Group Blog
All Blog
<<< "ความเพียร " >>>









“ความเพียร”

ปัญหาของพวกเราส่วนใหญ่

ก็อยู่ตรงที่การไม่มีความเพียรนี้เอง

เราไม่มีความเพียรพยายาม

เราจึงไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานกันได้

ผู้ใดที่มีความเพียร ผู้นั้นก็จะสามารถบรรลุ

มรรคผลนิพพานได้ ดังเช่นพระสาวกทั้งหลาย

 ท่านเหล่านี้ท่านมีความเพียรพยายามมาก

 ท่านทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการเจริญมรรค

ท่านมีอะไร สมบัติข้าวของเงินทอง

 มีความสุขทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย

ท่านโยนทิ้งหมดเลยท่านไม่เอา ท่านเห็นแล้วว่า

มันไม่ใช่ทางไปสู่ความสุขที่แท้จริง

ไม่ได้เป็นทางไปสู่ความดับทุกข์

 แต่เป็นทางไปสู่ความทุกข์

ไปสู่ความสุขที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

 เป็นความสุขชั่วคราว ท่านจึงสลัดทิ้งหมด

แล้วทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการสร้างมรรค

 เพียรพยายามสร้างมรรคทุกเวลานาที

 ตั้งแต่ตื่นจนหลับ บางท่านถึงกับถือข้อเนสัชชิกเลย

 คือไม่ยอมนอนเลย กลัวจะเสียเวลา

ถ้าจะนอนจะหลับก็ให้หลับในท่ายืนท่าเดินหรือท่านั่ง

 แต่จะไม่ยอมเอนหลังลงไปนอน

 ถ้าจะหลับก็ให้มันหลับอยู่ใน ๓ ท่านั้น

 เพราะมันจะหลับไม่นาน

 นั่งสับปะหงกไปได้สักชั่วโมงสองชั่วโมงก็จะตื่น

 พอตื่นท่านก็จะเร่งเจริญความเพียรทันที

 เจริญสติทันทีเดินจงกรมนั่งสมาธิทันที

 แล้วถ้าออกมาจากสมาธิแล้ว ก็สอนใจ

ให้เห็นไตรลักษณ์อยู่เรื่อยๆ ให้เห็นอสุภะอยู่เรื่อยๆ

นี่แหละผู้ที่มีความเพียรแบบนี้แหละ

จึงสามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้

พวกเราถ้าต้องการบรรลุมรรคผลนิพพาน

 ก็ต้องมีความเพียรเช่นเดียวกัน

 เพราะความเพียรเป็นเหตุ เมื่อมีเหตุแล้ว

 ผลคือมรรคผลนิพพาน ก็จะตามมาอย่างแน่นอน

 ถ้าไม่มีความเพียร ผลก็จะไม่ตามมา

 นี่คือความแตกต่างระหว่างพระอริยบุคคลกับปุถุชน

 แตกต่างกันตรงที่ความเพียรนี่เอง

 อย่างอื่นไม่แตกต่าง อย่างอื่นมีเหมือนกันหมด

มีอาการ ๓๒ เหมือนกัน

มีตา หู จมูก ลิ้น กายเหมือนกัน

 มีร่างกายมีจิตใจเหมือนกัน ต่างตรงที่ว่า

มีความเพียรหรือไม่มีความเพียร

ถ้ามีความเพียรที่จะเจริญมรรค

 มรรคผลนิพพานมันก็จะต้องตามมา

 การบรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ก็จะตามมา

 ถ้าไม่มีความเพียร มันก็จะวนเวียนว่าย

อยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ขอให้พวกเราปลุกความเพียรของเราขึ้นมา

 ด้วยการระลึกถึงเวลาของเรา ที่จะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ

 วันเวลาของเราผ่านไปๆเรากำลังเดินเข้าหาความแก่

หาความเจ็บ เข้าหาความตายกัน

 เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังสร้างมรรค

หรือกำลังสร้างลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อยู่

ถ้าเราถามอย่างนี้บ่อยๆ เราจะได้รู้ทิศทางของเรา

 ว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางใด

ถ้าเราเดินไปในทิศทางที่สวนกับ

ทางที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนิน

 เราก็ควรที่จะยูเทิร์นเลี้ยวกลับ

 ถ้าเรายังเดินไปหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุขอยู่

 เราก็ควรที่จะยูเทิร์นเลี้ยวกลับมาหาการเจริญมรรค

 เลี้ยวกลับมาหาการทำทาน หาการรักษาศีล

 หาการภาวนา แล้วเราจะได้ไปถูกทาง

 แล้วเราจะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ดีที่แท้จริง

 ไม่ใช่เป็นความสุขปลอม

อย่างทางของลาภ ยศ สรรเสริญจะให้กับเรา

เป็นความสุขปลอม

 เป็นความสุขที่เคลือบความทุกข์เอาไว้

 เป็นความสุขชั่วคราวเดี๋ยวเดียว

แล้วก็จะเกิดความทุกข์ตามมา

 แต่ถ้าไปทางมรรคจะมีแต่ความสุขถาวร

 แต่จะมีความทุกข์เคลือบไว้อยู่

 เพราะเป็นการเดินขึ้นภูเขา การปีนป่ายขึ้นภูเขานี้

มันต้องเป็นเรื่องทุกข์ยากลำบากอย่างแน่นอน

 แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้วมันสบาย มันจะสบายไปตลอด

 ทางมรรคนี้เรียกว่าทุกข์ต้นแต่สุขปลาย

ทางลาภ ยศ สรรเสริญ

 สุขนี้เรียกว่าสุขต้นแต่ทุกข์ปลาย

เราจะเอาอย่างไหนดี เอาสุขต้นทุกข์ปลายดี

 หรือว่าเอาทุกข์ต้นแล้วสุขปลายดี

เราจะเอาแบบพระพุทธเจ้าดีหรือเอาแบบปุถุชนดี

 ปุถุชนตอนที่เขามีกำลังวังชา

เขามีความสามารถ เขาก็หาความสุขต่างๆ

 ผ่านทางลาภ ยศ สรรเสริญ ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กายได้

 แต่พอเวลาที่ร่างกายเขาหมดสภาพ ไม่สามารถหาได้

เขาจะหาอะไร เขาก็จะหาแต่ความทุกข์

ใส่ใจของเขาเท่านั้น แต่ทางของพระพุทธเจ้านี้

 ถึงแม้ว่าร่างกายจะแก่ จะเจ็บ จะตาย

 ใจก็ยังเป็น ปรมัง สุขังอยู่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗




ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 สิงหาคม 2561
Last Update : 6 สิงหาคม 2561 9:30:30 น.
Counter : 163 Pageviews.

0 comment
<<< " บุญเป็นอาหารใจ " >>>










“บุญเป็นอาหารของใจ”

วิธีที่จะทำให้เรามีความทุกข์น้อยลง 

เหตุผลเรื่องเงินทองต้องหักห้ามใจไว้

 อย่าไปใช้ของตามความอยาก

 อย่าไปใช้เงินตามความอยาก

 เวลาอยากได้อะไรก็ถามว่าจำเป็นจะต้องมีไหม

 ถ้าไม่มีมันแล้วจะตายไหม

ถ้าไม่ตายก็แสดงว่าไม่จำเป็น

 ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปซื้อมันมา

อาหารหมดนี้ต้องซื้ออาหารมา

อาหารนี้จำเป็นไหม จำเป็น

เพราะถ้าไม่มีอาหารกินเดี๋ยวร่างกายก็ตายได้

 ก็ต้องซื้อมา อยากได้กระเป๋า อยากได้รองเท้า

 แล้วอยากได้เสื้อผ้าใหม่ จำเป็นต้องซื้อไหม

 ของเก่าไม่มีหรือเปล่า ของเก่าใช้ได้หรือเปล่า

ของเก่ายังใช้ได้ดีอยู่เลย ซื้อมาทำไม

 ซื้อมาแล้วของเก่าก็เลยกลายเป็นของไม่มีคุณค่าไป

 ไม่มีประโยชน์ไป แล้วต้องเสียเงินไป เสียกระเป๋าไป

 เสียกระเป๋าใบเก่าไป แล้วยังต้องเสียเงิน

 เพื่อจะได้กระเป๋าใบใหม่ แล้วเดี๋ยวกระเป๋าใบใหม่

มันก็กลายเป็นกระเป๋าใบเก่า

เดี๋ยวไปเห็นกระเป๋าใบใหม่อีกก็อยากจะได้

นี่ถ้าใช้เงินแบบนี้แล้วเดือดร้อนแน่ๆ

ไม่ช้าก็เร็วเดี๋ยวต้องเป็นหนี้เป็นสิน

 เวลาเห็นกระเป๋ารูดบัตรกันใหญ่เลย รูดกัน รูดกัน

แล้วพอสิ้นเดือนเขาส่งบิลมาเก็บ

 อุ๊ย ใช้ไปขนาดนี้เลยเหรอ เวลาใช้มันไม่คิดนะ

 มันไม่คิดว่าเท่าไร เวลาเห็นบิลมันถึงจะคิดออก

 โอ้ย ใช้ไปตั้งหลายแสน

นี่แหละคือวิธีหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอน

 ให้พวกเราลดความทุกข์ต่างๆ

ที่เรามีกันอยู่นี้ให้น้อยลงไป

 ด้วยการไม่ใช้เงินตามความอยาก

ใช้เงินตามความจำเป็น หรือถ้าอยากจะใช้เงิน

ก็เอาไปทำบุญ ทำบุญนี้ก็จำเป็นเหมือนกัน

เพราะบุญนี้เป็นเหมือนอาหาร เป็นอาหารของใจ

 ที่ใจเราไม่อิ่มก็เพราะเราไม่ได้ทำบุญ

ที่ใจเราอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากไปเที่ยวที่นั่นที่นี่

 ก็เพราะว่าเราไม่ได้ให้อาหารใจ

 เราให้ยาเสพติดกับใจ เวลาเราไปเที่ยว

เวลาเราซื้อของฟุ่มเฟือยนี้ เหมือนกับให้ยาเสพติด

 ถ้าเราเสพยาเสพติด ไม่กินอาหาร

ร่างกายจะเป็นอย่างไร ซูบผอมไหม

 คนติดยานี้อ้วนหรือเปล่า ไม่มีอ้วน มีแต่ผอม

 เพราะแทนที่จะเอาเงินไปซื้ออาหารมา

 ก็เอาเงินไปซื้อยาเสพติด

ฉันใด ใจเราก็ผอม ร่างกายเราอ้วนแต่ใจเราผอม

 เพราะใจเราไม่ได้อาหาร เวลาเราหิว เวลาใจหิว

 เราก็ซื้ออาหารให้ร่างกายกิน ร่างกายมันก็อ้วนเอาๆ

 เวลาอยากกินไม่ได้กิน เพราะจำเป็นจะต้องกิน

 กินเพราะความอยาก มันก็เป็นความหิวของใจ

 ถ้าใจหิว ก็ต้องเอาเงินที่จะไปซื้ออาหารให้ร่างกายนี้

เอาไปทำบุญแทน ถ้าร่างกายมีอาหารพอเพียง

 ถ้าน้ำหนักเกินแล้ว ก็แสดงว่าอย่าไปกินอีก

 เวลาหิวเวลาอยากก็เอาเงินไปทำบุญ

เอาเงินไปเลี้ยงเด็กกำพร้า

ไปซื้ออาหารให้เด็กกำพร้า

 ซื้ออาหารใส่บาตรให้พระ ให้แล้วใจจะอิ่มขึ้นมา

 ใจจะอ้วนขึ้นมา บุญนี้จำเป็นสำหรับใจ

 ใจเราจะมีความสุขได้ ก็เกิดจากการทำบุญทำทาน

จากการให้ความสุขแก่ผู้อื่น

ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่น

ถ้าเราอยากจะมีความสุขใจ ต้องทำบุญ

อย่าเอาสุขใจจากการไปเที่ยว ไปเล่น ไปดู ไปฟัง

ไปซื้อของฟุ่มเฟือยกัน เพราะมันสุขแบบยาเสพติด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 สิงหาคม 2561
Last Update : 5 สิงหาคม 2561 7:01:01 น.
Counter : 173 Pageviews.

0 comment
<<< "ความเจริญทางโลก" >>>










"ความเจริญทางโลก"

สมัยนี้ทางโลกเขาพัฒนาไปรวดเร็ว

 ทุกอย่างสะดวกรวดเร็ว จะพัฒนาไปอย่างไร

ก็ไม่สามารถมาทำให้ใจเราเย็นได้

 มีแต่จะทำให้ใจเราร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ

 จึงขอให้เราระวังกับการเจริญทางโลก

มันจะทำให้ใจเราร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ

 เพราะยิ่งสะดวกรวดเร็วก็ยิ่งอยาก

ให้มันสะดวกรวดเร็วขึ้นไป ใจจะร้อนขึ้นไปไม่ได้เย็น

ใจจะมีความทุกข์มากขึ้น ฉะนั้น อย่าไปหลง

กับความเจริญทางโลกมากจนเกินไป

 เอาความเจริญทางโลกมาใช้ให้เกิดประโยชน์

 คือเราต้องรู้จักประมาณ อย่าไปหลงใหลกับสิ่งต่างๆ

 ที่เขาผลิตขึ้นมาหลอกเรา ให้เราอยากได้

อยากมี อยากเป็นกัน เพราะต่อให้เราได้มาเท่าไหร่

 มันก็ไม่อิ่มไม่พอ แต่จะทำให้เราหิว

ทำให้เราอยากได้เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 มันก็จะหลอกให้เราดิ้นรนไปหากัน

 เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการแสวงหาสิ่งต่างๆ

 ที่เราเห็น ที่เราได้พบ ได้มาแล้วก็ไม่พอ

 มีแต่อยากจะได้เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

นี่คือผลกระทบต่อจิตใจของพวกเรา

กับความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 03 สิงหาคม 2561
Last Update : 3 สิงหาคม 2561 7:11:00 น.
Counter : 149 Pageviews.

0 comment
<<< "เรื่องของร่างกายต้องพิจารณาให้เข้าใจ" >>>










“เรื่องของร่างกาย

   ต้องพิจารณาให้เข้าใจ”

เวลาร่างกายนี้ตายไป ใจมันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย

 มันก็เลยไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

ใจมันอยู่ในโลกทิพย์

 ใจของพวกเราทุกคนไม่ได้อยู่ตรงนี้

ใจของพวกเราอยู่ในโลกทิพย์กัน

 เพียงแต่ว่าเราส่งกระแสใจมารับรู้

 ส่งกระแสใจมาเกาะที่ตามารับภาพ

มาเกาะที่จมูก เกาะที่ลิ้น เกาะที่หู เกาะที่ร่างกาย

 พออะไรมาแตะร่างกายเราก็รู้เลย

 อ้อ มีของแข็งของนุ่ม

 มีความร้อนความเย็นมาแตะที่ร่างกายเรา

ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ที่ร่างกายเราก็รู้ได้

เหมือนกับคนที่อยู่ที่บ้านพอเราพูดอะไรปั๊บ

คนที่บ้านก็ได้ยิน คนที่อยู่ทางบ้าน

คนที่เขาไม่ได้มาอยู่ตรงนี้

เขาก็ได้ยินเขาก็ได้เห็นเหมือนกัน

ฉะนั้น เวลาอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายนี้

ใจไม่ได้เป็นอะไรไปกับร่างกาย

ท่านเรียกว่าใจถึงไม่ตายกับร่างกาย

 ร่างกายต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

พอร่างกายตายไปปั๊บกระแสการติดต่อก็ขาด

 ตามันไม่ส่งภาพไปแล้วใช่ไหม ตามันไม่ทำงาน

 หูไม่ทำงาน อะไรไม่ทำงานหมด

 เหมือนกับเครื่องนี้พอปิดเครื่องปั๊บ

ก็ไม่รับภาพไม่รับเสียงอะไร

คนที่อยู่ทางบ้านก็ดูไม่ได้

คนที่อยู่ทางบ้านก็ต้องไปทำอย่างอื่น

ใจพอไม่มีร่างกายก็ต้องไปทำอย่างอื่น

 ก็ทำแบบตอนที่นอนหลับเนี่ย

เวลานอนหลับใจทำอะไรรู้ไหม ใจก็ฝันไงใช่ไหม

 ใช้ร่างกายไม่ได้ตอนนั้นร่างกายปิดเครื่องชั่วคราว

พักผ่อน เวลาที่เรานอนหลับก็เหมือนปิดเครื่องโทรศัพท์

 ก็ใช้โทรศัพท์ไม่ได้ เมื่อใช้โทรศัพท์ไม่ได้

ก็จะคุยกับใครก็ต้องเดินไปคุยกับเขา

 อันนี้ก็เหมือนกัน พอไม่มีร่างกายพอร่างกายพักผ่อน

 ใจก็ไปฝันเลย ฝันดีก็ไปสวรรค์ ฝันไม่ดีก็ไปนรก

 และอะไรทำให้เราฝันดีฝันไม่ดี

ก็เวลาเราทำบุญเราฝันดีเพราะเราทำแต่สิ่งที่ดี

เวลาทำอะไรไว้มันก็จะอัดเทปไว้ในใจเรา

พอนอนหลับมันก็เปิดเทปมาให้เราดู

 เวลาเราทำบาปมันก็จะอัดเทปไว้

พอเวลาเรานอนหลับมันก็จะเปิดเทปมาให้เราดู

มันก็จะให้เราดูเรื่องที่ไม่ดี

เวลาเราทำบุญมันก็จะให้เราดูเรื่องที่ดี

นี่คือใจที่ไม่ได้อยู่ในร่างกาย

 เพียงแต่ว่ามีกระแสวิญญาณมาเชื่อมกัน

 เพื่อมารับข้อมูลต่างๆผ่านทางร่างกาย

 รับรูป รับเสียง รับกลิ่น รับรส รับอะไรต่างๆ

 แล้วพอรับแล้วก็มีความรู้สึก

มีความสุขความทุกข์กับรูปเสียงที่ได้รับ

 เหมือนคนทางบ้านเนี่ยถ้าได้ยินเสียงที่ดีก็มีความสุข

 ถ้าได้ยินเสียงไม่ดีก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา

 นี่คือร่างกายกับใจ เป็นสองคน

 ใจนี้ไม่มีรูปไม่มีร่างมันก็เลยไม่เกิดไม่ดับ

 มันไม่มีการตายเพราะว่ามันไม่มีส่วนประกอบ

เหมือนกับร่างกาย ร่างกายเป็นสังขาร

 เป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยดินน้ำลมไฟ

แล้วเดี๋ยวดินน้ำลมไฟมันก็บอกว่าบ๊ายบาย

ดินก็อยากจะกลับไปหาดิน น้ำก็จะกลับไปหาน้ำ

 ลมก็จะกลับไปหาลม ไฟก็จะกลับไปหาไฟ

ตอนนั้นก็เรียกว่าธาตุ ๔

ก็แยกออกจากร่างกายไป ร่างกายก็หายไป

นี่คือเรื่องของร่างกายที่เราต้องพิจารณาให้เข้าใจ

 ให้เรารู้ว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา

 ร่างกายไม่ใช่ของเรา เราสั่งมันไม่ได้ ห้ามมันไม่ได้

 เวลามันจะบ๊ายบายเราไปห้ามมันไม่ได้

 เวลามันจะแยกทางกัน

 เวลาดินน้ำลมไฟในร่างกาย

มันจะไปกันคนละทิศคนละทาง เราห้ามมันไม่ได้

เวลามันจะเจ็บเราก็ห้ามมันไม่ได้

 เวลาไม่สบายแต่เราไม่ต้องไปไม่สบายกับมัน

 เพราะเราสบาย เราไม่ได้เป็นอะไร ใจไม่ได้เป็นอะไร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.....................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 สิงหาคม 2561
Last Update : 2 สิงหาคม 2561 10:02:06 น.
Counter : 171 Pageviews.

0 comment
<<< " สุขตอนต้นทุกข์ตอนปลาย " >>>










"สุขตอนต้นทุกข์ตอนปลาย"

คนที่เรารักคนที่เราชอบ พอได้เขามาเราก็สุขใจ

เดี๋ยวเวลาที่เขาจากเราไปเราก็เสียใจ

 ให้คิดว่าทุกอย่างที่เราได้มา

ทุกอย่างที่จะให้ความสุขกับเรานั้น

มีวันที่จะต้องหมดไป มีวันที่จะต้องจากเราไป

 หรือมีวันที่เราจะต้องจากเขาไป

 ถ้าเราคิดอย่างนี้เราก็ ไม่อยากจะได้อะไร

ได้มาแล้วทุกข์ เอามาทำไม

ได้มาแล้วถึงแม้ว่าจะมีสุข แต่มันสุขตอนต้น

 เพราะเดี๋ยวมันจะต้องทุกข์ตอนปลาย

 บางทีเขายังไม่ทันจากไปเราก็ทุกข์แล้ว

 ทุกข์เพราะห่วงใยกังวล

กังวลว่าเขาจะเป็นอะไรไป กังวลว่าเขาจะไม่อยู่

ห่วงเขาเวลาไม่เห็นหน้าเห็นตาก็ห่วง

 นั่นมันเป็นความทุกข์ทั้งนั้น

ทุกข์ที่เกิดจากการอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้

ได้บุคคลนั้นบุคคลนี้ เวลาที่ไม่ได้ก็ทุกข์อีกแบบหนึ่ง

 เพราะว่าเวลาอยากแล้วไม่ได้มันก็เสียใจไม่สบายใจ

 กระวนกระวายใจ เวลาเรารอสิ่งที่เราอยากได้

เรารู้สึกกระวนกระวายไหม เมื่อไรจะมาสักที

เมื่อไรจะได้สักที พอได้มาก็ดีใจเดี๋ยวเดียว

 เดี๋ยวก็มากังวลกับของที่เราได้

ว่าเอ๊ะมันจะดีไปเรื่อยๆหรือเปล่า

หรือเดี๋ยวมันจะเสียเดี๋ยวมันจะหายไปหรือเปล่า

นี่ก็ทุกข์อีก เดี๋ยวเวลาเขาไปจริงๆ

เสียจริงๆ เราก็ทุกข์อีก ให้คิดดูอย่างนี้

 ทุกอย่างที่เราอยากได้นี้มันทำให้เราทุกข์ใจ

ตั้งแต่เริ่มความอยาก พอมีความอยากปั๊ป

มันก็ทุกข์แล้วไม่สบายใจแล้ว พอได้มาก็ทุกข์อีก

 และพอเสียไปก็ทุกข์อีก ทุกข์ทั้งสามระยะเลย

ระยะเริ่มต้นตั้งแต่คิดอยากจะได้

นี้กินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว

 อยากจะได้อะไรนี้นอนไม่หลับแล้ว

 อยากจะไปเอาไอ้สิ่งที่เราอยากได้

 พอได้มาก็ต้องมาทุกข์กับการดูแลรักษา

 มาห่วงใยมาวิตกมากังวล

แล้วเดี๋ยวเวลาเสียไปก็ทุกข์อีก

 ของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือสิ่งของต่างๆ

มันเป็นของชั่วคราวทั้งนั้น เป็นของไม่แน่นอน

 เป็นของที่เปลี่ยนได้ มีเจริญมีเสื่อมเป็นธรรมดา

 มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆมีการเกิดมีการดับ

 แล้วเราก็ไปห้ามเขาไม่ได้ ไปบังคับเขาไม่ได้

ไปหยุดเขาไม่ได้ ไปเปลี่ยนเขาไม่ได้

 เวลาเขาจะเป็นอย่างนี้

เราจะไปเปลี่ยนให้เขาเป็นอย่างนั้น

 เราเปลี่ยนไม่ได้ เวลาเขาไม่ดีกับเราเราก็เสียใจ

 อยากให้เขาดี เขาไม่ดีเราก็ทุกข์

นี่คือการคิด คิดแบบที่จะทำให้เราไม่อยากได้อะไร

 ไม่อยากมีอะไร ไม่อยากทำอะไร

 ถ้าเราไม่มีความอยากต่างๆ

เราก็อยู่เฉยๆได้สบาย ไม่ต้องดิ้นรน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐








ขอบคณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 สิงหาคม 2561
Last Update : 1 สิงหาคม 2561 10:37:23 น.
Counter : 161 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ