Group Blog
All Blog
<<< "สติเป็นตัวที่จะพาเราไปสู่ธรรมทุกขั้น" >>>









“สติเป็นตัวที่จะพาเราไปสู่ธรรมทุกขั้น”

ตัวจิตนี้เป็นตัวรู้ไม่ใช่ตัวตน ตัวตนนี้เป็นตัวคิด

 คิดขึ้นมาเองว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ เราสูงกว่าเขา

เราเท่าเขา เราต่ำกว่าเขา ความจริงมันเท่ากันหมด

เป็นจิตเหมือนกันหมด แต่เรามีสมมุติมา

ทำให้เราคิดว่าเราสูงเราต่ำ เรามีเงินมากกว่า

เราก็เป็นเจ้านายเขาได้ จ้างเขาสั่งเขาได้

มันก็คิดว่าเราใหญ่กว่าเขาสูงกว่าเขา

 เรามีเงินน้อยกว่าเขาเราก็ต้องเป็นลูกน้องเขา

 อันนี้ก็เป็นสมมติที่จิตมาติดอยู่

 แต่จิตติดแล้วก็ทุกข์กับมัน

 เพราะไม่มีใครอยากจะเป็นลูกจ๊อก

มีแต่อยากจะเป็นใหญ่เป็นโตทั้งนั้น

พอไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตก็ทุกข์

 แต่ถ้ารู้ว่าเราไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโต

ไม่ได้เป็นลูกจ๊อกใคร

 เราเป็นแค่ตัวรู้ เราก็จะไม่ทุกข์

ใครจะดูถูกเราเราก็ไม่ทุกข์กับการดูถูกของเขา

 ใครจะยกย่องเราเราก็ไม่ไปดีใจกับการยกย่องของเขา

 เพราะเรารู้ว่าเราไม่ได้เป็นสิ่งเหล่านี้

สิ่งเหล่านี้มันเป็นสมมุติที่เรามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้นเอง

 ตัวเราแท้จริงของเราก็คือตัวรู้เท่านั้นเอง

ตัวรู้กับตัวคิด เพียงแต่ว่าเราไปคิดหลงกับ สมมุติต่างๆ

ที่มาเกี่ยวข้องกับเรา พอเรารู้ทันสมมุติรู้

ว่าอันนี้เป็นเพียงสมมุติทำให้เราสูงให้เราต่ำ

เราก็เฉยๆ กับมัน ไม่ยินดียินร้ายไปกับมัน

 แต่ก็ปฏิบัติตามกฎของสมมุติ

ถ้ายังเป็นผู้ใหญ่ก็ยังต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่

 ถ้าเป็นเด็กก็ต้องทำตัวเป็นเด็ก

ไม่ใช่เป็นผู้ใหญ่ก็มาเล่นกับเด็ก

เป็นเด็กไปเล่นกับผู้ใหญ่นี้มันก็ไม่ถูก

อันนี้ก็คือการตัดความอยากเป็นใหญ่เป็นโต

อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ให้รู้ว่าความจริง

แล้วเราไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น

 เราเป็นตัวดูผู้รู้เท่านั้นเอง

การเป็นใหญ่เป็นโตเป็นนั่นเป็นนี่

มันเกิดจากการที่เราไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ

 ที่มีอยู่ในโลกนี้ ก็เลยเป็นใหญ่ขึ้นมา

 พอเขาเลือกให้เป็นนายกก็ใหญ่ขึ้นมาใช่ไหม

 ใหญ่เพราะเขาเลือกเท่านั้นเอง

 แล้วเดี๋ยวพอเขาไม่เลือกก็ไม่ใหญ่แล้ว ขึ้นๆ ลงๆ

 เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามเหตุการณ์ต่างๆ

 ถ้าเรายังไปยึดไปติดอยู่

เราก็จะทุกข์กับการเปลี่ยนแปลง

 เวลาได้เป็นใหญ่ก็ดีใจ

 พอหมดพ้นจากการเป็นใหญ่มาก็เสียใจ

 บางทีก็พยายามรักษาความเป็นใหญ่ไว้ไม่ยอมเสีย

 เห็นไหมเป็นประธานาธิบดีก็เปลี่ยนกฎหมาย

 เขาให้เป็นได้แค่สองรอบ

ก็เปลี่ยนเป็นให้มันไม่มีจำกัดรอบ เป็นได้ตลอดชีวิต

 นี่ความอยาก ถ้ามันไม่ได้มันก็ทุกข์

ถ้าเรารู้ว่าเราไม่ได้เป็นตัวตนไม่มีอะไร

เราเป็นได้ทั้งนั้น แล้วแต่สมมุติขึ้นมาให้เราเป็น

 เป็นไปกับสมมุติไป แต่เราไม่ได้ยึดติดกับสมมุตินั้น

 สมมุตินั้นมันอาจจะหมดไปเมื่อไหร่เปลี่ยนไปเมื่อไรก็ได้

ถ้าเรารู้ตัวจริงแท้จริงของเราว่า เราไม่ได้เป็นตัวตน

มันก็หมดปัญหาไป

ตัวตนมันมาจากความคิดของเราเอง

 ตัวจริงแท้จริงของเราก็คือตัวรู้ เท่านั้นเอง

 ตัวรู้ที่หลงไปกับสมมุติ พอหลงก็เลยเกิดความโลภ

เกิดความอยากขึ้นมา แล้วพอไม่ได้

ก็เกิดความโกรธขึ้นมาเกิดความเสียใจขึ้นมา

 แต่ถ้ารู้ว่าเราเป็นตัวตนเป็นอะไรก็ได้

 เขาให้เป็นอะไรได้ทั้งนั้น

 เขาว่าควาย ไอ้ควาย เอ้าควายก็ควาย

 เขาว่า อีทองดำ ก็ทองดำไป (หัวเราะ) ก็เขาว่าน่ะ

 เขาจะว่าก็ปล่อยเขาว่าไป เราตัวรู้ก็รู้ไป

 อ้าวเฮ้ยเขาว่าเราเป็นทองดำ ทองดำก็ทองดำ

 ทองแดงก็ทองแดง ดอกทองก็ดอกทอง

 ก็เขาว่า ก็ปล่อยเขาว่าไปสิ ใช่ไหม

 เราเป็นตัวรู้ก็รู้ไปเท่านั้นเอง

ไม่เห็นจะต้องไปดีใจเสียใจ

กับคำที่เขาว่าหรือเขาชม

 โอ้ยเป็นนางฟ้าเป็นโน่นเป็นนี่ก็ดีใจดีอกดีใจ

ก็เป็นเพียงแต่คำพูดของเขาเท่านั้นเอง

 เราเป็นเหมือนจิ้งหรีด

 เห็นไหมพอใครเอาขนอะไรมาแหย่ที่จมูกหน่อย

มันก็จะร้อง จี๊ดจี๊ดจี๊ดจี๊ดขึ้นมา

 พอมีใครเขามาชมเราหน่อย เราก็กรี๊ดกรี๊ดกันไป

 โอ้ยดีใจจังวันนี้สวยเหลือเกิน

 พูดแค่นี้ก็ดีใจแล้ว พอใครเขาด่าหน่อย

โอ้ยไม่น่าดูเลยวันนี้ก็เสียใจไปทั้งวัน

 เพราะไม่รู้ตัวจริงแท้จริงของเราว่าเป็นอย่างไร

ก็ เลยต้องบ้าไปตามความคิดของคนอื่น

 เขาว่าเราดีก็ดีใจไปกับเขา

 เขาว่าเราไม่ดีก็เสียใจไปกับเขา

แต่ถ้าเราพบตัวจริงแท้จริงของเรา

 ว่าเราเป็นเพียงแค่ตัวรู้ตัวรู้ตัวคิดเท่านั้นเอง

 ใครจะว่าเราอย่างไรก็ห้ามเขาไม่ได้

ใครเขาจะด่าเราก็ห้ามเขาไม่ได้

 ใครเขาจะชมก็ห้ามเขาไม่ได้

ใครเขาจะเชื่อเราก็ห้ามเขาไม่ได้

 เขาจะไม่เชื่อเราเราก็ห้ามเขาไม่ได้

 ก็ปล่อยเขาไปเท่านั้นเอง ถ้าเรารู้จักตัวเราแล้ว

เราก็จะไม่ไปหลงใหลกับการแต่งตั้งของคนอื่น

 แต่ตอนนี้เราไม่รู้จักตัวเรา

 เราก็ไปหลงกับการแต่งตั้งของคนอื่น

เขาตั้งให้เป็นนายกก็โหยก็ดีใจ

 ตั้งให้เป็นหัวหน้าก็ดีใจ ตั้งให้เป็นผู้จัดการก็ดีใจ

 พอปลดก็เสียใจ ชีวิตของเราก็เลยวุ่นวาย

ไปกับการแต่งตั้งต่างๆ

 เพราะไม่รู้จักตัวเองว่าเป็นอะไร

 ตัวแท้จริงของตนเองนั้น ถ้าปฏิบัติไป

มันละกิเลสไปได้เรื่อยๆ พอมันละร่างกายไปแล้ว

มันก็จะเหลือแต่จิตใจที่ยังไม่ได้ละ

มันก็จะมาคอยดูจิตใจ ตัวจิตใจที่แท้จริง

มันเป็นอะไรกันแน่ มันก็จะค้นพบว่า

มันก็เป็นแค่ตัวรู้นี่เอง ไอ้ตัวคิดมันก็คิดไป

ตามสมมุติที่เขาให้คิดกันไป

ที่มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมามันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ถ้าอะไรเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ก็อย่าไปยุ่งกับมัน ถ้าไปยุ่งกับมัน มันก็ต้องทุกข์

 ถ้าไม่ยุ่งก็ไม่ต้องทุกข์ เขาให้เป็นนายกก็ไม่เป็น

 เขาให้เป็นผู้จัดการก็ไม่เป็น

 เขาให้เป็นเจ้าเป็นอะไรก็ไม่เป็น เป็นตัวรู้นี่พอแล้ว

 สบายกว่า เขาให้เงินมาก็ไม่รับก็ได้

ตัวรู้มันไม่กินเงินใช้เงินไม่ได้

 ตัวรู้นี่มันต้องการความสงบอย่างเดียว

ถ้าตัวรู้มันมีความสงบแล้ว มันจะไม่หิวกับสมมุติ

จะไม่หิวกับลาภยศ สรรเสริญ

 ดังนั้นเราต้องมาสร้างความสงบให้กับตัวรู้

ถ้าตัวรู้มีความสงบแล้วตัวรู้ไม่หิว จะรู้ทันสมมุติ

 ถ้าตัวรู้ไม่มีความสงบ

มันหิวมันจะต้องหลงกับสมมุติ

 จะต้องไปกับสมมุติเท่านั้นเอง

นี่คือเรื่องของการปฎิบัติ

สตินี้เป็นตัวที่จะพาเราไปสู่ธรรมทุกขั้น

 เพราะสติต้องนำก่อน แล้วปัญญาถึงจะตามมาได้

 เพราะสติจะเป็นตัวสั่งความคิดไปในทางปัญญาได้

ไม่มีใครจะสั่งความคิดให้คิดไปในทางปัญญา

นอกจากสติ แล้วนอกจากมีสติแล้ว

ก็ต้องควรมีปัญญาสอนว่า

คิดทางปัญญาเป็นอย่างไร

 ก็ต้องมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ถึงจะคิดไปในทางปัญญาได้

ถึงจะสร้างสติขึ้นมาได้

 ผู้ที่สอนให้เราสร้างสติก็คือ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

นี่ผู้ที่สอนให้เราเห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจสี่

ก็คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 ไม่มีใครในโลกนี้ ที่สอนเรื่องสติเรื่องปัญญา

 ไม่มีใครสอนเรื่องการเจริญสติ

ไม่มีใครสอนเรื่องไตรลักษณ์

 ไม่มีใครสอนเรื่องอริยสัจสี่

มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น

ถ้าไม่มีสติ ไม่มีไตรลักษณ์ ไม่มีอริยสัจสี่

ก็จะไม่สามารถเป็นอริยบุคคลได้

การจะเป็นพระอริยบุคคลได้

ต้องมีสติที่สามารถสั่งใจให้เห็น

สอนใจให้คิดให้เห็นอริยสัจสี่

ให้เห็นไตรลักษณ์ได้ เพราะเมื่อเห็นได้

ก็จะหยุดความอยากต่างๆ ได้

 เมื่อหยุดความอยากต่างๆ ได้

ก็บรรลุเป็นพระอริยะขั้นต่างๆ

ขึ้นมาได้จนถึงขั้นสูงสุดได้

 พระอริยบุคคลจึงมีแต่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๑





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 เมษายน 2561
Last Update : 21 เมษายน 2561 9:25:46 น.
Counter : 271 Pageviews.

1 comments
  
อ่านแล้วดีจังค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 21 เมษายน 2561 เวลา:12:47:05 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ