Group Blog
All Blog
<<< "กระจกส่องใจ" >>>









“กระจกส่องใจ”

พระพุทธศาสนานี้เป็นเหมือนกระจกส่องหน้า

 ถ้าเราไม่มีกระจกส่องหน้าเราก็จะไม่รู้ว่า

หน้าตาของเราเป็นอย่างไร เราก็อาจจะคิดว่า

หน้าตาของเราเหมือนกับหน้าตาของคนอื่น

 เพราะเราไม่เคยเห็นหน้าตาของเราเอง

 แต่ถ้าเรามีกระจกส่องหน้าเราก็จะรู้ว่า

หน้าตาของเราเป็นอย่างไร

 ฉันใด พระพุทธศาสนาก็เป็นเหมือนกับกระจกส่องหน้า

 ส่องตัวเราให้เรารู้ว่าตัวเรานี้เป็นใครเป็นอะไร

ถ้าเราไม่มีพระพุทธศาสนาเราก็จะคิดว่า

ร่างกายนี้ เป็นตัวเรา แต่ถ้าเรามีพระพุทธศาสนา

 เราก็จะรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราก็คือใจ

 คือผู้รู้ผู้คิด ส่วนร่างกายนี้ เป็นเพียงผู้รับใช้ผู้รู้ผู้คิด

 ผู้รู้ผู้คิดนี้เป็นนาย ร่างกายนี้เป็นบ่าว

 ร่างกายต้องรอรับคำสั่งของผู้รู้ผู้คิดก่อน

 ถึงจะทำอะไรได้ และเวลาทำอะไรไปแล้ว

ผู้ที่รับผลก็คือผู้รู้ผู้คิดนี่เอง ไม่ใช่ร่างกาย

 ร่างกายได้รับก็เป็นผลพลอยได้

เป็นผลส่วนย่อยไม่สำคัญอะไร

 เพราะส่วนที่สำคัญอยู่ที่ผู้รับผู้รู้ผู้คิด

 เวลาคิดอะไรแล้วสั่งให้ร่างกายทำไป

ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีขึ้นมา

 หรือความรู้สึกกลางๆ ถ้าคิดดีแล้ว

สั่งให้ร่างกายพูดดี ทำดี ก็จะเกิดความสุขใจขึ้นมา

 ถ้าคิดไม่ดีแล้วสั่งให้ร่างกายพูดไม่ดี ทำไม่ดี

 ก็จะเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา เกิดความทุกข์ขึ้นมา

นี่คือสิ่งที่พระพุทธศาสนาจะทำให้เรามองเห็น

 ทำให้เรารู้ว่าการกระทำของเรานี้

เป็นการสร้างความสุข หรือสร้างความทุกข์ให้แก่เรา

 ถ้าเราไม่รู้เราก็จะทำไปตามความรู้สึกนึกคิดของเรา

 ซึ่งความรู้สึกนึดคิดของเรานี้

มักจะทำให้เราได้รับความทุกข์มากกว่าได้รับความสุข

แต่ถ้าเรามีพระพุทธศาสนาให้เรามองเห็น

 การกระทำของเรา เห็นผลของการกระทำของเรา

 เราก็จะได้รู้จักวิธีที่จะสร้างความสุขให้กับใจของเรา

 และรู้จักวิธีที่จะดับความไม่สบายใจของเรา

 พระพุทธศาสนาจึงมีคุณมีประโยชน์มากสำหรับเรา

 เหมือนกับร่างกายของเราก็ต้องอาศัยกระจก

ไว้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นความจริงของร่างกาย

ว่าตอนนี้ หน้าตาเราป็นอย่างไร

 ถ้าเราไม่มีกระจกส่องหน้าเราก็จะไม่รู้ว่า

หน้าตาของเราตอนนี้สะอาดหรือไม่สะอาด

 สวยหรือไม่สวย ถ้ามีกระจกเราก็จะเห็น

 ถ้าไม่สะอาด เราก็จะได้ทำให้สะอาดได้

ถ้าไม่สวยเราก็จะทำให้สวยได้

 ฉันใด ิถ้าเรามีพระพุทธศาสนา

ไว้ส่องตัวเราคือใจของเรา

 เราก็จะได้รู้ว่าใจของเรานี้เป็นตัวของเรา

เราจะได้รู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวของเรา

 เราจะได้รู้ว่าความสุขของเรานั้น

เกิดจากความคิดแบบไหน

 เกิดจากการพูดการกระทำแบบไหน

ความทุกข์ของเราเกิดจากความคิดแบบไหน

 เกิดจากการพูด การกระทำแบบไหน

 เมื่อเรารู้แล้วเราก็จะได้คิดและพูด

และทำในแบบที่จะทำให้เรามีความสุข

เราก็จะยุติการคิดการพูดการกระทำ

แบบที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ขึ้นมา

นี่คือพระพุทธศาสนา ถ้าเราไม่มีพระพุทธศาสนา

เราก็จะคิดไปในทางที่ผิด

 แล้วก็ผลิตความทุกข์ให้กับเรา

 อย่างที่เราได้สัมผัสกันอยู่มาตลอด

 แต่พอเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนาแล้ว

น้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธศาสนามาปฏิบัติ

เราก็จะได้ผลิตความสุขและได้ระงับการผลิตความทุกข์

นี่คือเรื่องของพระพุทธศาสนากับตัวเรา

 มีความสำคัญกับตัวเราอย่างมาก

ถ้าเรามีพระพุทธศาสนาแล้ว เราสามารถปฏิบัติตาม

คำสอนของพระพุทธศาสนาได้

 เราก็จะผลิตแต่ความสุข

 เราจะไม่ผลิตความทุกข์ให้กับเรา

 ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความสุขไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด

 ถ้าเราไม่มีพระพุทธศาสนาหรือมี

 แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา

 เราก็จะเป็นเหมือนอย่างที่เราเคยเป็นมา

ก็คือเราก็จะผลิตความทุกข์ ออกมาเรื่อยๆ

 ความสุขนานๆ ก็จะผลิตออกมาแต่ก็เป็นความสุข

ที่มีความทุกข์ตามมา ไม่ได้เป็นความสุขล้วนๆ

 ความสุขที่บริสุทธิ์ แต่เป็นความสุข

ที่มีความทุกข์ตามมา

เหมือนกับยาขมเคลือบน้ำตาล

ไม่หวานอย่างเดียว หวานเพียงเดี๋ยวเดียว

 หวานในระยะแรกๆ เวลาอมยาขมเคลือบน้ำตาลนี้

เวลาอมเข้าไปใหม่ๆ จะหวาน

 พอน้ำตาลที่เคลือบนั้นละลายไปหมด

ก็จะเหลือแต่ความขม ฉันใด

 ความสุขที่พวกเราผลิตกันออกมานี้

ก็เป็นแบบนั้น เป็นความสุข

ที่เคลือบความทุกข์เอาไว้

 พอความสุขที่เราได้สัมผัสรับรู้จางหายไป

ก็จะเหลือแต่ความทุกข์ให้เราได้สัมผัส

 แต่ถ้าเราได้ปฏิบัติตาม

คำสอนของพระพุทธศาสนา

 เราก็จะได้แต่ความสุข

ในเบื้องต้นอาจจะมีความทุกข์บ้าง

ในการปฏิบัติตามคำสอน เพราะว่า

เป็นการกระทำที่ขัดกับนิสัย ขัดกับความถนัด

 เลยทำให้รู้สึกว่าเป็นความทุกข์ยากลำบาก

 แต่พอปฏิบัติไปเรื่อยๆแล้ว ความทุกข์ยากลำบาก

 ความรู้สึกไม่ถนัดนี้ก็จะค่อยๆหายไป

 จะเกิดความถนัดขึ้นมา เกิดความชำนาญขึ้นมา

แล้วก็จะไม่รู้สึกยากลำบากแต่อย่างใด

แล้วก็จะมีแต่ความสุขที่จะได้รับจากการปฏิบัติ

ตามที่พระพุทธศาสนาสอนให้ปฏิบัติกัน

 นี่คือความสุขที่เคลือบด้วยความทุกข์

แต่ก็เป็นความทุกข์บางๆ

พอเราเหมือนกับเราอมขนม

ที่เคลือบด้วยยาขม เวลาอมใหม่ๆ ก็รู้สึกขม

แต่พอความขมนั้นละลายไปแล้ว

ก็จะเหลือแต่ความหวาน

 จะเอาอย่างไหน จะเอายาขมเคลือบน้ำตาล

หรือจะเอาน้ำตาลเคลือบยาขม

จะเอาสุขต้นแล้วทุกข์ปลาย

 หรือจะเอาทุกข์ต้นแล้วสุขปลาย

 นี่คือคำถามที่พวกเราจะต้องตอบตัวเราเองให้ได้

 เพราะนี่คือทางของพระพุทธศาสนา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

“กระจกส่องใจ”




ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 สิงหาคม 2561
Last Update : 30 สิงหาคม 2561 10:28:08 น.
Counter : 141 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ