Group Blog
All Blog
<<< "อาหารของใจ" >>>








“อาหารของใจ”

นั่งสมาธิทำใจให้สงบก็เหมือนสร้างบ้านให้แก่จิตใจ

ให้จิตใจมีที่หลบเวลามีพายุต่างๆ เหมือนกับร่างกาย

ถ้าไม่มีที่หลบร่างกายเดือดร้อนได้

จิตใจก็เวลามีมรสุมทางชีวิตเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ

 ก็ถ้าจิตใจไม่มีที่หลบ ที่หลบภัย

จิตใจก็เดือดร้อนได้ จิตใจก็คือความเครียดต่างๆ

ความทุกข์ต่างๆ ก็ต้องอาศัยปัญญา

ที่เป็นเหมือนยาที่เรียกว่าธรรมะโอสถ

ธรรมะโอสถคือยาที่จะมารักษาใจ

ให้หายจากความทุกข์ ความเครียด

ความวุ่นวายใจต่างๆ

 พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เรามาทำบุญกัน

ทำบุญ ๔ ชนิดนี้ ทำบุญข้อที่หนึ่งก็คือทำทาน

 การทำทานนี้เป็นเหมือนกับการให้อาหารแก่จิตใจ

เวลาเราทำทานคือเราเสียสละแบ่งปัน

ข้าวของเงินทองสิ่งของ

ที่เรามีเกินที่เราต้องเก็บเอาไว้ใช้

ส่วนเกินเราเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่เป็นประโยชน์

 ถ้าเอาไปใช้ก็อาจจะเกิดโทษกับจิตใจ

ถ้าใช้ไม่เป็น เช่นถ้าเอาไปใช้ตามความอยากต่างๆ

 เอาไปใช้เพื่อหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 การใช้เงินทองแบบนี้เป็นโทษกับจิตใจ

เพราะเป็นเหมือนกับ

การไปซื้อยาเสพติดมาเสพนั่นเอง

 เพราะถ้าเราใช้เงินไปกับการหาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย เช่นไปเที่ยวกัน

ไปซื้อของไม่จำเป็นของฟุ่มเฟือยต่างๆ

พอใช้แล้วมันก็จะติด จะต้องใช้อยู่เรื่อยๆ

 เวลาไม่มีเงินใช้ไม่มีเงินไปเที่ยว

ไม่มีเงินไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 ใจก็จะมีความทุกข์ เหมือนกับคนติดยาเสพติด

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า

ถ้าเรามีเงินเหลือเกินที่เราจะใช้กับร่างกายของเรา

 ถ้าจะใช้ก็เอามาทำบุญทำทานเลี้ยงดูจิตใจ

 เราเอาเงินส่วนหนึ่งมาเลี้ยงดูร่างกาย

ซื้ออาหารซื้ออะไรต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ

ซื้ออาหาร ซื้อเสื้อผ้า ซื้อที่อยู่อาศัย

 ซื้อยารักษาโรคให้แก่ร่างกาย

มีพอเพียง ปัจจัย ๔ มีพอเพียง มีเหลือเฟือ

 และยังมีเงินทองเหลืออยู่อีก

ก็ให้เอามาเลี้ยงดูจิตใจบ้าง เอามาทำทาน

 การทำทานนี้เหมือนกับการซื้ออาหาร

ไม่ใช่ซื้อยาเสพติด ทำทานแล้วจะทำให้ใจมีความอิ่ม

 มีความสุข มีความพอ

 จะไม่ติดกับการที่จะไปซื้อของต่างๆ

 ซื้อความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 เพราะว่าการทำทานนี้เป็นอาหารของใจ

 ไม่ได้ทำให้ใจหิวแต่ทำให้ใจอิ่ม

ทำบุญทำทานแล้วใจจะมีความอิ่ม อยู่เฉยๆ

 ก็ไม่เดือดร้อน ถ้าเอาเงินไปซื้อสิ่งของต่างๆ

 ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

จะสุขเดี๋ยวเดียว สุขตอนที่ได้ซื้อสิ่งต่างๆ

แล้วเดี๋ยวผ่านไปไม่นานก็เกิดความหิว

 อยากจะซื้อของอีก อยากจะไปเที่ยวอีก

 อยากจะไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายอีก

 ถ้าไม่ได้ทำก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

 เกิดความไม่สบายใจขึ้นมา นี่คืออาหารของใจ

 คือการทำทานนี้เอง

ทุกครั้งที่เราทำบุญทำทานนี้

เท่ากับการซื้ออาหารมาให้แก่จิตใจ

 ทำให้จิตใจมีความสุข มีความอิ่ม มีพลัง

 มีพลังที่จะเดินไปข้างหน้า

 ที่จะไปเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ

นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธเราถูกสอน

ให้ทำกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ เราควรจะทำ

เหมือนกับการรับประทานอาหารของร่างกาย

 ร่างกายเราก็รับประทานอาหารกันอย่างสม่ำเสมอ

 เราก็ควรที่จะทำบุญให้ทานกันอย่างสม่ำเสมอ

 เราจึงมีพระสงฆ์มาบิณฑบาต

อันนี้เป็นอุบายความคิดของพระพุทธเจ้า

ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

 ประโยชน์ทั้งผู้ให้และประโยชน์ทั้งผู้รับ

 ผู้ใส่บาตรก็จะได้ทำทานจะได้อาหารแก่ใจ

 ผู้บิณฑบาตก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลา

ไปกับการไปทำมาหากิน

 เพราะพระภิกษุที่มาบวชในพระพุทธศาสนา

มีเป้าหมายอยู่ที่การหลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ

 มีหน้าที่ที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติธรรม

ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติ

ถ้าต้องไปทำมาหากินก็จะไม่มีเวลาพอ

ที่จะมาศึกษามาปฏิบัติธรรม เพื่อให้หลุดพ้น

จากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดไปได้

 พระพุทธเจ้าเลยสอนให้พระภิกษุทุกรูปนี้

ออกบิณฑบาตกัน ไปโปรดสัตว์ โปรดญาติโยม

 ญาติโยมจะได้ทำบุญ ญาติโยมจะได้มีอาหาร

ให้แก่จิตใจของญาติโยม

ส่วนพระภิกษุก็จะได้อาหาร

ทางร่างกายของพระภิกษุ

เพื่อที่ร่างกายของพระภิกษุจะได้อยู่สุขสบาย

 นอกจากบิณฑบาตก็ถวายผ้าจีวร

สร้างกุฎิที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคต่างๆ

ให้แก่พระภิกษุนักบวช

 เพื่อพระภิกษุจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายมาเสียเวลา

กับการเลี้ยงดูร่างกาย หาเงินหาทองทำงานทำการ

เพื่อมาเลี้ยงดูร่างกาย เพราะถ้าต้องทำงานทำการ

เหมือนกับญาติโยมพระภิกษุก็จะไม่มีเวลาพอ

ที่จะมาศึกษามาปฎิบัติธรรมเพื่อมาบรรลุธรรม

 และหลังจากที่บรรลุธรรมแล้ว

จะได้เป็นที่พึ่งของพุทธศาสนิกชนคือญาติโยม

เพราะญาติโยมถ้าไม่มีพระภิกษุที่บวชศึกษาปฏิบัติ

และบรรลุเป็นพระอริยบุคคลก็จะไม่มีที่พึ่งผู้สั่งสอน

 คือไม่มีพระอริยสงฆ์สาวกมาเป็นผู้สอนผู้บอก

ให้รู้จักวิธีเลี้ยงดูจิตใจให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

แคล้วคาดปลอดภัยจากความทุกข์ต่างๆ

 นี่ก็เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

 ประโยชน์ของผู้ให้ ผู้ให้เสียเงินทองข้าวของไป

แต่ได้รับอาหารที่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อจิตใจ

 ส่วนพระภิกษุก็ได้อาหารทางร่างกายไป

 ได้ปัจจัย ๔ ทางร่างกาย จะได้มีเวลาไปปฏิบัติ

ไปศึกษาไม่ต้องมาทำงานทำการ

เพื่อที่จะได้เป็นที่พึ่งของญาติโยมต่อไป

หลังจากที่ได้บรรลุธรรมแล้ว

ก็จะมาเป็นผู้คอยสอนคอยบอกให้ญาติโยมให้รู้ว่า

จะต้องทำอะไรบ้าง เช่นวันนี้ก็มาสอนญาติโยม

 พระภิกษุก็มาสอนญาติโยมให้มาทำบุญทำทาน

ให้มาสร้างปัจจัย ๔ ให้แก่จิตใจ

ถ้าจิตใจมีปัจจัย ๔ ครบบริบูรณ์

 จิตใจก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ

 หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ หลุดพ้นจากภัยต่างๆ

จะมีแต่ความสุขไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๑ 






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 สิงหาคม 2561
Last Update : 26 สิงหาคม 2561 8:19:45 น.
Counter : 182 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ