Group Blog
All Blog
<<< "ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นทุกข์" >>>










“ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นทุกข์”

ร่างกายเป็นเหมือนรถยนต์คันหนึ่ง

ใจผู้รู้ผู้คิดผู้สั่งร่างกาย เป็นเหมือนคนขับ

เป็น ๒ ส่วนมารวมกัน เหมือนน้ำกับขวดน้ำ

 มาอยู่ในที่เดียวกัน แต่ขวดน้ำกับน้ำเป็นคนละส่วนกัน

 ร่างกายกับใจก็เป็นคนละส่วนกัน

 ใจเป็นเหมือนน้ำที่มีร่างกายเป็นภาชนะรองรับ

 มีหน้าที่สั่งให้กายไปทำอะไรต่างๆ

ด้วยความฉลาดหรือความโง่

ถ้าฉลาดก็ใช้ให้ทำในสิ่งที่ดี

 เช่นวันนี้พวกเรามีความฉลาดสั่งให้มา มีปัญญา

มีธรรมะสั่งให้มาทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรม

 อย่างนี้เรียกว่าความฉลาดพามา

 ไม่ใช่อวิชชา ปัจจยา สังขารา

แต่เป็นวิชชา ปัจจยา สังขารา

หรือธัมมา ปัจจยา สังขารา

 อวิชชาเป็นความหลง วิชชาเป็นความรู้จริงเห็นจริง

 พวกเราถึงแม้จะยังไม่รู้จริงเห็นจริง

 เราก็อาศัยความรู้จริงเห็นจริงของพระพุทธเจ้า

 ของครูบาอาจารย์ ที่ทรงสั่งสอนให้เราคิดมาในทางนี้

 คิดดี คิดทำบุญ คิดแสวงหาธรรมะ

เมื่อคิดดีแล้ว เราก็พูดดีทำดี ชวนเพื่อนฝูงมากัน

 แล้วก็เดินทางมาทำความดีกัน พอได้ทำความดีแล้ว

 ก็ได้ประโยชน์สุขทางด้านจิตใจ จิตใจมีความสุข

 เย็นสบาย มีความรู้ความฉลาดเพิ่มขึ้น

มีความเห็นที่ถูกต้องมากขึ้น

นี่คือใจที่มีความฉลาดพาไป ถ้าใจมีความโง่พาไป

 ตอนนี้คงไปเที่ยวอยู่ที่ไหนแล้ว ไปตกปลา

 ไปเล่นการพนัน ไปดูภาพยนตร์ ไปเลี้ยงฉลองกัน

 นั่นเป็นความโง่พาไป

เป็นความสุขแบบสุกเอาเผากิน

 เหมือนกับควันไฟที่ปรากฏขึ้นมาแล้วก็จางหายไป

 ความสุขที่ได้จากความโง่ เป็นความสุขที่ไม่จีรังถาวร

 ไม่ติดอยู่กับใจ สิ่งที่ติดอยู่กับใจคือความหิว

ความอยาก ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวใจ

 เวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนฝูง ได้ไปเที่ยวกัน

 ก็มีความสุข พอต่างคนต่างแยกทางกันกลับบ้าน

 ตอนนั้นใจก็รู้สึกว้าเหว่

แต่การทำบุญจะทำให้มีความอิ่มเอิบใจ

 ตอนแยกจากกันไป ก็ไม่รู้สึกว้าเหว่

เพราะมีธรรมะมีบุญติดอยู่กับใจ

ที่ทำให้อยู่ตามลำพัง โดยไม่ต้องมีสิ่งอื่น

หรือคนอื่นมาคอยให้ความสุขได้

เวลาคิดอะไรควรคิดด้วยปัญญาความฉลาด

เช่นคิดว่าร่างกายเป็นเหมือนรถยนต์คันหนึ่ง

ไม่ได้เป็นใจ ใจไม่ได้เป็นกาย

 ใจเป็นผู้รู้ผู้คิด ร่างกายไม่รู้ไม่คิด

 ถ้าไม่มีใจก็เป็นซากศพไป ไปคุยกับคนตาย

คุยอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง

 เพราะผู้รู้ไม่ได้อยู่กับร่างกายแล้ว

 เวลาเอาเข็มไปทิ่มไปแทงร่างกายก็ไม่สะดุ้งผวา

 แต่ถ้ายังมีใจรับรู้อยู่

 เพียงแต่ยกเข็มขึ้นมายังไม่ทันจิ้มก็ผวาแล้ว

ใจนี้แลที่มาเกิดมาสิงในร่างกาย

 ในขณะที่เริ่มก่อตัวในท้องแม่

 เมื่อมีเชื้อของพ่อกับของแม่มาผสมกัน

ถ้าไม่มีใจมาร่วมด้วย ก็จะไม่ตั้งครรภ์ ไม่ปฏิสนธิ

 เช่นสามีภรรยาบางคู่ที่ไม่มีลูก

 อาจจะเป็นเพราะไม่มีดวงวิญญาณมาร่วมด้วย

 หรือเป็นความบกพร่องในส่วนของพ่อหรือของแม่

 ต้องเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งใน ๓ ส่วนนี้ที่บกพร่อง

 คงไม่บกพร่องทางด้านวิญญาณ

 เพราะมีดวงวิญญาณที่รอเกิดอยู่เป็นจำนวนมาก

 เหมือนนักเรียนที่สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย

ในแต่ละปีมีสมัครสอบเข้าเป็นจำนวนมาก

 มากกว่าที่ทางมหาวิทยาลัยจะรับได้

 ฉันใดการมาเกิดเป็นมนุษย์

ก็เป็นเหมือนกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

 ต้องแข่งขันกัน วิชาที่เน้นมากที่สุดก็คือศีลธรรม

 ถ้ามีศีลธรรมมากก็มีคะแนนมาก

 มีศีลธรรมน้อยก็มีคะแนนน้อย

 เพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้ดวงวิญญาณ

เกิดเป็นมนุษย์ได้อยู่ที่ศีลธรรมเป็นหลัก

 ไม่ใช่อยู่ที่การทำบุญให้ทาน

 ต่อให้ทำบุญให้ทานมากกว่าเป็นหลายล้านเท่า

ก็สู้คนที่ไม่ได้ทำบุญให้ทาน

หรือทำบุญให้ทานน้อยกว่า แต่รักษาศีลได้มากกว่า

 เพราะคนที่รักษาศีลได้มากกว่า

มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ได้มากกว่า

 เพราะเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดเป็นมนุษย์

 เป็นเทพ เป็นพรหม เป็นอริยบุคคล

 ต้องมีศีล ๕ เป็นเหตุเป็นปัจจัย

ไม่ใช่อยู่ที่การทำบุญ ๑๐๐ ล้าน ๑๐๐๐ ล้าน

 แต่ยังคดโกง ยังโกหกหลอกลวง

 จะไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่จะเกิดเป็นเดรัจฉาน

 เช่นเศรษฐีที่กลับมาเกิดเป็นสุนัขในบ้านของตนเอง

ถ้าทำบุญมากแต่ไม่รักษาศีล

ก็จะได้เกิดเป็นสุนัขที่น่ารัก

 ใครเห็นก็อยากเอาไปเลี้ยงเป็นลูก

บางคนไม่มีลูกก็เลี้ยงสุนัขแทน เลี้ยงเหมือนลูกเลย

 เอาติดตัวใส่ตะกร้าไป

 ไปหาพระก็ให้ถวายสังฆทานด้วย

 เวลาตายไปก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ด้วย

 เพราะหมาตัวนั้นเคยทำบุญมามาก

 เกิดมาก็อยู่อย่างสุขสบาย แต่ไม่ได้รักษาศีล

 จึงไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นพรหม

 เป็นพระอริยเจ้า เวลาพระให้ศีลท่านจะกล่าวว่า

สีเลนะ สุคติง ยันติ ศีลเป็นเหตุพาให้ไปสู่สุคติ

คือภพของมนุษย์ เทพ พรหม พระอริยบุคล

จึงอย่าไปหลงคิดว่า ถ้าทำบุญให้ทานมากแล้ว

จะได้ไปสวรรค์ ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ ต้องรักษาศีล

 ถ้ารักษาศีลแต่ไม่ได้ทำบุญให้ทานมาก

 ก็จะเกิดเป็นมนุษย์ที่ไม่ค่อยมีเงินมีทอง

 ต้องหาใหม่เอง แต่ถ้าทำบุญให้ทานก็มาก

 รักษาศีลก็มาก เกิดเป็นมนุษย์

ก็จะมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม

 มีสมบัติข้าวของเงินทองมาก ได้เกิดเป็นลูกเศรษฐี

 ไม่ต้องเหนื่อยหาเงินหาทอง

ใช้เงินของพ่อแม่ได้อย่างสบาย

 นี่คืออานิสงส์ของการทำบุญให้ทานรักษาศีล

 อานิสงส์ของการมีธรรมะพาไป

 ถ้ารักษาศีลได้มากเพียงไร

ใจจะมีความร่มเย็นเป็นสุขมากเพียงนั้น

 จะเห็นคุณค่าความสงบสุขของจิตใจ

 ก็จะอยากให้มีมากยิ่งขึ้น ก็จะอยากภาวนา

 เพราะศีลให้ความสงบสุขได้ในเพียงระดับหนึ่ง

 ถ้าอยากจะให้มีความสุขมากกว่านั้น

 ก็ต้องภาวนา ถึงแม้จะรักษาศีลได้

 ก็ยังโกรธยังเกลียดได้ ยังอิจฉาริษยาได้

 ยังมีอารมณ์ว้าวุ่นขุ่นมัวได้

ถ้าต้องการกำจัดสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้จิตใจไม่สงบ

 ก็ต้องบำเพ็ญธรรมที่สูงขึ้นไป ต้องเจริญจิตภาวนา

ในเบื้องต้นต้องเจริญสมถภาวนาก่อน

ต่อด้วยวิปัสสนาภาวนา

เจริญสมาธิและปัญญาตามลำดับ

 เวลาจิตสงบตัวลงความโลภความโกรธความหลง

ก็จะสงบตามไปด้วย

 เพราะความโลภความโกรธความหลง

ต้องอาศัยการทำงานของจิต คือความคิดของจิต

 เป็นสื่อเป็นเครื่องมือ

เหมือนพวกเราอาศัยรถยนต์เดินทางมาที่นี่

 ถ้าใจไม่คิดอะไรสงบนิ่งอยู่เฉยๆ ก็จะโกรธไม่ได้

 โลภไม่ได้ หลงไม่ได้ ถ้าใจเห็นอะไรแล้วเอามาคิด

 ว่าดีนะ ได้มาแล้วจะมีความสุข

 ก็จะเป็นความหลงพาให้คิด คิดผิด

คิดว่าสิ่งในโลกนี้มีความสุข ถ้ามีธรรมะพาให้คิด

 ก็จะคิดว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นความสุขเลย

 สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ สังขารา อนิจจา

 สัพเพ ธัมมา อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้

ล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น แต่พวกเราไม่เห็นกัน

 เพราะเป็นความทุกข์ที่เคลือบด้วยความสุข

 เหมือนยาขมเคลือบน้ำตาล ใหม่ๆ ก็มีความสุข

 เวลาไปเที่ยวก็มีความสุขสนุกสนานเฮฮา

พอกลับบ้านก็เศร้าสร้อยหงอยเหงา

 ถ้าไม่ออกจากบ้านได้ อยู่บ้านทนทุกข์ไป

จนเกิดความเคยชิน ต่อไปจะอยู่บ้านเฉยๆได้

จะไม่รู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว ไม่ต้องออกไป

หาความสุขนอกบ้าน หาความสุขภายในบ้านได้

 เพราะในบ้านเป็นเหมือนสวรรค์อยู่แล้ว

 มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมเพรียงไปหมด

ที่นอน ที่นั่ง ห้องน้ำห้องท่า อาหารการกิน

 แสนจะสุขแสนจะสบาย

 ไม่ต้องไปทนนั่งรถเป็นชั่วโมงๆ

กว่าจะไปถึงที่ๆ อยากจะไป

 พอได้ดูได้เห็นแล้วก็ต้องนั่งรถกลับ

ทรมานอยู่ในรถ แต่ความหลงจะไม่ทำให้คิดอย่างนี้

 จะคิดว่า ไปเถิด ไปแล้วจะสุข ไปแล้วจะสนุก

 เหนื่อยยากลำบากอย่างไรก็สู้ นี่คือความหลงพาไป

 อวิชชาพาไป อวิชชา ปัจจยา สังขารา

พาไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ถ้าธรรมะพาไป จะสั่งให้สลัดให้ละ

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ให้สำรวมอินทรีย์

ตาหูจมูกลิ้นกาย

ไม่ให้ไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ให้หันเข้ามาดูใจ ให้เข้าข้างใน

หลวงปู่ดุลย์สอนว่า ใจออกข้างนอกเป็นสมุทัย

พอออกข้างนอกก็จะเกิดความอยากขึ้นมา

อยากจะทำ อยากจะดู อยากจะฟัง อยากจะได้

 ถ้าดึงใจเข้าข้างในทำใจให้สงบ

 ความอยากก็จะไม่เกิดขึ้นมา มีแต่ความว่าง

 ความสงบ ความเย็น ความสบาย ความอิ่มความพอ

 มีอยู่ในตัวของเราแล้ว ทุกอย่างพร้อมบริบูรณ์

 เราหลงไปหาความทุกข์เข้ามาเอง

 ถ้าอยู่บ้านได้ เก็บเนื้อเก็บตัว เก็บใจ

ไม่ส่งออกข้างนอก ก็แสนจะสุขแสนจะสบาย

 ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการแสวงหาเงิน หาทอง

 ทำงานทำการแทบเป็นแทบตาย

 แล้วต้องเหน็ดเหนื่อยกับการใช้เงินใช้ทอง

 เหน็ดเหนื่อยกับการดูแลรักษาสมบัติข้าวของต่างๆ

 ที่หามาได้ ต้องร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ

 เวลาที่สูญเสียสิ่งต่างๆ ไป

นี่คือผลของการทำตามอวิชชา ปัจจยา สังขารา

 ทำตามความคิดของอวิชชา ที่สั่งให้ออกไปข้างนอก

 ไปหาสิ่งต่างๆ มาเป็นสมบัติ แล้วก็มาเป็นกองทุกข์

 เป็นภาระให้ว้าวุ่นกังวลห่วงใย

 เสียอกเสียใจเวลาที่สูญเสียไป

แล้วก็ต้องสูญเสียไปด้วยกันทุกคน

 เพราะสังขารร่างกายนี้ไม่จีรังถาวร ไม่อยู่ไปตลอด

 สมบัติต่างๆ ก็ไม่อยู่ไปตลอดเหมือนกัน

 บางทีก็จากเราไปก่อน บางทีเราก็จากไปก่อน

 ที่แน่ๆ คือต้องมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

กำลังใจ ๓๖, กัณฑ์ที่ ๓๗๔

วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2561 12:09:34 น.
Counter : 150 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ