Group Blog
All Blog
<<< "วัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด” >>>









"วัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด”

การฟังธรรมมะนี้จะทำให้เราเห็น

ความจริงของชีวิตของเรา

 เห็นว่าเรานี้เป็นใครกันแน่

แล้วเรามาเกิดกันได้อย่างไร

และเกิดแล้วเราควรจะทำอะไรกับชีวิตของเรา

ให้เกิดคุณเกิดประโยชน์ ไม่ให้เกิดโทษกับตัวเรา

 ถ้าเราไม่ได้มาฟังเทศน์ฟังธรรม เราจะเข้าใจผิด

 เราจะไม่รู้จักความจริงของชีวิตของเรา

 ว่าเราเป็นใครเป็นอะไรและเรามาเกิดได้อย่างไร

 และเมื่อเรามาเกิดแล้ว

เราควรจะทำอย่างไรกับชีวิตของเรา

ถ้าเราฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ

 เราก็จะเริ่มเข้าใจความจริงของเราว่า

 เรานี้ไม่ได้เป็นร่างกาย ร่างกายนี้ไม่ใช่เป็นเรา

 เราเป็นใจ เราเป็นผู้รู้ผู้คิด

ทีได้ร่างกายมาเพราะความอยากต่างๆ

 ที่มีอยู่ภายในใจของพวกเรา

 มีความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 ที่เรียกว่ากามตัณหา ความอยากมีอยากเป็น

 อยากให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

 อยากให้บุคคลนั้นบุคคลนี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

 เรียกว่าภวตัณหา

 และอยากให้สิ่งนั้นหรือสิ่งนี้

ไม่เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างนี้เรียกว่าวิภวตัณหา

นี่คือเหตุที่ทำให้เราได้มาเกิดได้มามีร่างกาย

เมื่อเรามีความอยากเหล่านี้ เราก็ต้องมีเครื่องมือ

เพราะใจคือเรานี้ไม่มีอะไร ไม่มีรูปร่าง

 ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก ไม่มีลิ้น ไม่มีกาย

 การที่เราจะหารูป เสียง กลิ่น รสต่างๆ ได้

เราจึงจำเป็นจะต้องมีร่างกายกัน

 เราก็เลยมารอรับร่างกายจากบิดามารดา

 เวลาที่บิดามารดาเขามีการร่วมเพศกัน

เขาก็จะสร้างร่างกายขึ้นมา พอมีร่างกาย

เราก็มาขอรับร่างกายนี้ไปเป็นคนรับใช้เรา

 ร่างกายนี้เป็นคนรับใช้เรา ที่พ่อแม่เป็นผู้ผลิต

เป็นผู้สร้างให้กับเรา พอเราได้ร่างกายมาแล้ว

 เวลาคลอดออกมาจากท้องแม่

 เราก็เลี้ยงดูร่างกายด้วยความเมตตากรุณา

ของพ่อของแม่ช่วยเลี้ยงดูร่างกาย

ที่เราได้มา มาจากพ่อแม่

 เพราะตอนที่เพิ่งคลอดออกมาใหม่

เรายังไม่มีความสามารถ

ที่จะเลี้ยงดูร่างกายนี้ได้ด้วยตนเอง

 เราก็เลยพึ่งพ่อแม่ให้เลี้ยงดูร่างกายนี้ให้กับเราไปก่อน

 จนกว่าเราจะเจริญเติบโตขึ้นมา

 มีความรู้ความสามารถที่จะเลี้ยงร่างกายนี้ได้

ด้วยลำพังด้วยกำลังของเรา

 แล้วเราก็ไม่ต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่ต่อไป

 แล้วเราก็เอาร่างกายนี้ไปทำตามความอยากต่างๆ

 ที่มีอยู่ภายในใจของเรา แล้วเราก็ได้รับความสุข

จากสิ่งต่างๆ ที่เราได้

แต่ความสุขที่เราได้รับนั้น

 มันเป็นความสุขที่ไม่ถาวรเท่านั้นเอง

 เป็นความสุขที่ได้มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องหมดไป

 เวลาหมดไปก็ทำให้เราไม่สบายใจ

ทำให้เรารู้สึกว้าเหว่ รู้สึกเศร้าสร้อยหงอยเหงา

 รู้สึกหิวโหย รู้สึกอยากจะได้สิ่งใหม่มาทดแทน

 เราก็เลยต้องหาสิ่งต่างๆ ผ่านทางร่างกายมาตลอด

 และไม่ว่าจะได้มามากได้มาน้อย

 มันก็ไม่เคยให้ความอิ่มความพอกับใจของเราเลย

 แต่กลับให้ความอยากความหิวมาอยู่เรื่อยๆ

 เวลาหิวเวลาอยากนี้ก็ไม่สบายใจกัน

 หงุดหงิดรำคาญใจกัน ไม่พอใจกัน

 ต้องไปหาสิ่งที่หิวที่อยากมา

พอได้มาแล้วก็อิ่มเดี๋ยวเดียว

 แล้วเดี๋ยวก็เกิดความหิวความอยากขึ้นมาใหม่อีก

 ก็ต้องหาอีก เวลาหาไม่ได้ก็ทุกข์ทรมานใจ

 เช่นเวลาร่างกายนี้เข้าสู่วัยชรา

หรือเวลาที่ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยร่างกายพิกลพิการ

ไม่สามารถที่จะทำตามความอยากของเราได้

ความทุกข์ก็เลยเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็คือความตาย

 พอตายแล้วความอยากที่มีอยู่ในใจของพวกเรา

ก็ยังไม่ตายไปกับร่างกาย

 เพราะความอยากนี้อยู่ภายในใจของพวกเรา

ที่ไม่มีวันตาย ใจของพวกเราเป็นผู้รู้ผู้คิดผู้อยาก

ผู้สั่งให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ ตามความอยาก

 พอร่างกายตายไปก็เหมือนกับเราเสียคนรับใช้ไป

 เมื่อคนรับใช้เก่าตายไปเราก็ไปจ้างไปหา

คนรับใช้คนใหม่มารับใช้เราต่อ

 เราก็ไปรอรับร่างกายอันใหม่ที่พ่อแม่คนใหม่ของเรา

จะสร้างให้กับเรา แล้วพอเราได้รับ

เราก็กลับมาทำเหมือนเดิมอีก

 นี่คือวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

 ที่พวกเราติดกันอยู่ในขณะนี้โดยไม่รู้สึกตัว.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๐

"เรียนรู้ความจริงของชีวิต"






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2561 9:56:31 น.
Counter : 283 Pageviews.

1 comment
<<< "เครื่องวัดคนอยู่ในความประพฤติ" >>>










“เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ”

ให้รู้จักประมาณก็ให้รู้จักความพอดี

 มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี

โดยเฉพาะเรื่องของปัจจัยสี่

ที่เราใช้ดูแลเลี้ยงดูร่างกาย

 อาหารกินมากเกินไปก็เกิดโทษ

 กินน้อยเกินไปก็เกิดโทษ ต้องกินให้มันพอดี

 กินมากเกินไปก็เกิดน้ำหนักเกิน

 เดี๋ยวก็โรคภัยไข้เจ็บเข้ามา

 ถ้ากินน้อยเกินไปซูบผอมขาดสารอาหาร

นี้ก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เหมือนกัน

ก็ต้องรู้จักความพอดี เหมือนใส่รองเท้านี่

รองเท้าก็ต้องขนาดพอดีใช่ไหม

ถ้าใหญ่เกินไปก็หลวมใส่ไม่สบาย

 ถ้าเล็กเกินไปใส่ก็คับก็เจ็บเท้า

 ต้องหารองเท้าที่ขนาดพอดี เสื้อผ้าก็เหมือนกัน

ถ้าใช้เสื้อผ้าก็ต้องรู้จักปริมาณความพอดี

ว่าเราต้องการมีกี่ชุดกัน

 ร่างกายเรามีร่างกายร่างเดียว

 เราต้องการมีเสื้อผ้าไว้สักกี่ชุดถึงจะพอ

 มีมากเกินไปก็จะทำให้เราเสียเงินเสียทองไป

เปล่าประโยชน์ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากขึ้นมา

 เพราะหน้าที่ของเสื้อผ้าก็มีไว้

เพื่อหุ้มห่อร่างกายอันนี้เท่านั้นเอง

 ปกปิดร่างกายป้องกันร่างกาย

จะเป็นเสื้อผ้าราคาแพงหรือราคาถูก

มันก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกัน

ทำไมต้อง ไปเสียเงินเยอะๆ

เพื่อมาเอาเสื้อผ้าที่ทำหน้าที่

 ที่เสื้อผ้าราคาถูกก็ทำได้เหมือนกัน

 เช่นเสื้อตัวละสองร้อยกับเสื้อตัวลสองพัน

มันต่างกันตรงไหน มันก็ทำหน้าที่ได้เท่ากัน

 มันปกปิดร่างกายหรือหุ้มห่อร่างกาย

ปกป้องร่างกายได้เหมือนกัน

นี่เราต้องรู้จักประมาณว่าเราควรจะใช้แบบไหน

 อย่าไปหลงกับรสนิยมของสังคม

 เสื้อผ้าบางทีมาจากโรงงานอันเดียวกัน

 เพียงแต่อันหนึ่งมีตราอันหนึ่งไม่มีตรา

 พอมีตราก็ราคาแพงพอไม่มีตรา

ขายตามตลาดนัดก็ราคาถูก แต่มันก็เหมือนกัน

เอามาเปรียบเทียบกันมันก็เหมือนกัน

เรื่องอะไรเราต้องไปเสียเงินมากๆ

 บางทีก็ต้องมีรสนิยม

 ถ้าใส่เสื้อถ้าไม่มีตราแล้วรู้สึกมันเชยไม่มีหน้าไม่มีตา

 กระเป๋าถ้าไม่มีตราแล้วใส่แล้วมันรู้สึกมันไม่มีหน้ามีตา

 กระเป๋าเขามีไว้ใช้ใส่ของไม่ใช่เหรอ

มันไม่จำเป็นจะต้องมาเชิดหน้าชูตาเราหรอก

 กระเป๋าเขามีไว้เพื่อใส่ของ ให้เรารู้จักประมาณ

 รู้จักเหตุผลของการใช้สิ่งต่างๆ ว่าเราใช้เพื่ออะไร

 ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ให้พอดีกับเเหตุกับผล

ที่เราต้องการมัน แล้วชีวิตเราจะสบายไม่ถูกกดดัน

นี่ทุกวันนี้เราถูกกดดันด้วยรสนิยมของสังคม

 สังคมเขาเป็นคนวัดเรา วัดตัวเราว่าดีหรือไม่ดี

 เขาวัดอยู่ที่กระเป๋าที่เราใช้ วัดที่รองเท้าที่เราใส่

วัดที่รถที่เราขับ ความจริงนี่ไม่ใช่เป็นเครื่องวัดคน

 เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ

 ทางกาย ทางวาจา ว่ามีศีลมีสัจย์หรือเปล่า

 ว่าทำบาปหรือทำบุญ อันนี้แหละคือเครื่องวัดคน

ไม่ใช่เสื้อผ้า พระถึงไม่จำเป็นจะต้องมีเสื้อผ้า

เหมือนญาติโยม พระสมัยพุทธกาลนี้

ผ้าทำมาจากผ้าห่อศพ ผ้าที่ไม่มีใครต้องการแล้ว

 เพราะเสื้อผ้าไม่ใช่เป็นเครื่องวัดตัวพระ

 เครื่องวัดตัวพระก็คือ

ตัวศีลธรรมที่มีอยู่ในใจของพระ

 พระที่มีศีลธรรมมากก็มีคุณค่ามาก

 พระพุทธเจ้านี้มีคุณค่ามากที่สุด

รองลงมาก็พระอรหันตสาวก

รองลงมาก็พระอนาคามี พระอริยบุคคลขั้นต่างๆ

 มีอยู่สี่ขั้น เพราะมีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน

 นี่ก็คือเรื่องของการรู้จักประมาณ รู้จักความพอดี

 อย่ามีมากเกินไป อย่ามีน้อยเกินไป

ร่างกายนี้ต้องมีปัจจัยสี่

ที่เหมาะสมกับฐานะของแต่ละคน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๐









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2561 10:08:34 น.
Counter : 189 Pageviews.

0 comment
<<< "ต้นสุข ทุกข์ปลาย" >>>










สุขต้นทุกข์ปลาย”

เวลาที่เราอยากอะไรก็ให้เรามองให้เห็น

ว่าสิ่งที่เราอยากนี้มันไม่เที่ยง

ความไม่เที่ยงมันทำให้เราทุกข์

เพราะเวลามันหมดมันก็จะทำให้เราทุกข์

 เวลามีมันก็ไม่ทุกข์ แต่พอเวลามันหมดมันทุกข์

ถ้าเราไม่ไปอยากได้ถ้าเราไม่ไปหามัน

 ต่อไปความอยากมันก็จะหายไป

 เหมือนคนที่จะเลิกสุรา

เลิกบุหรี่เลิกอะไรนี้เขาเลิกยังไง

 เวลาอยากสูบเขาก็ไม่สูบ เวลาอยากดื่มก็ไม่ดื่ม

 ทุกครั้งที่อยากจะสูบ

ทุกครั้งที่อยากจะดื่มก็ไม่ดื่มไม่สูบ

 เดี๋ยวความอยากดื่มอยากสูบมันก็หายไป

พระองค์ก็เลยทรงค้นพบว่า

วิธีที่จะทำให้ใจมีความสุขโดยที่ไม่ต้องเข้าสมาธิ

 ก็คือต้องกำจัดความอยาก

วิธีจะกำจัดความอยากก็คือต้องเห็นว่า

สิ่งที่เราอยากมันเป็นทุกข์

 ได้มาแล้วจะต้องเสียใจไม่เช้าก็เร็ว

 เพราะเขาจะต้องจากเราไป

หรือเขาจะต้องเปลี่ยนไป

 พอเปลี่ยนไปเราก็ทุกข์

 แล้วก็จะไม่อยากอยู่กับสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใช่ไหม

 เช่นแต่งงานกันใหม่ๆ ก็รักกันดี

พออยู่กันไปสักพักทะเลาะกันมีเรื่องมีราวกัน

 นี่เห็นแล้วมันทุกข์ ก็อย่ากันดีกว่า

 ถ้ารู้ก่อนล่วงหน้า

ก็จะได้ไม่ต้องไปแต่งให้เสียเงินเสียทอง

 นี่เพราะรู้ว่าต้องหย่ากัน แต่งแล้วต้องหย่ากัน

 ไปแต่งมันให้เสียเวลาเสียเงินเสียทองทำไม

 เสียความรู้สึกทำไม

 แล้วต้องมาเกลียดกันทีหลังอีกใช่ไหม

 ก็อย่าไปแต่งกันดีกว่า อย่างน้อยยังคบกันได้

เป็นเพื่อนกันได้อยู่ ถ้าไม่ได้แต่งงานกัน

ก็เป็นเพื่อนกันได้ พอแต่งงานแล้วกลายเป็นศัตรู

 เพราะเวลาอยู่ด้วยกันแล้วคนเราก็เปลี่ยน

ถ้าเจอกันใหม่ๆ ก็เอาอกเอาใจกัน

พอแต่งแล้วก็ทีนี้เอาอกเอาใจของตัวเองแล้วสิ

ไม่เอาอกเอาใจกันแล้ว พอต่างคนต่างเอาใจตัวเอง

มันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

คนหนึ่งจะไปเที่ยวคนหนึ่งอยากจะอยู่บ้าน

อย่างนี้มันก็ไปด้วยกันไม่ได้แล้ว

นี่คือทุกครั้งที่เกิดความอยากให้เห็นว่า

จะต้องเจอความทุกข์ไม่ใช่เจอความสุข

 มันเป็นแบบสุขต้น แล้วก็จะมาทุกข์ตอนปลาย

 เหมือนกับยาขมเคลือบน้ำตาลเนี่ย

เวลาอมเข้าไปใหม่ๆ ก็หวาน

 พอน้ำตาลละลายนี่ก็อยากจะบ้วนทิ้ง

 ให้มองอย่างนี้ว่าทุกอย่างในโลกที่เราอยากได้

ไม่ว่าลาภยศสรรเสริญ ไม่ว่ารูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

 เหล่านี้ มันเป็นสุขต้นแล้วจะมาทุกข์ตอนปลาย

สุขก่อนแล้วก็จะมาทุกข์.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๑









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2561 12:46:03 น.
Counter : 201 Pageviews.

0 comment
<<< "อย่าหยุด" >>>










“อย่าหยุด”

อย่าประมาทนะ อย่าชะล่าใจ ปฏิบัติแล้วอย่าหยุด

 ถ้ายังไม่ถึงเป้าหมายอย่าเพิ่งหยุด พอหยุดแล้ว

เดี๋ยวมันจะทำให้เวลากลับมาปฏิบัติใหม่มันจะยาก

 ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ถ้ายังมีกิเลสอยู่ก็อย่าเพิ่งหยุด

 ศีล สมาธิ ปัญญา อย่าหยุด ถ้าไม่มีกิเลสแล้วหยุดได้

 ถ้าไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่อยากได้อะไร

ไม่อยากมีอะไร ไม่อยากเป็นอะไรแล้ว หยุดได้

 หยุดปฏิบัติได้ ถ้ายังไม่ถึงนั้นก็อย่าหยุด

อย่าไปเป็นเหมือนกระต่ายนะ เป็นเหมือนเต่า

 คลานไปเรื่อยๆ อย่าไปหยุด

ถ้ายังไม่ถึงหลักชัยอย่าเพิ่งไปหยุด

 กระต่ายมันวิ่งนำหน้าเต่า เฮ้ยกูทิ้งมันไกลแล้ว

 กูไปเที่ยวก่อนก็ได้ เดี๋ยวพอเผลอกลับมา

โหยมันไปถึงโน่นแล้ว วิ่งตามมันไม่ทัน

 เราปฏิบัติ โอ้ยเรามาไกลแล้วเดี๋ยวเราพักก่อน

 อย่าไปคิดอย่างนั้น เดี๋ยวพอเผลอมามองอีกที

 โอ้ยทำไมหลักชัยมันหนีไปอีกตั้งไกล

 พอเราไม่ปฏิบัติมันก็จะเริ่มเดินถอยหลัง

แล้วถ้าเราหยุดปฏิบัติมันจะถอยหลัง

ถ้าเราปฏิบัติเท่าเดิมมันก็จะอยู่กับที่

ถ้าอยากจะให้มันก้าวหน้าก็ต้องปฏิบัติมากกว่าเดิม

 มันถึงจะก้าวหน้าได้ อย่าไปคิดว่า

โอ้ยเราปฏิบัติแล้วจะอยู่กับที่ มันไม่อยู่แล้ว

 พอหยุดปฏิบัติแล้วมันจะเริ่มถอยแล้ว

เพราะมันเปิดช่องให้กิเลสดึงใจไปแล้ว

 แต่ถ้าปฏิบัติเท่าเดิม มันก็จะยังจะอยู่ที่เดิม

 ถ้าอยากจะให้มันก้าวหน้าต้องปฏิบัติมากกว่าเดิม

 เช่นเคยปฏิบัติ ๒ ชั่วโมงก็ต้องเพิ่มเป็น ๓ ชั่วโมง

 ถึงจะก้าวหน้า ถ้าหยุดปฏิบัติมันก็จะถอยเลย

 เพราะว่าเอาเวลาที่ปฏิบัติไปเที่ยว

 ไปหาเงินไปทำอย่างอื่น มันก็จะถอย

ตอนนี้ถ้าไม่ปฏิบัติก็ถือว่ากำลังเดินถอยหลัง

โดยไม่รู้สึกตัวแล้ว อย่าไปคิดว่าเรามาไกลแล้ว

 ไม่ไกลหรอก ถ้าหยุดปฏิบัติปั๊ป มันจะเริ่มถอย

 มันยิ่งไกลใหญ่ ยิ่งจะไกลจากหลักชัยใหญ่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2561 10:00:12 น.
Counter : 215 Pageviews.

0 comment
<<< "วันทุกข์ วันสุข" >>>












"วันทุกข์ วันสุข"

คนที่อยู่ในศาลาถ้าไม่ต้องการให้ฝนตก

 ต้องการให้ฝนหยุดก็จะเดือดร้อนใจขึ้นมา

 แต่ถ้า ไมได้ต้องการฝนจะตกก็ปล่อยตกไป

เพราะว่าไปห้ามเขาไม่ได้ ใจก็จะไม่เดือดร้อน

 อย่างตอนนี้ พวกเรานั่งอยู่ในศาลา

เราก็ไม่เดือดร้อนกับการตกของฝน

ฝนจะตกก็ปล่อยตกไป

ถ้าเราอยากจะให้เขาหยุดเราก็จะเดือดร้อน

ดังนั้น เราต้องฝึกทำใจให้รับรู้เฉยๆ

 เพราะนี่คือ ธรรมชาติของใจ

ที่จะทำให้ใจไม่เดือดร้อน ทำให้ใจไม่ทุกข์

ไม่วุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ

คือ ”สักแต่ว่ารู้” เท่านั้นเอง

สักแต่ว่ารู้เฉยๆ อย่าไปรู้แล้ววิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่รับรู้

 แล้วก็เกิดความอยากตามมา

 เช่น รับรู้แล้ววิพากษ์วิจารณ์ว่า ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้

ก็จะเกิดความอยากให้เป็นอย่างนั้น

หรือเป็นอย่างนี้ขึ้นมา ก็จะเกิดความวุ่นวายใจขึ้นมา

 เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจขึ้นมา

ปัญหาของใจก็คือ การรับรู้เฉยๆ

 คือ การปล่อยวาง รับรู้แล้วปล่อยวาง

 เห็นแล้วก็ปล่อยวาง ได้ยินแล้วก็ปล่อยวาง

 สิ่งที่เกิดเขาเกิดแล้วเขาก็ผ่านไป

 สิ่งที่ดับเขากับแล้วก็ผ่านไป

 แต่ผู้รับรู้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ผู้รับรู้คือ ใจ

ไม่มีวันดับ ไม่มีวันตาย แต่มีวันสุขหรือวันทุกข์

วันสุขคือวันที่ใจปล่อยวาง

ใจไม่มีความอยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

วันทุกข์คือ วันที่ใจเกิดความอยากขึ้นมา

อยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

พอไม่ได้ดังที่ใจอยากก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 ดังนั้น ถ้าเราอยากจะมีแต่วันสุข ไม่มีวันทุกข์

เราต้องสอนใจให้รู้เฉยๆ

 ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ว่าดี หรือ ไม่ดี

 เขาจะดีก็เป็นเรื่องของเขา

 เขาจะไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา

 เขาไม่มีวันที่จะทำร้ายเราได้

 เขาไม่มีวันที่จะทำให้เราดีขึ้นมาได้

 เขาไม่มีวันที่จะทำให้เราเลวลงไปได้

สิ่งที่จะทำให้เราเลวหรือดีขึ้นไป

คืออยู่ที่ตัวของเราเอง อยู่ที่ว่า

เราหยุดความวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือเปล่า

 หยุดความอยากได้หรือเปล่า

 ถ้าเราหยุดได้เราจะดีเราจะสบาย

 ถ้าเราหยุดไม่ได้เราจะทุกข์ เราก็จะวุ่นวายใจ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ 20 ก.ค.2556










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าชองภาพค่ะ




Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2561 16:06:55 น.
Counter : 138 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ