Group Blog
All Blog
<<< "แก้ความหลงด้วยความจริง" >>>









“แก้ความหลงด้วยความจริง”

โสดาบัน เห็นการเกิดดับของร่างกาย

ที่เป็นเหมือนฟองน้ำ มีการเกิดแล้วก็ต้องมีการแก่

การเจ็บการตายไปเป็นธรรมดา

ถ้าเห็นว่ามันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ

 ไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวเรา จะไปทุกข์กับมันได้อย่างไร

 ไม่มีวันทุกข์กับมัน เหมือนกับเราเห็นฟองน้ำ

ว่ามันไม่ได้เป็นตัวของเรา

 เราทุกข์กับฟองน้ำหรือเปล่า

เห็นมันเกิดเห็นมันดับเราไม่เห็นทุกข์กับมันเลย

 แต่พอเราเห็นร่างกายนี้

พอมันเป็นของเราขึ้นมาเราก็ทุกข์

ถ้าไม่เป็นของเราไม่ทุกข์หรอก

ถ้าแฟนเราไม่ได้มาแต่งงานกับเรา

เราไม่ทุกข์กับเขาหรอก

 แต่พอเขามาแต่งงานกับเราเขามาเป็นของเราขึ้นมา

 ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ใช่ตัวเราของเราก็ยังไปทุกข์กับเขาอยู่

เพราะยังไปถือว่าเป็นเราเป็นของเราอยู่ เป็นแฟนเรา

แล้วพอมีแฟนแล้วก็ต่อมาก็มีลูก ก็ลูกเราอีก

 ก็เป็นฟองน้ำทั้งนั้นแหละ

ฟองน้ำเริ่มต้นที่ฟองน้ำของเรา

 ตัวเราแล้วก็ไปเอาฟองน้ำของคนอื่นมาเป็นเรา

เป็นของเราอีก แล้วพอมีลูกออกมาก็เป็นฟองน้ำ

 ก็ไปเรียกว่าเป็นของเราอีก ก็เลยทุกข์กับฟองน้ำ

ที่เราได้กันมาเนี่ย ทุกข์กับร่างกาย

ทุกข์กับดินน้ำลมไฟ

 เท่านั้นแหละ มันไม่มีอะไรหรอก

ร่างกายของเราของใครก็ตาม

แต่พอมาเป็นเราเป็นของเราขึ้นมาแล้ว

เกิดเรื่องขึ้นมาทันที เป็นความทุกข์ขึ้นมาทันที

 เพราะว่าความอยากให้มันเป็นของเรานั่นเอง

เราจึงต้องมาแก้ความรู้ด้วยความจริง

 ความหลงนี้คือความไม่จริงนั่นเอง

 ความเห็นผิดเป็นชอบ

 เห็นของที่ไม่ใช่เป็นของเราว่าเป็นของเรา

ก็ต้องแก้ด้วยสัมมาทิฏฐิหรือปัญญา

 สัมมาทิฏฐิอันนี้ต้องเกิดจากคนที่ฉลาด

 อย่างพวกเรานี้มันไม่เกิดขึ้นมาเอง

เราจึงต้องอาศัยคนที่ฉลาดกว่าเราสอนเรา

 คนที่ฉลาดกว่าเราก็คือพระพุทธเจ้า

กับพระอริยสงฆ์สาวก ท่านได้วิเคราะห์

ได้พิจารณาร่างกายจนเห็นอย่างชัดเจนว่า

 มันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ

ที่ต้องเกิดแล้วก็ต้องดับเป็นเหมือนฟองน้ำ

ถ้าเราไม่มีพระพุทธเจ้า

หรือพระอริยสงฆ์สาวกมาสอน

 พวกเราก็ยังจะคิดกันไปอยู่เรื่อยๆว่า

ร่างกายนี้เป็นเราเป็นตัวเรา

 เกิดมากี่ภพกี่ชาติก็จะคิดแบบนี้ไป

เหมือนคนสมัยโบราณที่คิดว่าโลกนี้แบน

 ถ้าไม่มีคนฉลาดมาสอนว่า

โลกนี้มันไม่เเบนมันกลม

 ก็จะคิดว่ามันแบนอยู่เรื่อยๆ

จะไม่กล้านั่งเรือออกไปไกล

 กลัวจะตกขอบฟ้าขอบทะเลไป

เพราะมันแบนเหมือนโต๊ะ โต๊ะมันมีขอบ

ถ้าออกไปเกินขอบโต๊ะมันก็ตกนอกโต๊ะไป

 ถ้าไม่อยากจะออกจากนอกโลกไป

ก็อย่านั่งเรือออกไปไกล

 คนสมัยก่อนจึงไม่กล้าไปไกล นั่งเรือไม่กล้าไปไกล

 แต่มีคนฉลาดที่เห็นว่า

มันไม่ใช่โต๊ะมันเป็นลูกบอลมันกลม

 นั่งไปเท่าไหร่มันก็ไม่มีวันตกจากลูกบอลเนี่ย

 ก็เลยพิสูจน์ได้ว่าโลกมันกลม เขาก็นั่งเรือไปเรื่อยๆ

นั่งไปจนกระทั่งกลับมาที่เดิมได้ ไปทางเดียว

แต่ในที่สุดก็กลับมาเจอจุดเริ่มต้น

 ก็แสดงว่ามันเป็นวงกลม

 นี่ก็คือปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิ

 ความเห็นชอบความเห็นที่ถูกต้อง

 เห็นตามความเป็นจริงว่า ร่างกายของเรา

และทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่บนโลกนี้เป็นธรรมชาติ

เป็นของธรรมชาติ เป็นของดินน้ำลมไฟ

เห็นไหมพอฝนตกลงมาพอมาผสมกับดินเข้า

 เดี๋ยวไม่กี่วันหญ้าก็โผล่ขึ้นมา ต้นไม้ก็โผล่ขึ้นมา

 พวกนี้มาจากไหน ถ้าฝนไม่ตกมันก็ไม่โผล่ขึ้นมา

 มีดินแต่ไม่มีน้ำ มีอากาศมีลมมีไฟมีความร้อน

 แต่ถ้าไม่มา ถ้าน้ำไม่มา

มันก็เหมือนกับอยู่ในทะเลทราย

ทะเลทรายก็มีดินมีอากาศมีลมมีความร้อนแต่ไม่มีน้ำ

ถ้าจุดไหนมีน้ำ ในทะเลทรายบางแห่งก็มีน้ำ

 ก็จะมีเป็นเหมือนเกาะขึ้นมา

 มีต้นไม้โผล่ขึ้นมาในบริเวณที่มีน้ำ

 จะเห็นได้ว่าพวกต้นไม้ใบหญ้าเนี่ยจะเกิดขึ้นมาได้

ก็ต้องมีธาตุ ๔ รวมกันครบบริบูรณ์

 มีดินมีน้ำมีลมมีไฟ ถ้าไม่มีไฟ มีดินมีน้ำ แต่ไม่มีไฟ

เช่น ไปอยู่ขั้วโลกเหนือ มีดินมีน้ำ แต่เป็นน้ำแข็ง

 แต่ไม่มีความร้อนไม่มีไฟ มันหนาว

 แสงสว่างของดวงอาทิตย์ไปไม่ถึง

ตรงนั้นก็ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าโผล่ขึ้นมา

เราจะเห็นได้ว่าพวกต้นไม้ใบหญ้า

ร่างกายของมนุษย์ของสัตว์นี้

มันต้องมีบรรยากาศที่ครบทั้ง ๔ มีลมมีไฟมีความร้อน

ลมก็อากาศ อากาศที่เราหายใจก็เรียกว่าลม

ไฟก็คือความร้อน ดินของแข็ง แล้วก็น้ำของเหลว

 เมื่อมาผสมกันก็จะเกิดเป็นต้นไม้ใบหญ้า

 เป็นร่างกายของมนุษย์ของสัตว์เดรัจฉาน

 แล้วพอมีร่างกายของมนุษย์ มนุษย์ก็ฉลาด

รู้จักหาดินน้ำลมไฟต่างๆมาผสมกัน

 มาผลิตเป็นอะไรต่างๆมากมาย ผลิตเป็นเสื้อขึ้นมา

 เป็นกระเป๋ารองเท้า ผลิตเป็นรถยนต์

เป็นสินค้านานาชนิด

ก็มาจากดินน้ำลมไฟทั้งนั้นแหละ

 ของทุกอย่างถ้ามันเป็นการผสมรวมกันแล้ว

มันจะต้องแยกตัวออกจากกัน

 ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องเสื่อมเมื่อรวมตัวกัน

แล้วพอมันถึงเวลามันไม่สามารถจะอยู่รวมกันได้

มันก็ต้องแยกกันไป

ดินน้ำลมไฟที่มารวมตัวกันในร่างกายเรา

ต่อไปมันก็จะแยกออกจากกัน มันจะไม่ยอมรวมกัน

 ตอนนั้นมันก็เริ่มแก่แล้ว พอมันเริ่มที่จะแยกตัวกัน

ตอนต้นนี้มันจะรวมตัวกัน พอถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

มันก็จะมันจะเดินถอยหลังนับถอยหลัง

 พอ ๔๐ กว่าขึ้นไปแล้วนี้มันก็เริ่มแก่แล้ว

 แก่แล้วทุกอย่างมันก็เริ่มเหี่ยวเริ่มอ่อนไปเรื่อยๆ

พอไม่สามารถหายใจได้

ลมไม่เข้าทีนี้ก็จะมีแต่ออกแล้ว

 พอลมไม่เข้าลมก็จะมีแต่ออก

 น้ำก็จะออก ไฟก็จะออก เดี๋ยวก็เหลือแต่ดิน

ร่างกายนี้พอตายแล้วมันก็ขึ้นอืด

 มันก็จะมีน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำอะไรไหลออกมา

 ถ้าทิ้งไว้นานๆเข้ามันก็จะแห้งกรอบแล้วก็ผุไปพังไป

 กลายเป็นดินไป ถ้าเราจะเร่งก็เอาไปเผาไฟ

ร่างกายก็จะเหลือแต่ขี้เถ้า ขี้เถ้าก็คือดินนี่เอง

นี่คือธรรมชาติที่มารวมตัวกัน

 แล้วใจผู้ไม่รู้เรื่องก็มายึดว่าเป็นตัวเราของเรา

แล้วก็ไปอยากให้มันไม่แยกตัวกัน

อยากให้มันรวมตัวกันอยู่ไปนานๆ

 พอมันไม่ยอมรวมตัวมันจะแยกก็เสียใจทุกข์ใจ

ไปหาหมอหมอบอกว่าเหลืออีกสามเดือน

มันจะหยุดทำงานแล้วร่างกายนี้

 ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ

เพราะอยากให้มันอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

 แต่ถ้าได้มาศึกษาจากผู้รู้อย่างพระพุทธเจ้า

พระอริยสงฆ์สาวกที่สอน บอกว่าร่างกายนี้ต่อไป

มันต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ห้ามมันไม่ได้

มันไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่ต้องไปเสียใจ

ไม่ต้องไปเสียดาย เราไม่ได้แก่ไม่ได้เจ็บ

ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย เราเป็นผู้รู้ผู้คิด

 ที่ไม่มีวันแก่วันเจ็บวันตาย

เราทำใจเฉยๆอย่าไปอยาก มันแก่ก็ปล่อยมันแก่ไป

 มันเจ็บก็ปล่อยมันเจ็บไป มันตายก็ปล่อยมันตายไป

 เราไม่ได้ตาย ถ้าเรายังไม่เข็ด

เดี๋ยวเราไปมีร่างกายอันใหม่ต่อ

 เดี๋ยวพอร่างกายอันเก่าตายไป

เราก็ยังไม่เข็ดกับการมีร่างกาย

 เราก็จะไปหาร่างกายอันใหม่

 เดี๋ยวก็ได้ร่างกายอันใหม่มาเกิดใหม่อีก

เหมือนกับที่เรามาเกิดในชาตินี้

ชาติก่อนนี้เราก็มีร่างกายอันเก่า

 พอร่างกายอันเก่ามันตายไป

เรายังไม่เข็ดยังอยากมีร่างกาย

 ก็เลยไปหาร่างกายอันใหม่ไปหาพ่อแม่คนใหม่

พอเจอพ่อแม่คนใหม่เขาแต่งงานกัน

เราก็เกาะไปกับเขา รู้ว่าเดี๋ยวเราก็ได้ร่างกายจากเขา

 เดี๋ยวพอเขาแต่งงานกัน

เขาก็จะผลิตร่างกายอันใหม่ขึ้นมา

 เราก็ไปเกาะร่างกายอันใหม่ที่อยู่ในท้องแม่

พอออกมาจากท้องแม่เราก็ใช้ร่างกายอันนี้

พาเราไปทำตามความอยากต่างๆ

อยากดูก็มีตาดู อยากฟังก็มีหูฟัง

 อยากลิ้มรสดมกลิ่นก็มีจมูกมีลิ้น

 อยากสัมผัสกับบรรยากาศทางร่างกาย

ก็มีร่างกายให้สัมผัส เราก็เลยเพลิดเพลิน

มีความสุขกับการมีร่างกาย

 เพราะมีร่างกายแล้วที่แข็งแรง

ก็สามารถพาเราไปเที่ยวไปเล่นได้

 แต่เพราะมันไม่สามารถพาเราไปเที่ยวไปเล่นได้

เราก็จะเสียใจทุกข์ใจ ตอนนั้นก็เป็นเวลาทุกข์

เวลาแก่เวลาเจ็บเวลาตายก็เป็นเวลาทุกข์ แต่ก็ไม่เข็ด

 พอตายไปก็อยากจะไปมีร่างกายอันใหม่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 กรกฎาคม 2561
Last Update : 11 กรกฎาคม 2561 5:24:18 น.
Counter : 214 Pageviews.

2 comments
  
ขอบคุณธรรมะดีๆ ที่นำมาฝากกันค่ะ
โดย: kae+aoe วันที่: 11 กรกฎาคม 2561 เวลา:9:45:27 น.
  
สาธุ
โดย: อุ้มสี วันที่: 11 กรกฎาคม 2561 เวลา:12:11:44 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ