Group Blog
All Blog
<<< "ร่างกายกับวิญญาณ" >>>










"ร่างกายกับวิญญาณ"

เช่นร่างกายนี้ พวกเราทุกคนก็คิดว่าเป็นตัวเรา

 แต่ตอนก่อนที่พ่อแม่จะมาเจอกัน มาทำให้เราเกิดได้นี้

 เราอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นตัวเรา ก็ต้องมีอยู่ตลอดเวลา

 ต้องมีตั้งแต่ก่อนที่จะมีพ่อแม่เสียด้วยซ้ำไป

แต่ร่างกายของเรามาปรากฏขึ้น

 หลังจากที่พ่อแม่ได้อยู่ร่วมกัน

 จึงปรากฏเป็นร่างกายขึ้นมาในท้องแม่

 มีใจที่เป็นตัวเรานี้ ซึ่งตอนนั้นเป็นดวงวิญญาณ

 ที่กำลังหาร่างกายอยู่ มารับร่างกายจากพ่อจากแม่

 จึงเกิดการปฏิสนธิ เจริญเติบโตในท้องแม่อยู่ ๙ เดือน

 ก็คลอดออกมา พอเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

 ก็รู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นตัวเราเป็นของเราขึ้นมา

ดวงวิญญาณนี้เป็นเหมือนใจตอนที่เรานอนหลับ

 จะไม่รับรู้เรื่องของร่างกาย จะรู้แต่เรื่องราวต่างๆ

 เหตุการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในขณะที่หลับ

เช่นฝันว่าไปเจอสิ่งนั้นเจอสิ่งนี้ ไปทำสิ่งนั้นไปทำสิ่งนี้

 ตอนนั้นร่างกายไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

กับเหตุการณ์ในฝัน เป็นเรื่องของจิตใจ

หรือดวงวิญญาณโดยลำพัง

ตอนนั้นร่างกายนอนอยู่เฉยๆ พอตื่นขึ้นมาปั๊บ

จิตใจก็กลับมารับรู้ร่างกาย ว่ากำลังนอนอยู่

อยู่ที่ไหน เป็นใคร ซึ่งเป็นสมมุติทั้งนั้น

 เป็นหญิงเป็นชาย เป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่

 คนนั้นคนนี้ มีชื่อว่าอย่างนั้นอย่างนี้

 พอตื่นขึ้นมาแล้ว เราก็ลุกไปทำกิจกรรมต่างๆ

 ทำอย่างนี้ไปทุกวันทุกวัน ทำบุญบ้าง ทำบาปบ้าง

 ทำทั้งที่ไม่ใช่บุญและไม่ใช่บาปบ้าง

ถ้าทำบุญก็จะส่งเสริมพัฒนาจิตใจ

ให้มีความสุขมีความเจริญมากขึ้น

 ถ้าทำบาปก็จะทำจิตใจให้ดิ่งลง

ให้มีความทุกข์มากขึ้น

พอตายไปก็เหมือนกับหลับไป หลับแบบไม่ตื่น

 พอตื่นอีกทีก็ไม่ได้ร่างกายเดิม

เป็นร่างกายของทารกใหม่

 ที่คลอดออกมาจากท้องแม่ใหม่

 เป็นมนุษย์ก็ได้ เป็นนก เป็นสุนัขก็ได้

เป็นสมมุติใหม่ เป็นมนุษย์คนใหม่

 เป็นเชื้อชาติใหม่ เป็นฝรั่ง เป็นแขก ไม่แน่นอน

 เรื่องของบุญของกรรม ที่จะผลักดันให้ดวงวิญญาณ

หรือดวงจิตดวงใจของเรานี้ ไปสู่ภพใหม่ชาติใหม่

เพราะมีความหลง ผลักดันให้ใจมีความอยาก

 มีความต้องการ ที่จะสัมผัสรับรู้กับกามคุณทั้ง ๕

 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ซึ่งต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

ในขณะที่ไม่มีร่างกาย เช่นตอนที่เรานอนหลับไป

 ก็ยังมีความต้องการ

ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอยู่

 แต่ตอนนั้นจะเป็น

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่เป็นทิพย์

 รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์

 ตอนที่ฝันนั้นจะสัมผัสกับของทิพย์ทั้งนั้น

ฝันว่าได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านนั้น

มีความสุขกับสิ่งนั้นกับสิ่งนี้ กับคนนั้นกับคนนี้

ตอนนั้นไม่ได้ใช้ร่างกาย ใจไปด้วยจินตนาการ

ไปพบกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ มีความสุขกับเรื่องนั้นเรื่องนี้

 มีความทุกข์กับเรื่องนั้นเรื่องนี้

 เพราะใจยังมีกามฉันทะ ความยินดีในกามอยู่

 จึงฝันถึงเรื่องเหล่านี้อยู่

กามฉันทะนี้จะเป็นตัวผลักดัน

ให้ดวงจิตดวงใจดวงวิญญาณนี้

หลังจากที่ร่างกายในปัจจุบันได้สูญสลายไปแล้ว

 ไปหาร่างใหม่ ในขณะที่ยังไม่ได้ร่างกายหยาบ

 ก็จะอยู่ในสภาพของกายทิพย์ไปก่อน

 ถ้ามีความสุขมากกว่าความทุกข์ ก็เป็นพวกเทพ

 ถ้ามีความทุกข์มากกว่าความสุข

ก็เป็นพวกเปรตพวกนรกไป

นี่เป็นเรื่องของ”จิตใจของพวกเรา” เรียกว่า”ใจ”

ในขณะที่มีร่างกาย เรียกว่า”ดวงวิญญาณ”

ถ้าไม่มีร่างกาย เรียกว่าเทพถ้ามีความสุข

 เรียกว่าเปรตถ้ามีแต่ความหิวความกระหาย

 เรียกว่านรกถ้ามีแต่ความทุกข์ความรุ่มร้อน

 เผาผลาญจิตใจ ด้วยความโกรธเกลียด เคียดแค้น

 อาฆาตพยาบาทต่างๆ เป็นการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

 ของสภาพจิตใจ ตามบุญกรรมที่ได้ทำไว้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 มิถุนายน 2561
Last Update : 17 มิถุนายน 2561 8:29:33 น.
Counter : 109 Pageviews.

0 comment
<<< "ให้พร ให้ธรรมะ" >>>









"ให้พร ให้ธรรมะ”

เวลาท่านไปหาพระ แล้วไปขอพรพระ

ท่าน คิดหรือว่าท่านจะได้พรจากท่าน 

ท่านจะได้ในสิ่งที่ท่านต้องการ

เพราะสิ่งที่ท่านต้องการนั้น มันเป็นผลที่จะเกิดขึ้น

จากการกระทำของท่าน ขอไปเท่าไหร่

 พระให้พรไปเท่าไหร่มันก็สักแต่ว่าให้

 สักแต่ว่าขอกันเท่านั้นเอง

เพราะว่ามันไม่เข้าในหลักของเหตุและผล

 เพราะว่าเหตุผลนั้น คือการกระทำ

เหตุ คือ การกระทำผล คือ สิ่งที่ดีที่งาม

 หรือสิ่งที่เลวร้าย สิ่งที่ชั่วร้ายถึงจะตามมาได้

ดังนั้น เวลาเราไปขอพรพระนั้น

 สิ่งที่พระท่านให้ได้นั้น ไม่ใช่ให้พรเรา

แต่ท่านจะสอนเรา ให้ธรรมะให้แสงสว่างกับเรา

 ให้เรารู้ว่า อะไรคือเหตุที่จะนำมา

ซึ่งความสุขความเจริญ

สิ่งที่ท่านปรารถนาทั้งหลาย

 มันอยู่ในตัวของท่านแล้ว

 อยู่ในกำมือของท่าน

 ท่านจะทำมันให้เกิดขึ้นมาก็ได้

 หรือท่านจะทำให้มันหายไปก็ได้

ไม่มีใครที่จะมาสามารถทำลาย สิ่งที่ท่านต้องการได้

นอกจากตัวของท่านเอง เท่านั้นเอง

เพราะว่าเกิดจากความไม่เข้าใจ หรือความไม่รู้

 หรือความหลง คิดว่าสิ่งวิเศษต่างๆ นั้น

 เป็นสิ่งที่ให้กันได้ เราถึงมักจะไปหาพระสงฆ์องค์เจ้า

 แล้วก็ขอพรบ้าง ขอให้ท่านประพรมน้ำมนต์บ้าง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 มิถุนายน 2561
Last Update : 17 มิถุนายน 2561 8:02:07 น.
Counter : 262 Pageviews.

0 comment
<<< "กฎแห่งกรรม" >>>










"กฏแห่งกรรม"

บุญกับบาปที่เราทำไว้นี้แหละ

ที่เราสามารถเอาติดตัวไปได้

แต่ของอย่างอื่นเช่นสามี ภรรยา บุตรธิดา

 ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ

 ความสุขในรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

เราจะไม่สามารถเอาติดตัวไปได้

บุญนี้จะเป็นเหมือนกับข้าวของเงินทองต่างๆ

ที่เราใช้อยู่ในโลกนี้ บุญนี้จะเป็นข้าวของเงินทอง

ที่เราจะเอาไปใช้ในโลกทิพย์ ทำให้เราไปสวรรค์ได้

 แต่ถ้าเราไม่ได้ทำบุญ เราทำแต่บาป

 เวลาร่างกายตายไปเราจะไม่มีทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทองติดตัวไป ก็จะไปแบบขอทาน

ที่พวกเรามาทำบุญแล้วเราอุทิศบุญให้แก่ผู้ที่ตายไป

 ก็เพราะเราคิดเผื่อไว้ว่า

บางทีคนที่เรารักคนที่เขาตายไป

เขาอาจจะไปเป็นขอทานทางโลกทิพย์ก็ได้

 เพราะว่าถ้าเขาทำบาปแล้วเขาไม่ทำบุญ

หรือทำก็น้อย ทำบุญน้อย ทำบาปมากกว่าบุญ

 เวลาตายไปโอกาสที่

เขาจะไปเป็นขอทานในโลกทิพย์ก็มีอยู่สูง

 ผู้ที่เราอุทิศบุญให้ก็คือพวกนี้แหละ

 พวกที่เป็นขอทานในโลกทิพย์

 ภาษาพระท่านเรียกว่า "เปรต"

พวกเปรตนี้เป็นพวกที่จะมารอรับส่วนบุญ

ส่วนพวกอื่นนี้เขาไม่มารอรับกัน มาไม่ได้

 เดรัจฉานเขาก็มีร่างกายของเดรัจฉาน

 เขาก็ไปหากินตามประสาของเดรัจฉาน

 พวกที่ไปตกนรกก็ออกมาจากนรกไม่ได้

 เพราะเหมือนกับพวกที่ไปติดคุกติดตะราง

เขาไม่ปล่อยให้ออกมาขอทาน

ต้องถูกขังอยู่ในคุกในตาราง มีพวกที่เป็นขอทาน

คือพวกเปรตนี้ ที่จะมารอรับส่วนบุญของพวกเรา

ทุกครั้งที่เราทำบุญแล้วเราอุทิศบุญนี้

ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนี้เขาจะมารอรับ

 เพราะว่าเขาอาจจะเป็นเศรษฐีก็ได้

 เขาอาจจะเป็นเศรษฐีบุญ มีบุญติดตัวไป

 เขาก็มีเงินทองที่ไปใช้ในโลกทิพย์

 เขาเป็นเศรษฐีในโลกทิพย์เขาก็ไปเป็นเทวดากัน

 เขาไม่ต้องมารอรับส่วนบุญของพวกเรา

 แต่ถ้าเขาทราบว่าเราได้อุทิศบุญนี้ให้กับเขา

 เขาก็จะอนุโมทนา เขาก็จะขอบคุณ

 เขาจะซาบซึ้งในน้ำใจของพวกเราที่เรายังคิดถึงเขา

 ยังรักเขาอยู่ ยังเป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่

 ทุกครั้งที่เราทำบุญเราก็อุทิศไปกัน

 เพราะเรื่องของบุญของบาปนี้

มันไม่มีใครรู้ว่าเราทำกันมากน้อยเพียงไร

ฉะนั้น เราอย่าประมาทในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี้

พยายามทำบุญกันให้มากๆ ทำให้มันมากกว่าทำบาป

 เพราะว่าเวลา ตายไปนี้ บุญกับบาป

จะมาแย่งกายทิพย์ของเราไปทางใดทางหนึ่ง

 ถ้าบุญมีกำลังมากกว่าบาป บุญก็จะดึงเราไปสวรรค์กัน

 ถ้าบาปมีกำลังมากกว่าบุญ บาปก็จะดึงเราไปอบายกัน

นี่คือเรื่องกฎแห่งกรรม.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะในศาลา

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐




<

ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 มิถุนายน 2561
Last Update : 13 มิถุนายน 2561 8:47:48 น.
Counter : 190 Pageviews.

0 comment
<<< "สติเป็นธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง" >>>










"สติเป็นธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง"

สิ่งที่เราต้องเจริญเบื้องต้นคือสติ

เพราะสตินี้แหละเป็นตัวที่ดึงใจให้เข้าสู่ความสงบ

 เพราะถ้าไม่มีสติใจจะฟุ้งจะคิดเรื่อยเปื่อย

ถ้าปล่อยให้ใจคิดแล้ว

ต่อให้เดินจงกรมนั่งสมาธิเป็นชั่วโมงๆ

 ก็จะไม่เกิดผลขึ้นมา เพราะผลไม่ได้อยู่ที่เวลา

ที่เราใช้กับการเดินหรือการนั่งเพียงอย่างเดียว

การเดินการนั่งก็สำคัญ แต่ต้องเดินด้วยสตินั่งด้วยสติ

ถ้าไม่มีสติแล้วก็ไม่ถือว่าไม่มีความเพียร

หัวใจของความเพียรคือสติ

 ไม่ใช่อยู่ที่เวลาที่เราเดินหรืออยู่ที่เวลา

ที่เรานั่งเพียงอย่างเดียว

ต้องอยู่ที่สติในทุกเวลานาทีของการบำเพ็ญ

ถ้าเดินจงกรมชั่วโมงหนึ่งก็ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา

หนึ่งชั่วโมง ถึงจะเรียกว่าได้ทำความเพียรเต็มที่

 เวลานั่งสมาธิก็ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลาถึงจะสงบได้

ถึงจะรวมเข้าสู่ความเป็นหนึ่งได้

 เป็นอุเบกขาได้ สักแต่ว่ารู้ได้

ดังนั้น ในเบื้องต้นจึงต้องเจริญสติให้ได้ก่อน

 เพราะถ้าเจริญสติไม่ได้ นั่งสมาธิก็จะไม่สงบ

 ถ้าไม่สงบก็จะพิจารณาปัญญามองไม่เห็น

จะตัดต้นเหตุของปัญหาไม่ได้

ในเรื่องของการบำเพ็ญ

 สติจึงเป็นธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง มองข้ามไปไม่ได้

 ควรที่จะประคับประคองสติให้มีไว้ตั้งแต่ตื่นจนหลับ

ก็คือไม่ให้ใจเผลอไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ

 ไม่ส่งใจไปที่อื่น ให้ใจอยู่ในปัจจุบัน

อยู่กับการเคลื่อนไหว การกระทำของร่างกาย

 หรือให้อยู่กับคำบริกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

หรือทั้งสองอย่างก็ได้ เช่นเราทำภารกิจอะไร

 เช่นอาบน้ำอาบท่า เราก็บริกรรมพุทโธๆ ไป

 ถ้าเราไม่สามารถดึงใจ

ให้อยู่กับการทำงานของร่างกาย

อาบน้ำแล้วยังอดที่จะไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

คนนั้นคนนี้ไม่ได้ ก็ต้องใช้พุทโธดึงกลับเข้ามา

 อาบน้ำไปพุทโธๆ ไป ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน

แต่งเนื้อแต่งตัว ต้องมีสติอย่างต่อเนื่อง

 ถ้ามีสติอย่างต่อเนื่องใจจะตั้งอยู่ในปัจจุบันได้

ตั้งอยู่ในที่เดียว ที่ที่จะทำให้ใจสงบนี่เอง

 พอไม่ได้ทำอะไร ใจจะรวมเข้าสู่ความสงบได้

 ถ้ายังมีการกระทำ การเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่

 ก็จะยากต่อการที่ใจจะรวมเข้าสู่ความสงบได้

 ผู้ที่อยากทำให้ใจเป็นฌานเป็นสมาธิ

 ถึงจะต้องนั่งเฉยๆ นั่งขัดสมาธิหลับตาเจริญสติ

 พุทธานุสติ ก็บริกรรมพุทโธๆ

 อานาปานสติ ก็ดูลมหายใจเข้าออก

 คือใจอยู่กับลม อยู่กับพุทโธอย่างต่อเนื่อง

 ใจก็ต้องรวมเข้าสู่ความสงบอย่างเเน่นอน

 พอเข้าสู่ความสงบแล้ว

ก็จะพบกับความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง

 ซึ่งดีกว่าที่เคยสัมผัสมา ก็จะทำให้มีกำลังใจ

ที่จะบำเพ็ญให้มากขึ้น

 แล้วจะเบื่อกับการที่จะไปหาความสุขในรูปแบบต่างๆ

ที่ตัณหาความอยากจะดึงไป

 พอออกจากความสงบมา

 พอมีตัณหาจะดึงให้ไปหาความสุขแบบเดิมๆ

 ไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไปทำนั่นทำนี่

ไปอยากให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

มันก็จะไม่อยากจะไป แต่ก็ต้องใช้ปัญญา

มาคอยประกบอีกชั้น เพื่อเตือนไว้ว่า

อย่าไปทำตามความอยาก

 เพราะจะไปสร้างความทุกข์ให้กับใจ

 ไม่ได้สร้างความสงบ ความสุขให้กับใจ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 มิถุนายน 2561
Last Update : 12 มิถุนายน 2561 9:33:26 น.
Counter : 190 Pageviews.

0 comment
<<< "ขอให้เราศึกษาธรรมะให้มากจะได้ไม่หลงทาง” >>>









"ขอให้เราศึกษาธรรมะให้มาก

จะได้ไม่หลงทาง”

นี่ถ้าชาวพุทธเรารู้หน้าที่ของพระ

เวลาพระทำอะไรไม่ถูกเราก็ไม่สนับสนุน

 ที่เราไม่รู้เรากลัวบาปไปหมด

ท่านพูดอะไรก็เชื่อไปหมด ดีไปหมด

เพราะพระโกหกไม่ได้ใช่ไหม

 บอกว่าระลึกชาติได้ก็ต้องเชื่อ

บอกว่าตัดกรรมก็ได้ต้องเชื่อ

 บอกว่าไปเที่ยวสวรรค์ เที่ยวนรกมาก็ต้องเชื่อ

 แล้วใครไปพิสูจน์ได้ว่าพูดจริง หรือ ไม่จริง

ของบางอย่างถึงแม้จะเป็นความจริงก็ไม่กล้าพูด

 คนรู้จริงเห็นจริงเขาไม่กล้าพูดหรอก

 ถ้าคนเชื่อก็ดีไป ถ้าคนไม่เชื่อเขาจะกล่าวหาได้ว่า

 อวดอุตริ (มนุสธรรม) หรือเเปล่า

 หรือถ้าพูดไปแล้วไม่เกิดประโยชน์

 เรื่องเดรัจฉานวิชา ถ้าพูดไปแล้ว

ทำให้คนเกิดความลุ่มหลง ก็ไม่ควรพูด

ควรพูดเรื่องที่จะทำให้เขาหูตาสว่าง

 พูดเรื่องไตรลักษณ์ พูดเรื่องอริยสัจ ๔

ถ้าจะเห็นก็ให้เห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจ ๔

 อันนี้พูดได้เต็มปาก

ไม่เป็นปัญหาไม่เป็นโทษกับใคร

 แต่ถ้าพูดเรื่องเดรัจฉานวิชา ระลึกชาติได้

 ชาติก่อนเป็นอย่างนั้นชาติก่อนเป็นอย่างนี้

 ชาตินี้เลยต้องมาเป็นหลวงปู่

อันนี้ไม่รู้จะพูดไปทำไม

 พูดเพื่อยกตนเองให้น่าเลื่อมใสศรัทธา

คนที่เลื่อมใสศรัทธาคนแบบนี้ก็คนตาบอดทั้งนั้นแหละ

 คนที่รู้ธรรมเขาไม่เลื่อมใสศรัทธากับเรื่องเหล่านี้

ดังนั้น ชาวพุทธเราฉลาด

 ต้องศึกษาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ให้รู้ว่าพระแท้จริงเป็นอย่างไร พระปลอมเป็นอย่างไร

 พระแท้ท่านอยู่อย่างไร ท่านปฏิบัติอย่างไร

 พวกชาวต่างประเทศเขาศึกษากันถึงแก่นเลย

เวลาเขาเข้าหาศาสนา เขาเข้ามาหาพระไตรปิฏกเลย

 ศึกษาพระพุทธประวัติ

ศึกษาพระธรรมคำสอนจริงไม่หลงกันไง

 เขามาเมืองไทยเขามาบวช

ไม่ได้มาได้มาเพื่อหาลาภสักการะ

พวกเราเป็นเหมือนไก่ได้พลอย

 มีของดีชอบเขี่ยทิ้งไป ชอบกินหนอน กินไส้เดือน

 ชอบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ ชอบวัตถุมงคล

 ชอบเสกชอบเป่า ชอบฟังพระสวด

เวลาฟังพระสวดแล้ว โอ้โห้รู้สึกได้บุญมาก

 แต่ไม่รู้ว่าสวดอะไร ไม่เข้าใจความหมายเลย

 การสวดก็คือสวดพระธรรมคำสอน เป็นคำสอน

 เพียงแต่ไม่สอนภาษาไทยไปสอนภาษาบาลี

 คนฟังเลยไม่เข้าใจ ไม่ได้ปัญญา

 ถ้าตั้งใจฟังก็อาจจะได้สมาธิ

คือใจไม่คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้

ใจจดจ่ออยู่กับการฟังก็ได้สมาธิ

ได้อานิสงส์ทำให้ใจสงบได้ แต่จะไม่ได้ปัญญา

จะไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราปฏิบัติอะไรกัน

 สอนให้เราร่ำรวยหรือสอนให้เรายากจน

 ถ้าศึกษาแล้วจะรู้ว่าสอนให้เรายากจน

 เพราะความรวยเป็นทุกข์

ความรวยดับความทุกข์ไม่ได้

 ความร่ำรวยเป็นตัวสร้างความทุกข์ให้เกิดมากขึ้น

 เพราะรวยแล้วก็ไม่อยากจะจน

 ความกลัวจนนี้ก็คือ ความทุกข์

 แต่พวกเราทุกคนในที่สุดก็ต้อง จน กันหมด

 เพราะตายไปเอาสมบัติไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว

 เวลาตายจะทุกข์มาก คนรวยที่ไม่กลัวความตาย

 แต่กลัวที่จะต้องจากทรัพย์สมบัติ จากสิ่งต่างๆ

 ไปมากกว่า คนที่ไม่มีอะไรนี้เวลาจะจาก

เขาไม่ค่อยเดือดร้อน อย่างขอทานเวลาจะตาย

เขาไม่มีอะไรต้องเดือดร้อนเสียใจเสียดาย

 เขาจะดีใจว่าจะได้หมดทุกข์ซะที

อยู่มาก็ทรมานเหลือเกิน

 ศาสนาพุทธสอนให้เราร่ำรวยทางจิตใจ

สุขจากภายใน รวยด้วยทาน รวยด้วยศีล

 รวยด้วยภาวนา รวยด้วยมรรคผลนิพพาน

 เพราะอันนี้เป็นทรัพย์

ที่จะให้ความสุขกับเราอย่างแท้จริง

 และจะเป็นทรัพย์ที่จะติดไปกับเราทุกภพทุกชาติ

ก็ขอให้เราศึกษาธรรมะกันให้มากๆ

เราจะได้ไม่หลงทางกัน และไม่ถูกหลอก

เนี่ย มันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกี่ครั้งกี่หนแล้ว

พอจางหายไปสองสามปีก็โผล่ขึ้นมาใหม่

เวลาโผล่ขึ้นมาใหม่ก็ตื่นเต้นกัน ว่ามีศาสดาใหม่มาล่ะ

 แล้วเดี๋ยวก็เกิดเรื่องฉาวกันตามมา

แล้วพอสงบตัวสักพัก นี่ก็โผล่ขึ้นมาใหม่อีกล่ะ

 เพราะมาแนวเดียวกัน มาแนวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์

 ชาวบ้านก็ชอบ เพราะชาวบ้านไม่เคยศึกษาธรรมะกัน

 ไม่รู้ว่าของที่วิเศษ วิโสที่แท้จริงเป็นอย่างไร

 คิดว่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์เป็นของวิเศษ

ไม่คิดว่าการดับทุกข์เป็นของวิเศษกัน

เวลาสอนให้ดับความทุกข์สอนให้รักษาศีลไม่เอา

 ให้นั่งภาวนาให้นั่งสมาธินี้ไม่เอา ถอยหนี

ให้พิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 ยิ่งไม่เอาใหญ่เลย พอให้คิดว่าตาย โอ๊ยไม่เอาล่ะ

 ไม่มงคล เพราะขาดการศึกษา

 เป็นพุทธแต่ชื่อพุทธในทะเบียนบ้าน

ไม่ใช่พุทธแท้ พุทธแท้ต้องรู้จัก พระพุทธเจ้า

รู้จักพระธรรมคำสอน รู้จักพระอรหันตสาวก

นี่ไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าวิเศษตรงไหนอย่างไร

 คำสอนพระพุทธเจ้าวิเศษอย่างไร

พระอรหันตสาวกวิเศษอย่างไร

จะรู้จักแต่พระท่านแจกวัตถุมงคลเท่านั้น

 ถ้าที่ไหนมีแจกวัตถุมงคล

โอ้โห คนไปกันเป็นหมื่นเป็นแสน

 พอไปแจกธรรมะนี้กระจายเลย

 พอตั้งนะโมจะเทศน์เท่านั้นแหละ

ลุกหนีกันไปแล้ว .

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๖





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 มิถุนายน 2561
Last Update : 11 มิถุนายน 2561 10:12:51 น.
Counter : 177 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ