Group Blog
All Blog
<<< " วิธีหาความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย” >>>









“วิธีหาความสุข

  แบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย”

การที่เรามาเกิดก็เพราะว่า

เรายังมีความอยากใช้ร่างกายอยู่นี่เอง

เพราะเรายังอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 อยากได้ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 ถ้าเราไม่อยากจะกลับมาเกิด

เราก็หยุดใช้ร่างกายนี้เท่านั้นเอง

 อย่าไปใช้ร่างกายหาลาภยศสรรเสริญ

 อย่าไปใช้ร่างกายหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 การที่เราจะไม่ใช้ร่างกายหาความสุขเหล่านี้ได้

 เราต้องมีวิธีหาความสุขอีกแบบหนึ่ง

ความสุขที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย

ถ้าเราสามารถหาความสุขอีกแบบหนึ่งได้

โดยไม่ต้องใช้ร่างกาย ต่อไปเราก็เลิกใช้ร่างกายได้

 พอเรามีวิธีหาความสุขอีกแบบหนึ่งได้

 วิธีที่จะหาความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกายก็คือ

 การไปนั่งสมาธิไปทำใจให้สงบนั้นเอง

ถ้าเราสามารถทำใจให้สงบได้

เราจะพบกับความสุขอีกแบบหนึ่งที่ดีกว่า

ความสุขที่เราได้จากการใช้ร่างกาย

หาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

 ผู้ใดที่ได้สัมผัสกับความสงบแล้ว

จะเข้าใจคำพูดของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสไว้ว่า

 นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง

สุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบไม่มี

 สุขต่างๆที่เราได้รับผ่านทางร่างกาย

 คือสุขที่ได้จากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้

 สู้ความสุขที่ได้จากการทำใจให้สงบไม่ได้

ดังนั้น ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า

แล้วลองไปทำใจให้สงบกันดู

ถ้าทำได้แล้วเราจะไม่ต้องพึ่งร่างกายอีกต่อไป

 เราจะไม่ต้องไปเกิดกันใหม่อีกต่อไป

นี่คือความพิเศษของการได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 เพราะในโลกนี้ไม่มีใครรู้ว่าเรามาเกิดกันได้ยังไง

 แล้วไม่มีใครรู้วิธีที่จะหยุดการเกิดได้อย่างไร

 บางทีไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า

เรากำลังเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่

คนที่มีความรู้ทางโลกมากๆทางวิทยาศาสตร์

กลับไม่เชื่อเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด

เสียด้วยซ้ำไป คิดว่าเกิดมาแล้วตายไปก็จบ

 ฉะนั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำบุญทำบาปให้เสียเวลา

 สู้มาหาลาภยศสรรเสริญหาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายกันดีกว่าในขณะที่ยังหาได้

 เพราะต่อไปเวลาร่างกายตายไปหรือแก่เจ็บไข้ได้ป่วย

จะไม่สามารถหาได้ พวกนี้ยิ่งฉลาดกลับยิ่งโง่

เพราะคิดว่าชีวิตของเรา

มีอยู่ที่ร่างกายนี้เพียงส่วนเดียว

 พอร่างกายตายไปแล้วก็จบ

ฉะนั้น ตอนนี้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ต้องรีบใช้มัน

ให้หาความสุขให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้

นี่ก็คือการกระทำหรือความเห็นของบุคคลส่วนใหญ่

โดยเฉพาะประเทศที่เจริญทางด้านวิทยาศาสตร์

 เขาจะไม่เชื่อเรื่องของศาสนา

เขาจะไม่เชื่อเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด

 เขาไม่คิดว่าตายไปแล้ว

จะมีการไปรับผลบุญผลบาปต่อไป

 เขาจึงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะถูกหรือผิด

เพื่อให้เขามีความสุขในขณะที่เขามีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง

 พวกนี้ก็ถือว่าเป็นพวกที่น่าสงสาร

เพราะจะไม่มีวันที่จะยุติการกลับมาเกิดแก่เจ็บตายได้

 แต่พวกเรานี้โชคดี เรามาเกิดในเมืองพุทธ

ในเมืองที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่สอนให้เรารู้ว่าพวกเรากำลังเวียนว่ายตายเกิดกัน

 และการเวียนว่ายตายเกิดนี้มันเป็นทุกข์

 ความสุขที่เราได้จากการเวียนว่ายตายเกิด

มันนิดเดียว เหมือนกับเหยื่อที่ติดปลายเบ็ด

เหยื่อเนี่ยมันชิ้นเล็กๆกินเข้าไป

ก็มีความเอร็ดอร่อยเพียงนิดเดียว

 แต่พอไปถูกตะขอเบ็ดเกี่ยวปากนี้

มันจะเจ็บไปตลอดถึงวันตาย

 เพราะปลาที่ไปฮุบเหยื่อนี้

มันก็จะต้องถูกเขาลากขึ้นจากน้ำ

แล้วก็เอาไปใส่ในหม้อแกงต่อไป

 ฉันใด พวกเราที่หาความสุขจากร่างกาย

 หาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

 จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ก็เป็นเหมือนปลาที่ไปฮุบเหยื่อดีๆนี่เอง

 ได้ความสุขเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

 แล้วก็ต้องมาทุกข์กับภัยต่างๆ

ที่มากระทบกับร่างกาย

 นี่ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า

 แล้วอยากจะหยุดการเวียนว่ายตายเกิด

 ชาตินี้แหละเป็นชาติเดียวเท่านั้นที่เรามีโอกาส

ได้รู้จักวิธีที่จะหยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้

 วิธีที่จะหยุดการเวียนว่ายตายเกิด

ก็ต้องเลิกใช้ร่างกายหาความสุข

จากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 จะหยุดได้ก็ต้องมีความสุขแบบใหม่

 ต้องมีวิธีหาความสุขแบบใหม่

 อย่างปลาอย่าไปฮุบเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด

 ถ้าอยากจะหาอาหารก็ไปกินปลา

ที่มันไม่ได้ติดอยู่ปลายเบ็ดก็เท่านั้นเอง

พวกเราก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่อยากจะมาติดเบ็ด

ของการเวียนว่ายตายเกิด เราก็อย่าไปหาร่างกาย

อย่าไปใช้ร่างกายในการหาความสุขต่างๆ

 ให้เรามาหาความสุขอีกแบบหนึ่ง

ที่ไม่ได้ต้องใช้ร่างกาย

 ความสุขที่ทำใจให้สงบนี้

เกิดจากการที่เราใช้สติที่มีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว

 เพียงแต่ว่าเราไม่รู้จักใช้มัน

หรือว่ามันยังมีกำลังน้อยเท่านั้นเอง

 แต่เราสามารถสร้างสติขึ้นมาให้มีกำลังมากขึ้นได้

 ที่สามารถที่จะทำให้ใจของเราให้สงบ

ให้นิ่งให้มีความสุขได้ อันนี้เป็นความรู้ที่วิเศษ

ที่ยากที่จะมาพบ ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนานี้

ไม่มีศาสนาไหนที่จะมาสอนให้เราเจริญสติกัน

 ให้เรามาสร้างสติมาหยุดความคิด

 มาสร้างความสุขที่เกิดจากความสงบกัน

 ที่เป็นความสุขที่ปราศจากพิษภัยอันตราย

เหมือนกับความสุขที่เราได้ผ่านทางร่างกาย

ดังนั้น ถ้าเราสามารถมีเวลาหาเวลา

มาฝึกจิตทำจิตให้สงบได้

 เพราะการจะทำจิตให้สงบนี้

ต้องใช้เวลามากพอสมควร

จะต้องอยู่ตามลำพัง

 คนเขาถึงไปบวชกัน เพราะการบวชนี้แหละ

เป็นการอำนวยการสร้างความสุขให้กับใจได้ดีที่สุด

 เพราะว่าจะไม่ต้องใช้ความคิดมาก

เวลาบวชถ้ายังทำมาหากินอยู่นี่ก็ต้องใช้ความคิด

 พอจะไปนั่งสมาธิหยุดความคิดมันจะยาก

 แต่ถ้าไม่ต้องทำมาหากิน ไปบวช

ก็จะคิดน้อยไม่มีเรื่องราวให้ต้องคิดมาก

 แล้วก็ถ้าพยายามเจริญสติให้มาก

พยายามหยุดความคิดให้ได้

เดี๋ยวไม่นานมันก็หยุดได้

 เดี๋ยวจิตก็จะสงบ พอจิตสงบแล้วก็จะมีความสุข

 แล้วก็จะเลิกใช้ร่างกายหาความสุข

จากสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ได้

 พวกที่หยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้นี้

ส่วนใหญ่จึงเป็นพวกนักบวชทั้งนั้น

 เห็นไหมครูบาอาจารย์ต่างๆ

พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่างๆ พระสุปฏิปันโน

ล้วนเป็นนักบวชทั้งนั้น

เพราะว่าการเป็นนักบวชนี้มันจะทำให้เรามีเวลา

ที่จะมาเจริญสติมาหยุดความคิด

 มาทำใจของเราให้สงบให้มีความสุข

 พอเราสามารถหาความสุข

โดยที่ไม่ต้องใช้ร่างกายได้

 เราก็เลิกใช้ร่างกายในการหาความสุข

 เราก็จะไม่มีความอยากที่จะได้ลาภยศสรรเสริญ

 ไม่มีความอยากจะได้ความสุข

ผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกายอีกต่อไป

พอเรามีความสุขที่เกิดจากความสงบแล้ว

 ร่างกายก็ไม่มีความหมายกับเราอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 กรกฎาคม 2561
Last Update : 8 กรกฎาคม 2561 9:10:39 น.
Counter : 161 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ