Group Blog
All Blog
<<< "ให้หยุดความคิด" >>>










“ ให้หยุดความคิด”

การปฏิบัติมันไม่ใช่ปฏิบัติเฉพาะเวลานั่งอย่างเดียว

 มันต้องปฏิบัติตลอดเวลา หมายถึงสติ

ถ้าไม่มีสติตลอดเวลา เวลามานั่งนี้มันจะไม่นิ่ง

ต้องให้มันคอยควบคุมมันตั้งแต่ก่อนที่เราจะมานั่ง

 ท่านจึงสอนให้มีสติอยู่

กับทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหว

หรือไม่อย่างนั้นก็ให้มีพุทโธอยู่ทุกขณะ

ของการเคลื่อนไหว ก็เป็นการฝึกสติที่ต่างกัน

 แบบต่างกันแต่การฝึกสติเหมือนกัน

 ถ้ามีพุทโธ พุทโธนี้เราก็จะกำกับใจ

ไม่ให้ลอยไปกับความคิดต่างๆ

ไม่ให้ไปคิดถึงอดีต ไม่ให้ไปถึงอนาคต

 ให้อยู่ในปัจจุบัน

ให้อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

 ถ้าเราอยู่กับการเคลื่อนไหวได้

เราก็ไม่ต้องใช้พุทโธก็ได้ ถ้าใจไม่ไปคิดถึงอดีต

 ไม่ไปคิดถึงอนาคต อยู่กับปัจจุบัน

อยู่กับการกระทำต่างๆของร่างกาย

ข้อสำคัญก็คือไม่ให้คิด ให้รู้แต่ไม่ให้คิด

ให้รู้ว่ากำลังทำอะไร แต่ไม่ให้คิดถึงอดีต

คิดถึงอนาคต ถ้าจะคิดก็คิดกับเฉพาะ

เรื่องที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ว่าจะทำอะไร

จะตักข้าวเข้าปาก จะเคี้ยว จะกลืนอย่างนี้

ก็ให้ทำเท่าที่จำเป็นจะต้องทำคิดเท่าที่จำเป็น

จะต้องคิดกับการกระทำ ถ้าไม่คิดได้ก็ดี

 อย่าไปคิดถึงคนนั้นคนนี้

หรือเรื่องนั้นเรื่องนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้

ถ้าเวลาปฏิบัติจริงๆแล้ว มันตัด ให้ตัดหมดเลย

 เพราะว่ามันไม่มีความสำคัญอะไร

ความสำคัญของผู้ปฏิบัติก็คือ การไม่คิด

 การหยุดความคิด เพราะถ้าหยุดได้

 เวลานั่งเฉยๆ นั่งดูลมหายใจเข้าออก

 มันก็จะสงบได้

สงบแล้วมันก็จะเกิดผลที่มหัศจรรย์ใจ

 คือความสุขที่เกิดจากความสงบ

ไม่มีความสุขใดเหมือนกับ

ความสุขที่ได้จากความสงบ

 เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง

 สุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบไม่มี

อันนี้แหละคือเป้าหมายของการปฎิบัติ

 ขั้นแรกคือขั้นสมาธิ

ต้องการที่จะให้ใจได้สัมผัสกับความสงบ

 ได้พบกับความสุขอันยิ่งใหญ่ ที่มีอยู่ในตัวเรา

 ได้ความสุขนี้ได้ความสงบนี้

ถือว่าดีกว่าได้เพชรมากำมือหนึ่ง

 ได้เพชรกำมือหนึ่งใจไม่สงบ

ใจก็ตื่นเต้น ตกใจ วิตกกังวลขึ้นมา

 อุ๊ย จะเอาไปไว้ที่ไหนดี จะเก็บไว้ที่ไหนดี

ใจสุขแบบร้อน สุขแบบกังวล วิตก ห่วงใย

 แต่ถ้าสุขแบบความสงบนี้ สุขเย็น สุขสบาย

 สุขเบาอกเบาใจ ไม่หนักอกหนักใจ

 แต่ถ้าสุขแบบได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มา มันหนักอกหนักใจ

ได้มาแล้วมันก็ต้องหวง ต้องห่วง

เวลาเสียไป จากไป ก็เสียอกเสียใจ

 แต่ความสงบที่เราได้มานี้

พอเราได้มาแล้วเราก็รักษาได้ เราเก็บไว้ได้

 ไม่มีใครมาแย่งจากเราไปได้ แม้แต่ร่างกาย

 ความตายก็แย่งความสงบนี้ ไปไม่ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb' พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2561 5:26:22 น.
Counter : 133 Pageviews.

0 comment
<<< "การใช้เงินที่ไม่สูญเปล่า" >>>










"การใช้เงินที่ไม่สูญเปล่า"

ความสุขที่เราได้จากการซื้อของฟุ่มเฟือย

หรือไปเที่ยวกันนี้ จะเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว

 เวลาที่เราไปเที่ยวกันไปซื้อของที่เราอยากได้กัน

 เราก็จะมีความสุขกัน แต่พอเรากลับมาบ้าน

ความสุขเหล่านั้นก็จางหายไปหมด

แล้วก็เงินที่ใช้ไปก็หมดไป

 แต่ถ้าเราเอาเงินนี้มาทำบุญทำทาน

 เราจะได้อีกแบบหนึ่ง ความสุขใจ ความอิ่มใจ

 ความอิ่มเอิบใจ ความพอใจ

 แล้วทุกครั้งที่เราคิดถึงบุญที่เราได้ทำ

 เราก็ยังเกิดความสุขใจอิ่มเอิบใจ

 ไม่เหมือนกับเราคิดถึงสถานที่

ที่เราไปท่องเที่ยว หรือของที่เราไปซื้อมา

 เพราะคิดแล้วแทนที่จะสุขใจ

กลับเกิดความหิวโหยขึ้นมา

 เกิดความอยากไปเที่ยวใหม่

 อยากจะซื้อของใหม่

 แทนที่จะมีความอิ่มใจสุขใจ

 กลับเกิดความหิวขึ้นมา เกิดความอยาก

อยากจะไปเที่ยวอีก อยากจะไปซื้อของอีก

 แล้วการเอาเงินไปซื้อข้าวของ

สิ่งที่เราได้มาก็คือข้าวของ

 ซึ่งเราบางทีก็ไม่ได้ใช้

 ซื้อมาแล้วก็เอามาวางไว้เฉยๆ

ปล่อยไว้นานๆ เข้ามันก็เก่า

 เดี๋ยวมันก็เสียมันก็หมดสภาพไป

 แต่เงินที่เราเอาไปทำบุญทำทานนี้

เราไม่ได้สิ่งของกลับมา แต่เราได้บุญกลับมา

 ที่เป็นเหมือนกับเงินที่เราฝากไว้กับธนาคาร

 ภพหน้าชาติหน้าเวลาเรากลับมาเกิดใหม่

เป็นมนุษย์ใหม่ เราจะมีเงินที่เราฝากไว้

ในการทำบุญนี้รอเราอยู่

 เรากลับมาเราจะได้มีเงินมากกว่า

ที่เรามีในภพนี้ชาตินี้

เพราะเป็นเหมือนกับ

การเอาไปฝากไว้ในธนาคาร

 มีทั้งต้นและมีทั้งดอกเพิ่มขึ้นอีก

 หรือถ้าจะเปรียบเทียบ

ก็เหมือนกับการเอาเมล็ดข้าวไปปลูก

เมล็ดข้าวเมล็ดหนึ่งจะได้ต้นข้าวต้นหนึ่ง

 แต่เมื่อต้นข้าวต้นหนึ่งออกรวงมา

จะได้เมล็ดข้าวอีกหลายสิบเมล็ดด้วยกัน

ก็เป็นเหมือนกับการปลูกข้าว

ทำบุญบาทหนึ่งนี้จะได้กลับมาเป็นร้อยเป็นสิบ

 เหมือนกับเมล็ดข้าวเม็ดหนึ่ง

 เมื่อเราปลูกไปได้ต้นข้าวมาต้นหนึ่ง

พอต้นข้าวออกดอกออกรวงขึ้นมา

ออกข้าวขึ้นมาก็ได้หลายสิบเมล็ด

นี่คือการใช้เงินที่ไม่สูญเปล่า

 ใช้เงินแล้วจะได้กลับคืนมา

เวลาที่เรากลับมาเกิดใหม่

 การที่พวกเรามาเกิดแล้

มีฐานะการเงินการทองต่างกัน

ก็เป็นเพราะว่าเราได้ทำบุญในอดีต

มามากน้อยไม่เท่ากันนั้นเอง

 เราทำบุญมากเรากลับมาเกิด

เราก็จะกลับมาเกิดเป็นลูกของคนร่ำรวย

 มาเกิดเป็นลูกของคนมีเงินมีทอง

ถ้าเราไม่ได้ทำบุญทำทานเรากลับมา

ก็จะกลับมาเกิดเป็นลูกของคนยากจน

นี่คือประโยชน์ที่เราจะได้รับต่างกัน

 จากการใช้เงินก้อนเดียวกัน

 เอาเงินไปเที่ยวเอาเงินไปซื้อ

ของฟุ่มเฟือยของไม่จำเป็น

 กับเอาเงินนี้ไปทำบุญนี้

ประโยชน์ที่จะได้รับไม่เหมือนกัน

 เอาไปเที่ยวก็สุขขณะที่เที่ยว

 กลับมาความสุขนั้นก็หมดไป

 แล้วถ้ากลับมาเกิดใหม่ในภพหน้าชาติหน้า

ก็ไม่มีเงินทองรอรับเรา

 เพราะเราไม่ได้เอาไปทำบุญ

 แต่ถ้าเราเอาไปทำบุญ กลับมาจากทำบุญ

เราก็ยังมีความสุขใจอิ่มเอิบใจ

จากการที่เราได้ทำบุญ

 แล้วถ้าวันไหนเราคิดถึงบุญที่เราได้ทำ

 บุญนั้นก็ยังทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มใจสุขใจอยู่

แล้วเวลาเรากลับมาเกิดใหม่

เราก็จะมีเงินทองที่เราทำบุญนี้มารอเราอยู่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

"วันพระในยุคปัจจุบัน"









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2561 11:46:09 น.
Counter : 215 Pageviews.

0 comment
<<< "ความสุขชั่วคราว" >>>











“ความสุขชั่วคราว”

ต่อให้เราหาได้เงินมากน้อยเท่าไหร่

 ซื้อของมามากน้อยเท่าไหร่

ก็ได้ความสุขแบบเดียวกันทุกคน

คือความสุขแบบควันไฟ ความสุขแบบชั่วคราว

ได้มาแล้วก็หมดไป หมดไปแล้วก็ต้องหาใหม่

หามาเพิ่มอยู่เรื่อยๆ เหมือนเติมน้ำไปในตุ่มที่มีรอยรั่ว

 เติมไปเท่าไหร่มันก็เต็มเดี๋ยวเดียว

พอสักพักมันก็รั่วออกมาซึมออกมา

 ถ้าอยากจะให้น้ำเต็มก็ต้องเติมใหม่

พอเติมให้มันเต็มจนเต็มจนล้น

เดี๋ยวมันก็พร่องลงไปอีก

 นี่คือการหาความสุขของมนุษย์ทั้งหลาย

 ของสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย หาความสุขแบบนี้

เพราะไม่รู้จักความสุขอีกแบบหนึ่ง

ความสุขที่ไม่มีใครรู้

นอกจากพระพุทธเจ้ากับพระสาวก

 เป็นความสุขที่พระพุทธเจ้า

เป็นผู้ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง

 เมื่อก่อนที่จะพบความสุขแบบนี้

 พระพุทธเจ้าก็หาความสุข

แบบเดียวกับที่พวกเราหากันอยู่

 อยู่ในวังเห็นไหม มีปราสาทสามฤดูเห็นไหม

 คิดว่ามีปราสาทหลายๆ หลังแล้วจะมีความสุข

หลังเดียวไม่พอก็เลยต้องสร้างสามหลัง

เพราะต้องอยู่สามที่

 เวลาหนาวก็หนีไปอยู่ที่มันไม่หนาว

เวลาร้อนก็หนีไปอยู่ที่ที่มันไม่ร้อน

 เวลาฝนตกก็ไปอยู่ที่ที่ฝนมันไม่ค่อยตก

 ย้ายที่ เหมือนคนสมัยนี้เห็นไหม

ชาวต่างชาติตอนนี้หนาว

บ้านเขาเหมือนกับเป็นตู้เย็นเลย ตู้แช่แข็งเนี่ย

 เขาก็เลยหนีมาอยู่เนี่ย มาอยู่เกาะพะงันนี้ใช่ไหม

อยู่ที่นั่นไม่ต้องใส่เสื้อผ้าล่อนจ้อนได้

ถ้าอยู่ที่บ้านเขาไม่ได้ หนาว เนี่ยเขาก็เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน เหมือนกับคนสมัยนี้

 พระพุทธเจ้าเมื่อก่อนเป็นเจ้าชาย

ก็เลยมีเงินมีทองมีความสามารถที่จะเปลี่ยนที่อยู่ได้

ที่นี่หนาวจัดก็ย้ายไปอยู่ที่มันไม่หนาวมาก

ที่ไหนร้อนก็หนีไปอยู่ที่มันไม่ค่อยร้อน

ที่ไหนฝนตกมากก็เปลี่ยนไปที่ที่ฝนไม่ค่อยตก

 เลยมีปราสาทสามฤดู ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน

แต่มันก็ต้องย้ายไปย้ายมาอย่างนี้

 แล้วความสุขที่ได้มันก็หมดไป ได้มาแล้วก็หมดไป

 ได้มาแล้วก็หมดไป แล้วพอไปเห็นว่า

ตัวเองจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายนี้

ทีนี้ก็เกิดความวิตกขึ้นมาหละสิ

 ว่าต่อไปเวลาแก่เวลาเจ็บเวลาตายมันจะทำไม่ได้แล้วสิ

 มันจะโยกย้ายไปไหนมาไหนมันไม่ไหวแล้ว

 แล้วมันจะหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายก็หาไม่ได้

เวลาไม่สบายเนี่ยมีแต่นอนโอดร้องครวญคราง

หรือเวลาแก่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ทำก็ได้น้อย

จึงทำให้พระพุทธเจ้าเกิดโจทย์ขึ้นมา

พระพุทธเจ้าเป็นคนช่างคิด

 เมื่อมีปัญหาก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหา

 จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ทำไมจะได้ไม่ต้องมาทุกข์

ตอนที่แก่ตอนที่เจ็บตอนที่ตาย

 ก็เลยได้ไปเห็นนักบวชว่าเป็นผู้กำลังค้นคว้า

หาวิธีอยู่แบบไม่เจ็บไม่ตาย

 หรือเวลาแก่เวลาเจ็บเวลาตายก็อยู่ได้ไม่เดือดร้อน

 มีความสุขได้ ก็เลยตัดสินใจออกบวช

 เพราะถ้าอยู่ต่อไปเดี๋ยวก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

 แล้วก็ต้องทุกข์ทรมานใจ

เพราะจะไม่สามารถหาความสุขแบบนี้ได้

ไม่สามารถหาความสุขผ่านทางร่างกายได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb พระอาจารย์สถุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2561 5:06:21 น.
Counter : 229 Pageviews.

0 comment
<<< "สรณัง คัจฉามิ" >>>











"สรณัง คัจฉามิ"

เราต้องคิดถึงทุกสภาพที่จะเกิดขึ้นกับเรา กับชีวิตเรา

 การสูญเสียสิ่งต่างๆ ในทุกรูปแบบต้องคิดให้ได้

 พรุ่งนี้เราพิกลพิการไปอยู่กับมันได้หรือเปล่า

 เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตแล้วอยู่กับมันได้หรือเปล่า

 หมอบอกว่าเป็นโรคมะเร็งอยู่กับมันได้หรือเปล่า

หรือจะไปกระโดดตึกฆ่าตัวตาย

อันนี้แหละคือ ข้อสอบของเรา ต้องทำการบ้าน

เตรียมไว้ก่อนทุกรูปแบบเลย

 เกิด เเก่ เจ็บ ตาย มันก็มีแค่นี้

 พลัดพรากจากกัน พลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบ

 หรือประสพกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบ นี่คือข้อสอบ

 คือการบ้านของเรา เราไม่ชอบทำการบ้านกัน

ชอบไปเพ้อฝันว่า จะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้

คนนั้นคนนี้จะดีกับเรา จะอยู่กับเรา

 จะยกย่องสรรเสริญเคารพเรา

 ไม่ดูถูกเหยียดหยามเรา

 พอไปเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก่อนก็จะทำใจไม่ได้

 เพราะไม่ทำการบ้านไว้ก่อน

 เราต้องพยายามหมั่นทำการบ้าน

 คิดถึงเรื่องเสื่อม เรื่องเสียไว้

 อย่าไปคิดถึงแต่เรื่องเจริญ

 เจริญไม่ต้องทำการบ้านหรอก มันผ่านแน่ๆ

เวลาได้เงินมานี้มันยิ้มหน้าาบานทั้งวัน

 แต่เวลาเงินหายหน้าคว่ำทั้งวัน

 เวลาใครชมยิ้มทั้งวัน พอใครด่าหน่อยหน้างอทั้งวัน

อารมณ์บูดทั้งวัน เพราะไม่ยอมทำการบ้านกัน

 ไม่ยอมพิจารณาเรื่องเสื่อม

 เอาแต่ลาภ ยศ สรรเสริญ

 พอมันเสื่อมก็รับไม่ได้

 ถ้าหมั่นทำการบ้านเรื่อยๆ แล้ว

 เวลาเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะทำใจได้

ดังนั้น เราต้องพยายามทำการบ้าน

 คือจินตามยปัญญา สุตมยปัญญา ก็ฟังเป็นระยะ

 บางทีลืมก็กลับมาฟังใหม่ ฟังแล้วก็กลับไปทำการบ้าน

 ทำไปเรื่อยๆ พอมีเหตุการณ์ต้องเข้าห้องสอบ

ก็จะได้ทำได้ หรือถ้าอยากจะให้สอบผ่านเร็วๆ

 ขี้เกียจรอเหตุการณ์ ก็สร้างเหตุการณ์ขึ้นมาเลย

 ยกสามีให้คนอื่น ยกภรรยาให้คนอื่น ยกลูกให้คนอื่น

 ยกสมบัติข้าวของเงินทองให้คนอื่นไปเลย

อย่างนี้แหละจะได้เข้าห้องสอบจะได้รับปริญญาเร็วๆ

 ไม่งั้นก็ต้องมานั่งรอ

ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน ถึงจะมาสอบ

คนที่เขาบรรลุกันเพราะเขาเดินเข้าหาห้องสอบกัน

 ไม่รอให้เหตุการณ์มาสอบ เดินเข้าป่าเข้าเขากัน

 ครูบาอาจารย์เดินเข้าหาเสือ หางู หาสิ่งที่น่ากลัวกัน

 หาความทุกข์ความยากลำบากกัน

เดินธุดงค์ในป่าอยู่อดอยากขาดแคลนไม่มีที่อยู่อาศัย

นอนใต้โคนไม้นอนในกลดนอนบนแคร่

ห้องน้ำห้องท่าก็ไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่มี น้ำประปาก็ไม่มี

อย่าว่าแต่แอร์พัดลมเลย

แต่จิตใจของท่านสอบผ่านกันหมด

 เป็น"สรณัง คัจฉามิ" กันไปหมด

พวกเราถ้าอยากเป็นเหมือนท่านก็ต้องทำเหมือนท่าน

 ถ้าทำอย่างเราก็ไม่รู้จะผ่านเมื่อไหร่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๖










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2561 16:01:42 น.
Counter : 217 Pageviews.

0 comment
<<< "ที่พึ่งที่ถาวร" >>>










“ที่พึ่งที่ถาวร”

ถ้าเราไม่ประมาท เรารีบสร้างที่พึ่งให้กับเราเอง

 สร้างที่พึ่งในใจเรา ปฏิบัติสร้างธรรมะ

สร้างความสงบให้กับใจ พอใจสงบเราก็มีที่พึ่ง

 คนอื่นจะเป็นอะไรเราก็ไม่เดือดร้อน

ใจเราก็จะไม่หวั่นไหว ฉะนั้นตอนนี้มีบทเรียนว่า

ครูบาอาจารย์ท่านจะจากเราไปแล้ว

แต่เดี๋ยวบางทีก็ลืม พออาจารย์องนี้ตายไป

ก็ไปหาอาจารย์องค์ใหม่ แล้วก็ไปเกาะอาจารย์องค์ใหม่

แล้วก็ไม่เคยคิดว่าไปเกาะอาจารย์เพื่ออะไร

ความจริงการไปมีอาจารย์ก็เพื่อ

จะได้ไปศึกษาคำสอนของท่าน

 ท่านก็สอนให้เราปฏิบัติ

 สอนให้เราสร้างที่พึ่งให้กับตัวเราเอง

 เพราะอาจารย์เดี๋ยวก็ต้องแก่เจ็บตาย

 ตั้งแต่องค์แรกคือพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องแก่เจ็บตาย

 ท่านก็สอนให้เราปฏิบัติ สร้างที่พึ่ง สร้างมรรคขึ้นมา

 สร้างสติสร้างปัญญา ถ้าเรามีที่พึ่งมีสติมีปัญญา

 ใจเราจะไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เมื่อไม่ต้องพึ่งผู้อื่น

เวลาผู้อื่นเขาเป็นอะไรไปเราก็ไม่เดือดร้อน

แต่ถ้าเรายังพึ่งตัวเราไม่ได้ เรามัวแต่ไปพึ่งผู้อื่น

ที่เขาจะต้องมีวันจากเราไป

พอเขาจากเราไปเราก็หวั่นไหว เพราะเราจะไม่มีที่พึ่ง

 เราหวั่นไหวเพราะเรากลัวว่าต่อไปท่านไปแล้ว

เราจะไม่มีที่พึ่ง นี่คือความประมาทของลูกศิษย์ลูกหา

ที่เข้าหาครูบาอาจารย์แต่ไม่ได้เข้าหาเพื่อปฏิบัติ

 เข้าหาเพื่อเกาะท่าน ได้ยินได้ฟังธรรมของท่านตอนนั้น

ก็เหมือนกับมีธรรม ฟังธรรมแล้วใจก็มีความสุข

รู้สึกว่ามีปัญญา แต่มันเป็นปัญญาแบบชั่วคราว

 เวลาฟังก็เข้าใจ พอหยุดฟังก็หายไปลืมไป

 พอมีเหตุการณ์อะไรมากระทบใจก็หวั่นไหวขึ้น

 เพราะว่าปัญญาที่เกิดจากการฟังธรรมนี้

มันเสื่อมได้ ฟังแล้วเดี๋ยวก็ลืม

ฉะนั้นต้องเอาปัญญาที่เราฟังนี้มาพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

 คิดอยู่เรื่อยๆ ว่าอนิจจาไม่เที่ยง

 ของต่างๆ ในโลกนี้ไม่เที่ยง

 ครูบาอาจารย์ที่เราพึ่งพาอาศัยท่านก็ไม่เที่ยง

 เดี๋ยวท่านก็ต้องจากเราไป ร่างกายของเราก็ไม่เที่ยง

 เดี๋ยวเราก็ต้องจากโลกนี้ไป

 เราต้องมาสร้างธรรมที่เที่ยง ถ้ามีธรรมแล้ว

เราจะอาศัยธรรมนี้เป็นที่พึ่งปกป้องรักษาใจของเราได้

 ธรรมที่เราต้องมีก็คือสมาธิกับปัญญา ที่เราไม่มีกัน

ถ้าเรามีสมาธิมีปัญญาแล้วใจของเราจะไม่หวั่นไหว

กับเหตุการณ์ต่างๆ อะไรจะเกิดอะไรจะดับนี้

ใจเราไม่เดือดร้อน

 เพราะใจเรามีที่พึ่งมีความสุขในตัวเอง

ไม่ต้องหาความสุขจากผู้อื่น

ไม่ต้องหาความสุขจากการไปฟังเทศน์ฟังธรรม

กับครูบาอาจารย์ ไม่ต้องหาความสุขจากการ

ไปทำบุญกับครูบาอาจารย์

 เราสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเราเอง

ด้วยธรรมของเรา

เหมือนกับครูบาอาจารย์

 ครูบาอาจารย์ท่านก็เป็นเหมือนเรามาก่อน

 เมื่อก่อนท่านก็อยู่ของท่านไม่มีที่พึ่ง

ท่านก็ไปหาครูบาอาจารย์ ไปแล้วท่านก็ไปศึกษา

และปฏิบัติอย่างจริงจัง

ไม่ใช่เพียงแต่ไปอยู่แล้วก็ไปฟัง

แต่ไม่สร้างที่พึ่งขึ้นมา

 การฟังนี้เป็นเพียงส่วนแรก ต้องฟังเพื่อให้รู้ว่า

เราต้องทำอย่างไรเพื่อให้เราเป็นที่พึ่งของเราเอง

 แต่ถ้าฟังแล้วเราไม่ไปปฏิบัติ

 การจะเป็นที่พึ่งของเรานี้เราต้องนั่งสมาธิได้

 เราต้องมีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจสี่

ถ้าเรามีสมาธิมีปัญญา

ใจของเราจะไม่มีความทุกข์กับอะไร

ไม่มีการหวั่นไหวกับอะไร

 เพราะสมาธิกับปัญญาจะรักษาใจของเรา

ให้นิ่งให้สงบให้ไม่กระทบกระเทือนกับสิ่งต่างๆ

 ที่มาสัมผัสรับรู้

นี่คือสิ่งที่เราขาด ขาดสมาธิขาดปัญญา

 ปัญญาที่ไม่ลืม ตอนนี้เรามีปัญญา

แต่เป็นปัญญาที่ลืม ฟังก็เข้าใจ

 เดี๋ยวสักพักก็ลืมหายไป ถูกกิเลสมาหลอก

ให้ไปหลงชอบนู่นชอบนี่ต่อไป

 แต่ถ้ามีปัญญาแล้วมันจะไม่หลง

 ถ้าปัญญาที่แท้จริงมันจะไม่หลง

 กิเลสจะมาหลอกให้ไปพึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้ มันไม่ไป

 เพราะมันเห็นว่าไม่มีอะไรในโลกนี้พึ่งได้

 เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นของชั่วคราว

พึ่งได้ชั่วคราว ได้มาแล้วเดี๋ยวก็หมดไป

 พอหมดไปก็วุ่นวายต้องไปหาใหม่กัน

 หามาเท่าไหร่ก็หมดไปเท่านั้น

ฉะนั้นถ้ามีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างในโลกนี้

มันเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงไม่ถาวร เป็นของชั่วคราว

พึ่งได้ไม่นาน ก็ไม่ไปพึ่งมันดีกว่า

 สิ่งที่เราพึ่งได้ตลอดถาวรก็คือความสงบ

 คือสมาธิ กลับมาสมาธิดีกว่า

 เวลาจะไปพึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้ถ้ามีปัญญา

ก็บอกว่าไม่ไปดีกว่า มาพึ่งความสงบดีกว่า

 และความสงบนี้เราสามารถพึ่งได้ตลอดเวลา

 ถ้าเรารู้จักวิธีทำความสงบแล้ว

ใจของเราก็จะสงบไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 มกราคม 2561
Last Update : 31 มกราคม 2561 10:05:57 น.
Counter : 126 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ