Group Blog
All Blog
<<< "ทุกข์คือไฟ" >>>










"ทุกข์คือไฟ"



ทุกข์นี้มันเหมือนไฟที่เผาร่างกาย

 ทุกข์ใจของเรานี้ มันทารุณรุนแรงกว่าไฟ

ที่เผาร่างกายมากมายหลายร้อยเท่า

 แต่เรากลับมองไม่เห็นว่ามันเป็นภัยสำหรับเรา

เรากลับสร้างความทุกข์ให้กับเราอยู่เรื่อยๆ

 ทุกข์กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องห่มร้องไห้

เศร้าโศกเสียใจ มีใครมาบอกให้หยุดก็ไม่หยุด

จะเอาแต่ใจของตนเอง

 อยากจะให้ได้สิ่งที่ตัวเองอยากได้

ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 นี่แหละคือ ความโง่เขลา เบาปัญญา อวิชา โมหะ

 ที่หลอกให้ใจผลิตความทุกข์

เผาใจตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่เจริญปัญญา

 ไม่พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ไม่เห็นอริยสัจ ๔ เพราะไม่บำเพ็ญ ไม่เจริญสติ

ไม่นั่งสมาธิ ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล

อยากจะได้สิ่งต่างๆ ตามความอยากของตน

 ความอยากในกามตัณหา วิภวตัณหา วภตัณหาเท่านั้น

 แล้วก็ไปสร้างทุกข์ให้กับตนไม่พอ

ยังไปสร้างทุกข์ให้กับคนอื่นด้วย

 ไปเบียดเบียนคนอื่น ไปรังแกคนอื่น

อันนี้ก็เป็นเพราะว่า ไม่สนใจเรื่องบุญ

 เรื่องกุศล เรื่องของการทำทาน รักษาศีล ภาวนา

สนใจเเต่เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ

 สนใจความสุขทางตาหูตาลิ้นจมูกกาย

 ใจก็เลยผลิตแต่ไฟนรกมาเผาตัวเองอยู่โดยไม่รู้สึกตัว

 จะเผาไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แต่ชาตินี้ชาติเดียว

 เผาแล้วนับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ไม่รู้กี่พระองค์

 ก็ผ่านมาแล้วไม่ได้รับประโยชน์จากพระพุทธเจ้า

องค์ใดองค์หนึ่งเลย ก็ยังผลิตกามตัณหา

 วิภวตัณหา ภวตัณหา มาคอยเผาใจตนเอง

และเผาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ไม่ปฏิบัติ

 ไม่เร่งความเพียร ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่ภาวนา

และให้ทำตามขั้นตามลำดับไม่ให้ติดอยู่ขั้นใดขั้นหนึ่ง

 ทำทานแล้วก็ต้องก้าวเข้าสู่ขั้นศีล

 ขั้นศีลแล้วก็ต้องก้าวเข้าสู่ขั้นภาวนา

อย่าไปคิดว่า ทำทานแล้วพอแล้วได้ทำบุญแล้ว

 อันนี้เป็นเสี้ยวหนึ่งของบุญ เสี้ยวใหญ่ยังไม่ได้ทำกัน

 เสี้ยวใหญ่ก็คือการภาวนา ต้องภาวนา

ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะหลุดพ้น

 จนกว่าจะทำลายกิเลสตัณหาอุปทาน

 ความยึดมั่นถือมั่นทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เท่านั้น

 ถึงเรียกได้ว่า ได้ทำบุญเต็มที่ในโลกนี้แล้ว.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ส่วนหนึ่งจากเทศนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2561 5:52:38 น.
Counter : 158 Pageviews.

0 comment
<<< “ทำไมเราต้องละความอยาก” >>>










“ทำไมเราต้องละความอยาก”

ทำไมเราต้องละความอยาก

 เพราะความอยากจะนำเราไปสู่ความทุกข์

ไม่ใช่ไปสู่ความสุข

 ความสุขที่ได้จากการทำตามความอยาก

เป็นความสุขปลอมเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว

 เป็นเหมือนเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด

 เหยื่อนี่มันชิ้นเล็กๆ เท่านั้นเอง

แต่พอเราไปฮุบเหยื่อแล้วทีนี้เป็นยังไง

 ถูกตะขอเบ็ดเกี่ยวปาก เสียชีวิตเลยไหมปลา

 ปลาโง่ไม่ฉลาด เหมือนเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด

คิดว่าเป็นอาหารอันโอชะ พอไปฮุบเหยื่อเข้า

ก็ถูกตะขอเบ็ดเกี่ยวปาก

ถูกเขาดึงไปจับไปฆ่าลงหม้อแกง

แต่ถ้าปลาฉลาดเห็นว่าโอยมันมีตะขอเบ็ดซ่อนอยู่น

ะ อย่าไปฮุบมันดีกว่า ถอยดีกว่า ก็จะปลอดภัย

จิตที่ฉลาดมีปัญญาก็จะเห็นว่า

ความสุขที่จะได้จากการทำตามความอยากนี้

เป็นเหมือนกับเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด

 เพราะถ้าไปฮุบแล้วมันจะติด

มันจะต้องอยากได้อยู่เรื่อยๆ

ได้มาปั๊บเดี๋ยวมันก็หมดแล้ว

 เที่ยวมาปั๊บเดี๋ยวกลับมาบ้านเดี๋ยวมันก็หายไปแล้ว

 พรุ่งนี้ก็อยากไปเที่ยวใหม่แล้ว

 ถ้าไม่ได้ไปเที่ยวก็ทุกข์หล่ะสิ ทรมานใจแล้ว

นี่คือปัญญา ทำไมเราต้องไม่ทำตามความอยาก

 ทำไมเราต้องละความอยาก

เพราะความอยากเป็นผู้ที่จะดึงให้เราต้องไปทุกข์

ไม่มีวันจบไม่มีวันสิ้น

 เป็นผู้ที่จะดึงให้เราต้องไปเวียนว่ายตายเกิด

อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ถ้าเรารู้ด้วยปัญญาทุกครั้งเกิดความอยาก

เราก็จะสู้กับมันด้วยสติ มีสติมีปัญญาแล้วก็ต้องมีสติ

สติปัญญานี้เป็นอาวุธเหมือนมือซ้ายมือขวา

ช่วยกันสนับสนุนกัน ปัญญาจะเป็นผู้สอนว่า

ทำไมไม่ควรทำตามความอยาก

 สติเป็นผู้หยุดความอยาก

 พออยากเราก็พุทโธพุทโธพุทโธไป

หยุดคิดถึงเรื่องที่เราอยากเดี๋ยวมันก็หายไป

หรือคิดในเรื่องที่ทำให้เราไม่อยาก

 เช่นคิดถึงแฟนก็คิดถึงศพเขา

 ก็คิดเขาเป็นซากศพคิดถึงอวัยวะต่างๆ

 ที่มีอยู่ในร่างกายเขา

ก็ไม่อยากจะได้เขามาเป็นแฟน

 ถ้าเห็นโครงกระดูกเขาเห็นตับไตไส้พุงของเขา

 เห็นกระดูกเห็นอุจจาระเห็นปัสสาวะของเขา

 มันก็จะทำให้หายอยากได้ นี่ก็คือการใช้สติ

ให้คิดไปในทางที่จะทำให้ไม่อยาก

 หรือไม่เช่นนั้นก็หยุดคิด

ใช้พุทโธหยุดคิดไปได้ทั้งสองอย่าง

 ถ้าเห็นเป็นอสุภะได้ยิ่งดีใหญ่

เพราะมันจะไม่อยากเลยต่อไป

 เห็นแฟนทีไรก็เห็นเป็นโครงกระดูก

เห็นเป็นซากศพไป

 เห็นอาหารก็เห็นว่ากลายเป็นอุจจาระไป

 อาหารที่เรากินมันจะกลายเป็นอะไร

มันไม่เป็นอุจจาระมันจะเป็นอะไร

 มันก็ไปเสริมอาการ ๓๒

 บางส่วนก็ไปเสริมผมขนเล็บฟันหนัง

ส่วนที่ไม่ไปเสริมก็กลายเป็นอุจจาระไป

 กินอาหารก็เหมือนกับกินอุจจาระนี่เอง

 ถ้าทุกครั้งที่เราอยากจะกินอาหาร

เช่นเราถือศีล ๘ แล้วตอนเย็น

นึกอยากจะกินอาหาร

ก็คิดว่ากำลังจะกินอุจจาระ

 พอคิดอย่างนี้มันก็หายหิวเลย ไม่อยากกิน

นี่คือวิธีการใช้ปัญญาเพื่อหยุดความอยากต่างๆ

 ต้องมองมุมกลับอย่าไปมองมุมที่มันกิเลสชอบมอง

 กิเลสชอบมองมุมสวยเราก็ต้องมองมุมที่มันไม่สวย

กิเลสชอบมองมุมที่อร่อยเราก็ต้องมองมุมที่ไม่อร่อย

 แล้วความอยากกินก็ไม่มี

ความอยากจะนอนกับแฟนก็ไม่มี นี่คือปัญญา

ที่จะทำให้เราละความอยากต่างๆ ได้

 เมื่อเราละความอยากต่างๆ ได้

 การที่จะไปเกิดต่อไปก็ไม่มี

เพราะเหตุที่จะดึงไปเกิดมันไม่มี

เหมือนน้ำมันที่หมดถ้าเราไม่เติมน้ำมัน

พอน้ำมันหมดเราไม่เติม รถมันก็วิ่งไม่ได้

น้ำมันที่พาให้จิตเราไปเวียนว่ายตายเกิด

ก็คือความอยากนั่นเอง แต่ทุกครั้งที่มันอยาก

เราก็ไม่ไปเติมมัน เราไม่ไปทำตามความอยาก

 ต่อไปความอยากมันก็หมด

หมดแล้วมันก็จะไม่มีอะไรมาดึงให้เรา

ไปเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

“เหตุของความแตกต่าง”








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2561 12:58:11 น.
Counter : 133 Pageviews.

0 comment
<<< "มาหาทรัพย์แท้" >>>










“มาหาทรัพย์แท้”

ทางโลกเขาก็พัฒนากันไปไกล

ทุกอย่างสะดวกไปหมดเลย

 แต่ความทุกข์ภายในใจ มันไม่ได้หดหายไป

ตามความเจริญของทางโลกกัน

 แต่กลับมีความทุกข์มากขึ้นไป

 เพราะว่าต้องไปยึดติดกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น

 แทนที่จะยึดน้อยลงติดน้อยลง กลับติดมากขึ้น

 พอไปติดกับสิ่งที่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มากขึ้น

มันก็เลยเกิดทุกขังมากขึ้นไป

ถ้าอยู่แบบเรียบง่ายอยู่แบบสมถะมักน้อยสันโดษ

มันก็จะไม่ต้องทุกข์มากนัก เช่นอยู่แบบพระ

 มีแค่อัฐบริขาร มีเพียงปัจจัย ๔ ความทุกข์ก็จะมีไม่มาก

เหมือนกับคนที่มีเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องใช้ไม้สอย

อำนวยความสุขอำนวยความสะดวก

 เพราะว่ามันเป็นเหรียญสองด้าน

 มันให้ความสะดวกให้ความสุขกับเรา

 มันก็ให้ความทุกข์ให้ภาระกับเรา

 เพราะเราก็ต้องดูแลรักษา เราก็ต้องดิ้นรน

หาเงินหาทองมาดูแลมันมาจ่ายมัน

ของส่วนใหญ่เราก็ซื้อแบบเงินผ่อนกัน

 ยิ่งซื้อมากก็ยิ่งต้องผ่อนมาก ก็ต้องหาเงินกันมาก

หาเงินกันตัวเป็นเกลียว

 เงินเดือนยังไม่ทันออกเลยหมดแล้ว เป็นหนี้ใหม่แล้ว

นี่แหละคือความทุกข์ที่มันมาในคราบของความสุข

 ในคราบที่ว่าโอ๊ยได้เครื่องใช้ใหม่ๆ รุ่นใหม่ออกมา

มีอะไรออกมาซื้อมันแหลกเลย

 แต่เวลามาผ่อนนี้มันไม่แหลกกับมัน

 เราแหลกมันไม่แหลก เราทุกข์เราเหนื่อยเราลำบาก

 ดังนั้นหัดอยู่แบบเรียบง่ายดีกว่า

จะสุขจะสบายกว่า จะได้ไม่ต้องดิ้นรน

หาเงินหาทองจนตัวเป็นเกลียว

 จะได้มีเวลามาหาทรัพย์แท้ถ้าเราไม่มีทรัพย์ภายนอก

 ถ้าเราไม่มีเงินที่จะมาทำทาน

ก็ตัดมันไปได้เลยผ่านมันไปเลย

 ถือว่าเราผ่านข้อสอบข้อนี้ไปแล้ว

คือเราไม่มีทำเราก็ไม่ต้องทำ

 เราก็มารักษาศีลมาบวชได้เลย

 เมื่อไม่มีทรัพย์แล้ว

ก็ไม่มีอะไรต้องหวงต้องห่วงแล้ว.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2561 8:50:52 น.
Counter : 122 Pageviews.

0 comment
<<< "สิ่งที่เป็นคุณ" >>>












“สิ่งที่เป็นคุณ”

การปฏิบัติธรรมนี้ ขอให้เราใจเย็นๆ

 มีคำพูดอยู่ว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างขึ้นมาภายในวันเดียว

ฉันใด พระนิพพานก็ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว

เกิดขึ้นจากการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง

จนสามารถเข้าสมาธิได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว

ทุกเวลาที่ต้องการจะเข้า

แล้วพอออกจากสมาธิมาก็ให้ใช้ปัญญาสังเกตดู

แยกแยะดูว่า อะไรผิดอะไรถูก

 อะไรเป็นบุญอะไรเป็นบาป

อะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษ

 ทั้งหมดนี้มันมีอยู่ภายในใจของเรา

 ถ้ามองด้วยปัญญาก็จะเห็น

 พอเห็นแล้วก็จะสามารถแยกแยะ

และกำจัดสิ่งที่เป็นโทษได้

 ก็จะมีเหลือแต่สิ่งที่เป็นคุณ

เพียงอย่างเดียวอยู่ภายในใจ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๗ 









ขอบคุณที่มา fb พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2561 10:40:26 น.
Counter : 116 Pageviews.

0 comment
<<< "รสของธรรมะ" >>>










“รสของธรรมะ”

รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง

 เพราะไม่มีรสไหนจะดีเท่ารสของธรรมะ

 รสของธรรมะก็คือ “ความสงบนี่เอง”

 อันนี้แหละ เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคน

สามารถสร้างกันขึ้นมาได้ มีกันได้

ไม่ว่าจะเป็นหญิง ชาย เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่

 เป็นนักบวช หรือเป็นฆราวาส

เป็นความสุขที่ทุกคนมีสิทธิที่จะมีกันได้

 ไม่เหมือนความสุขทางโลก

ที่มีความแตกต่างกันไปตามฐานะ ตามเพศ ตามวัย

แต่ความสุขทางใจ

 “ความสุขที่เกิดจากความสงบ “นี้

ไม่เลือกเพศเลือกวัย ไม่ว่าเป็นหญิงเป็นชาย

 เป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ เป็นเศรษฐี ยาจก

 เป็นพระราชามหากษัตริย์ เป็นขอทาน

 มีความสุขแบบนี้ได้ด้วยกันทุกคน

แต่ทุกคนต้องสร้างขึ้นมาเอง

 “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ”

ไม่มีใครสร้างความสุขนี้ให้กับเราได้

 เราต้องสร้างขึ้นมาเอง ส่วนความสุขอย่างอื่น

คนอื่นยังพอสร้างให้เราได้

เช่นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 ที่พ่อแม่หาเงินทองมาให้ลูกใช้

อำนวยความสะดวกให้กับชีวิตลูก

ก็มีความสุขแบบนี้ได้ แต่ความสุขเหล่านี้

 ความสุขในโลกนี้เป็นความสุขปลอม

เป็นความสุขที่หุ้มห่อความทุกข์เอาไว้

 เหมือนน้ำตาลห่อยาขม พอน้ำตาลละลาย

ก็จะเหลือแต่ความขมขื่น เวลาความสุขหมดไปแล้ว

ก็จะเหลือแต่ความทุกข์ นี่คือความสุขทางโลก

 ท่านเรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 เป็นความสุขที่มีความทุกข์ตามมา 

เพราะว่าเป็นความสุขที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

 เป็นความสุขประเดี๋ยวชั่วคราว

 และเป็นความสุขที่เราไม่สามารถควบคุมบังคับ

ให้เป็นไปได้ตลอดเวลา นี่เรียกว่า อนัตตา

คือเราควบคุมความสุขต่างๆในโลกนี้ไม่ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2561 6:30:53 น.
Counter : 223 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ