Group Blog
All Blog
<<< "วันเกิด" >>>









“วันเกิด”

พวกเราทุกๆ คนที่เกิดมาในโลกนี้

จะมีวันสำคัญอย่างยิ่งสำหรับตัวเองอยู่วันหนึ่ง

เรียกว่าวันเกิด ทุกๆ ปี

จะมีวันคล้ายวันเกิดเวียนมาบรรจบ

 เช่นถ้าเกิดวันที่ ๘ ตุลาคม เมื่อถึงวันที่ ๘ ตุลาคม

 ก็จะเป็นวันครบรอบวันเกิด

 วันนี้จึงถือเป็นวันสำคัญอย่างยิ่ง

สำหรับตัวของเราเอง

 เราจึงทำสิ่งที่พิเศษกัน เช่นมาทำบุญกัน

 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของเรา

 เพื่อความสุขความเจริญนั่นเอง

 การที่จะทำบุญให้เกิดความเป็นสิริมงคล

 เกิดความสุข เกิดความเจริญอย่างแท้จริง

 ต้องทำบุญให้เกิดปัญญา

คือทำบุญแล้วต้องได้ธรรมะด้วย

ไม่ใช่สักแต่เพียงการมาให้ทาน

ถวายของพระแล้วก็กลับบ้าน

โดยที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวันเกิดของเราเลย

ว่าเราเกิดมาได้อย่างไร

ชีวิตของมนุษย์นี้มีความสำคัญอย่างไร

จะทำประโยชน์ให้แก่ชีวิตของเรานั้นได้อย่างไร

ถ้าศึกษาธรรมะ ฟังเทศน์ ฟังธรรม

จะเกิดความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องการเกิดของเรา

 เมื่อทราบแล้วจะสามารถดำเนินชีวิต

ไปในทิศทางที่ถูกต้องดีงาม นำความผาสุก

 ความเจริญรุ่งเรือง ความเป็นสิริมงคลมาให้กับเราได้

การที่เรามาเกิดได้นี้ ต้องอาศัยปัจจัยใหญ่ๆ

 อยู่ ๒ ประการด้วยกัน คือ ปัจจัยทางด้านร่างกาย

 และปัจจัยทางด้านจิตใจ

 ปัจจัยทางด้านร่างกายนั้นเกี่ยวกับผู้ให้กำเนิด

 คือต้องมีพ่อกับมีแม่ ถ้าไม่มีพ่อไม่มีแม่

ย่อมไม่สามารถมาเกิดได้

 ดังนั้น บุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา

ก็คือพ่อและแม่นั้นเอง ถ้าไม่มีพ่อไม่มีแม่

 ชีวิตเราก็ไม่มีร่างกายเราก็ไม่มี

พ่อแม่จึงเป็นบุคคล

ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับชีวิตเรา

 ท่านเป็นผู้ให้ชีวิตเรา

ท่านจึงเป็นผู้มีพระคุณอันใหญ่หลวง

ลูกๆ จึงต้องสำนึกในบุญคุณของท่านอยู่เสมอ

อย่างวันนี้เป็นวันเกิดของเรา

 เราได้ทำบุญกับพระของเราแล้วหรือยัง

 พระของเราก็คือพ่อแม่ของเรานั้นเอง

 พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

 พ่อแม่นั้นเปรียบเหมือนพระพรหม

 พระอรหันต์ของลูกๆ

ดังนั้น พวกลูกๆ จึงต้องพยายามดูแลพ่อแม่ให้ดี

ถ้าพ่อแม่แก่ชรา ไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้

ก็ต้องเป็นหน้าที่ของลูกๆ ที่จะต้องคอยเลี้ยงดูท่าน

 เหมือนกับท่านเคยดูแลเรา

 อันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ควรลืมไม่ควรที่จะละเลย

ถ้าเราเลี้ยงดูพ่อแม่แล้ว เราจะเป็นคนดี

 ความเจริญรุ่งเรืองความเป็นสิริมงคลทั้งหลาย

ก็จะตามมา เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

 ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวที มีความสำนึกในบุญคุณ

และทดแทนบุญคุณแก่ท่านผู้มีพระคุณนั้น

 ไปอยู่ที่ไหน จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ในทางตรงกันข้าม ผู้ไม่มีความกตัญญูกตเวที

 ไปอยู่ที่ไหนมักไม่ค่อย

ประสบความสำเร็จในชีวิตสักเท่าไร

 เมื่อผู้อื่นรู้ว่าคนนี้เป็นคนไม่มีความกตัญญู

จะไม่มีใครอยากให้ความช่วยเหลือ

 หรือให้การส่งเสริม เพราะส่งเสริมไปแล้ว

ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

 เพราะไม่รู้จักสำนึกบุญคุณของผู้อื่น

ในเวลาที่ผู้อื่นทำบุญทำคุณให้

 ดีไม่ดีนอกจากจะไม่มีความกตัญญูแล้ว

อาจจะทำร้ายผู้มีพระคุณอีกด้วยก็เป็นได้

 อย่างนี้ก็มี แต่คนที่มีความกตัญญูกตเวที

ไปอยู่ที่ไหนก็จะมีแต่คนสรรเสริญ ยกย่อง

 ได้รับความช่วยเหลืออุปการะ

จากบุคคลต่างๆ อยู่เสมอ

ถ้าเราอยากจะให้วันเกิดของเรานั้น

มีความหมายอย่างแท้จริง และเรามีความสุข

ขอให้พวกเราระลึกถึงบุญคุณ

ของบิดามารดาเป็นอันดับแรก

มีหน้าที่กิจกรรมจะทำอะไรให้กับ

บิดามารดาของเราได้ ก็ขอให้กระทำเสีย

 ถ้าท่านแก่เฒ่าชราก็ควรเลี้ยงดูท่านด้วยปัจจัย ๔

ถ้าท่านยังมีกำลังวังชาอยู่ หรือเรายังเป็นเด็ก

ก็ขอให้เรามีความเคารพเชื่อฟังในคำสอนของท่าน

 เพราะว่าท่านมีแต่ความปรารถนาดีกับเรา

 ท่านรักเรา ท่านอยากจะให้เราเป็นคนดี

เราจึงควรที่จะประพฤติตัวเองให้ดีให้งาม

อย่าทำตัวเป็นคนเกกมะเหรกเกเร

เวลาเรียนหนังสือก็ให้ตั้งใจเรียน ขยันไปโรงเรียน

อย่าหนีไปดูหนังดูการ์ตูน

 อย่าไปเที่ยวเตร่ให้มากจนเกินไป เชื่อฟังคุณครู

กลับมาบ้านก็ช่วยทำงานบ้าน เชื่อฟังพ่อแม่

ประพฤติปฏิบัติตัวเป็นคนดี แล้วพ่อแม่จะมีความสุข

 การทำความสุขให้กับพ่อแม่นี้

เป็นบุญเป็นกุศลอย่างหนึ่ง

เหมือนกับการที่เราได้มาอยู่วัด มาบวชเป็นพระ

 หรือเป็นคฤหัสถ์ปฏิบัติธรรม

จะทำให้พ่อแม่มีความสุขใจ

 เพราะท่านรู้ว่าผู้ที่มาอยู่ในวัดนั้น จะทำแต่ความดี

นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ทำให้พ่อแม่สบายใจ

 ถ้าอยากจะให้พ่อแม่มีความสุข

เราก็ควรประพฤติตัวเราให้ดี

 อย่าไปทำตัวเป็นคนเกเร

 อย่าให้ผู้อื่นเขาตำหนิติเตียน

เมื่อพ่อแม่ได้ยินข่าวคราวไม่ดีของเราจะไม่สบายใจ

 ถ้าเราประพฤติผิดจนเข้าคุกเข้าตะราง

มันก็เหมือนกับจับพ่อแม่เข้าคุกเข้าตะรางไปด้วย

 เพราะว่าพ่อแม่รักเราห่วงใยเรา

เวลาเราติดคุกติดตะราง

พ่อแม่ก็จะต้องไปเยี่ยมเราถึงคุกถึงตะราง

 จึงขอให้เราระลึก

ถึงพระคุณของบิดามารดาอยู่เสมอ

แล้วประพฤติตัวเราให้ดี

เหตุปัจจัยทางด้านร่างกาย

ไม่ใช่เป็นเหตุปัจจัยเดียว

ที่จะทำให้เรามาเกิดเป็นมนุษย์ได้

พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า

 การที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้น

บุคคลนั้นต้องสะสมบุญบารมีมาด้วย

 คือจะต้องเป็นผู้มีศีลธรรม อย่างน้อยก็มีศีล ๕

 ต้องเคยรักษาศีลมาก่อน

 เคยละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

 ละเว้นจากการลักทรัพย์

ละเว้นจากการประพฤติผิดประเวณี

ละเว้นจากการพูดปดมดเท็จ

 ละเว้นจากการเสพสุรายาเมา

ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้วจิตใจของเรา

จะไม่สามารถเกิดเป็นมนุษย์ได้

 จะต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉาน อย่างนี้เป็นต้น

 อันนี้พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้

อย่างแน่ชัดแล้วว่า ศีลนั้นเป็นเครื่องประกัน

ความเป็นมนุษย์ของผู้รักษาศีล

 ผู้ใดที่เกิดเป็นมนุษย์จะต้องมีศีล

 อย่างพวกเราทั้งหลายที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นี้

 เพราะว่าในอดีตเราเคยรักษาศีล

 เราเคยละเว้นการกระทำบาปทั้งปวงนั้นเอง

จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย

ให้พวกเราได้มาเกิดเป็นมนุษย์

การที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นี้จึงเป็นของยาก

 ไม่ใช่เป็นของง่าย งมเข็มในมหาสมุทรยังง่ายกว่า

การได้มาเกิดเป็นมนุษย์เสียอีก เพราะเหตุใด

เพราะว่าการที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์

จะต้องมีทั้งศีล ทั้งธรรม และโอกาสอำนวย

 อย่างมนุษย์นี้เปรียบเทียบกับจำนวนสัตว์อื่นๆ

 พวกมดและแมลง พวกสัตว์ต่างๆ

 จะมีมากกว่ามนุษย์

 เวลาออกลูกที ไม่ได้ออกมาทีละตัว

 แต่ออกมาเป็นสิบเป็นร้อย

การเกิดเป็นมนุษย์มีจำนวนน้อย

ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับ

เวลาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล

รางวัลที่หนึ่งมีอยู่รางวัลเดียว

โอกาสที่จะถูกรางวัลที่หนึ่งนั้นยากมาก

 เพราะมีอยู่ฉบับเดียว สลากทั้งหมดมีเป็นล้านฉบับ

 แต่มีฉบับเดียวเท่านั้น ที่จะถูกรางวัลที่หนึ่งได้

 ไม่เหมือนรางวัลอื่นๆ รางวัลที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕

 หรือเลขท้ายนั้น มีมากกว่า

 โอกาสที่จะถูกรางวัลต่างๆ

ก็จะมีมากกว่าที่จะถูกรางวัลที่ ๑ ฉันใด

 การที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ก็ฉันนั้น

โอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์

ก็เหมือนกับการซื้อสลากกินแบ่ง

แล้วถูกรางวัลที่ ๑ มันมีน้อยมาก

 เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์

 จึงถือว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่ง เป็นบุญวาสนาอย่างยิ่ง

สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง และเป็นสิ่งที่หายากในโลกนี้

 ก็คือการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์

 พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่จะได้ตรัสรู้

และมาสั่งสอนธรรมะให้กับสัตว์โลกนี้

ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

 เวลาที่พระพุทธเจ้าจะได้มาเกิดนั้น

 ต้องใช้เวลาเป็นกัปเป็นกัลป์ทีเดียว กัปหนึ่ง

 กัลป์หนึ่งนี้ เป็นเวลาที่ยาวนานมาก

 มากกว่าล้านๆ ปีขึ้นไป

 ล้านเดียวนี้ก็ยาวนานแค่ไหนแล้ว

 แต่ล้านๆ ปี ลองคิดดูจะยาวนานขนาดไหน

ดังนั้น โอกาสที่ได้เกิดเป็นมนุษย์

ได้มาเจอพระพุทธเจ้า ได้มาเจอพระพุทธศาสนา

 จึงเป็นโอกาสที่ยากอย่างยิ่ง

พวกเรานี้ถือว่าเป็นผู้ที่มีโชควาสนามาก

 ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว

 ก็ยังได้เกิดมาพบกับพระพุทธศาสนาอีก

 อันนี้เท่ากับซื้อสลากใบเดียว

 แล้วถูกทั้งรางวัลที่ ๑

และรางวัลที่ ๒ พร้อมๆ กันไปเลย

เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว

 และได้พบกับพระพุทธศาสนา

 ควรจะถามตัวเองว่า แล้วเราจะทำอะไรต่อไป

 เราควรที่จะศึกษาให้รู้ว่า

 พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้ทำอะไร

ท่านทรงสอนให้เราทำความดี

 ให้เราละเว้นความชั่ว

และชำระจิตใจของเรา ให้สะอาดหมดจด

ละความโลภ ความโกรธ ความหลง

 การทำบุญจะนำความสุขมาให้กับเรา

เช่นเรามาวัดมาทำบุญ เอาอาหารคาว หวาน

 เอาข้าว เอาของ มาถวายพระสงฆ์ องค์เจ้า

 ทำไปแล้ว เราก็มีความสุขใจ

เพราะเราได้ชนะความตระหนี่

 ชนะความโลภ ชนะความหลงที่มีอยู่ในจิตใจของเรา

 ถ้าเรามีความโลภ มีความตระหนี่อยู่ในจิตใจของเรา

 จิตใจเราก็จะมีความแต่ความทุกข์

 มีแต่ความไม่สบายใจ

 แต่ถ้าเราสามารถชำระสิ่งเหล่านี้

 ให้ออกไปจากจิต จากใจ ของเราได้แล้ว

 เราก็จะมีความสุข มีความสบายใจ

เช่นเดียวกับการละเว้นจากการทำบาป

 ถ้าเราไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ไปลักทรัพย์

ไม่ไปประพฤติผิดประเวณี ไม่ไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

 ไม่ไปโกหกหลอกลวงผู้อื่นแล้ว เราก็จะสบายใจ

เราไม่ต้องกลัวคนอื่นจะมาจับเราไปขังคุก

 แต่ถ้าเราไปทำผิดไปทำบาปแล้ว

 มันก็จะมีโทษตามมา มีความไม่สบายใจตามมา

เช่นเดียวกับการชำระความโลภ ความโกรธ

 ความหลงที่มีอยู่ในจิต ถ้าเราชำระสิ่งเหล่านี้ได้

จิตใจของเราจะมีแต่ความสุข

อย่างตอนนี้ญาติโยมนั่งอยู่ในศาลาแห่งนี้

มีความสุข มีความสบายใจ

 ก็เพราะว่าในขณะนี้ไม่มีความโลภ

ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลงนั้นเอง

 สังเกตดูเวลาที่มีความโกรธอยู่นั้น

 จิตใจจะร้อน จะนั่งอยู่ไม่ได้

จะต้องระบายออกไปด้วยการไปด่า

 ไปว่า ไปทุบตีผู้อื่น เพราะว่าเวลาที่มีความโลภ

 ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นมาแล้ว

จะนำความทุกข์มาให้กับเรา

 แต่ถ้าเราสามารถเอาชนะความโลภ

 ความโกรธ ความหลงได้

นั่งอยู่เฉยๆ เราก็มีความสุขแล้ว

เมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์และได้ยินได้ฟังธรรมะ

 ก็ขอให้เราน้อมเอาธรรมะคำสอน

ของพระพุทธเจ้ามาประพฤติปฏิบัติกับตัวเรา

 จะทำให้การที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น

ได้รับผลประโยชน์อย่างสูงสุด

 เพราะว่ามนุษย์นั้นสามารถที่จะประพฤติปฏิบัติตน

ให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

หลุดพ้นจากความทุกข์ได้

 ดังที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย

 ได้ใช้ชีวิตของมนุษย์ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

 ด้วยการทำความดี ละเว้นความชั่ว

และชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง

 ให้ออกไปจากจิตจากใจ

 กลายเป็นจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์

 เป็นจิตที่บรรลุถึงพระนิพพาน

 อันเป็นแดนเกษมสันต์ที่เรียกว่า ปรมังสุขัง

เป็นความสุขอย่างยิ่งยวด เป็นความสุขอันสูงสุด

 เป็นความสุขอันประเสริฐ ซึ่งเราสามารถบรรลุถึงได้

จากการที่เราได้พบกับพระพุทธศาสนา

และประพฤติปฏิบัติตาม

จึงขอให้ท่านทั้งหลาย

จงใช้ประโยชน์ของการเป็นมนุษย์

 และใช้ประโยชน์ของพระพุทธศาสนา

 ให้เต็มกำลังสติปัญญา ถึงแม้จะไม่ได้บรรลุ

เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ก็ตาม

 อย่างน้อยก็ได้สะสมบุญบารมี

ที่จะค่อยๆ นำเราไปสู่จุดหมายปลายทาง

อันดีงามต่อไป ขอให้ระลึกถึงคุณค่า

ของความเป็นมนุษย์

ระลึกถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนา

 แล้วดำเนินชีวิตไปตามรอยพระพุทธบาท

ที่พระพุทธองค์ได้ทรงดำเนินมา

 แล้วท่านจะประสบกับความสุข

 ความเจริญรุ่งเรือง

 และความเป็นสิริมงคลในชีวิตต่อไป

การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา

 ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

กำลังใจ ๒, กัณฑ์ที่ ๑๒

วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๓






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 กันยายน 2561
Last Update : 19 กันยายน 2561 14:14:56 น.
Counter : 140 Pageviews.

0 comment
<<< "กุสลา ธัมมา" >>>








"กุสลา ธัมมา"

ที่ให้ปฏิบัติกันก็เพื่อให้มาถึงจุดนี้

 ให้มาเห็นอริยสัจ ๔ เห็นว่าความทุกข์ใจ

ความไม่สบายใจเกิดจากความอยาก

อยากจะให้สิ่งที่เกิดแล้วไม่ดับ ซึ่งเป็นไปไม่ได้

 เพราะสิ่งที่เกิดแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา

 สิ่งที่เกิดแล้วดับไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา

นี่คือ กุสลา ธัมมา ต้องทำตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

 เช่นตอนนี้พวกเราก็กำลังมาทำ กุสลา ธัมมา กัน

 ในเบื้องต้นก็ต้องฟังก่อน เรียกว่าสุตมยปัญญา

การฟังธรรมะจะทำให้เกิดปัญญาความรู้ความฉลาด

 เป็นกุศลอันดับที่ ๑ ที่จะนำไปสู่กุสลา

อันดับที่ ๒ และที่ ๓ ต่อไป

 กุสลาอันดับที่ ๒ ก็คือจินตามยปัญญา

 ก็คือการพินิจใคร่ครวญอยู่เรื่อยๆ

 ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์

 ไม่ใช่ตัวเราของเรา ต้องปล่อยวาง ไม่ยึดติด

 ต้องไม่อยากให้เขา

เป็นตรงกันข้ามกับความเป็นจริง

คือต้องไม่อยากให้เขาเที่ยง

ไม่อยากให้เขาให้ความสุขกับเรา

ไม่อยากให้เขาเป็นของเรา เพราะเป็นไปไม่ได้

 ใคร่ครวญพิจารณาไปเรื่อยๆ เป็นการเตือนใจ

สอนใจไว้รับกับเหตุการณ์จริงที่จะเกิดขึ้น

 เรียกว่าจินตามยปัญญา ปัญญาขั้นที่ ๑ และ ๒

 ยังไม่ใช่กุสลาที่แท้จริง กุสลาที่แท้จริงจะเกิด

ในขณะที่ได้เผชิญกับความจริง

 เผชิญกับการดับของสิ่งที่เราไม่ต้องการให้ดับ

 เกิดความทุกข์ขึ้นมาอย่างรุนแรงภายในจิตใจ

 แล้วก็ใช้สติปัญญาที่ได้ฝึกได้ซ้อม

มาจากการได้ยินได้ฟัง และจากการใคร่ครวญ

พินิจพิจารณาอยู่อย่างเนืองๆ

นี้มาใช้กับเหตุการณ์จริง

 มาสอนใจให้ยอมรับความจริงว่า

 สิ่งใดที่เกิดแล้วย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

 พอใจยอมรับได้แล้วก็จะหยุดความอยาก

ที่จะให้สิ่งที่ดับไปนั้นกลับคืนมา พอรับความจริงได้

 ความเศร้าโศกเสียใจ

ความทุกข์ใจที่รุนแรงก็จะหายไป

 จะรู้ขึ้นมาภายในใจว่า รู้แล้วหนอ

ฉลาดแล้วหนอ เข้าใจแล้วหนอ

ในคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ว่าธรรมทั้งหลายมีเกิดย่อมมีดับเป็นธรรมดา

 ธรรมทั้งหลายเป็นทุกข์

 ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา

 นี่คือกุสลา ที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติ

ในขณะที่มีชีวิตอยู่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

กำลังใจ ๖๐, กัณฑ์ที่ ๔๕๑

ธรรมะบนเขา
วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๖






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 กันยายน 2561
Last Update : 17 กันยายน 2561 9:46:19 น.
Counter : 176 Pageviews.

0 comment
<<< "อย่าไปหลงประเด็น" >>>










“อย่าไปหลงประเด็น”

สติเป็นธรรมที่สำคัญที่สุด

 ถ้าไม่มีสติก็จะไม่มีสมาธิ

 ไม่มีสมาธิก็จะไม่สามารถพิจารณาไตรลักษณ์

 อนิจจังทุกขังอนัตตาได้

 ไม่สามารถมองเห็นทุกข์ได้

 ไม่สามารถกำหนดรู้ทุกข์ได้

ไม่สามารถละสมุทัยได้

 ไม่สามารถทำนิโรธให้แจ้งได้

 สติจึงเป็นธรรมที่สำคัญที่สุด ต้องเจริญให้มาก

 หน้าที่ของพวกเราก็คือการเจริญมรรค

เจริญสติสมาธิปัญญาให้มาก

ถ้าเจริญมรรคได้มากแล้ว

ทุกข์สมุทัยนิโรธก็จะไม่เป็นปัญหา

 ถ้ามีสติสมาธิปัญญา เวลามีความทุกข์ใจ

 ความหงุดหงิดรำคาญใจ เศร้าสร้อยหงอยเหงา

จะรู้เลยว่าเกิดความทุกข์ใจขึ้นมาแล้ว

 แล้วก็จะถามตัวเองว่า

 อยากได้อะไร อยากทำอะไร

 อยากเป็นอะไร พอรู้ว่าเกิดจากความอยาก

 ก็ละมันเสีย ยอมรับความจริงว่า

มันเป็นอย่างนี้แหละ

 ตอนนี้ไม่สบายต้องอยู่บ้านก็อยู่ไป

อยู่กับความจริง

ตอนนี้สามีหรือภรรยาทิ้งเราไป

ต้องอยู่คนเดียวก็อยู่ไป

 ไม่ต้องไปขอร้องให้เขากลับมา

 เขาอยากจะไปก็ปล่อยเขาไป

 เขาเป็นอนิจจังเป็นอนัตตา

ปัญหาคือเราไม่คิดอย่างนั้น

 คิดว่าเขาเป็นนิจจังอัตตา

คิดว่าจะต้องอยู่กับเราไปจนวันตาย

คิดว่าเป็นของเรา อยู่ภายใต้คำสั่งของเรา

พอไม่ได้เป็นก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 เพราะอยากจะให้เขากลับมา

 อยากจะให้เขาเป็นเหมือนเดิม

 แต่เขาเป็นอนิจจัง เขาเปลี่ยนไปแล้ว

สั่งเขาไม่ได้ เพราะเป็นอนัตตา

 ถ้าเข้าใจหลักนี้แล้ว การดำเนินชีวิต

จะเป็นไปอย่างสุขสบายราบรื่น

 ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจะแก้ได้หมด

 เพราะแก้ข้างใน ไม่ได้ไปแก้ข้างนอก

 ถ้าแก้ข้างนอก บางทีก็แก้ได้ บางทีก็แก้ไม่ได้

 บางทีไปอ้อนวอนให้เขากลับมาอยู่กับเราได้

บางทีเขาก็ไม่กลับมา แต่ถ้าแก้ที่ใจก็จะแก้ได้

ด้วยการพิจารณาว่าเขาเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา

ก็ปล่อยเขาไป สั่งให้เขากลับมาไม่ได้

แต่เราอยู่คนเดียวได้ อยู่อย่างมีความสุข

กว่าตอนที่อยู่กับเขาเสียอีก

 เพราะไม่ต้องห่วง ไม่ต้องหวง

ไม่ต้องวิตกกังวล เขาจะเป็นจะตาย

 จะดีจะชั่ว ก็จะไม่เป็นปัญหา

นี่คือธรรมะที่พระพุทธเจ้า

ทรงหยิบยื่นให้กับพวกเรา

 เพื่อให้พวกเราได้พ้นทุกข์กัน

อยู่ตรงนี้ อย่าไปหลงประเด็น

อย่าไปหลงนั่งให้เห็นสวรรค์เห็นนรก

 มีฤทธิ์มีเดช ระลึกชาติได้

เรื่องอย่างนี้รู้ไปไม่เกิดประโยชน์ ไม่มาดับทุกข์

ต้องรู้ไตรลักษณ์เท่านั้น รู้อนิจจังทุกขังอนัตตา

รู้ว่าไม่สามารถไปสั่งเขาได้ เขาต้องเปลี่ยนไป

ตามสภาพของเขา ไม่ช้าก็เร็ว

นี่คือสิ่งที่เราขาดกันมาก ไม่เจริญกัน

ไม่พิจารณากันอยู่เนืองๆ

 ก็เลยถูกความหลงมาหลอกว่า

จะอยู่กับเราไปตลอด อยู่ภายใต้คำสั่งของเรา .

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

กำลังใจ๕๕กัณฑ์ที่ ๔๒๘

ธรรมะบนเขา ๑๑ กันยายน ๒๕๕๔






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 กันยายน 2561
Last Update : 15 กันยายน 2561 10:17:38 น.
Counter : 188 Pageviews.

0 comment
<<< "ความสุขทดแทน" >>>









"ความสุขทดแทน"

หาความสุขทางร่างกายกันไปจนแก่เจ็บตาย

ตายแล้วก็ไปฝันต่อ เวลาตายก็เหมือนนอน

 นอนหลับยาว เวลาที่มีร่างกายก็นอนสั้นๆ

 นอนแค่แปดชั่วโมง ฝันดีบ้างฝันร้ายบ้าง

แล้วแต่บุญแล้วแต่บาปที่ทำไว้

เป็นเหมือนหนังตัวอย่าง

ถ้าเราฝันดีแสดงว่าเราทำบุญไว้

 ถ้าฝันร้ายแสดงว่าเราทำบาปไว้

ถ้าเรายังมีร่างกายอันเดิม

 นอนแล้วตื่นขึ้นมาก็เหมือนกับไปดูหนังตัวอย่าง

 หนังจริงที่เราจะไปดูตอนที่เราตายจริงๆ

 ตอนที่ร่างกายนี้ตายจริงๆ ก็จะไปดูหนังจริง

 ถ้าเป็นบาปก็จะฝันร้ายไป

 ฝันยาวไปเลยไม่ใช่ไปแค่ 8 ชั่วโมง ฝันเป็นปีๆ

บุญก็เหมือนกัน ถ้าเป็นบุญพาให้ฝันไป

ก็จะเป็นร้อยปีเป็นพันปี

 จนกว่าบุญจะหมดกำลังไป

 ก็กลับมาเกิดใหม่ มาตื่น

 เวลาตายก็เหมือนกับหลับไป

 หลับแล้วก็ฝัน ฝันดีฝันร้าย

ตามอำนาจของบุญของบาป

 พอหมดกำลังก็กลับมาใหม่ เกิดใหม่

กลับมาตื่นขึ้นมา เวลาคลอดออกมา

ก็เหมือนตื่นขึ้นมา ตอนตื่นขึ้นมาใหม่ๆ

ก็ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ รู้แต่หิวอย่างเดียว

 รู้แต่อยากจะกิน หิวน้ำก็ร้อง หิวนมก็ร้อง

หิวอาหารก็ร้อง อยากจะขับถ่ายก็ร้อง

 พ่อแม่ก็ต้องจัดการตอบสนองความอยากของเรา

 พอเราโตขึ้นมาได้หากินเองได้ หาความสุขเองได้

 ก็ออกไปหากินกัน หาความสุขกันไป

 หาเงินหาทองเพื่อที่จะได้เอาเงินทองมาซื้อข้าวของ

ซื้ออาหาร กับข้าวกับปลาอาหาร ซื้อความสุขต่างๆ

ที่เราอยากจะได้ เห็นอะไรชอบแล้วอยากได้

 ซื้อมาแล้วมีความสุขก็ซื้อมา ก็หาอย่างนี้ไป

ระหว่างหาเงินหาทองหาความสุข

 ก็แล้วแต่ว่าจะหาแบบไหน

ถ้ามีพ่อแม่คอยสั่งคอยสอน คอยห้าม

ก็อาจจะไม่หาโดยวิธีทำบาป

ถ้าเราเกิดในยุคที่มีพระพุทธศาสนา

ศาสนาก็สอนว่าอย่าทำบาป

จะหาเงินหาทองหาความสุขอะไรต่างๆ

 ก็ ให้หาโดยที่ไม่ต้องทำบาป

เช่นอย่าไปฆ่าผู้อื่น อย่าไปลักทรัพย์ของผู้อื่น

 อย่าไปประพฤติผิดประเวณี

อย่าไปยุ่งอย่าไปมีอะไรกับสามีภรรยาของผู้อื่น

 อย่าไปโกหกหลอกลวง อย่าไปดื่มสุรายาเมา

 เพราะมันเป็นการทำบาป มันจะทำให้เราฝันร้าย

 เวลานอนหลับ เวลาเราตายเราก็จะฝันยาว

 ฝันร้ายไปยาว ไปทำบุญ ทำบุญแล้วจะนอนหลับฝันดี

 ทำบุญทำทานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 ใครเดือดร้อนใครลำบากพอมีอะไรจะแบ่งกันได้

ช่วยกันได้ก็แบ่งกันไปช่วยกันไป

 แล้วถ้าไม่อยากจะกลับมาเกิดซ้ำๆ

อย่างที่เราเคยมาเกิดกัน

 พระพุทธเจ้าก็รู้จักวิธีหยุดการมาเกิดได้

 รู้จักวิธีที่จะทำให้เราไม่ต้องมาเกิด

 ให้เราไปอยู่บ้านที่ไม่ต้องมีการเกิดกัน

ไม่ต้องมีการแก่การเจ็บการตายกัน

 คือพระนิพพานที่ไม่ต้องมาเกิดมาแก่มาเจ็บ

 คือใจที่ไม่มีความอยาก

หาความสุขต่างๆ ผ่านทางร่างกาย

ก็ด้วยการมาหยุดความอยากต่างๆ

อยากจะหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายก็หยุดมัน

 วิธีจะหยุดมันก็ต้องสร้างความสุขขึ้นมาทดแทน

 ความสุขที่เราต้องสร้างขึ้นมาทดแทนก็คือความสงบ

 ถ้านั่งสมาธิใจสงบแล้ว เราก็จะมีความสุข

 มีความสุขแทนความสุขที่ได้จากการไปดูหนังฟังเพลง

 จากการไปกินไปดื่มอะไร จากการไปนอนหลับกับแฟน

 คนที่นั่งสมาธิได้นี้อยู่คนเดียวได้ อยู่ในป่าในเขาได้

ไม่ต้องไปอยู่ตามที่แหล่งบันเทิงต่างๆ

 แหล่งช็อปปิ้งต่างๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

 เพราะมีความสุขทดแทน มีความสุขที่ดีกว่า

 ความสุขที่เกิดจากความสงบนี่เอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 กันยายน 2561
Last Update : 14 กันยายน 2561 14:16:42 น.
Counter : 104 Pageviews.

0 comment
<<< "ศรัทธา" >>>









“ศรัทธา”

จิตใจของพวกเราตอนนี้เหมือนอยู่ในที่มืด

 ไม่ได้มืดเพราะสิ่งต่างๆ รอบข้าง

แต่มืดเพราะใจถูกความหลงครอบงำ

 เหมือนกับคนตาดีแต่ถูกผ้าปิดตาไว้

จึงไม่สามารถมองเห็นอะไรต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง

 เราจึงต้องอาศัยคนตาดีอย่างพระพุทธเจ้า

 อย่างพระอริยสงฆ์สาวก ผู้มีตาดี ผู้เห็นสุขเป็นสุข

 เห็นทุกข์เป็นทุกข์ เห็นกงจักรเป็นกงจักร

 เห็นดอกบัวเป็นดอกบัว

แต่พวกเรานี้เป็นพวกตาที่ไม่ดี

ถูกความหลงครอบงำอยู่

 จึงมองไม่เห็นตามความเป็นจริง

เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

 เห็นสิ่งที่เป็นสุขว่าเป็นทุกข์

 เราจึงเดินหนีความสุขแล้วก็เดินเข้าหาความทุกข์

 แล้วเราก็ต้องมาร้องห่มร้องไห้

 วุ่นวายใจกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน

 เพราะเราไม่เดินตามทางที่คนตาดีอย่างพระพุทธเจ้า

อย่างพระอริยสงฆ์สาวกเดินกัน

 เราเดินสวนทางกับท่าน ท่านเดินเข้าหากองสุข

ที่เป็นความสุขที่แท้จริงที่ถาวร

แต่พวกเราเดินเข้าสู่กองสุขที่เป็นกองสุขปลอม

เป็นกองสุขที่มีความทุกข์หลบซ่อนอยู่

 ความสุขเป็นเปลือกเป็นผิว แต่ความทุกข์นี้เป็นเนื้อ

พวกเรากินแต่เปลือกกัน ถ้ากินส้มก็กินแต่เปลือก

 เนื้อไม่กิน ถ้ากินทุเรียนก็กินแต่เปลือก

 เนื้อทุเรียนกินไม่เป็นกัน

 เราก็เลยไม่ได้เจอความสุขที่แท้จริง

 เราไปหาความสุขแบบเปลือกผลไม้

ที่มีความทุกข์ซ่อนอยู่ข้างใน เราจึงทุกข์กัน

ทุกวันนี้ทุกข์กับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความสุข

สิ่งใดที่เราคิดว่าเป็นความสุข

ก็คือลาภ ยศ สรรเสริญ

 รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะต่างๆ

 เวลาพวกเราได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ

 ได้เสพรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต่างๆ

เราก็ดีอกดีใจกัน แต่พอเวลาที่เราไม่ได้เสพ

 ความดีใจความสุขใจก็หายไป

สิ่งที่มาแทนความสุขใจก็คือความทุกข์ใจ

 ตราบใดที่เรายังคิดว่าลาภ ยศ สรรเสริญ

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต่างๆ นี้

เป็นสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา

ตราบนั้นเราก็ยังจะต้องเจอความทุกข์อยู่เสมอ

 เพราะความจริงสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความสุขนั้น

 เป็นความทุกข์เสียมากกว่า

 พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

ท่านได้สัมผัสมาแล้วเหมือนพวกเรา

 ท่านก็เคยหลงเหมือนพวกเรา

 เคยชอบเคยอยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ

 อยากได้ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 แต่ได้มามากน้อยเพียงไร ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องสูญเสียไป

หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะใช้มันได้

 พระพุทธเจ้ากับพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

ท่านเห็นความทุกข์ในสิ่งเหล่านี้

 ท่านจึงเดินถอยออกจากการหาลาภ ยศ สรรเสริญ

 หาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 แล้วก็ไปหาความสุขอีกแบบหนึ่ง

 เรียกว่าความสุขที่เกิดจากความสงบของใจ

 ความสุขที่ได้จากความสงบของใจนี้

เป็นความสุขที่แท้จริง ไม่มีความทุกข์

เพราะมันจะไม่หมดไปจากเรา มันจะอยู่กับเราไปตลอด

 หลังจากที่ร่างกายนี้ตาย ไปแล้ว

 ความสุขที่ได้จากความสงบของใจก็ยังอยู่กับเราต่อไป

เพราะใจของเราไม่มีวันตาย

 ถ้าเรามีความสุขภายในใจของเราแล้ว

เราไม่ต้องออกไปหาอะไรต่างๆ

 พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวกท่านไม่ต้องออกไป

หาอะไรเหมือนพวกเราหากัน

 ท่านอยู่ในป่าในเขาสบาย

 หาอย่างมากก็หาอาหาร

มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้นเอง

ซึ่งถ้าหาไม่ได้ท่านก็ไม่เดือดร้อน

ท่านปล่อยให้ร่างกายตายไปได้

 เพราะไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องตายไป

 การที่ท่านยังเลี้ยงร่างกายของท่านอยู่

 ก็เพราะว่าท่านยังมีความเมตตากับพวกเรา

 ท่านยังสามารถใช้ร่างกายนี้

มาสอนมาบอกพวกเรา

ให้มาหาความสุขที่แท้จริงกัน

 ให้มาหาความสงบทางใจกัน

การจะทำใจให้สงบได้

เราก็ต้องรักษาศีล ๘ ขึ้นไป

รักษาศีล ๘ คือการหยุด

การหาความสุขทางร่างกายนั่นเอง

 คนที่รักษาศีล ๘ จะไม่มีแฟน จะอยู่คนเดียว

 จะไม่ร่วมหลับนอนกับแฟน ไม่ไปเที่ยวกับแฟน

 แล้วก็จะไม่หาความสุข

จากการรับประทานอาหารมากจนเกินไป

 จะรับประทานเพื่ออยู่

ไม่ได้รับประทานตามความอยาก

คือรับประทานวันละมื้อก็พอ หรือ ๒ มื้อ

 แต่จะไม่รับประทานหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

 ร่างกายไม่ต้องการอาหารมาก

แบบที่พวกเรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้

 พวกเรารับประทานเพื่อความสุข

เพราะเกิดความอยาก

 ถ้าไม่ได้รับประทานแล้วก็จะทุกข์

 แต่ที่ทุกข์ไม่ใช่ร่างกาย ที่ทุกข์คือใจ

ถ้าเรากินตามความต้องการของร่างกาย

จะมีหุ่นที่สวยงาม แต่ถ้ารับประทาน

ตามตัณหาความอยากแล้วมันจะไม่เลือกเวลา

อยากเมื่อไหร่ก็ต้องกินเมื่อนั้น

 ร่างกายจึงกลายเป็นตุ่มขึ้นมา

 แล้วก็ต้องไปเสียเงินไปเต้นแร้งเต้นกาตามฟิตเนสต่างๆ

เต้นไปเท่าไหร่มันก็ไม่ลด พอเต้นเสร็จ เหนื่อยก็หิว

ก็ออกไปกินใหม่ วิธีที่จะให้หุ่นสวยคือ

ต้องรู้จักประมาณในการรับประทานอาหาร

 รับประทานวันละมื้อสองมื้อก็พอแล้ว

 อย่างพระป่านี้พระพุทธเจ้าสอน

ให้รับประทานวันละมื้อก็พอ

คือเราต้องยุติการหาความสุขทางร่างกายกันแล้ว

เราจะได้มีเวลามาหาความสุขทางใจ

 ถ้าเราไปหาความสุขทางร่างกาย

เราจะไม่มีเวลามานั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 เพราะเราจะต้องไปกินเลี้ยงกินอะไรกัน

ไปดูหนังฟังเพลงกัน ไปดูละคร

 ไปร่วมหลับนอนกับแฟนกัน

 เวลาที่จะมานั่งทำสมาธิก็จะไม่มี

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะหาความสุขที่แท้จริง

คือความสุขทางใจ เราต้องเลิกหาความสุขทางร่างกาย

ด้วยการถือศีล ๘ พอเราถือศีล ๘ ได้

เราก็จะมีเวลาที่จะมาฝึกใจสอนใจให้สงบได้

 แล้วเราจะพบกับความสุขที่พระพุทธเจ้าบอก

ว่าเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งปวง

 พอเราได้ความสุขอันนี้แล้ว

เราก็จะไม่อยากได้อะไร

เราก็จะหาแต่ความสุขแบบนี้

 จะเอาความสุขที่เกิดจากความสงบ

แล้วก็จะเป็นความสงบที่จะอยู่กับเราไปตลอด

หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

 ความสงบนี้ก็จะอยู่คู่กับเราต่อไป

นี่แหละคือวิถีทางของนักปราชญ์ของผู้ฉลาด

อย่างพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

พวกเราจึงยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง วิธีที่ยึดก็คือ

ไม่ใช่พูดแต่ปากเปล่า

ว่าพุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

 อันนี้เป็นเพียงแต่การตั้งจิตตั้งเป้าไว้ว่า

 เราจะเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่ง

 แต่ที่พึ่งคือต้องทำตามตัวอย่าง

ทำตามตัวอย่างของพระพุทธเจ้า

ของพระอริยสงฆ์สาวกพระพุทธเจ้า

 ท่านเลิกหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

ท่านถือศีลกัน ท่านถือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

เราก็ต้องถือศีลแบบท่าน

แล้วเราก็ต้องปฏิบัติแบบท่าน

ท่านไม่ไปเที่ยวไปหาความสุขทางร่างกาย

 ท่านหาความสุขจากการ ทำใจให้สงบ

ด้วยการไปอยู่ตามที่สงบ

 เพราะถ้ามีคนมากจะทำให้ใจสงบยาก

ต้องไปอยู่ที่ไม่มีคนอยู่เงียบๆ คนเดียว

 ถ้าไปข้างนอกบ้านไม่ได้ก็อยู่ในห้องของเราก็ได้

 ปิดประตูขังตัวเราไว้อยู่ในห้อง

ไม่ต้องออกไปรับรู้อะไร อยู่ในห้องก็พุทโธๆ ไป

 เดี๋ยวใจก็สงบได้ สงบแล้วก็จะหายหลง

 จะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ในตัวของเรานี่เอง

 ไม่ได้อยู่ที่เงินทอง ไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า

ไม่ได้อยู่ที่ข้าวของ ไม่ได้อยู่ที่ของกินของดื่มของเคี้ยว

 แต่อยู่ที่การทำใจให้สงบ

อยู่ที่การมีสติพุทโธอยู่กับใจของเรา

ขอให้ลองไปทำดูรับรองได้ว่า

 สิ่งที่พระ พุทธเจ้าทรงสั่งสอนนี้

 เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นความจริง

 ผู้ที่นำเอาไปปฏิบัติ

ได้รับผลกันมาแล้วกันทั้งนั้นอย่างแน่นอน

 จึงไม่ต้องลังเลสงสัย ขอให้เราทำกันเท่านั้นเถิด

 ถ้าเราไม่ทำมันก็จะไม่เกิดสิ่งนี้

 มันจะต้องเกิดจากการกระทำของเรา

 คนอื่นหยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

พระพุทธเจ้าพระอริยสงฆ์ท่านหยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

 เราต้องหยิบให้กับตัวเราเอง

ด้วยการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

คือ รักษาศีล แล้วก็ไปหาที่สงบอยู่ตามลำพัง

แล้วก็ฝึกพุทโธพุทโธ ไปเรื่อยๆ

 รับรองได้ว่าเดี๋ยวก็ได้

ดังนั้น ขอให้เราเอาไปพิสูจน์ดูว่า

คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนที่ถูกต้อง

หรือเป็นคำโกหกหลอกลวง

รับรองได้ว่าเราจะเห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

เป็นคำสอนที่เป็นความจริงท้ังหมด

เป็นสวากขาโต ภควตา ธัมโม

 เพราะผู้ที่ได้นำเอาไปพิสูจน์นั้น

ได้เห็นแล้วว่าเป็นความจริงเหมือนกันหมด

 จึงไม่ต้องลังเลสงสัย ขอให้นำเอาไปปฏิบัติเท่านั้น

 แล้วผลที่พระพุทธเจ้าได้รับ

ก็จะเป็นผลที่พวกเราได้รับกัน

 คือการสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

 สิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวง มีแต่ความสุข

ที่เรียกว่า บรมสุขอยู่ภายในใจไปตลอด ไม่มีวันสื้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

ธรรมะในศาลา“ศรัทธา”

วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 กันยายน 2561
Last Update : 12 กันยายน 2561 11:20:42 น.
Counter : 155 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ