิตที่มีความสกปรก

คือมีความโลภ ความโกรธ ความหลง

 ความอยากนี้ ไปชำระด้วยศีล สมาธิ ปัญญา

 มันก็จะหายไปหมด พอหายไปหมด

 เราก็เรียกจิตนี้ว่า “นิพพาน”

 เป็นจิตดวงเดียวกันแหละ

 จิตที่กำลังเวียนว่ายตายเกิดนี้

ต่อไปก็จะเป็นจิตที่ไม่เวียนว่ายตายเกิด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑



ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2561 6:44:36 น.
Counter : 105 Pageviews.

0 comment
<<< " ไตรลักษณ์มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง" >>>









“ไตรลักษณ์มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง”

พระรัตนตรัยไม่ได้อยู่ที่ไหน

 แต่อยู่ที่ใจของผู้ปฏิบัติ

 ผู้ที่สามารถปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้าได้ จนมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว

ก็จะมีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ

 และพระสังฆรัตนะปรากฏขึ้นในจิตใจของตน

 เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

 ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนมีดวงตาเห็นธรรม

 คือผู้เห็นเราตถาคต

ถ้าปฏิบัติจนบรรลุเป็นพระอริยสงฆ์

 มีดวงตาเห็นธรรมแล้ว

ก็จะเห็นพระพุทธเจ้าในใจของตน

 จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร

 จะรู้ว่าพระธรรมเป็นอย่างไร

จะรู้ว่าพระสงฆ์เป็นอย่างไร

 เพราะเมื่อมีดวงตาเห็นธรรม

 ก็ย่อมเห็นธรรมอันประเสริฐ

ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้เห็น

 และจะเห็นพระพุทธเจ้าด้วย

เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

 ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต

ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม

ผู้ที่จะเห็นพระพุทธเจ้าเห็นธรรมได้

ก็คือพระอริยสงฆ์นั่นเอง

ดังนั้นผู้น้อมเอาพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ จนมีดวงตาเห็นธรรม

 ก็จะมีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ

 พระสังฆรัตนะอยู่ภายในใจของตน

มีที่พึ่งที่ทำให้ตนหลุดพ้นจากความทุกข์

ไม่ต้องทุกข์กับเรื่องต่างๆอีกต่อไป

 เหมือนกับปุถุชนธรรมดาอย่างเราอย่างท่าน

ที่ยังทุกข์ ยังกังวล ยังวุ่นวาย ยังเศร้าโศกเสียใจ

กับเรื่องต่างๆที่สัมผัสพบเห็น

เวลาสูญเสียสิ่งที่รัก ก็เศร้าโศกเสียใจ

 เวลาที่ยังไม่สูญเสีย ก็มีความกังวลห่วงใย

เพราะไม่มีดวงตาเห็นธรรม

 ไม่มีปัญญา มีความมืดบอดครอบงำอยู่

จึงทำให้ไม่เห็นไตรลักษณ์

 คือคุณลักษณะที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือเป็นวัตถุข้าวของต่างๆ

ล้วนมีไตรลักษณ์ทั้งนั้นคือ

๑. ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่จีรังถาวร

มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 ๒. เป็นทุกข์ถ้าไปหลงยึดติด

ไปอยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

เพราะสิ่งต่างๆบุคคลต่างๆ

ไม่เป็นไปตามความอยาก

 ตามความต้องการของใครทั้งสิ้น

 แต่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มีเหตุให้เกิดก็เกิด

 เมื่อเหตุให้อยู่ไม่มีก็ดับไป

 เหมือนกับไฟถ้าเอาฟืนใส่เข้าไปในกองไฟเรื่อยๆ

ไฟก็จะติดอยู่เรื่อยๆถ้าไม่ใส่ฟืนเข้าไป

 เมื่อฟืนที่มีอยู่ในกองไฟถูกเผาไหม้หมดไป

 ไฟก็ต้องดับไป นี้คือเหตุและผล

ฉันใดสิ่งต่างๆในโลกนี้ ที่มีปรากฏขึ้นมาให้เห็น

 ให้ได้สัมผัส ให้มีไว้ครอบครอง ก็เป็นเช่นนั้น

 เมื่อมีเหตุปัจจัยทำให้ปรากฏขึ้นมาให้อยู่ก็จะอยู่

 เมื่อเหตุที่ทำให้อยู่หมดไปแล้วก็จะไม่อยู่

 เช่นตายไปเป็นต้น คนเราทุกคน

เกิดมาแล้วต้องตายด้วยกันทั้งนั้น

 ถ้าไปหลงไปยึดไปติด อยากจะให้อยู่ไปเรื่อยๆ

ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย

ก็จะต้องทุกข์ จะต้องวุ่นวายใจ

นี้คือลักษณะที่ ๒

 คือความทุกข์ที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง

ประการที่ ๓ ก็คือไม่มีตัวตนในทุกสิ่งทุกอย่าง

 ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของวัตถุต่างๆหรือบุคคล

 เช่นสัตว์หรือมนุษย์ก็ไม่มีตัวตนเช่นเดียวกัน

 แต่ใจที่ไม่มีปัญญา ที่ยังมีความหลงครอบงำอยู่

 จะเห็นว่าร่างกายเป็นตัวเป็นตน

เป็นตัวเรา เป็นของเรา

 แต่ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรม

 มีปัญญา เช่นพระพุทธเจ้า

 จะเห็นว่าไม่เป็นตัวเป็นตน เป็นเพียงธาตุ ๔

 ดินน้ำลมไฟเท่านั้นเอง

ที่เกิดขึ้นจากอาหารที่รับประทานเข้าไป

 อาหารก็เป็นธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ

 เช่นข้าวก็ต้องมีดินมีน้ำมีลมมีไฟ

ถึงจะเจริญเติบโตได้

ต้นไม้ผักผลไม้ต่างๆก็เช่นเดียวกัน

 ส่วนสัตว์ต่างๆ เช่นปูปลาหมูวัวควาย

ก็ต้องกินผักกินข้าว ถึงจะเป็นรูปเป็นร่างได้

 ก็มาจากดินน้ำลมไฟเช่นเดียวกัน

 เมื่อร่างกายรับประทานอาหาร

ผักผลไม้เนื้อสัตว์ต่างๆเข้าไป

ก็เปลี่ยนเป็นผมเป็นขนเป็นเล็บเป็นฟัน

เป็นหนังเป็นเนื้อเป็นเอ็นเป็นกระดูกฯลฯ

 แล้วก็อยู่ไประยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลา

ที่ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ แตกสามัคคีกัน

 ธาตุทั้ง ๔ ไม่ยอมอยู่ร่วมกันแล้ว

 ก็จะแยกออกจากกัน

ร่างกายก็ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้

ก็กลายเป็นร่างของคนตายไป

 ทิ้งเอาไว้น้ำก็จะไหลออกมา ลมก็จะไหลออกมา

 ไฟก็จะไหลออกมา จนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก

 เหี่ยวแห้งกลายเป็นดินไปในที่สุด

นี้คือความหมายของคำว่าอนัตตา

ไม่มีตัวตนในสิ่งต่างๆ ในวัตถุต่างๆ

ที่เราก็รู้เราก็เห็นว่าไม่มีตัวตน

ฉันใดร่างกายเราก็เป็นอย่างนั้น

 เหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่ง ไม่มีตัวตนเช่นเดียวกัน

 มีใจมาครอบครองเป็นเจ้าของเท่านั้น

 แล้วก็สั่งให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ

มีความหลงพาให้คิดว่าร่างกายเป็นตัวตน

 เป็นตัวเรา เป็นของเรา เมื่อมีความคิดอย่างนี้

ก็มีความยึดติด มีอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น

 แล้วก็มีความอยาก อยากให้ร่างกายอยู่ไปนานๆ

โดยไม่คำนึงถึงความจริง ว่าร่างกายเป็นอนิจจัง

เป็นของไม่เที่ยง อยู่ไปตลอดไม่ได้

 เมื่อเกิดความอยากก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

 เพราะไม่สามารถทำให้ร่างกายอยู่ไปได้ตลอด

นี้คือไตรลักษณ์ที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง

เป็นอนิจจังไม่เที่ยง เป็นทุกข์

 เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน

 ถ้าน้อมเอาพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ

 พิจารณาให้เห็นตลอดเวลา

ว่าไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน

 ไม่มีอะไรให้ความสุขกับเราได้

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความทุกข์ทั้งนั้น

ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน เป็นเรา เป็นของเรา

 ก็จะปล่อยวางได้ จิตก็จะมีแต่ความสุข

 หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

เพราะเมื่อปล่อยวางแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ก็จะไม่เดือดร้อน ไม่เสียอกเสียใจ

ไม่ทุกข์วุ่นวายใจกับสิ่งที่ได้ปล่อยวางแล้ว

 แต่สิ่งที่ยังไม่ได้ปล่อยวาง ที่ยังยึดยังติด

 ยังหลง ยังคิดว่าเป็นของเรา เป็นตัวเรา

ให้ความสุขกับเรา ก็จะต้องทุกข์กับสิ่งนั้น

 เวลาเปลี่ยนแปลงไป

เช่นเวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา

หรือใกล้จะตาย ถ้ายังไม่ได้ปล่อยวาง

 ก็จะต้องทุกข์วุ่นวายใจเป็นอย่างมาก

 แต่ถ้าปล่อยวางได้แล้วจะรู้สึกเฉยๆ

เป็นเหมือนร่างกายของคนอื่น ที่เวลาเป็นอะไร

เราจะไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายใจด้วย

เพราะไม่ได้ไปยึดไปติดนั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

กำลังใจ ๓๑, กัณฑ์ที่ ๓๐๑

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 ตุลาคม 2561
Last Update : 27 ตุลาคม 2561 6:24:46 น.
Counter : 114 Pageviews.

0 comment
<<< "อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง" >>>










“อย่าผัดวันประกันพรุ่ง”

พวกเราที่มาวัดกันอย่างสม่ำเสมอ

ตลอดทั้งพรรษาและนอกพรรษา

ก็เนื่องจากว่าเรามีความเชื่อในพระพุทธเจ้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำสอนครั้งสุดท้าย

ก่อนที่จะทรงจากเราไป ในพระปัจฉิมโอวาท

ได้ทรงเตือนสติพวกเราไว้ว่า

 สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยงหนอ

จงยังประโยชน์ส่วนตนและส่วนท่านให้ถึงพร้อม

 ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 คำว่าไม่ประมาทนั้น ทรงหมายถึง

การไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่เลื่อนเวลา

ในการทำคุณงามความดี ทำประโยชน์

 ทั้งส่วนตนและส่วนท่านให้ถึงพร้อม

 การทำความดีที่ไม่มีโทษอันใดตามมานี้แหละ

คือการทำประโยชน์ทั้งส่วนตนและส่วนท่าน

 อย่างที่เราทั้งหลายได้มากระทำกัน

อย่างต่อเนื่องทุกๆวันพระ ทุกๆวันเสาร์วันอาทิตย์

ด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีล

 ฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม

 ไหว้พระสวดมนต์ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา

เหล่านี้เป็นการทำประโยชน์ให้เกิดขึ้น

ทั้งกับตัวเราและผู้อื่น ด้วยความไม่ประมาท

 คือทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ผัดไปวันข้างหน้า

 เพราะรู้ว่าสังขารเป็นของไม่เที่ยง

ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรานี้

ความแก่ ความเจ็บ ความตายนั้น

 เป็นเรื่องธรรมดา ที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามา

 แต่เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนจริงๆ

 ความตายอยู่แค่ปลายจมูกเท่านั้นเอง

คืออยู่ที่ลมหายใจ ถ้าหายใจเข้าแล้วไม่ได้หายใจออก

 ก็แสดงว่าความตายได้มาถึงแล้ว

 หรือหายใจออกแล้วไม่ได้หายใจเข้า

นั่นก็เป็นความตายเหมือนกัน

 ซึ่งไม่มีใครสามารถกำหนดได้

บังคับได้ ป้องกันได้ว่าจะให้เป็นไปในเวลาไหน

 ในตอนเช้า ตอนกลางวัน หรือตอนเย็น

พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า หรือสิบปีข้างหน้า

ความตายเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้

 เมื่อถึงเวลาจะเกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นทันทีทันใด

จึงไม่ควรประมาทในความไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ของสังขารร่างกายนี้ จงคิดเสมอว่า

วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตของเราก็ได้

 ถ้าไม่รีบฉวยโอกาสทำประโยชน์ให้กับตัวเรา

และกับผู้อื่น ด้วยการทำความดี

อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำอย่างสม่ำเสมอ

 คือทำบุญให้ทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรม

 พรุ่งนี้อาจจะไม่มีเวลาที่จะทำก็ได้

แล้วโอกาสอันดีที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์

 ได้มาเจอพระพุทธศาสนา

ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาได้ยากอย่างยิ่ง

ก็จะหมดไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

กำลังใจ ๑๓, กัณฑ์ที่ ๑๗๖

วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๖








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 ตุลาคม 2561
Last Update : 14 ตุลาคม 2561 6:19:41 น.
Counter : 121 Pageviews.

0 comment
<<< "หาความสุขแบบใหม่แบบที่ไม่มีความทุกข์" >>>









“หาความสุขแบบใหม่

    แบบที่ไม่มีความทุกข์”

ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ก็ดึงดูดจิตใจของผู้ที่ปรารถนา

ที่ต้องการที่จะหลุดพ้น

จากความทุกข์ต่างๆ ผู้ที่มีความปรารถนา

ที่จะมีความสุขที่แท้จริงจะเข้าหาธรรมะกัน

 เพราะธรรมะนี้เป็นแหล่งของความรู้

ที่จะพาให้ผู้ที่รู้นี้ดับความทุกข์ต่างๆ

ให้หมดไปจากใจ

ให้มีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว

 ตอนนี้ถ้าไม่มีธรรมะ

ใจของสัตว์โลกนี้จะมีทั้งความสุข

และความทุกข์คลุกเคล้ากันไป

จะไม่สามารถมีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียวได้

 เพราะความสุขที่สัตว์โลกแสวงหากัน

เป็นความสุขที่มีความทุกข์ผสมอยู่ด้วย

 เหมือนอาหารสมัยนี้ที่มีสารพิษต่างๆ ผสมอยู่ด้วย

 รับประทานไปแล้วมักจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา

ถึงแม้จะเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้า

อย่างสหรัฐอเมริกานี้ ก็ต้องมีอาหารที่เป็นพิษอยู่

ทั้งๆ ที่มีการตรวจตรา

มีการอะไรอยู่อย่างสม่ำเสมอ

 ก็ยังมีรายงานคนรับประทานอาหารบางชนิด

 รับประทานแล้วก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา

 แล้วก็มีอาหารที่ไม่มีใครรู้ว่า

มีสารอะไรเจือปนอะไรอยู่บ้าง

 ที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในระยะยาว

 โรคมะเร็งนี้เป็นผลที่เกิดจากการเอาสารต่างๆ

ที่เข้ามากับอาหารกับเครื่องดื่ม

 แล้วก็ไปสะสมอยู่ในร่างกาย

 แล้ววันดีคืนดีพอถึงเวลาที่มันมีกำลังมากพอ

 มันก็จะทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นมา

ความสุขต่างๆ ที่มนุษย์หากันในโลกนี้

ก็เป็นแบบนั้น เป็นความสุขที่เป็นความทุกข์ผ่อนส่ง

เราไม่รู้ว่าเรากำลังผ่อนส่งความทุกข์กัน

เดี๋ยวความทุกข์ก็จะตามมา

 ตอนต้นเขาจะให้เรามีความสุขก่อน

 ไปดูไปฟังไปลิ้มรสดมกลิ่น ไปสัมผัสกับสิ่งต่างๆ

 ก็เกิดความสุขกัน เช่น ไปท่องเที่ยว

ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ไปโรงภาพยนตร์โรงละคร

 ไปร้านอาหารร้านเครื่องดื่ม

 เวลาได้ไปตามแหล่งเหล่านี้สถานที่เหล่านี้

ก็มีความสุขขึ้น แต่วันข้างหน้าอาจมีเหตุการณ์

ที่ทำให้ไม่สามารถไปสู่แหล่งเหล่านี้ได้

สถานที่เหล่านี้ได้ เวลานั้นก็จะไม่มีความสุขกัน

เวลานั้นก็จะมีความทุกข์กัน

นี่คือความสุขที่สัตว์โลกอย่างมนุษย์พวกเรานี้

แสวงหากัน เป็นความสุขที่จะต้องพบกับความทุกข์

ช้าบ้างเร็วบ้าง แล้วแต่เหตุการณ์

 แล้วแต่สิ่งที่เราไปสัมผัสรับรู้

 ว่าจะหมดไปเร็วหรือหมดไปช้า

หรือความสามารถของเราที่จะหาความสุขต่างๆ

ที่มีอยู่ในโลกนี้ จะหมดไปเร็วหรือหมดไปช้า

 ถ้าหมดเร็ว ความทุกข์ก็มาเร็ว

 เช่น ถ้าเราใช้เงินทอง

เป็นเครื่องมือหาความสุขต่างๆ พอเงินทองหมด

 ความสุขที่เคยได้ก็จะหมดไป

พอไม่มีความสุข ความทุกข์ก็เข้ามาแทนที่

 ความสุขกับความทุกข์นี้

เหมือนกับแสงสว่างกับความมืด

 เหมือนกลางคืนกับกลางวัน

 มันจะไม่อยู่ทีเดียวพร้อมกัน มันจะผลัดกันมา

 ถ้าสว่างมันก็จะไม่มืด ถ้ามันมืดมันก็จะไม่สว่าง

 ความสุขของพวกเราก็เหมือนกัน

ถ้ามันสุขมันก็จะไม่ทุกข์

พอมันไม่สุขมันก็ทุกข์ขึ้นมา

นี่เป็นสิ่งที่พวกเราหากัน

เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ รู้ว่าให้ความสุขกับเรา

 และก็รู้ว่ามันจะต้องให้ความทุกข์กับเราต่อมา

 แต่เราก็ไม่รู้จักความสุขแบบที่พระพุทธเจ้า

กับพระสาวกทั้งหลายได้รู้กัน

 นั่นก็คือความสุขที่ไม่มีความทุกข์ตามมา

 แต่เป็นความสุขที่ต้องผ่านความทุกข์

 ก่อนจะเข้าถึงความสุขที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบนี้

จะต้องผ่านความทุกข์ก่อน

ทุกข์ที่เกิดจากการที่เราต้องทิ้งความสุขต่างๆ

 ที่เรามีอยู่ไป ตอนนั้นมันก็จะทุกข์

 อย่างพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะพบกับความสุขที่แท้จริง

พระพุทธเจ้าก็ต้องทิ้งความสุขปลอมก่อน

เป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ในพระราชวัง

มีความสุขทางร่างกาย

 ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ทางลาภยศสรรเสริญ แต่พระองค์ก็ทรงเห็นว่า

มันมีความทุกข์มาปนอยู่ด้วย

 ไม่ช้าก็เร็ววันใดวันหนึ่ง

ก็อาจจะไม่สามารถหาความสุขเหล่านี้ได้

 เมื่อไม่มีความสุขก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

 พระองค์เลยยอมทุกข์

ทุกข์ก่อนที่จะไปเจอทุกข์ที่แก้ไม่ได้

ตอนนี้เอาทุกข์แบบที่ยังแก้ได้

 คือ ยอมสละความสุขที่เคยมีเคยหาได้

 ความสุขของพระราชกุมาร

ความสุขในพระราชวัง

 แล้วก็ออกไปบวชอยู่ในป่า

ตอนนั้นทุกข์ ทุกข์ทรมาน

 เพราะไม่มีความสุขที่เคยมี แต่ก็พยายาม

เร่งสร้างความสุขขึ้นมาใหม่

หาความสุขแบบใหม่

 หาความสุขที่ไม่มีความทุกข์

ก็ไปศึกษาจากอาจารย์ต่างๆ

ศึกษาวิธีสร้างความสุขแบบใหม่

ที่ไม่มีความทุกข์ตามมา

ก็สามารถสร้างได้ในระดับหนึ่ง

 คือสร้างได้ในระดับชั่วคราว

แต่ยังไม่สามารถสร้างความสุขแบบใหม่นี้

ให้อยู่แบบถาวรไปตลอดได้

เพราะไม่มีใครรู้จักวิธี

ที่จะหาความสุขแบบใหม่นี้

โดยที่จะให้มันมีอยู่ได้ตลอดเวลา

วิธีหาความสุขแบบนี้ก็คือวิธีฝึกจิต

วิธีฝึกสมาธินี่เอง ถ้าไปฝึกสมาธิ

 นั่งสมาธิทำใจให้สงบ

ก็จะเกิดความสุขแบบใหม่นี้ขึ้นมา

 แต่พอออกจากสมาธิมา

เดี๋ยวความสุขแบบใหม่นี้ก็จางหายไป

เหมือนกับน้ำเย็นที่เราแช่ไว้ในตู้เย็น

 เวลาเอาออกจากตู้เย็นใหม่ๆ

 ความเย็นของน้ำก็ยังมีอยู่

 แต่จะเริ่มลดความเย็นลงไปเรื่อยๆ

 จนในที่สุดความเย็นก็หายไป

ความสุขที่ได้จากสมาธิก็เป็นแบบนั้น

 เวลาอยู่ในสมาธิก็มีความสุขเต็มที่

พอออกจากสมาธิ

ความสุขนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป

 ก็ได้พบกับความสุขในระดับนี้ก่อน

 เพราะมีคนสอนเพียงระดับนี้

ครูบาอาจารย์ต่างๆ

 ก็สอนให้เข้าสู่สมาธิในระดับต่างๆ

 ในระดับรูปฌาน ในระดับอรูปฌาน

ที่มีความสงบแตกต่างกันไป

มีความสงบมากน้อยต่างกันไป

 รูปฌานก็มีความสงบน้อยกว่าอรูปฌาน

 รูปฌานก็แบ่งเป็น ๔ ระดับ รูปฌาน๑ รูปฌาน๒

 รูปฌาน๓ รูปฌาน๔

ที่มีความสงบมากน้อยตามลำดับ

 ต่างกันไป แล้วเหนือจากรูปฌาน

 ก็ยังมีอรูปฌาน ที่มีความสุขมากขึ้นไป

 มีความสงบมากขึ้นไป

 จนถึงขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

 เป็นความสงบที่เต็มร้อย

 แต่ก็เป็นความสงบที่อยู่ได้ชั่วคราว

 เพราะว่าร่างกายมีภารกิจที่จะต้องคอยดูแล

 จะไปเข้าฌานอยู่ในนั้นตลอดไม่ได้

 เดี๋ยวร่างกายหิวน้ำ ร่างกายปวดฉี่

ร่างกายต้องการอาหาร ก็ต้องออกมา

 พวกฤาษีที่เขาเข้าฌานสมาบัตินี้

บางทีเขาเข้าได้เป็นอาทิตย์เป็นเดือน

พระพุทธเจ้าเคยทรงอดอาหารได้ ๔๙ วัน

แต่พอออกจากสมาธิมา ความทุกข์ก็โผล่ขึ้นมา

 ความสุขที่ได้จากความสงบหายไป

 ความทุกข์ก็โผล่ขึ้นมาใหม่

 พระพุทธเจ้าก็เลยอยากจะรู้ว่า

ทำไมจึงไม่สงบเหมือนตอนที่อยู่ในสมาธิ

 ก็ค้นคว้าด้วยตนเองเพราะไม่มีใครรู้

ก็ทรงค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้ความสุขนั้นหายไป

ก็คือ ตัณหาความอยาก

ตัณหาความอยากที่เป็นกิเลส

มีอยู่ ๓ ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 เรียกว่า “กามตัณหา” ความอยากมีอยากเป็น

เช่น อยากร่ำอยากรวย อยากเป็นใหญ่เป็นโต

 อันนี้เรียกว่า “ภวตัณหา” และความอยากไม่เป็น

 คือ ความอยากไม่สูญเสียความเป็นใหญ่เป็นโต

เวลาเป็นใหญ่เป็นโตก็อยากเป็นไปเรื่อยๆ

 เวลารวยก็อยากจะรวยไปเรื่อยๆ

เวลาได้รางวัลก็อยากจะได้รางวัลไปเรื่อยๆ

 จะไม่อยากสูญเสียสิ่งที่ได้มาไป

และก็ไม่อยากจะสูญเสียร่างกาย

 ร่างกายนี้ก็ไม่อยากให้มันแก่

ไม่อยากให้มันเจ็บไข้ได้ป่วย

ไม่อยากให้มันตาย

ความอยากไม่สูญเสียเรียกว่า “วิภวตัณหา”

 พอเกิดความอยากเหล่านี้ขึ้นมา

 ความสงบที่ได้จากสมาธิ

 ความสุขที่ได้จากความสงบก็จะถูกทำลายไป

 พอเราอยากปั๊บใจเราจะอึดอัดขึ้นมาทันที

 กระวนกระวายกระสับกระส่ายกระตือรือร้น

ใจร้อนขึ้นมาทันที เพราะอยากจะได้อะไรแล้ว

ใจจะรุ่มร้อนขึ้นมา

 ความเย็นที่ได้จากความสงบจะหายไป

 อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจของพวกเราทุกคน

 ของสัตว์โลกทุกสัตว์ แต่ไม่มีใครรู้กันว่า

 ๓ ตัวนี้เป็นตัวที่จะทำลายความสงบ

 ทำลายความสุขที่เราหามาได้

ก็เลยยังไม่มีใครรู้จักวิธี

ที่จะมีความสุขอย่างแท้จริงอย่างถาวร

วิธีทางโลกก็ไม่สามารถ

ที่จะทำให้ความสุขอย่างเดียวได้

 ความสุขทางลาภยศสรรเสริญ

ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ก็ต้องมีความทุกข์ผสมมาด้วย

ความสุขที่ได้จากความสงบ

ก็เป็นความสุขชั่วคราว พอออกจากสมาธิ

มาความทุกข์ก็ยังเข้ามาได้อยู่

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบสาเหตุว่า

ตัวที่ทำให้ทุกข์ วุ่นวายเวลาที่ออกจากสมาธิมา

ก็คือความอยากนี่เอง ก็เลยรู้ว่า

ต้องหยุดความอยาก

แล้วการที่จะหยุดความอยากได้ต้องเห็นว่า

สิ่งที่อยากได้นี้มันมีความทุกข์ผสมอยู่ด้วย

ต้องรู้ว่าความอยากในลาภยศสรรเสริญ

 ความอยากในรูปเสียงกลิ่นโผฏฐัพพะนี้

มีความทุกข์ตามมา เป็นเหมือนยาเสพติด

 ยาเสพติดนี่เรารู้กันว่ามันให้ความสุข

แล้วมันก็ให้ความทุกข์กับเรา

เราจึงไม่กล้าเสพยาเสพติดกัน

 ฉันใด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราหากันในโลกนี้

เช่น ลาภยศสรรเสริญ

ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้

 มันก็เป็นเหมือนยาเสพติด

เพียงแต่ว่ามันไม่รุนแรงไม่เฉียบพลัน

เหมือนกับยาเสพติด มันค่อยๆ ทำลายเรา ค่อยๆ

 ก่อและสร้างความทุกข์ให้กับเรา

 มันไม่เห็นแบบชัดเจนเหมือนยาเสพติด

 แต่มันแบบเดียวกัน เราเสพมัน เราติดมัน

 เราติดลาภยศสรรเสริญ

เราติดความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 แล้วเราก็พอที่จะหามาได้อยู่เรื่อยๆ

ไม่เหมือนกับยาเสพติดนี่ บางทีหายาก

เพราะตำรวจเขาคอยตามจับคนขายอยู่เรื่อยๆ

แล้วสองมันแพง มันต้องใช้เงินซื้อมาก

สามมันทำให้เราทำอะไรไม่ได้

 พอเราเสพยาแล้วเราก็จะนอน

 พอตื่นขึ้นมาก็เสพอีก ก็เลยไม่มีเวลา

ที่จะไปหาเงินหาทอง ไปทำงานทำการ

ส่วนยาเสพติดที่คนทั่วไปเสพกันนี่ไม่รุนแรง

 มันไม่เฉียบพลัน

มันยังปล่อยให้เรามีเวลาไปทำงานได้

 เช่น เราติดรูปเสียงกลิ่นรส เราก็ไปเที่ยว

พอเที่ยวปั๊บพอถึงวันทำงานเราก็หยุดเที่ยว

 เราก็ไปหาเงินหาทองกันใหม่

มันก็เลยทำให้เราสามารถ

ที่จะเสพสิ่งเหล่านี้ไปได้นาน

จนทำให้เราลืมไปว่าจะต้องมีเวลาใดเวลาหนึ่ง

 วันใดวันหนึ่งที่เราจะไม่สามารถเสพสิ่งเหล่านี้ได้

 คือเราอาจจะสูญเสียสิ่งเรานี้ไปเมื่อไหร่ก็ได้

 พอมันเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา

มันก็จะเหมือนกับกระทันหัน

 คนบางคนนี้อยู่ดีๆ ก็ล้มละลาย เงินทองหมด

 มันก็ไม่ได้หมดทันทีทันใด

แต่มันก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา

 แล้วถ้าไม่รู้จักวิธีแก้ปัญหา

 เดี๋ยวเงินทองที่มีอยู่ก็ต้องหมดไป

พอหมดทีนี้จะเอาอะไรมาซื้อความสุขต่างๆ

เมื่อไม่สามารถซื้อความสุขต่างๆ

ได้ก็จะกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา

 ก็เป็นเหมือนยาเสพติด ยาเสพติดเวลามีเงินซื้อ

ก็มีความสุข ซื้อมาเสพกัน

แต่เดี๋ยวเงินหมดก็ไม่มีเงินจะซื้อยาเสพติด

 ถ้าจะซื้อก็ต้องไปขโมย

ไปลักเงินทองของคนอื่นมาซื้อต่อ

 แล้วเดี๋ยวไม่ช้าก็เร็วก็ต้องถูกจับ

ไปลงโทษติดคุกติดตะราง

ช่วงขณะอยู่ในคุก

จะทรมานมากถ้าไม่มียาเสพติด

ขึ้นอยู่ว่าติดมากติดน้อย ถ้าติดมาก

ก็อาจจะถึงกับตายไปก็ได้ เพราะทนพิษของยา

ของความต้องการยาไม่ได้

เวลามันถอน ถอนออกจากร่างกายนี่มันทรมาน

ยาที่เคยอยู่ในร่างกาย พอไม่มียาใหม่มาเติม

มันก็จะถอนมันก็จะน้อยลงไป พอน้อยลงไป

 อาการอยากมันก็จะเพิ่มมากขึ้น

เพิ่มจนกระทั่งทรมานมาก

จนบางคนทนไม่ไหวก็ตายไป

นี่คือความสุขที่พวกเรามนุษย์นี้หากัน

 หาจาก ๔ อย่างนี้ หาจากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ถ้าหาได้ก็มีความสุข หาไม่ได้ก็มีความทุกข์

 แต่พวกเราโชคดีที่เรามาอยู่ในยุคที่มีธรรมะ

คำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอน

ให้เราหาความสุขที่ไม่มีความทุกข์

 คือ ความสุขที่เกิดจากการฝึกจิตฝึกใจนั่งสมาธิ

 ทำใจให้สงบ แล้วเวลาออกจากสมาธิมา

ก็ให้รักษาความสงบนั้นได้สองวิธี

วิธีชั่วคราวก็ฝึกสติต่อไป พุทโธ พุทโธ

คอยควบคุมความคิดอย่าให้คิด

 เพราะความคิดนี้เป็นตัวนำให้เกิดความอยาก

 ถ้าเราคิดให้คิดอยู่กับพุทโธ พุทโธ

มันก็จะไม่มีความอยาก

พอเราไปคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้

ก็จะเกิดความอยากขึ้นมา

 คิดถึงขนมก็อยากรับประทาน

 คิดถึงเครื่องดื่มก็อยากจะดื่มขึ้นมา

พอเกิดความอยากแล้วทีนี้ใจก็กระวนกระวาย

 กระสับกระส่ายหงุดหงิดรำคาญใจ

 นี่เป็นอาการของความทุกข์ใจ

 แล้วเราก็เลยทนไม่ไหว ก็เลยต้องไปบำบัด

ด้วยการไปทำตามความอยาก

 พอไปทำตามความอยากอาการหงุดหงิดอะไรต่างๆ

 ก็ระงับไปชั่วคราว จนกว่าความสุขที่เราได้

จากสิ่งที่เราได้มามันหมดไป

ความอยากใหม่ก็โผล่ขึ้นมา วิธีแก้ก็คือ

ถ้าใช้สติก็พุทโธ พุทโธ ไป อย่าปล่อยให้มันคิด

อย่าปล่อยให้มันอยาก

แต่มันจะเป็นการแก้แบบชั่วคราว

ถ้าเราเผลอสติเมื่อไหร่ ใจไปคิดถึงสิ่งต่างๆ

 เมื่อไหร่ความอยากก็ยังโผล่ขึ้นมาได้

วิธีที่จะแก้อย่างถาวรก็ต้องใช้ปัญญา

 ปัญญาก็คือต้องสอนใจให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ

ที่ใจอยากได้นี้มันเป็นทุกข์

มันจะกลายเป็นความทุกข์ เป็นความสุขตอนต้น

ได้สิ่งที่เราอยากได้มาก็สุข

 เดี๋ยวสิ่งที่เราได้หมดไปก็จะทุกข์

 ต้องคอยหาใหม่อยู่เรื่อยๆ ยิ่งหาก็ยิ่งอยาก

 ได้มามาก ก็ยิ่งอยากได้มากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

 ความอยากจะไม่มีวันหมด

 ต่อให้หามาได้มากน้อยเพียงใด

 ของที่เราหามาได้มันจะต้องหมด

 แต่ความอยากได้ของนั้นมันจะไม่หมด

 แล้วพอเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อไหร่

 ความไม่สบายใจก็ปรากฎขึ้นมาทันที

ถ้าอยากจะให้ความอยากหายไป

ก็ต้องเห็นว่าการทำตามความอยากนี้

มันจะทำให้เราต้องไปเจอความทุกข์ต่อไป

 สู้อย่าไปทำตามความอยากดีกว่า

ถ้ามันหงุดหงิดไม่สบายใจ

ก็ใช้สติหยุดมันควบคุมมัน

อันนี้ใช้ทั้งสติใช้ทั้งปัญญา ถ้าใช้สติอย่างเดียว

ก็ใช้ควบคุมโดยที่ไม่รู้ว่าควบคุมทำไม

อันนี้จะทำให้ความอยากไม่หมด

แต่ถ้ามีปัญญาด้วยที่สอนบอกว่า

ทำไมเราต้องไม่ทำตามความอยาก

 เพราะการทำตามความอยากนี้

จะเป็นการพาเราไปหาความทุกข์

ไม่ใช่ไปหาความสุข

 เมื่อเราไม่ต้องการความทุกข์

 เรารู้ว่าการกระทำตามความอยาก

จะพาให้เราไปเจอความทุกข์ เราก็ไม่ทำ

 เช่น ถ้าเรารู้ว่าจะไปเที่ยวที่นั่นแล้วน้ำจะท่วมนี้

 เราจะไปกันไหม ช่วงนี้เราจะไปเที่ยวต่างจังหวัด

เราต้องตรวจดูสภาพอากาศ

แล้ว ตอนนี้จังหวัดไหนน้ำท่วม เราจะไปไหม

ถึงแม้อยากจะไป ไม่ไปใช่ไหม

 เพราะเรารู้ว่ามันเป็นภัยกับเรา มันเป็นทุกข์กับเรา

 เราก็ไม่ไป ฉันใด สิ่งต่างๆ ที่เราอยากได้

มันก็เป็นอย่างนั้น ลาภยศสรรเสริญ

ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี่

มันเป็นเหมือนสถานที่ๆ มีน้ำท่วมอยู่

 แต่เราไม่รู้กัน เพราะตอนที่เราดูมันไม่ท่วม

มันจะท่วมตอนที่เราไป พอไปถึงแล้วมันถึงจะท่วม

 เราก็เลยไปกัน เราอยากได้อะไรๆ เราก็เอากัน

 หามากัน พอหามาได้แล้วทีนี้ มันก็จะทุกข์ล่ะสิ

 มันก็จะทำให้ใจเราทุกข์แล้ว

นี่ได้ยินคนซื้อรถมาใหม่ๆ นี่ เวลาจะขับไปไหน

ทีนี้ ระมัดระวังเหลือเกิน กลัวเหลือเกิน

 กลัวจะเฉี่ยว กลัวจะชน กลัวจะอะไร

 สู้คนขับรถเก่าไม่ได้ คนขับรถเก่าๆ นี้เฉย

ยังไงก็ได้ มันเก่าแล้ว มันจะพังก็พังไป

 เพราะมันจะพังอยู่แล้วก็เลยไม่ค่อยวิตกเท่าไหร่

 พอเราได้อะไรมาใหม่ๆ นี้เราจะรักจะหวงจะห่วง

 แล้วเวลาสูญเสียไปก็จะเสียใจ

 นี่คือความทุกข์ต่างๆ

ที่ตามมาจากการที่เราไปได้อะไรมาเป็นของเรา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 กันยายน 2561
Last Update : 27 กันยายน 2561 10:08:23 น.
Counter : 126 Pageviews.

0 comment
<<< " เกิดมาทำไม" >>>









“เกิดมาทำไม”

คนเราเกิดมาทำไม เกิดมาทำอะไร

 มีจุดหมายปลายทางหรือเปล่า

 หรือปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามเหตุการณ์ต่างๆ

 ที่จะฉุดกระชากลากพาไป

ถ้าปล่อยให้ชีวิตเป็นไปในลักษณะนั้น

 ก็เหมือนกับเรือที่ไม่มีหางเสือ

ไม่สามารถควบคุมเรือให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้

 ต้องปล่อยให้เรือไหลไปตามกระแสน้ำ กระแสลม

แล้วแต่จะพาไป แต่ถ้าได้ศึกษาพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้าแล้ว จะทราบคำตอบว่าเกิดมาทำไม

 เกิดมาทำอะไร พระพุทธศาสนาสอนว่า

 มนุษย์เรามีภารกิจอยู่ ๒ ส่วน ด้วยกัน

คือภารกิจทางด้านร่างกาย และภารกิจทางด้านจิตใจ

ต้องดูแลรักษาร่างกายและจิตใจให้มีแต่ความสุข

 ไม่มีความทุกข์ เพราะเป็นความปรารถนา

ของมนุษย์เราทุกๆ คน

 ทุกๆ คนปรารถนาที่จะมีความสุขด้วยกัน

 และไม่มีใครปรารถนาที่จะมีความทุกข์

ภารกิจที่แท้จริงของมนุษย์ก็คือ

การดูแลร่างกายและจิตใจไม่ให้มีความทุกข์

ให้มีแต่ความสุข ภารกิจทางด้านร่างกาย

เกี่ยวข้องกับการหาปัจจัยสี่

ที่เป็นสิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีพ

 คือร่างกายต้องมีอาหาร ที่อยู่อาศัย

 เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค

ถ้ามีปัจจัยสี่นี้พร้อมบริบูรณ์

ร่างกายก็จะไม่หิวโหย ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

 สามารถอยู่ได้ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข

การที่จะหามาซึ่งปัจจัยสี่นี้

ต้องเป็นไปในทางที่ไม่เกิดโทษกับตนและผู้อื่น

คือต้องมีสัมมาชีพ

เลี้ยงชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

 ไม่ผิดศีลผิดธรรม ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดประเวณี

ไม่พูดปดมดเท็จ ไม่เสพสุรายาเมา

ภารกิจทางด้านจิตใจก็เช่นกัน

 คือดูแลรักษาจิตใจไม่ให้ทุกข์

ให้มีแต่ความสุข ด้วยการปฏิบัติกิจในพระอริยสัจ ๔

 ถ้าปฏิบัติได้ก็จะอยู่เหนือความทุกข์

พระอริยสัจ ๔ คืออะไร คือ

 ๑. ทุกข์ ๒. สมุทัย ๓. นิโรธ ๔. มรรค

พระอริยสัจ ๔ เป็นสัจธรรมอันประเสริฐ

ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติพ้นทุกข์

ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิบัติมา

พระอริยสัจ ๔ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง

 ไม่มีศาสนาใดในโลกที่สอนพระอริยสัจ ๔

 เพราะผู้ที่จะรู้ได้ต้องเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น

พระอริยสัจ ๔ เป็นสัจจะความจริงของโลก

 เป็นความจริงที่สัตว์โลกทั่วไป

ไม่สามารถบรรลุถึงได้ตามลำพัง

 เพราะจิตใจของปุถุชนคนธรรมดา

ยังเป็นจิตใจที่มืดบอดอยู่ มีอวิชชาความไม่รู้

โมหะความหลงครอบงำจิตใจอยู่

ทำให้ไม่สามารถเห็นสัจธรรมความจริงของทุกข์ได้

 ต้องอาศัยคนอย่างพระพุทธเจ้า

ที่มีสติปัญญาบารมีที่สูงส่ง มาศึกษา

มาประพฤติปฏิบัติจนบรรลุพระอริยสัจ ๔

 เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงบรรลุแล้ว

 พระองค์จึงทรงประกาศสั่งสอน

พระอริยสัจ ๔ ให้แก่สัตว์โลก

ผู้ที่มีศรัทธาสามารถศึกษาประพฤติปฏิบัติ

จนบรรลุถึงพระอริยสัจสี่ ๔ ได้แล้ว

 ก็จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

ยุติการเวียนว่ายตายเกิด

 ตราบใดถ้ายังมีการเกิดอยู่

 ตราบนั้นก็ยังต้องมีความทุกข์อยู่

เพราะว่าเมื่อเกิดแล้วก็ต้องมีการแก่

 มีการเจ็บ มีการตาย มีการพลัดพราก

จากของรักของชอบ เป็นสัจธรรมความจริงของโลก

 ถ้าตราบใดยังเกิดอยู่ ตราบนั้นยังต้องทุกข์อยู่

ถ้าไม่ต้องการที่จะประสบกับความทุกข์

 ก็จะต้องไม่เกิด ดังในธรรมบทที่แสดงไว้ว่า

 ทุกข์ย่อมไม่มีกับผู้ไม่เกิด

 ตราบใดยังมีการเกิดอยู่ ตราบนั้นยังจะต้องมี

การแก่ การเจ็บ การตาย

การเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด

 ผู้ที่ปรารถนาความสิ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง

 จะต้องศึกษาพระอริยสัจ ๔

และปฏิบัติภารกิจของพระอริยสัจ ๔

 ให้ครบบริบูรณ์ คือ

๑. ทุกข์ต้องกำหนดรู้ คือต้องรู้ว่าทุกข์คืออะไร

 อะไรคือทุกข์ พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า

 ทุกข์คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 การประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา

การพลัดพรากจากของรัก

ของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง

 อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

๒. สมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ ต้องละ

คือต้องละตัณหาทั้ง ๓

ได้แก่ กามตัณหา ความอยากในกาม

 ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น

วิภวตัณหา ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

๓. นิโรธต้องทำให้แจ้ง นิโรธคือการดับทุกข์

 เกิดขึ้นจากการละตัณหาทั้ง ๓

เมื่อละ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ได้แล้ว

นิโรธก็จะปรากฏขึ้นมาในใจ

 เท่ากับได้ทำนิโรธให้แจ้ง

๔. มรรคต้องเจริญให้มาก เพราะมรรคเป็นเครื่องมือ

ที่ไว้ใช้กำหนดดูทุกข์ ด้วยสติปัญญา

 ด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ

และเป็นเครื่องมือไว้ใช้ละตัณหา

 เพื่อทำนิโรธให้แจ้ง ถ้าได้เจริญมรรคแล้ว

เท่ากับได้กำหนดรู้ทุกข์ ได้ละสมุทัย

 ได้ทำนิโรธให้แจ้ง คือได้ปฏิบัติภารกิจทั้ง ๔

ของพระอริยสัจ ๔ อย่างสมบูรณ์

มรรคคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

 ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา

ผู้จะกำหนดรู้ทุกข์ จะละสมุทัย จะทำนิโรธให้แจ้ง

 จะเจริญมรรคให้มาก จึงต้องเจริญ ทาน ศีล ภาวนา

ทานคือการให้ การให้ข้าวของต่างๆ

 อย่างที่ญาติโยมได้มากระทำกันในวันนี้

ได้นำจตุปัจจัยไทยทานอาหารคาวหวานมาถวายพระ

 เรียกว่าเป็นการให้ทาน แต่การให้ทานนี้

ไม่ได้เจาะจงเฉพาะว่าจะต้องให้กับพระเท่านั้น

ถึงจะเป็นบุญ การให้ทานนั้นจะให้กับใครก็ได้

 เป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้น ให้กับสามีให้กับภรรยา

 ให้กับบิดามารดา ให้กับลูก

ให้กับเพื่อนมนุษย์ เพื่อนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย

 ถือว่าเป็นการทำบุญด้วยกันทั้งนั้น

สุดแท้แต่กรณี

แต่ถ้าได้เข้าวัดทำบุญกับพระภิกษุสงฆ์

 ก็จะได้อานิสงส์เพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่ง

คือจะได้ยินได้ฟังธรรมะ จะได้ฟังเทศน์ฟังธรรม

ดังที่ศรัทธาญาติโยมกำลังฟังเทศน์ฟังธรรมนี้อยู่

 เป็นบุญสูงกว่าการให้ทานเสียอีก

เพราะการฟังเทศน์ฟังธรรม

เป็นการสร้างแสงสว่างกับชีวิต

ถ้าไม่ได้ฟังธรรมจะมีแต่ความมืดบอดในจิตใจ

 เหมือนคนตาบอดย่อมไม่สามารถดำเนินชีวิต

ไปได้อย่างราบรื่นดีงาม

ถ้ามีแสงสว่างแห่งธรรมไว้นำทาง

จะรู้ว่าอะไรคือความทุกข์ รู้ว่าอะไรคือความสุข

จะสามารถดำเนินชีวิต

ให้ห่างไกลจากความทุกข์ได้

ให้มีแต่ความสุข

การมาทำบุญที่วัดจึงได้บุญมากกว่า

 เพราะวัดเป็นเนื้อนาบุญที่ดีกว่าเนื้อนาบุญทั้งหลาย

 อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ

เป็นแหล่งเพาะปลูก

และเผยแพร่ความดีที่ยอดเยี่ยม

 ได้บุญสองต่อ คือได้ความสุขใจจากการให้ทาน

 แล้วยังได้แสงสว่างแห่งธรรมคือปัญญา

นำพาชีวิตให้ไปสู่ที่ดี ที่งาม ที่สุข ที่เจริญ

ศีลคือการละเว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น

 ดังที่ได้แสดงไว้ในเบื้องต้นว่า

เวลาทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

เพื่อดูแลร่างกาย

 ต้องดำรงอยู่ในกรอบของศีลธรรม

คือไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

 ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดประเวณี

ไม่พูดปดมดเท็จ ไม่เสพสุรายาเมา

ภาวนาคือการฝึกอบรมจิตใจให้สุขสงบ

เกิดปัญญาให้รู้เท่าทันในสภาวธรรมทั้งหลาย

 แบ่งเป็น ๒ ส่วน ได้แก่

๑. สมถภาวนา ๒. วิปัสสนาภาวนา

คือการทำให้มีสมาธิและมีปัญญา

ถ้าจิตมีสมาธิคือความสงบแล้ว

การเจริญปัญญาจะเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

 เพราะจิตที่สงบเป็นจิตที่มีเหตุมีผล

 ปัญญาคือเรื่องของเหตุของผล

 เรื่องจริง ต้องอาศัยปัญญา

ซึ่งเป็นองค์ของมรรคเพื่อกำหนดรู้ทุกข์

รู้ว่าเมื่อเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ

ต้องตายเป็นธรรมดา ต้องพลัดพรากจากของรัก

ของชอบเป็นธรรมดา

ต้องพบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนาเป็นธรรมดา

 เป็นสิ่งที่ทุกสัตว์ทุกบุคคล

เมื่อเกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์

 หรือเป็นปุถุชนคนธรรมดาสามัญอย่างเราอย่างท่าน

ก็จะต้องประสบกับสิ่งเหล่านี้ด้วยกันทั้งนั้น

การประสบกับสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ ๒ ลักษณะด้วยกัน

 คือประสบแบบมีความทุกข์

กับประสบแบบไม่มีความทุกข์

ถ้ามีปัญญา ยอมรับความจริงของสิ่งเหล่านี้

 เช่นเกิดมาแล้วก็ ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

ไม่ฝืน ไม่ขัดขวาง ยอมรับความเป็นจริง

 ปลงได้ ก็จะไม่ทุกข์

 เพราะละความอยากไม่แก่

 อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายได้

เช่นพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์

 ท่านไม่หวั่นไหวกับการแก่ การเจ็บ การตาย

การพลัดพรากจากของรักของชอบ

การที่จะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ

เพราะจิตใจของท่านเป็นอุเบกขา

 ท่านปลงได้ ท่านวางได้ ท่านปล่อยวางได้

 แก่ก็ยอมรับความแก่ เจ็บก็ยอมรับความเจ็บ

 ตายก็ยอมรับความตาย เพราะเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น

นี่คือการมองโลกด้วยปัญญา

 มองสภาพความเป็นจริงด้วยปัญญา

มองแล้วปล่อยวาง ไม่ฝืน ไม่ต่อสู้

ไม่มีความอยากที่จะอยู่ไปนานๆ

 อยากจะไม่แก่ อยากจะไม่เจ็บ

อยากจะไม่พลัดพรากจากของรักของชอบ

 เมื่อยอมรับความจริงแล้ว จิตใจก็จะไม่ทุกข์

มีความพอใจกับสิ่งที่มีอยู่

 ยินดีกับสิ่งที่ได้รับ นี่คือปัญญา

 มีปัญญาก็ปล่อยวางตัณหาทั้ง ๓ ได้

จิตที่มีสมาธิมีปัญญาเป็นจิตที่มีความสงบ

 มีความสุข มีความอิ่ม ความพอ

จิตไม่หิวโหย เพราะไม่มีตัณหา

เหตุที่พวกเรายังมีความหิวอยู่กับ

 รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอยู่

 ยังอยากออกไปเที่ยวดูหนังดูละคร ดูโทรทัศน์

 ฟังเพลง ไปงานสังคมอยู่

ก็เพราะว่ายังมีความหิวอยู่ จิตยังไม่อิ่ม

จิตยังไม่พอ เหตุที่จิตยังไม่อิ่มไม่พอ

เพราะว่ายังไม่ได้เจริญมรรคให้สมบูรณ์นั่นเอง

 มรรคก็คือ ทาน ศีล ภาวนา

คือการนั่งไหว้พระสวดมนต์ ทำจิตให้สงบ

 แล้วเจริญปัญญาให้เห็นสภาพความเป็นจริงของโลก

ว่า เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 มีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย

 เป็นธรรมดาหลีกเลี่ยงไม่ได้

พระพุทธองค์ทรงสอนให้เจริญมรรคให้มาก

คือต้องทำบุญทำทานให้มาก รักษาศีลให้มาก

ไหว้พระสวดมนต์ให้มาก นั่งทำสมาธิให้มาก

และเจริญวิปัสสนาปัญญาให้มาก

ให้มองทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าข้างในหรือข้างนอก

ว่าเป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น

ข้างนอกก็คือสิ่งต่างๆ ที่มาสัมผัส

ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย

ข้างในก็คืออารมณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในใจ

เช่นความโกรธ ความโลภ ความหลง

ความดีใจ ความเสียใจ

 ให้ใช้ปัญญาดูอารมณ์เหล่านี้

 แล้วก็ปล่อยวางตามความเป็นจริง

 อย่าไปเดือดร้อนกับอารมณ์ทั้งหลาย

เวลาเกิดความทุกข์ใจก็ไม่ต้องเดือดร้อน

 ทำใจให้เป็นอุเบกขาด้วยปัญญา

 ว่าความทุกข์นี้เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็ผ่านไป

เช่นเดียวกับความสุข เกิดขึ้นมาเดี๋ยวก็ดับไป

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่จีรังถาวร

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็น อนิจจัง ไม่เที่ยง

ผู้มีสติมีปัญญาย่อมรู้จักการวางเฉย

 การปล่อยวาง รู้จักคำว่าช่างมัน ไม่เดือดร้อน

ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน ช่างมันเสียบ้าง

 เรื่องไหนพอจะทำได้ แก้ไขได้ ก็ทำไป แก้ไขไป

 แต่อย่าไปคิดว่าจะแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างได้

แม้แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์

 ท่านยังไม่แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างเลย

 แม้แต่ชีวิตของท่าน ท่านยังไม่แก้ไขเลย

 ท่านปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

 ไม่สบายมียากินก็กินไป หายก็หาย

 ไม่หายก็ยอมรับตามความเป็นจริง

ถ้ายอมรับความเป็นจริงแล้วจะไม่ทุกข์

จะอยู่เหนือความทุกข์ได้

นี่คือภารกิจในพระอริยสัจ ๔

ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย

ได้กระทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

ทุกข์ที่จะต้องกำหนดรู้ เราได้กำหนดรู้แล้ว

สมุทัยที่จะต้องละ เราได้ละแล้ว

นิโรธที่จะต้องทำให้แจ้ง เราได้ทำให้แจ้งแล้ว

 มรรคที่จะต้องเจริญให้มาก

 เราได้เจริญอย่างสมบูรณ์แล้ว

 นี่คือภารกิจทางด้านจิตใจของมนุษย์

ถ้าสามารถปฏิบัติภารกิจทั้ง ๔ นี้ได้สำเร็จ

ก็จะกลายจากปุถุชนเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา

 เป็นผู้ที่อยู่เหนือความทุกข์

 อยู่เหนือการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

คำตอบของคำถามที่ถามว่าเกิดมาทำไม

 ก็คือ เกิดมาเพื่อทำภารกิจ

ทางด้านร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์

 การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา

 ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

กำลังใจ ๓, กัณฑ์ที่ ๕๒

วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๔





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 กันยายน 2561
Last Update : 21 กันยายน 2561 14:29:38 น.
Counter : 83 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ