Group Blog
All Blog
<<< "บุญ ๑๐ ประการ" >>>









“บุญ ๑๐ ประการ”

อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของพวกเรา

 พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน

 เพราะไม่มีอะไรที่จะให้ความสุขกับพวกเรา

ได้เท่ากับความสุขใจ เหตุที่ทำให้สุขใจ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คือการทำบุญ

บุญเป็นเหตุที่จะทำให้ใจมีความสุข

 และจะเป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 ถ้าเราอยากจะมีความสุขที่ยิ่งใหญ่

 เราก็ต้องมาทำบุญกัน

บุญที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเราทำ

ก็มีอยู่ ๑๐ ประการด้วยกัน

เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

บุญ ข้อที่ ๑ ก็คือ ทาน

 บุญที่เกิดจากการให้ ทานแปลว่าให้

 เวลาเราได้ให้สิ่งของให้ประโยชน์ให้ความสุขแก่ผู้อื่น

 เราก็จะได้รับความสุขกลับมา

บุญ ข้อที่ ๒ ก็คือ บุญที่เกิดจากการรักษาศีล

ละเว้นจากการกระทำบาป

เพราะการกระทำบาปจะทำให้ใจเราทุกข์นั่นเอง

 ถ้าเราละเว้นจากการกระทำบาปได้ด้วยการรักษาศีล

 เราก็จะไม่มีความทุกข์ใจ

 การไม่มีความทุกข์ใจก็เป็นความสุขใจ

บุญ ข้อที่ ๓ คือ การภาวนา

ภาวนาก็คือการทำใจให้สงบและสอนใจให้ฉลาด

การทำใจให้สงบเรียกว่าภาวนา

 สมถะภาวนา การทำใจให้ฉลาดเรียกว่าวิปัสสนา

 ถ้าใจสงบใจก็จะมีความสุข

 เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 แล้วถ้าใจฉลาดมีความรู้ว่า

วิธีจะรักษาความสุขที่เกิดจากความสงบนี้

ก็ต้องละความอยากต่างๆ

 เพราะเวลาเกิดความอยากความสงบก็จะหายไป

ถ้าไม่อยากให้ความสงบที่เกิดจาก

การบำเพ็ญสมถะภาวนาหายไป

ก็ต้องใช้ปัญญา คือ วิปัสสนา

คือความรู้ว่าความอยากเป็นเหตุ

ของการนำความทุกข์มาให้ใจ

 และสิ่งที่ใจอยากได้ก็เป็นทุกข์

 เพราะว่าสิ่งที่อยากได้นั้นไม่เที่ยง

 ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง

ได้มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องจากกันไป

 เวลาจากกันไปความสุขที่ได้จากสิ่งที่ได้มาก็จะหายไป

 แล้วความทุกข์ความเศร้าโศกเสียใจก็จะเข้ามาแทนที่

 นี่คือบุญที่เกิดจากการภาวนา

บุญ ข้อที่ ๔ ก็คือ บุญ

ที่เกิดจากการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล

 เวลาเราทำบุญ เช่น ทำทาน ใส่บาตร ถวายสังฆทาน

 เราก็สามารถแบ่งบุญที่เราได้ทำนี้

ให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

 พอเราได้แบ่งบุญให้กับผู้ที่ล่วงลับไป

เราก็เกิดความสุขใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 อันนี้ก็เป็นบุญที่เกิดจากการอุทิศส่วนบุญ

บุญ ข้อที่ ๕ คือ บุญที่เกิดจากการอนุโมทนาบุญ

คือการมีความชื่นชมยินดีกับการทำบุญของผู้อื่น

 เวลาเห็นผู้อื่นทำบุญก็สาธุอนุโมทนา

 มันก็จะทำให้เรามีความสุขไปกับการทำบุญของผู้อื่น

ไม่ควรไปขัดขวางไม่ควรไปห้ามการทำบุญของผู้อื่น

 เพราะว่าจะทำให้เราไม่สบายใจ

 เวลาเราเห็นผู้อื่นเขาทำบุญ

แล้วเราไม่อยากให้เขาทำบุญ

 แทนที่จะมีความสุขใจร่วมไปกับการทำบุญของเขา

เรากลับมาทุกข์ใจไปเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ดังนั้น เวลาเราเห็นใครเขาทำบุญ

หรือใครเขามาบอกว่าเขาจะไปทำบุญ

 หรือได้ไปทำบุญแล้ว เราก็ควรที่จะชื่นชมยินดี

 เพราะเขามีความสุข การทำบุญนี้ทำให้เขามีความสุข

 เราก็ควรจะยินดีกับความสุขของผู้อื่น

แล้วจะทำให้เรามีความสุขไปกับเขาด้วย

บุญ ข้อต่อมาบุญ ข้อที่ ๖ ก็คือ

การรับใช้หรือช่วยเหลือผู้อื่น

การที่เราเห็นผู้อื่นเขาเดือดร้อนทุกข์ยากลำบาก

 แล้วเราไปช่วยเหลือเขา

ช่วยแบ่งปันความทุกข์ยากลำบาก

ลดความทุกข์ยากลำบากของเขา

ให้น้อยลงไปหรือหายไปได้

ก็จะทำให้เรามีความสุขใจขึ้นมา

บุญ ข้อที่ ๗ คือ บุญที่เกิดจาก

การมีความอ่อนน้อมถ่อมตน

การมีความอ่อนน้อมถ่อมตนก็จะทำให้เรามีความสุข

เวลาเราอยู่กับใครพบปะกับใคร จะไม่มีใครรังเกียจ

 มีแต่คนชื่นชมรักเราชอบเรา

 เพราะโดยธรรมชาติคนเรา

ไม่ชอบคนที่อวดเก่งอวดดีอวดรู้

 จะชอบคนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนนั่นเอง

 เวลาเราอยู่กับใครคบกับใคร เราจะมีความสุข

 เพราะเขายินดีต้อนรับเรายินดีที่จะให้เราอยู่กับเขา

บุญ ข้อที่ ๘ ก็คือ

 บุญที่เกิดจากการมีความเห็นที่ถูกต้อง

ความเห็นที่ถูกต้องก็คือ

 เห็นว่าไม่มีอะไรที่จะดีเท่ากับความสุขใจนี่เอง

 และการที่จะมีความสุขใจได้ก็ต้องมีการทำบุญ

 ถ้าเรารู้ว่าความสุขใจ

เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

และการทำบุญนี้จะทำให้เรามีความสุขใจ

 อันนี้ก็เรียกว่าเรามีความเห็นที่ถูกต้อง

 เพราะจะทำให้ชีวิตของเรานี้เดินไปในทางที่ถูกต้อง

 เดินไปในทางที่มีแต่ความสุขความเจริญ

ถ้าเราไม่มีความเห็นที่ถูกต้อง

 เราก็ต้องไปทำบุญข้อที่ ๙

บุญ ข้อที่ ๙ คือ

บุญที่เกิดจากการได้ฟังเทศน์ฟังธรรม

 เพราะเวลาเราฟังเทศน์ฟังธรรม

เราก็จะได้ฟังความเห็นที่ถูกต้อง

ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ

พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบว่าใจนี้เป็นใหญ่

ใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก

 ใจนี้เป็นผู้ที่ให้ความสุขกับเรา

 เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 และสิ่งที่จะทำให้ใจนี้เกิดความสุขขึ้นมา

 ก็คือการทำบุญ ๑๐ ประการนี้

พอเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้ว

เราก็จะได้มีความเห็นที่ถูกต้อง

 แล้วถ้าเรามีความเห็นที่ถูกต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง

 เราก็สามารถทำบุญข้อที่ ๑๐ ได้

บุญ ข้อที่ ๑๐ ก็คือ การให้ธรรมะแก่ผู้อื่น

 ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้อื่น

 เวลามีใครเขาอยากจะรู้ว่าจะทำอย่างไร

ทำให้เขามีความสุข เราก็จะได้สอนเขาได้

บอกเขาได้ว่า ความสุขใจนี้เป็นความสุขที่ดีที่สุด

ยิ่งใหญ่ที่สุด และถ้าอยากไห้มีความสุขใจ

ก็ให้ทำบุญ ๑๐ ประการนี้

นี่คือบุญที่จะทำให้พวกเราทุกคนมีความสุขได้

 มีความสุขไม่ใช่ต้องมีเงินทอง

ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นใหญ่เป็นโต ลาภยศสรรเสริญ

 หรือ ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้

พระพุทธเจ้ากลับเห็นว่ามันเป็นความทุกข์

 เพราะมันเป็นความสุขปลอมเป็นความสุขชั่วคราว

 เป็นความสุขที่มีวันเสื่อมได้มีวันหมดได้

 แต่ความสุขที่ได้จากการทำบุญนี้จะอยู่กับใจ

จะเป็นของใจไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด

 จะไม่มีวันจากใจไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

“สิ่งที่สำคัญที่สุด”





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 มิถุนายน 2561
Last Update : 27 มิถุนายน 2561 18:41:35 น.
Counter : 208 Pageviews.

0 comment
<<< "ต้นเหตุของปัญหา" >>>









"ต้นเหตุของปัญหา”

ความทุกข์ของเราเกิดจากความอยาก ๓ ประการนี้

ความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 กามตัณหา ความอยากมีอยากเป็น

 อยากมีความสุขพูดง่ายๆ วิภวตัณหา

 ความอยากหนีจากความทุกข์ทั้งหลาย

 อันนี้มันทำให้ใจเราดิ้น ดิ้นไปดิ้นมา

ต้องอย่าให้มันดิ้น ต้องให้มันนิ่งให้มันสงบ

 แล้วมันก็จะไม่ทุกข์ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

ทีนี้อะไรล่ะที่จะเป็นตัวที่จะมาละตัณหาทั้ง ๓ นี้ได้

มันละไม่ได้จากการที่เรารู้เฉยๆ ตอนนี้เรารู้กัน

 รู้ว่าต้นเหตุของปัญหาของพวกเราก็คือ

ตัณหาทั้ง ๓ ตัวนี้ แต่เรายังละไม่ได้

 เรายังอยากดื่มอยากกินอยู่

อยากดื่มกาแฟอยู่หรือเปล่า

 ยังอยากกินขนมอยู่หรือเปล่า

 ถ้ากินตามความอยากดื่มตามความอยากนี้

ก็เป็นการเป็นสมุทัย เป็นตัณหา

 แต่ถ้ากินโดยความจำเป็น ดื่มด้วยความจำเป็น

 อันนี้ไม่เป็นตัณหาไม่เป็นความอยาก

 เช่น แบบกินยาอย่างนี้

 ยานี้เราไม่ได้กินด้วยความอยากกิน

 ไม่มีใครอยากกินยา แต่กินด้วยความจำเป็น

 เวลาไม่สบายก็ต้องกินยากัน กินตามเวลา

 ตามที่หมอสั่งกินตามปริมาณที่ต้องกิน

 ไม่มากกว่านั้นไม่น้อยกว่านั้น

ฉันใด การกินน้ำ กินอาหาร ดื่มน้ำ

 รับประทานอาหาร ก็กินแบบไม่อยากได้

กินแบบไม่มีความอยาก กินแบบกินยาได้

พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ที่ไม่มีความอยากแล้ว

 ท่านก็ยังกินข้าวยังดื่มน้ำอยู่

 แต่ท่านไม่ได้กินไม่ได้ดื่มด้วยความอยากดื่ม

ท่านกินท่านดื่มด้วยความจำเป็น

 เป็นยา กินตามความจำเป็น

 กินตามปริมาณที่เหมาะสม

กับความต้องการของร่างกาย

 ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป

 มากเกินไปก็เป็นความอยาก

 น้อยเกินไปก็เป็นความอยาก

แต่กินเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้เป็นปกติ

 กินพอต่อความต้องการ พอรู้สึกอิ่มก็หยุดกิน

ถ้ากินด้วยความอยากถึงแม้จะรู้สึกอิ่มแล้ว

 แต่มันอร่อย มันหยุดไม่ได้ มันอยากจะกินต่อ

 นี่คือเรื่องของการละความอยาก

การจะละความอยากได้นี้ เราต้องมี “มรรค” เท่านั้น

มรรคเป็นผู้ที่จะทำให้เรามีกำลัง

 กำลังที่จะสามารถละตัณหาความอยากได้

 มีกำลังที่จะให้เราไม่ลืมความทุกข์ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 มิถุนายน 2561
Last Update : 26 มิถุนายน 2561 20:34:33 น.
Counter : 175 Pageviews.

0 comment
<<< "ให้คบัณฑิตคนที่ฉลาดกว่าเรา" >>>










“ให้คบบัณฑิตคนที่ฉลาดกว่าเรา”

พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนว่า

 ถ้าเราไม่สามารถคบคนที่เขาดีกว่าเราหรือเท่าเราได้

 ก็ให้อยู่คนเดียวดีกว่า อย่าไปคบกับคนที่เขาแย่กว่าเรา

หรือโง่กว่าเรา ท่านบอกว่าอย่าคบคนพาลคนโง่กว่าเรา

 ให้คบบัณฑิตคนที่ฉลาดกว่าเรา

 เพราะคนฉลาดเขาก็จะสอนให้เราฉลาด

 ถ้าเราคบกับคนโง่ เขาก็จะสอนให้เราโง่

 คนโง่ก็คือคนไม่รู้จักคุณ ไม่รู้จักบุญคุณ

ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักบาป ไม่รู้จักคุณไม่รู้จักโทษนั่นเอง

 เขาก็มักจะไปทำในสิ่งที่เป็นโทษกับเขา

 เพราะความหลงจะหลอกให้เขาเห็นว่า

การทำบาปเป็นสุข การทำสิ่งที่เป็นโทษ

 เช่น อบายมุข เป็นสุข แต่ความจริงแล้วมันเป็นโทษ

 คนที่จะเห็นโทษนี้ต้องเป็นบัณฑิต

 เห็นว่าการทำบาปนี้เป็นโทษ

 การเสพอบายมุขนี้เป็นโทษ

 เขาจะไม่เสพ เขาจะไม่เสพอบายมุข

 เขาจะไม่ทำบาปกัน

ถ้าเราคบกับบัณฑิตคนดีคนฉลาด

 เขาก็จะพาเราไปในทางที่ดี

 ถ้าเราคบกับคนโง่คนไม่ฉลาด

 เขาก็จะดึงเราไปในทางที่ไม่ดี

ฉะนั้น ถ้าต้องคบกับคนที่ไม่ดี อย่าคบดีกว่า

 อยู่แบบไม่มีเพื่อนดีกว่า

อยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดีกว่า

อยู่ยังไงถึงจะเรียกว่าอยู่กับ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 เอาหนังสือของพระพุทธเจ้ามาอ่านสิ

อ่านประวัติของพระพุทธเจ้า

อ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า

 น่าอ่าน เดี๋ยวนี้เขามีหนังสือ

เรียกว่าพระไตรปิฎกฉบับประชาชน

 เขาจะย่อคำสอนต่างๆ

 ของพระพุทธเจ้ามา ทำให้อ่านง่าย

 ลองเอามาเปิดอ่านดู

จะได้ไม่ต้องไปค้นคว้าแบบพิสดาร

 พระไตรปิฎกนี้มันแบบพิสดาร

เขาจะย่อเอาเนื้อความเอาสาระพระไตรปิฎก

มาใส่ในเล่มเดียว เปิดอ่านได้ อ่านแล้วจะเพลิน

 อ่านแล้วจะเห็นความฉลาดของพระพุทธเจ้า

 เห็นประโยชน์ของพระธรรมคำสอน

ที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้กับเรา

อ่านแล้วจะมีความสุข

เราไม่ได้อยู่ปราศจากพระพุทธ

พระธรรม พระสงฆ์เลย

 ถ้าเรารู้ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ที่ไหน

ฉะนั้น ถ้าเราหาคนที่ฉลาดกว่าเราไม่ได้

หรือฉลาดเท่าเราไม่ได้ ก็คบอยู่คนเดียวดีกว่า

 อยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 เปิดหนังสือธรรมะของครูบาอาจารย์อ่าน

 ประวัติหลวงปู่มั่น ปฏิปทา

คำสอนของหลวงตาทุกเล่ม เนี่ยเอามาอ่าน

 อ่านแล้วจะเกิดความฉลาด

 เกิดความรู้ เกิดความสุขขึ้นมา.

อาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 มิถุนายน 2561
Last Update : 20 มิถุนายน 2561 11:00:35 น.
Counter : 126 Pageviews.

0 comment
<<< " พุทธกิจ ๕ ของพระพุทธเจ้า" >>>









“พุทธกิจ ๕ ของพระพุทธเจ้า”

พวกเรานี้ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาสอนนี้

 เราจะมาคุยเรื่องอริยสัจ ๔ กันไม่ได้

จะไม่มีใครรู้ มีแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น

ที่ท่านมีความฉลาดมากกว่าพวกเราหลายล้านเท่าด้วยกัน

ทำให้ท่านสามารถเข้าถึงความรู้อันนี้

ความรู้ที่ประเสริฐ ความรู้ที่ทำให้จิตใจ

หลุดพ้นจากกองทุกข์แห่งการเกิดแก่เจ็บตาย

 กองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่มีวันสิ้นสุดได้

 แล้วท่านก็ไม่หวงไม่สงวนลิขสิทธิ์

และไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์ด้วย

ไม่เหมือนบริษัทที่เขาค้นพบซอฟท์แวร์ต่างๆ

 พอเอามาขายนี้สงวนลิขสิทธิ์

ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ถึงจะเอาไปใช้ได้

 แต่พระพุทธเจ้านี่ท่านกลับไม่สงวนเลย

 ธรรมทาน ให้ธรรมะ การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง

ท่านสละท่านไม่ต้องการอะไร

เพราะใจของท่านนี้มีความสุขอยู่แล้ว

เต็มเปี่ยมอยู่แล้ว การที่จะเอาความสุข

จากการที่มาเอาลิขสิทธิ์จากพวกเรานี้มันจิ๊บจ๊อย

 เมื่อเปรียบเทียบกับความสุขที่ท่านมีอยู่ในใจ

 ท่านก็เลยไม่เรียกลิขสิทธิ์ ทรงสอนให้ฟรีๆ

 ธรรมทาน และทรงสอนอย่างต่อเนื่องถึง ๔๕ ปีด้วยกัน

 หลังจากทีทรงตรัสรู้รู้แล้วในอายุ ๓๕ ปี

ทรงอยู่ต่อไปอีก ๔๕ ปีจนถึงวัย ๘๐

ทุกวันก็มีภารกิจสั่งสอนพุทธกิจ ๕

 ๕ พุทธกิจนี้ก็เกี่ยวกับการสั่งสอนธรรมะ

 ตอนบ่ายสั่งสอนญาติโยม ตอนค่ำสั่งสอนพระภิกษุ

สามเณร ภิกษุณี ตอนดึกสั่งสอนเทวดา

 ตอนเช้าก่อนออกไปบิณฑบาตเล็งญาณดูว่า

จะไปสอนใครเป็นกรณีพิเศษ

 แล้วก็ออกไปโปรดสัตว์ไปบิณฑบาต

นี่คือพุทธกิจ ๕ ของพระพุทธเจ้าของพวกเรา

 ไม่ได้ทำเพื่อพระองค์เองเลย แม้แต่การไปบิณฑบาต

ก็ไม่ได้ทำเพื่อพระทัยของพระองค์

 ทำเพื่อร่างกายเพื่อจะได้เอาร่างกายนี้มาสั่งสอนพวกเรา

 ตอนต้นท่านขี้เกียจ ท่านบอกไม่สอนดีกว่า

 เพราะถ้าสอนก็ต้องสอนตั้ง ๔๕ ปี เห็นไหม เหน็ดเหนื่อย

 ตอนต้นตัดสินใจไปสอนก็จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไป

 อยู่เฉยๆ ไม่ต้องสั่งสอน ไม่ต้องสอนใคร

 กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน สบายกว่า

 แต่ตอนหลังพระเมตตาก็โผล่ขึ้นมา

ท้าวมหาพรหมก็คือความเมตตา

ก็มาให้พระองค์ทรงมีความเมตตากรุณาสงสารพวกเรา

ที่ยังติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดอยู่

 แล้วจะติดต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ถ้าไม่มีพระองค์มาเป็นผู้สอนผู้บอกพระอริยสัจ ๔

 พระองค์ก็เลยทรงตัดสินพระทัยว่า สอนก็สอนว๊ะ

 แต่ต้องสอนพวกที่ฉลาด พวกที่โง่ก็ไม่สอน

 สอนแล้วเขาไม่เชื่อก็ไม่รู้จะสอนได้อย่างไร

 ก็เลยทรงแยกคนไว้ ๔ ประเภท

พวกที่ฉลาดมาก ฉลาดปานกลาง และฉลาดน้อย

 ส่วนพวกที่ไม่ฉลาดคือพวกโง่ก็ไม่สอนเลย

นี่ก็คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำ

หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้พระอริยสัจ ๔

เอาพระอริยสัจ ๔ มาเผยแผ่ให้กับสัตว์โลกอย่างพวกเรา

 เพื่อพวกเราจะได้มีโอกาสได้หลุดพ้นจากความทุกข์

ของการเวียนว่ายตายเกิด ที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้

ให้มันสิ้นสุดลงภายในภพนี้ชาตินี้เลย

 ถ้าไม่ ๗ วัน ก็ ๗ เดือน ถ้าไม่ ๗ เดือน ก็ ๗ ปี

รับรองได้ว่าถ้าได้ทำตามพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้ว

จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างแน่นอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


.......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 มิถุนายน 2561
Last Update : 19 มิถุนายน 2561 9:57:54 น.
Counter : 142 Pageviews.

0 comment
<<< "เรื่องของการมาเกิดของพวกเรา" >>>









“เรื่องของการมาเกิดของพวกเรา”

การไปได้ร่างกายอันใหม่ของดวงวิญญาณของพวกเรา

 พวกเราจึงได้ร่างกายมาไม่เหมือนกัน

 เพราะบุญบารมีของเราที่สร้างมาไม่เท่ากัน

 บางคนก็ได้มาเกิดที่ครอบครัวฐานะดี

 บางคนก็ครอบครัวฐานะปานกลาง

 บางคน ก็ครอบครัวฐานะยากจน

แต่ก็สำหรับคนบางคนก็ไม่เป็นปัญหาอะไร

 เพราะว่าในตัวเขาเขามีความรู้ความสามารถ

 ที่จะหาเงินหาทองได้อย่างมากมาย

 เขาก็พอเขาโตขึ้นมาเขาก็ร่ำรวยได้

 เห็นไหมเศรษฐีที่รวยๆ กันนี้ ถ้าเราศึกษาประวัติ

บางคนนี้เขาก็มาจากครอบครัวยากจน

 แต่เขามีไฟในตัวเขา เขามีความรู้ความฉลาด

ความขยันหมั่นเพียร เขาก็สามารถสร้างความร่ำรวย

ของเขาขึ้นมาเองได้

ไม่ต้องอาศัยความร่ำรวยจากพ่อแม่

 อันนี้ก็แล้วแต่ผู้รู้ผู้คิดแต่ละดวงนี้มีบารมีอะไรต่างกัน

 บางดวงก็มีทานบารมี บางดวงไม่มีทานบารมี

แต่มีปัญญาบารมี ถึงแม้จะไปเกิดในครอบครัวยากจน

 แต่มีปัญญาสามารถหาเงินทองได้เอง

 พวกที่มีทานบารมีก็ทำบุญมามาก

ก็ไปเกิดในครอบครัวของเศรษฐีของผู้ร่ำรวย

 แต่ถ้าไม่มีปัญญาอาจจะยากจนได้

ถ้าไม่รู้จักหารู้จักแต่ใช้อย่างเดียวก็อาจจะยากจน

แต่ก็ยากจนเพื่อให้ร่ำรวยในชาติต่อไปก็ได้

 พวกที่ทำบุญอาจจะมาเกิดใหม่ก็ชอบทำบุญ

 ทำแต่บุญเงินที่มีก็หมดไปกับการทำบุญ

เหมือนพระเวสสันดร แต่พอตายไปไปเกิดใหม่

ก็ไปเกิดในครอบครัวของคนร่ำรวยใหม่

ก็ไม่เสียหายอะไร ถ้ายากจนด้วยการทำบุญ

 เพราะเป็นการลงทุนสำหรับภพหน้าชาติหน้า

 แต่ถ้ายากจนเพราะกิเลสตัณหา

ใช้เงินตามความอยาก อันนี้จะลำบาก

เพราะว่าไม่ได้เป็นการทำบุญไม่ได้เป็นการลงทุน

 เป็นการขาดทุน เอาเงินใช้ตามความอยากต่างๆ

 อันนี้เป็นการสะสมกิเลส เป็นการสร้างกิเลสตัณหา

ให้มีมากขึ้น สร้างความหิว

สร้างความอยากให้มีมากขึ้น

 แล้วถ้าไม่ระวังเวลาที่เงินหมด

 อาจจะต้องไปหาเงินโดยวิธีทำบาป

 เพราะใช้เงินทองไปกับกิเลสตัณหานี้มันหมดได้

บางทีก็หาเองไม่ได้ต้องหาโดยวิธีทำบาป

 แล้วจะกลายเป็นเปรตไป ต่อไป

 ตายไปแทนที่จะกลับมาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย

 ก็จะกลับมาเกิดในครอบครัวที่ยากจน

เพราะไม่ได้ทำบุญ เอาเงินไปเที่ยวไปกินไปดื่มไปเล่น

 นี่คือเรื่องของการมาเกิดของพวกเรา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 มิถุนายน 2561
Last Update : 18 มิถุนายน 2561 8:52:01 น.
Counter : 218 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ