Group Blog
All Blog
<<< "อะไรเป็นสุข อะไรเป็นทุกข์" >>>










“อะไรเป็นสุขอะไรเป็นทุกข์”

เรื่องของการมาเกิดของพวกเรา

 พวกเรามาตัวเปล่าๆ ด้วยกัน

 มีสิ่งที่ติดตัวมาในใจเราก็คือบุญหรือบาป

 บุญก็คือนิสัยที่ดี บาปก็คือนิสัยที่ไม่ดี

 คนที่ชอบกินเหล้าก็ติดนิสัยไม่ดีมาติดตามมา

 คนที่ชอบฆ่าสัตว์ลักทรัพย์นี่ก็ติดนิสัยบาปมา

 คนที่ชอบทำบุญก็ติดนิสัยดีมา

 คนที่ชอบศึกษาหาความรู้ก็เป็นนิสัยดี

 คนที่ชอบรักษาศีลก็นิสัยดี

คนที่ชอบนั่งสมาธิทำใจให้สงบอันนี้ก็เป็นนิสัยดี

 เคยทำอะไรมามันจะติดมากับใจผู้รู้ผู้คิดนี้

 เรา ทำไมจึงทำอะไรแต่ละอย่าง

โดยที่ไม่ต้องมีใครบอกใครสอนเรา

ก็เพราะเราเคยทำอย่างนี้มาก่อนมันติดเป็นนิสัย

 ทำไมเราจึงใช้มือขวากัน

 อีกคนทำไมเขาถึงใช้มือซ้ายกัน

เพราะเขาเคยใช้มือขวามา

เขาก็ใช้มือขวาต่อไป

 อีกคนเคยใช้มือซ้ายเขาก็ใช้มือซ้าย

 เคยทำอะไรอย่างไรมันก็จะติดเป็นนิสัยมา

 นิสัยดีก็เป็นบุญ นิสัยไม่ดีก็เป็นบาป

 แล้วเราก็มาหาสิ่งต่างๆ

 สิ่งที่เรามีเหมือนกันทุกคน

ที่ไม่ต่างกันก็คือความอยาก

 หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ความอยากมีอยากเป็น

อยากได้ลาภยศสรรเสริญสุขนี้มีเหมือนกัน

 ทุกคนก็เลยมาหาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 หาลาภยศสรรเสริญกัน

 แล้วก็มาทุกข์กับลาภยศสรรเสริญ

 มาทุกข์กับรูปเสียงกลิ่นรสเวลาที่มันหมด

 เวลาที่มันหายไปจากเราไป

นี่คือความหลง ความไม่รู้ว่าลาภยศสรรเสริญ

 รูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ นี้มันเป็นทุกข์

 ทุกข์เพราะว่ามันต้องหมด

 ทุกข์เพราะว่ามันเป็นของชั่วคราว

 เวลาที่เราสูญเสียลาภยศสรรเสริญ

 สูญเสียรูปเสียงกลิ่นรสเราก็ทุกข์กัน

 หรือเวลาที่เราสูญเสียความสามารถทางร่างกาย

 ร่างกายไม่สามารถตอบสนอง

ความต้องการตามความอยากของเราได้

 เราก็ทุกข์กัน เวลาเราแก่เวลาเราเจ็บเวลาเราตาย

เราจะไม่สามารถหาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายได้

 ไม่สามารถหาลาภยศสรรเสริญได้ เราก็ทุกข์กัน

แต่เราก็ไม่เคยคิดว่ามันเป็นทุกข์กัน

 พอเรามีโอกาสเมื่อไหร่เราก็จะหามันเมื่อนั้น

 หามาได้เท่าไหร่หมดไปเท่าไหร่เราก็ไม่เคยเข็ด

 หมดก็หาใหม่ หาใหม่อยู่เรื่อยๆ

 หามาได้เท่าไหร่เดี๋ยวก็หมดไปอีก

 เวลาหมดก็เสียอกเสียใจ

 แต่มันอยู่แบบขาดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้

ขาดลาภยศสรรเสริญ

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไม่ได้

 เพราะใจมันต้องมีความสุขหล่อเลี้ยง

มันก็รู้จักวิธีหาความสุขแบบนี้แบบเดียวเท่านั้น

 คือวิธีหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 หาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

ต่อให้มันสูญเสียหมดไปเท่าไหร่มันก็หาไปเรื่อยๆ

จนกว่ามันหาไม่ได้จริงๆ เท่านั้นมันก็ยอมแพ้

หรือไม่เช่นนั้นก็ฆ่าตัวตายไป

 เมื่อมันอยู่แล้วมันไม่สามารถใช้ร่างกาย

หาความสุขได้ ก็ไม่อยากจะมีร่างกายอันนี้

 ก็ต้องกำจัดร่างกายอันนี้เองด้วยการฆ่าตัวตายไป

แต่การฆ่าตัวตายมันไม่ได้เป็นการแก้ต้นเหตุ

ที่เป็นเหตุให้เราทุกข์กัน

เพราะต้นเหตุที่ทำให้เราทุกข์ก็คือความอยาก

ที่จะใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

 ถ้าเราจะแก้ปัญหาเราต้องมาหยุดที่ความอยาก

 อยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 อยากเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ถ้าเราไม่มีความอยากเหล่านี้เราก็ไม่ต้องใช้ร่างกาย

 ร่างกายจะไม่มีความสามารถที่จะหาลาภยศสรรเสริญ

 หารูปเสียงกลิ่นรส ใจก็ไม่เดือดร้อน

 ใครล่ะที่ทำอย่างนี้ได้ ก็พวกนักบวช

พวกนักบวชเขามีสัมมาทิฏฐิ เขามีปัญญา

 เขารู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ เขารู้ว่าอะไรเป็นสุข

 เขารู้ว่าวิธีหาความสุขที่ไม่เป็นทุกข์

คือการทำใจให้สงบ ฝึกสมาธิ

ใช้สติหยุดความคิดหยุดความอยาก

 พอหยุดความคิดหยุดความอยากได้

ใจก็สงบมีความสุข

 ไม่มีความอยากต้องใช้ร่างกาย

ไปหาลาภยศสรรเสริญ

 ไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 เขาก็เลยไม่ต้องมีร่างกายไม่ต้องใช้ร่างกาย

 ร่างกายแก่ก็ไม่เป็นปัญหา

 เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่เป็นปัญหา ตายก็ไม่เป็นปัญหา

 เพราะเขาสามารถมีความสุขได้

โดยไม่ต้องใช้ร่างกายเป็นทางเป็นเครื่องมือ

แต่พวกที่ใช้ร่างกายก็จะเดือดร้อน

เวลาที่ร่างกายไม่สามารถหาความสุขให้กับใจได้

 นี่แหละคือผู้ที่รู้ความจริงว่า

อะไรเป็นสุขอะไรเป็นทุกข์

 ก็คือบรรดานักบวชทั้งหลาย

 มีพระพุทธเจ้านี่แหละเป็นหัวหน้าของนักบวช

 ผู้ที่ได้ค้นพบความจริงว่าสิ่งที่เราหากันทุกวันนี้

 ลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 นี้มันเป็นทุกข์ และสิ่งที่เป็นสุขก็คือความสงบของใจ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 พฤษภาคม 2561
Last Update : 31 พฤษภาคม 2561 9:17:29 น.
Counter : 224 Pageviews.

0 comment
<<< "สิ่งที่เราต้องปฎิบัติถ้าอยากหลุดพ้นจากความทุกข์" >>>









“สิ่งที่เราต้องปฏิบัติ

 ถ้าอยากหลุดพ้นจากความทุกข์”

เราต้องมีความแน่วแน่มั่นคงต่อศีล

 ถ้าอย่างน้อยยังไม่ได้ ๕ ข้อก็เอาข้อใดข้อหนึ่งก่อน

 ข้อสุราก่อนแล้วก็เพิ่มเป็นข้อมุสา

 ถ้ามุสายากก็เอาข้อประพฤติผิดประเวณี

ข้อลักทรัพย์ ข้อฆ่าสัตว์ตัดชีวิตพยายามหัดรักษาไป

 ทีละข้อสองข้อต่อไปมันก็รักษาได้

มันไม่ยากเย็นตรงไหน

 รักษาศีลง่ายกว่าการไปทำผิดศีลเชื่อไหม

จะไปฆ่าคนต้องไปหาปืนหายาพิษไปใส่เขา

 แต่ไม่ฆ่านี้นั่งเฉยๆ เท่านั้น

ไม่เห็นจะยากเย็นตรงไหนเลย

 แต่พวกเราชอบทำของที่ยากกัน

ของง่ายไม่ชอบทำกัน ของง่ายก็คือ

อย่าไปทำอะไรเท่านั้นเอง อยู่เฉยๆ

ไม่พูดนี่ก็ไม่ได้พูดโกหกแล้ว

ไม่ได้ไปยุ่งกับสามีภรรยาของคนอื่น

ก็ไม่ประพฤติผิดประเวณีแล้ว

ของง่ายแต่ทำไม่ได้เพราะไม่เคยทำ

 ชอบทำแต่ของยากมันก็เลยติดเป็นนิสัยกันไป

แต่เราตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราอยากที่จะพ้นทุกข์

อยากหลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย

 เราต้องมาหัดรักษาศีลกัน

พยายามหัดรักษาศีลไปทีละข้อสองข้อ

ต่อไปก็ได้เอง พอได้ ๕ ข้อแล้ว

ต่อไปก็ลองหัดรักษาข้อที่ ๖ ข้อที่ ๗ ไป

ข้อที่ ๖ ก็ลองอดอาหารเย็นบ้างเป็นยังไง

 เช่น วันนี้ก็เป็นวันพระ

ลองอดสักมื้อหนึ่งไม่ตายหรอก

 กินก่อนเที่ยงกินให้มันเต็มที่ไปเลย

เติมน้ำมัน เหมือนเติมน้ำมันรถ

 เติมให้มันเต็มถังไปเลย ไม่ต้องคอยเติมหลายหน

 เติมที่ละครึ่งถังกับเติมเต็มถังพร้อมกัน

 เต็มถังมันก็เหมือนกัน

กินให้มันเต็มท้องไปเลยก่อนเที่ยงวัน

 รับรองได้ไม่ตายไม่หิวด้วย

ที่หิวไม่ได้หิวที่ร่างกายมันหิวที่ใจ

 ตัณหาความอยาก อยากที่ใจ

 เราต้องการที่จะมากำจัดความอยาก

เราก็เลยต้องไม่กินข้าวเย็นกัน

 เพราะเรากินด้วยความอยาก

 ถ้าเรากินเพื่อร่างกายนี้กินแค่เที่ยงวันก็พอ

 ถ้าหลังจากเที่ยงวันแล้ว

เป็นการกินเพื่อความอยาก

 ถ้าเราต้องการตัดความอยาก

เราก็ต้องอย่าไปกินข้าวเย็น

นี่คือหน้าที่ของศีล ๘

 มาช่วยให้เราตัดความอยากทางร่างกาย

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย และให้เรามีเวลา

ที่เราจะได้มาฝึกสมาธิกัน เพราะถ้าเราไม่ถือศีล ๘ นี้

 เราจะไม่มีเวลาเพราะเราจะเอาเวลาไปใช้กับกิจกรรม

ที่ศีล ๘ ห้ามไม่ให้เราทำ

เช่น ศีล ๘ ห้ามไม่ให้เราไปเที่ยวไปกินเลี้ยงกัน

ไปกินอาหารค่ำกัน

 ห้ามไม่ให้เราไปร่วมหลับนอนกับแฟน

 ห้ามไม่ให้พวกเราไปดูโทรทัศน์ดูหนังดูละคร

ไปฟังคอนเสิร์ต ถ้าไม่ห้ามเราก็จะไปกัน

ถ้าไปก็จะไม่มีเวลามาฝึกนั่งสมาธิกัน

ไม่มีเวลาที่จะมาอยู่วัดกัน จึงต้องถือศีล ๘

เราถึงจะได้มีเวลาที่เราจะได้มาอยู่วัด

มาฝึกสมาธิมานั่งทำใจให้สงบ

 ถ้าลองเราได้ฝึกเดี๋ยวเดียวเราก็ได้

ไม่ยากเย็นตรงไหนเลย

การหยุดจิตหยุดความคิดนี้ให้หยุดสติ

ให้มีเบรคเท่านั้นเอง เหมือนกับรถยนต์

 รถยนต์นี้เราเบรคมันได้เพราะเรามีเบรค

 ถ้าไม่มีเบรคนี้เราจะหยุดมันไม่ได้

 ถ้าเราขับรถเรารู้ว่าเบรคไม่มีเราทำยังไง

 เราก็ต้องขับไปอู่รถแล้วใช่ไหม

ไปบอกช่างว่า ช่างรถคันนี้มันหยุดไม่ได้

ช่วยติดเบรคให้หน่อย ซ่อมเบรคให้หน่อย

 เดี๋ยวช่างเขาทำเดี๋ยวเดียวเดี๋ยวก็ได้แล้ว

 ใจเราก็เหมือนกัน ตอนนี้ใจเราไม่มีเบรคกัน

 หยุดความอยากกันไม่ได้

 เราก็ต้องมาติดเบรกกันสิ

 พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีติดเบรคให้แล้วว่าติดยังไง

 ก็ให้มีสติระลึกรู้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

อย่าปล่อยให้ใจคิดเรื่อยเปื่อย

 เราต้องการหยุดความคิด

เราต้องบังคับใจให้อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

 เช่น ให้อยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆๆไป

 ถ้าเราพุทโธๆ ไปเรื่อยๆ

 เราจะไปคิดถึงคนนั้นคนนี้เรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้

พอเราไม่คิดถึงคนนั้นคนนี้เรื่องนั้นเรื่องนี้

ความอยากก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้

ความอยากเกิดขึ้นเพราะเราไปคิดถึงขนม

 พอไปคิดถึงขนมก็อยากกินขึ้นมา

 คิดถึงเครื่องดื่มก็อยากดื่มขึ้นมา

ถ้าเราไม่ได้คิดมันก็จะไม่เกิดความอยาก

อดข้าวเย็นนี้ถ้าเรามีพุทโธๆ นี้รับประกันได้ไม่หิว

 ตอนเย็นที่มันหิวเพราะเราไปคิดถึงข้าวเย็น

คิดถึงข้าวมันก็เลยหิวมันก็เลยอยากกินขึ้นมา

เขาถึงจับให้คนที่มาอยู่วัดมาสวดมนต์กันตอนเย็น

จะได้ไม่มีเวลาคิดถึงข้าวกัน

ให้ไปสวดทำวัตรเย็นกัน

ให้ไปนั่งสมาธิกัน ไปพุทโธๆ กัน

พอใจไม่ได้ไปคิดถึงอาหาร

ไม่ได้ไปคิดถึงข้าวมันก็ไม่หิว

 ร่างกายมันมีอาหารพอเพียงแล้ว

 อดอีก ๑๐ วันก็ไม่ตาย

 มันมีเสบียงเก็บไว้เยอะแยะ

ดีซะอีกมันจะได้ลดไขมันลงไป

ร่างกายไม่เดือดร้อนที่เดือดร้อนคือใจ

เราต้องใช้สติมาหยุดความอยาก

ด้วยการฝึกสอนจิตให้หัดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

 ใช้คำบริกรรมก็ได้หรือจะให้เฝ้าดูร่างกายก็ได้

 คอยเฝ้าดูทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหวของร่างกาย

 ว่าร่างกายอยู่ตรงไหนทำอะไร

เราอยู่ตรงนั้นกับร่างกาย

อย่าปล่อยให้ใจไปคิดถึงคนนั้นคนนี้เรื่องนั้นเรื่องนี้

แล้วความอยากจะเกิดขึ้นมาไม่ได้

 ถ้าเราสามารถควบคุมความคิดได้

เวลานั่งสมาธิเราก็จะหยุดความคิดได้

 พอหยุดความคิดจิตก็จะสงบเป็นสมาธิขึ้นมา

เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่มีความสุข

ที่เหนือกว่าความสุข

ที่ทำให้เรามีความพอไม่ต้องการอะไร

 แล้วพอเรารู้ด้วยปัญญา

ว่าสิ่งที่จะมาทำลายความสุข

ที่ได้จากความสงบนี้ก็คือความอยากต่างๆ

พอเกิดความอยากทีไรก็ต้องห้าม

ความอยากนี้เป็นข้าศึกศัตรู

 เป็นผู้ที่จะมาทำลายความสุขที่เราได้จากความสงบ

 เป็นผู้ที่จะมาสร้างความทุกข์สร้างความวุ่นวายใจต่างๆ

 ให้กับเรา ถ้าเรามีความรู้มีปัญญาสอนใจเรา

ก็จะฝืนความอยากไม่ทำตามความอยาก

เราบอกว่าไปอยู่กับสมาธิดีกว่า ไปกับพุทโธดีกว่า

ไปนั่งทำใจให้สงบดีกว่า

 พอใจสงบความอยากก็หายไป ความทุกข์หายไป

 แล้วต่อไปความอยากมันก็จะหมดไป

 พอหมดใจก็เป็นนิพพานขึ้นมา

ใจเป็นปรมังสุขังขึ้นมา เป็นบรมมาสุขขึ้นมา

 ใจจะไม่ทุกข์กับอะไรอีกต่อไป

ไม่ทุกข์จากการพลัดพรากจากกัน

 ไม่ทุกข์กับร่างกายเวลาที่ร่างกายแก่

 ร่างกายเจ็บ ร่างกายตายจะไม่ทุกข์

จะไม่ทุกข์กับอะไรทั้งนั้น

ใครจะเป็นอะไรใครจะพูดอะไร

ใครจะชมใครจะด่าจะไม่ทุกข์กับอะไรทั้งสิ้น

เพราะใจไม่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้มาให้ความสุขแล้ว

ใจมีความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 ก็เลยไม่ต้องไปกังวลกับความสุขทางอื่นอีกต่อไป

 นี่แหละคือสิ่งที่เราจะต้องมาปฏิบัติกัน

 ถ้าเราอยากจะหลุดพ้นจากความทุกข์

 หลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย

 เราต้องมาสร้างศีล สมาธิ ปัญญากัน

 ถ้าเรามีศีล มีสมาธิ มีปัญญาแล้ว

 รับรองได้ว่าเราไปนิพพานกันได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา (วันวิสาขบูชา)

วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 พฤษภาคม 2561
Last Update : 30 พฤษภาคม 2561 11:10:54 น.
Counter : 208 Pageviews.

0 comment
<<< "การดับความทุกข์ใจต้องเกิดจากการปฏิบัติ" >>>









"การดับความทุกข์ใจ

   ต้องเกิดจากการปฏิบัติ”

ปัญหาของความโกรธ

ถ้าจะแก้ความโกรธอย่างถึงรากถึงโคน

ก็ต้องมาแก้ที่ความอยาก

อยากให้เขาพูดดีกับเรา

 พอเขาไม่พูดดีกับเราเราก็โกรธ

อยากให้เขาไม่ทำร้ายเรา

 พอเขาทำร้ายเราเราก็โกรธ

 แต่ถ้าเราไม่มีความอยากเพราะเรารู้ว่า

เราไปห้ามเขาไม่ได้

ไปควบคุมบังคับไปสั่งเขาไม่ได้

 เขาจะโกรธเราก็ห้ามเขาไม่ได้

 เขาจะทำร้ายเราเราก็ห้ามเขาไม่ได้

 แต่เราห้ามใจของเราไม่ให้โกรธได้

 ถ้าเราซ้อมไว้ก่อนเราทำข้อสอบไว้ก่อน

ทำการบ้านไว้ก่อน คิดไว้ก่อน

ว่าเออเขาอาจจะด่าเราก็ได้ เขาอาจจะทำร้ายเราก็ได้

 เพราะเวลาเขาเกิดอารมณ์ขึ้นมาแล้วเขายับยั้งไม่อยู่

 เขาไม่มีสติ เขาก็อาจจะด่าเราได้

เขาก็อาจจะทุบตีเราได้ทำร้ายเราได้

 อันนี้คือการทำการบ้านเรียกว่า จินตามยปัญญา

 ต้องเตรียมตัวเตรียมใจซ้อมไว้ก่อน

นึกภาพขึ้นมาก่อน จินตนาการเหตุการณ์ขึ้นมาก่อน

 แล้วพอเกิดเหตุการณ์จริงเราจะได้ทำใจได้

 เหมือนทหารเนี่ย เชื่อไหมเขาต้องซ้อมรบกัน

 เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเวลาข้าศึกศัตรูมา

เขาจะมาทางไหนกัน จะมาแบบไหน

 เขาก็เลยต้องซ้อมวิธีต่างๆ คิดไว้ล่วงหน้าก่อน

ว่าเขาอาจจะมาทางอากาศ เขาอาจจะมาทางน้ำ

 เขาอาจจะมาทางบก

 เราก็ต้องซ้อมรับกับการมาของเขา

 มาทางอากาศเราก็มีเครื่องต่อสู้กับเขา

 ทางน้ำเราก็มีเครื่องต่อสู้กับเขา ทางบกเราก็มี

 เราซ้อมรบไว้ก่อนเราก็จะมีความมั่นใจ

 แล้วพอเวลาที่เกิดเหตุการณ์จริง

เราก็สามารถต่อสู้กับมันได้ นี่คือความรู้ขั้นที่สอง

 เรียกว่าจินตามยปัญญา

 ให้เราคิดไว้ล่วงหน้าก่อนถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

 แล้วเราจะรับเหตุการณ์นั้นได้อย่างไร

 พอเราเตรียมตัวแล้วพอถึงเวลาเกิดเหตุการณ์จริง

เราจะรู้ว่าจะสอบผ่านหรือไม่ผ่าน

 เวลาเขาด่าเราขึ้นมาจริงอย่างงี้ ดูซิว่าใจเราจะเฉย

หรือว่าใจเราจะร้อนใจเราจะโกรธ

 ถ้าโกรธถือว่าสอบตกขั้นที่หนึ่งแล้ว

 ถ้าโกรธแล้วไปอาฆาตพยาบาท

 แต่เราหยุดอาฆาตพยาบาทได้ หายโกรธได้

ก็แสดงว่าอย่างน้อยข้อที่สองเราสอบผ่าน

แต่ข้อที่หนึ่งเรายังไม่ผ่านเพราะเรายังโกรธอยู่

 แต่ถ้าเราไม่โกรธเลยนี้เราก็จะผ่านหมดเลย

เราเตรียมตัวเตรียมใจรับกับเหตุการณ์ไว้ว่า

เขาจะทำอะไรก็ได้เราไปห้ามเขาไม่ได้

 เราไปหวังอะไรจากเขาไม่ได้

ถ้าเราไม่หวังอะไรจากเขาแล้วเราจะไม่โกรธ

 นี่คือขั้นที่สาม

การดับความทุกข์ใจต้องเกิดจากการปฏิบัติ

และจะปฏิบัติได้ก็ต้องผ่านขั้นที่หนึ่ง

ขั้นที่สองก่อน ขั้นที่หนึ่งก็ต้องศึกษา

วิธีระงับความโกรธระงับความทุกข์ว่าระงับอย่างไร

 ขั้นที่สองก็เอาไปซ้อมก่อน

เอาไปคิดพิจารณาไปทบทวน

จำลองเหตุการณ์ขึ้นมาในใจก่อน

เกิดมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา

เราจะเสียใจไหมเราจะโกรธไหม

 ถ้าโกรธเราก็ต้องหาวิธีว่าเราโกรธเพราะอะไร

เพราะไม่อยากเสีย

เราไม่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์นั้นใช่ไหม

เราก็ต้องพิจารณาด้วยปัญญาต่อไปว่า

 แล้วเราไปห้ามเหตุการณ์

ที่จะเกิดขึ้นนั้นได้หรือเปล่า

 เราก็ห้ามไม่ได้ ถ้าเราคิดอย่างนี้แล้ว

เราก็จะได้ทำใจยอมรับว่า

เราเกิดมาอยู่ในโลกของ

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี่เอง

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันไม่แน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นสัตว์

เป็นสิ่งของมันไม่แน่นอนมันเปลี่ยนแปลงได้

 สามวันดีสี่วันไข้ เคยได้ยินคำนี้ไหม

 บางวันก็ดีบางวันก็ร้าย อนัตตา

 เราไปห้ามเขาไม่ได้ไปสั่งเขาไม่ได้

สั่งให้เขาดีไปตลอดไม่ได้

ห้ามไม่ให้เขาไม่ดีกับเราไม่ได้

 สิ่งที่เราทำได้ก็คือใจของเรา

 ถ้าเราระงับความอยากให้เขาดีกับเรา

แล้วเราจะไม่เสียใจเวลาที่เขาไม่ดีกับเรา

ฉะนั้นเราอย่าไปหวังอะไรจากใคร

 ถ้าเราเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้

มันไม่เที่ยงแท้แน่นอนเราไม่สามารถไปสั่ง

ไปควบคุมบังคับให้มันเที่ยงแท้แน่นอนได้

 เราก็อย่าไปหวัง เราต้องเตรียมตัวรับกับ

ความไม่แน่นอนรับกับการเปลี่ยนแปลง

 และเวลาเกิดเหตุการณ์จริงเราก็จะทำใจได้

ถ้าทำใจไม่ได้ก็แสดงว่าใจเรามีกิเลสมาก

เรายังคอยควบคุมกิเลสหยุดกิเลสไม่ได้

เราก็ต้องไปฝึกสติทำใจให้สงบ

เพราะเวลาใจสงบเราหยุดกิเลสได้

 ถ้าเรารู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นแล้ว

เราเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว

 แต่พอถึงเจอเหตุการณ์จริงๆ

ก็ยังเสียใจอยู่ยังโกรธอยู่

 ก็แสดงว่ากิเลสมันยังไม่ยอม

 ความโลภความโกรธความหลงมันยังไม่ยอม

 ยังไม่ยอมให้อภัย ความคิดของเรา

เราให้อภัยได้แต่กิเลสมันไม่ยอม

ฉะนั้นเราก็ต้องทำให้มันยอม

วิธีที่จะทำให้มันยอมก็คือเราต้องไปฝึกสติ

ไปหยุดความคิดหยุดความโลภ

ความโกรธความหลง ไม่มีอะไรจะหยุดมันได้

นอกจากสติ ต้องมีสติควบคุมความคิด

แล้วมันถึงจะหยุดได้

 เพียงแต่ว่าสติก็จะได้เป็นชั่วครั้งชั่วคราว

 เวลามีสติก็จะหยุดได้

เวลาเผลอสติมันก็จะหยุดไม่ได้

 ฉะนั้นเราต้องฝึกสติก่อนเพื่อให้หยุดมัน

 เมื่อหยุดมันได้แล้วทีนี้เราก็เอาความรู้

ที่เราได้จากพระพุทธเจ้านี้มาสอนเราอีกทีว่า

เราต้องหยุดความโกรธ ถ้าเราใช้ความรู้

ควบคู่กับสติที่เราได้สร้างขึ้นมา

ทุกครั้งที่เกิดความกลัว

เกิดความโลภเกิดความอยาก

 เราก็จะสามารถหยุดมันได้

ถ้าเราหยุดมันได้

 ความทุกข์ในใจเราก็จะไม่เกิดขึ้น.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 พฤษภาคม 2561
Last Update : 26 พฤษภาคม 2561 10:34:15 น.
Counter : 259 Pageviews.

0 comment
<<< "ผลของการทำบาป" >>>









“ผลของการทำบาป”

อบายก็มีอยู่ ๔ ลักษณะ

 เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก

ถ้าเป็นเดรัจฉานก็จะมีร่างกาย

ของนก ของแมว ของสุนัข

 แทนที่จะมีร่างกายของมนุษย์

ก็ไปมีร่างกายของสุนัข อยู่แบบสุนัข

อยู่แบบขโมย สุนัขก็จะต้องขโมยอาหาร

หรือฆ่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาเป็นอาหาร

ใจที่ทำอย่างนี้ตอนที่เป็นมนุษย์

ก็จะไปทำต่อในรูปของเดรัจฉาน

ในร่างกายของเดือนรัจฉาน ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน

ถ้าไม่ได้ร่างกายของสัตว์เดรัจฉาน

ก็จะได้ความฝัน ความฝันที่ไม่ดี

 ฝันว่ามีแต่เรื่องไม่ดีต่างๆ

ฝันไปว่าไปเจอแต่ปัญหา

ไปเจอแต่ความอดอยากขาดแคลน หิวโหย

ไปอยู่ที่ไหนก็หาอะไรกินไม่ได้

ไม่มีอะไรให้กิน อดๆ อยากๆ

อันนี้ก็ฝันแบบเขาเรียกว่า เปรต

ถ้าฝันว่ามีแต่เรื่องน่าหวาดเสียวน่ากลัวต่างๆ

 มีภัยรอบด้าน คนนั้นจะมาทำร้ายเรา

 สิ่งนั้นจะมาทำร้ายเรา

สัตว์ตัวนั้นตัวนี้จะมาทำร้ายเรา

 ฝันแต่เรื่องที่หวาดเสียวน่ากลัวก็เรียกว่า อสุรกาย

ถ้าฝันด้วยความอาฆาตพยาบาท

โกรธเกลียดเคียดแค้น

อยากจะฆ่าคนนั้นอยากจะฆ่าคนนี้

ฆ่าเขาแล้วก็ต้องคอยหลบคอยหนี

เพราะเขาก็จะตามฆ่าเรา ฆ่ากันไปฆ่ากันมา

 ฝันแต่เรื่องฆ่าฟันกัน ก็เรียกว่า นรก

 ใจนี่แหละเป็นนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย

 โดยที่ไม่ต้องมีร่างกาย

 อบายสามอย่างนี้ไม่ต้องมีร่างกาย

 เป็นเหมือนตอนที่เรานอนหลับแล้วฝันไม่ดี

เวลาไม่มีร่างกายก็เหมือนเรานอนหลับ

 เวลาที่เรานอนหลับเราก็ไม่ได้ใช้ร่างกาย

แต่ใจเรายังเสพเรื่องราวต่อ

ผลิตเรื่องราว ฝัน เป็นความฝันขึ้นมา

นี่คือผลของการทำบาป

ไม่ใช่จะรับผลแต่เฉพาะตอนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น

 เวลาตายไปก็ยังต้องมีผลต่ออีก

แต่เราจะไม่รู้ว่าเราฝันนะ

 เวลาฝันนี้เราคิดว่าเราอยู่ในเหมือนกับเราตื่น

หรือเราอยู่ในเหตุการณ์เหมือนกับตอนที่เราตื่น

 เรากำลังอยู่กับเหตุการณ์นั้น แต่ถ้าเราทำบาป

เราก็จะฝันแต่เหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ

 เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความหิวโหย

 เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว

เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความอาฆาตพยาบาท

เคียดแค้นจองเวรจองกรรมกัน

นี่เป็นผลที่เกิดจากการทำบาป

ถ้าทำบาปด้วยความหลงด้วยความไม่รู้ว่าบาป

คิดว่าต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

 ถ้าไม่กินก็ตาย ถ้าไม่ฆ่าก็ตาย

ไม่ลักทรัพย์ก็อด ก็เลยต้องไปทำ

 นี่เรียกว่าใจเป็นเดรัจฉานไป

 เพราะเดรัจฉานเขาก็ทำอย่างนี้

 เขาอยู่ได้ด้วยการฆ่ากัน ด้วยกันแย่งกัน แย่งกินกัน

 ถ้าทำบาปด้วยความโลภอยากได้มากๆ

 ได้เท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอก็เป็นเปรต

ก็จะฝันแต่เรื่องอดอยากขาดแคลน

 มีเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอ

 ถ้าฝันด้วยความกลัว ขณะมีชีวิตอยู่กลัวอะไร

ก็พยายามที่จะกำจัดมัน กลัวมด กลัวแมลง

 กลัวงู กลัวอะไรก็กำจัดมัน ฆ่ามันทำลายมัน

 เวลาตายไปก็จะฝันแต่เรื่องน่ากลัวต่างๆ

 มีเรื่องนั้นมาคอยทำลายเรา

 มีสัตว์ตัวนั้นจะมาทำลายเรา

มาฆ่าเรา ก็เป็นอสุรกาย

 ถ้าไปล้างแค้นไปฆ่าผู้อื่นไปทำร้ายผู้อื่น

เพราะความอาฆาตพยาบาท

 ใครพูดไม่ดีทำไม่ดีทำให้เราไม่พอใจก็ไปทำร้ายเขา

 เวลาฝันก็จะฝันกลับ

จะฝันแต่มีแต่เรื่องของคนเขาจะมาทำร้ายเรา

 อันนี้ก็เป็นวิบากของการทำบาป

ที่เราทำการโดยไม่รู้สึกตัว

ถ้าเราไม่ได้มาร่ำเรียนจากพระพุทธเจ้า

หรือจากพระธรรมคำสอนจากพระพุทธเจ้า

 หรือจากพระอริยสงฆ์สาวก

 เราจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ

ทำไปตามความรู้สึกของเรา

นึกอยากจะได้อะไรถ้าต้องทำบาปก็ทำไป

 ต้องขโมยก็ขโมย ต้องไปประพฤติผิดประเวณี

ก็ไปประพฤติผิดประเวณี

ต้องโกหกหลอกลวงก็โกหกหลอกลวงกัน

 เพราะคนที่ทำนี้ไม่เห็นผลที่จะตามมา

ผลที่จะตามมาอย่างมากคือร่างกาย

 ถ้าทำบาป ไปทำร้ายผู้อื่นเขาก็อาจจะมาทำร้ายเรา

 ก็เห็นแค่นี้เท่านั้นเอง แต่ไม่เห็นผลที่จะตามมา

หลังจากที่ตายไปแล้ว เพราะไม่รู้ว่ามีส่วนที่ไม่ตาย

 คิดว่าเวลาที่ร่างกายตายไปชีวิตก็จบตรงที่ร่างกาย

 พอไม่มีร่างกายก็ไม่มีใครไปรับผล

ของการกระทำบาปต่อไป

 นี่คือการกระทำที่คนเราทำกันทุกวัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 24 พฤษภาคม 2561
Last Update : 24 พฤษภาคม 2561 5:27:47 น.
Counter : 241 Pageviews.

0 comment
<<< "อะไรคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์" >>>










“อะไรคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์”

นิพพานก็คือ

ใจที่ปราศจากการกระทำกรรมทั้งปวง

 ใจที่ไม่มีกิเลสตัณหาการกระทำ

ไม่ได้กระทำด้วยความอยาก

 ถ้าจะทำก็ทำด้วยเหตุผล ทำไปตามเหตุผล

ก็จะไม่มีผลอะไรต่อจิตใจ

 พระพุทธเจ้ายังทำบุญอยู่หลังจากที่ได้

ทรงบรรลุถึงพระนิพพานแล้ว

 แต่การกระทำของท่านนี้

ท่านไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของท่าน

ท่านทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

หรือประโยชน์ที่ท่านได้รับมันก็เป็นประโยชน์

ที่มันมากเกินกว่าที่ใจของท่านจะได้รับ

ใจของท่านได้รับเต็มที่แล้ว

 เหมือนน้ำที่เต็มแก้วแล้ว

 จะเทน้ำเข้าไปอีกเท่าไหร่มันก็ได้น้ำเท่าเดิม

อันนี้คือใจของพระพุทธเจ้าใจของพระอรหันต์

ถึงแม้จะทำบุญมากน้อยเพียงไรก็ตาม

หลังจากที่ใจของท่านเต็มด้วยความสุขแล้ว

มันก็จะเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา

 จะทำมากขึ้นหรือน้อยลงหรือไม่ทำมันก็จะเท่าเดิม

 ใจไม่เปลี่ยนแปลง ความสุขในใจไม่เปลี่ยนแปลง

 แต่ท่านก็ทำเพราะท่านมีปัญญา

ท่านเห็นคุณของการกระทำ

ท่านเห็นคุณของการที่ได้เรียนรู้

เรื่องของกฏแห่งกรรม

เพราะจะทำให้ผู้ที่ได้รู้เรื่องกฎแห่งกรรมนี้

จะได้รู้จักวิธีทำให้ใจมีแต่ความสุข

 ทำให้ใจแคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆ

ที่คุกคามจิตใจอยู่ตลอดเวลา

 ถึงแม้ว่าร่างกายจะสุขจะสบายแต่ใจนี้

แทบจะหาเวลาสบายไม่ค่อยได้เลย

เพราะใจนี้มีแต่การกระทำกรรมที่ไม่ดีบ้าง

 ทำบาปบ้าง ทำคิดไปตามความอยากต่างๆ บ้าง

เพราะฉะนั้นก็ขอสรุปเพราะฝนจะตกแล้ว

 ขอว่าถ้าอยากจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ก็ขอให้รู้ว่า กฏแห่งกรรม นี่แหละ

เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียว

 เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่วนอื่นนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์นี้

เป็นเพียงแต่เป็นผู้ชี้ผู้บอกให้เรารู้ว่า

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คืออะไร

แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือกฎแห่งกรรม

 และไม่มีใครที่จะมาปฏิบัติ

กฎแห่งกรรมนี้ให้แทนเราได้

 เราต้องเป็นผู้ปฏิบัติกฎแห่งกรรมเอง

 ก็คือให้เราละการกระทำบาปทั้งปวง

 ให้เราทำบุญกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อม

ให้เรากำจัดกิเลสตัณหาความโลภ ความอยาก

 ความหลงต่างๆ ให้หมดไปจากใจ

 แล้วใจของเราจะปลอดภัย

จากทุกข์อันตรายทั้งหลายทั้งปวง

 ก็คิดว่าพอสมควรแก่เวลา จะขออนุโมทนาให้พร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 พฤษภาคม 2561
Last Update : 23 พฤษภาคม 2561 8:36:22 น.
Counter : 194 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ