Group Blog
All Blog
<<< "ไฟเผาใจ" >>>











"ไฟเผาใจ"

ทุกข์นี้มันเหมือนไฟที่เผาร่างกาย

 ทุกข์ใจของเรานี้ มันทารุณรุนแรง

กว่าไฟที่เผาร่างกายมากมายหลายร้อยเท่า

แต่เรากลับมองไม่เห็นว่ามันเป็นภัยสำหรับเรา

เรากลับสร้างความทุกข์ให้กับเราอยู่เรื่อยๆ

 ทุกข์กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

 ร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ

มีใครมาบอกให้หยุดก็ไม่หยุด

จะเอาแต่ใจของตนเอง

 อยากจะให้ได้สิ่งที่ตัวเองอยากได้

 ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

นี่แหล่ะคือ ความโง่เขลา เบาปัญญา อวิชา โมหะ

 ที่หลอกให้ใจผลิตความทุกข์เผาใจตนเอง

อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่เจริญปัญญา

 ไม่พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ไม่เห็นอริยสัจ 4 เพราะไม่บำเพ็ญ

ไม่เจริญสติ ไม่นั่งสมาธิ ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล

อยากจะได้สิ่งต่างๆตามความอยากของตน

ความอยากในกามตัณหา

 ภวตัณหา วิภวตัณหาเท่านั้น

 แล้วก็ไปสร้างทุกข์ให้กับตนไม่พอ

 ยังไปสร้างทุกข์ให้กับคนอื่นด้วย

ไปเบียดเบียนคนอื่น ไปรังแกคนอื่น

 อันนี้ก็เป็นเพราะว่า ไม่สนใจเรื่องบุญ เรื่องกุศล

 เรื่องของการทำทาน รักษาศีล ภาวนา

สนใจเเต่เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ

สนใจความสุขทางตาหูตาลิ้นจมูกกายใจ

ก็เลยผลิตแต่ไฟนรก

มาเผาตัวเองอยู่โดยไม่รู้สึกตัว

 จะเผาไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แต่ชาตินี้ชาติเดียว

 เผาแล้วนับไม่ถ้วน

พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้

ไม่รู้กี่พระองค์ ก็ผ่านมาแล้ว

 ไม่ได้รับประโยชน์

จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเลย

 ก็ยังผลิตกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

 มาคอยเผาใจตนเอง และเผาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 ตราบใดที่ไม่ปฏิบัติ ไม่เร่งความเพียร

 ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่ภาวนา

และให้ทำตามขั้นตามลำดับ

ไม่ให้ติดอยู่ขั้นใดขั้นหนึ่ง

 ทำทานแล้วก็ต้องก้าวเข้าสู่ขั้นศีล

ขั้นศีลแล้วก็ต้องก้าวเข้าสู่ขั้นภาวนา

 อย่าไปคิดว่า ทำทานแล้วพอแล้วได้ทำบุญแล้ว

อันนี้เป็นเสี้ยวหนึ่งของบุญ

 เสี้ยวใหญ่ยังไม่ได้ทำกัน

เสี้ยวใหญ่ก็คือการภาวนา

ต้องภาวนาต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

 จนกว่าจะหลุดพ้น

จนกว่าจะทำลายกิเลสตัณหาอุปทาน

ความยึดมั่นถือมั่นทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เท่านั้น

 ถึงเรียกได้ว่า ได้ทำบุญเต็มที่ในโลกนี้แล้ว.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ 10 ธันวาคม 2556









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 มีนาคม 2561
Last Update : 13 มีนาคม 2561 6:33:46 น.
Counter : 218 Pageviews.

0 comment
<<< "การเจริญมรรค" >>>











"การเจริญมรรค"

การทำความเพียรนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก

 ต่อผลต่างๆที่เราต้องการกัน

สิ่งที่เราตัองการทำความเพียรนี้

คือการเจริญมรรค

ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้

ในกิจพระอริยสัจ ๔ ว่า

 มรรคต้องเจริญให้สมบูรณ์

 ตอนนี้มรรคของพวกเรายังไม่สมบูรณ์กัน

 เราจึงต้องมาเร่งความเพียร

 มาเจริญมรรคให้สมบูรณ์

 เพราะวันเวลาของเราจะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ

 ถ้าเราไม่รีบเร่งทำความเพียรเสียแต่บัดนี้

 ต่อไปเวลาจะไม่มี เวลาหมดแล้ว

 เราก็จะไม่สามารถทำความเพียรได้

 เราจึงต้องคอยเตือนใจอยู่เรื่อยๆ

 ว่าเรากำลังเดินเข้าหาความแก่

ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความตาย

 ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญมรรค

 ถ้าเราไม่มีมรรค เราจะไม่มีเครื่องมือ

ที่จะมาใช้ในการดับทุกข์ได้

ดังนั้น เราจึงต้องพยายาม

ใช้เวลาอันมีค่าของเรานี้

 ให้ไปกับการเจริญมรรค

ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 อย่างพระภิกษุ พระพุทธเจ้าก็ทรงสอน

ให้เจริญมรรคตั้งแต่ตื่นจนหลับเลย

 มรรคที่สำคัญข้อแรกก็คือ “สติ”

เพราะก่อนจะมีสมาธิ มีปัญญาได้

จำเป็นจะต้องมีสติก่อน ถ้ามีสติแล้ว

เวลานั่งสมาธิใจก็จะสงบ พอใจสงบแล้ว

 เวลาใจเกิดความอยาก เกิดความทุกข์ขึ้นมา

ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน แล้วก็จะสามารถ

นำเอาปัญญามาละความอยาก

มาดับความทุกข์ได้

 มรรคจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

ในการที่จะทำให้จิตหลุดพ้นจากความทุกข์.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 มีนาคม 2561
Last Update : 11 มีนาคม 2561 5:13:29 น.
Counter : 194 Pageviews.

0 comment
<<< "ความเจริญทางโลก" >>>









"ความเจริญทางโลก"

สมัยนี้ทางโลกเฃาพัฒนาไปรวดเร็ว

ทุกอย่างสะดวกรวดเร็ว จะพัฒนาไปอย่างไร

ก็ไม่สามารถมาทำให้ใจเราเย็นได้

มีแต่จะทำให้ใจเราร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ

จึงขอให้เราระวังกับการเจริญทางโลก

มันจะทำให้ใจเราร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ

เพราะยิ่งสะดวกรวดเร็วก็ยิ่งอยาก

ให้มันสะดวกรวดเร็วขึ้นไป

ใจจะร้อนขึ้นไปไม่ได้เย็น

 ใจจะมีความทุกข์มากขึ้น

ฉะนั้นอย่าไปหลงกับความเจริญทางโลก

มากจนเกินไป

 เอาความเจริญทางโลกมาใช้ให้เกิดประโยชน์

 คือเราต้องรู้จักประมาณ

อย่าไปหลงใหลกับสิ่งต่างๆ

 ที่เขาผลิตขึ้นมาหลอกเรา ให้เราอยากได้

อยากมีอยากเป็นกัน

เพราะต่อให้เราได้มาเท่าไหร่

 มันก็ไม่อิ่มไม่พอ แต่จะทำให้เราหิว

ทำให้เราอยากได้เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 มันก็จะหลอกให้เราดิ้นรนไปหากัน

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการแสวงหา สิ่งต่างๆ

 ที่เราเห็นที่เราได้พบ ได้มาแล้วก็ไม่พอ

 มีแต่อยากจะได้เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 นี่คือผลกระทบต่อจิตใจของพวกเรา

กับความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 มีนาคม 2561
Last Update : 10 มีนาคม 2561 9:44:06 น.
Counter : 221 Pageviews.

0 comment
<<< "ถ้าเราไม่มีสมาธิเราสู้ความอยากไม่ได้” >>>










“ถ้าเราไม่มีสมาธิเราสู้ความอยากไม่ได้”

เวลาที่เราจะต้องฝืนความอยาก ถ้าเรามีสมาธิแล้ว

มันจะไม่รู้สึกอึดอัดไม่รู้สึกทรมานใจ

 ใจจะสงบและเย็นสบาย

 เพราะตอนนั้นมันควบคุมความอยากได้

แต่ถ้าไม่มีสมาธิมันจะอยากอยู่เรื่อยๆ

มันจะดิ้นอยู่เรื่อยๆ มันก็จะทำให้เรารู้สึกทรมานใจ

 พระพุทธเจ้าจึงสอนว่าเราต้องมาสร้างสมาธิก่อน

 ถ้าเราไม่มีสมาธิเราสู้ความอยากไม่ได้

ถึงแม้จะรู้ว่าสิ่งที่เราอยากนี้เป็นทุกข์

มันก็ทุกข์ก็ช่างมันเถอะ แต่ตอนนี้ตอนที่มันได้มันสุขไง

 ตอนที่อยากจะดื่มสุรานี่ขอให้ได้ดื่มก่อนเถอะ

 ต่อไปจะไม่มีดื่มก็ช่างมันเถอะ

 แต่ตอนนี้มีดื่มขอให้ได้ดื่มก่อน

 มันก็จะหยุดความอยากไม่ได้ พอมันอยากมากๆ

 เราก็ต้องไปนั่งสมาธิหยุดความอยากหยุดความคิด

 พอหยุดความคิดหยุดความอยากปั๊บ

 ความทรมานใจที่เกิดจากความอยากก็หายไป

 แล้วครั้งต่อไปความอยากมันก็จะกำลังมันก็เบาลงๆ

เดี๋ยวในที่สุดก็หายไป ไม่ค่อยรู้สึกอยากได้อะไรเลย

 คนที่เลิกบุหรี่ได้ต่อไปบุหรี่ก็ไม่เดือดร้อน

 ถ้าเลิกด้วยปัญญานะ แต่ถ้าเลิกด้วยอย่างอื่นไม่แน่นะ

 ถ้าเลิกเพราะว่าไปอยู่ที่ไม่มีบุหรี่สูบอย่างนี้

พอกลับมาอยู่ที่มีบุหรี่สูบเมื่อไหร่

 พอเห็นปั๊บก็อยากขึ้นมาทันที อย่างนี้ไม่มีปัญญา

 มีเพียงแต่ว่าหยุดไปเพราะถูกบังคับให้หยุดโดยปริยาย

 เพราะไม่มีอะไรให้สูบ หยุดแบบนี้ไม่ได้หยุดแบบถาวร

 พอออกมาจากที่ไม่มีบุหรี่ พอมาเจอมีบุหรี่ขาย

นี่ซื้อทันทีเลย สุราก็เหมือนกัน

บางคนมาอยู่วัดมาบวชเนี่ย

สามเดือนเข้าพรรษานี้ไม่ได้สูบแล้ว ไม่ได้ดื่มสุราเลย

 อยู่ได้ไม่เห็นเดือดร้อน พอสึกออกไปปั๊บเห็นสุราปั๊บ

พื่อนมาชวนไปดื่ม ไปเลย อันนี้ไม่มีปัญญา

 ถ้าหยุดแบบนี้ใช้ไม่ได้ ต้องหยุดแบบมีปัญญา

ว่าดื่มแล้วมันจะเป็นทาสของสุรา

ดื่มแล้วมันจะต้องทุกข์เวลามันไม่มีดื่ม

 เวลาอยากดื่มแล้วไม่ได้ดื่มมันจะทุกข์

 ต้องเห็นอย่างนี้มันถึงจะไม่กล้าดื่ม

เพราะมันรู้ว่ามันเป็นการไปหาความทุกข์

 เพราะดื่มแล้วมันจะติด ติดแล้วจะต้องดื่มเรื่อยๆ

 แล้วเวลาที่ไม่ได้ดื่มมันจะทุกข์

 แล้วมันก็เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นสุราเป็นบุหรี่

เป็นกระเป๋าเป็นรองเท้าเป็นเสื้อผ้า

เป็นเพชรนิลจินดา เป็นแหวนเป็นสร้อย

 เป็นอะไรเหมือนกันทั้งนั้น พอซื้อแล้วมันติดนะ

พออยากได้แล้วมันก็อยากจะได้อยู่เรื่อยๆ

พอมีเงินซื้อมันก็อยากจะซื้ออยู่เรื่อยๆ

 แล้วพอไม่ได้ซื้อก็หงุดหงิด

ทั้งๆ ที่สร้อยก็ซื้อมาตั้งหลายเส้น

 แหวนเพชรก็มีตั้งหลายวงอยู่แล้ว

พอเห็นวงใหม่อยู่ในร้านก็อยากจะได้อีกแล้ว

ของทุกอย่างมันเป็นเหมือนยาเสพติดทั้งนั้นแหละ

พอเสพแล้วมันจะติด มันอยากจะได้ใหม่อยู่เรื่อยๆ

 พอไม่ได้ก็หงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมา

 ไม่ว่าข้าวของเงินทอง คนก็เหมือนกัน

 แฟนยังเปลี่ยนกันอยู่ด้วยใช่ไหม

 ได้คนนี้แล้วเดี๋ยวก็อยากจะได้คนแล้ว

 นี่แหละคือ ถ้าเราอยากจะเลิกเรา

ต้องรู้จักวิธีหยุดความคิดหยุดความอยาก

รู้จักวิธีนั่งสมาธิ แล้วเรายังต้องมีต้องรู้ปัญญ

ว่าการทำตามความอยากนี้มันจะไม่มีวันสิ้นสุด

ความอยากจะไม่มีวันหมด

 วิธีที่จะทำให้มันไม่อยากก็คืออย่าไปอยากมัน

 มันอยากก็อย่าไปทำตามมัน

 ถึงแม้จะสามารถเอาได้ก็ไม่เอาเลย

 จะมีบุหรี่ให้สูบก็ไม่สูบ มีสุราให้ดื่มก็ไม่ดื่ม

 เพราะเห็นว่ามันเป็นทุกข์

 มันเป็นทุกข์เพราะมันไม่เที่ยง ตอนนี้มันอยู่กับเรา

 แต่เวลามันไม่มีมันหมดน่ะสิ เราก็สั่งมันไม่ได้

ห้ามมันไม่ได้ ห้ามมันไม่ให้หมดไม่ได้

ก็เมื่อเราดื่มอยู่เรื่อยๆ มันก็ต้องหมดสิใช่ไหม

 ถ้าเราไม่ดื่มมันก็ไม่หมด เนี่ย

เราต้องเห็นว่าทุกอย่างที่เราอยาก

เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นทุกข์

 เพราะว่ามันไม่เที่ยง อนิจจัง เป็นอนัตตา

เพราะเราควบคุมบังคับมันไม่ได้

เราเห็นด้วยปัญญาแล้ว

เราก็จะเลิกความอยากได้อย่างถาวร

 เพราะเราเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่าดี

 คิดว่าเป็นสุขนี้มันเป็นทุกข์ เพราะมันจะเปลี่ยนไป

มันจะมีการจากกันไป เนี่ยถ้าเห็นอย่างนี้แล้ว

ต่อไปจะไม่มีความอยาก มีก็ไม่อยาก เห็นอะไร

 เห็นก็ไม่อยากได้ เพราะเข็ดแล้ว

ได้มาแล้วเดี๋ยวติดอีก เดี๋ยวติดก็เป็นทุกข์อีก

 นี่ก็คือวิธีหาความสุข ถ้าไม่มีความอยากแล้ว

ใจจะสุขไปตลอด แล้วก็จะไม่ต้องกลับมา

เกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป เพราะไม่มีความอยาก

ที่จะมาหาความสุขทางร่างกายอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................ง

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 มีนาคม 2561
Last Update : 9 มีนาคม 2561 9:58:41 น.
Counter : 226 Pageviews.

0 comment
<<< "เครื่องมือสู้กับความอยาก" >>>










“เครื่องมือสู้กับความอยาก”

ไม่มีอะไรที่เราจะสามารถควบคุมบังคับให้มันดี

ให้มันให้ความสุขกับเราได้ตลอดเวลา

 เรียกว่า อนัตตา ไม่อยู่ในความสามารถของเรา

ที่จะควบคุมบังคับให้มันให้ความสุขกับเรา

ไปได้ตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อเราเห็นว่า

เราจะไปเอาความทุกข์ เราจะไปเอามันทำไม

ถ้ายังไม่มีก็ไม่เอาดีกว่า ถ้ามีก็เลิกดีกว่า

 อยู่คนเดียวดีกว่า มีเงินก็สละเงินไปดีกว่า

 พวกนักบวชนี้เขาเห็นลาภยศสรรเสริญเป็นทุกข์

ทำให้ใจเขาวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้น

วุ่นวายอยู่กับการหาเงินหาทอง

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 หาเท่าไหร่มันก็ไม่อยู่กับเราสักที

อยู่กับเราเดี๋ยวเดียวเดี๋ยวก็หลุดมือไปแล้ว

 ต้องไปหาใหม่ เลยไม่เอาดีกว่า

พอได้อ่านหนังสือ

ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า

 บอกว่ามานั่งสมาธิมาหยุดความอยากกันดีกว่า

 ก็เลยออกบวชดีกว่า

 พอบวชแล้วก็ไม่ต้องหาเงินหาทอง

 เป็นพระนี่สบายไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง

 มีคนอื่นมาบริการให้ หาของจำเป็นให้

หาที่อยู่อาศัยให้ หายาให้ หาเครื่องนุ่งห่มให้

 หาอะไรให้ทุกอย่างเลยดีจะตายไป

ไม่มีที่ไหนในโลกนี้ที่เขาทำกันหรอก

มีประเทศไทยเท่านั้นแหละที่บริการปัจจัย ๔

 ถ้าใครอยากจะบวชนี่

 แม้แต่ฝรั่งยังต้องมาบวชที่เมืองไทย

บ้านเมืองเขาไม่มีการให้แบบนี้

 เขามีให้เหมือนกันแต่เขาให้แบบมีขอบเขต

 เช่นตกงานเขาก็ให้ ๖ เดือน

 ประกันสังคมแล้วก็ต้องบังคับให้ไปหางานให้ไปทำ

 อันนี้ไม่บังคับเลยให้ตลอดชีวิตเลย

อย่าไปทำอะไรแบบญาติโยมเท่านั้นเอง

 ถ้าอยู่เฉยๆ ได้เขาก็ยินดีที่จะสนับสนุน

 พอไปทำอะไรแบบญาติโยมเดี๋ยวเขาก็จับสึก

นี่แหละคนที่พอได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า

แล้วก็จะเห็นว่า

วิธีของพระพุทธเจ้านี้เป็นวิธีที่ถูกต้อง

 เป็นวิธีที่นำความสุขที่แท้จริงมาให้

วิธีของพวกเรานี้มีแต่นำแต่ของวุ่นวายใจ

ความทุกข์ยากเดือดร้อนมาให้

 เวลาที่ไม่สามารถหาสิ่งที่เราอยากได้

 หรือเวลาที่เราสูญเสียสิ่งที่เราอยากได้ไป

คนที่มีกำลังใจก็ตัดสินใจตัดมันให้หมด

ตัดความอยาก เคยอยากรูปเสียงกลิ่นรสก็ตัดมัน

 การที่จะตัดมันได้อย่างแท้จริงก็ต้องมีพลัง

ต้องมาหยุดความอยากให้ได้หยุดความคิดให้ได้

ความคิดนี้เป็นเครื่องมือของความอยาก

พอไม่คิดความอยากมันก็ทำงานไม่ได้

ฉะนั้นก็เลยต้องมาทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน

มาสร้างเครื่องมือสู้กับความอยาก

 เครื่องมือที่จะสู้กับความอยากก็คือ สติ

 แล้วก็อาศัยศีลเป็นผู้ช่วยคอยปิดกั้น

ไม่ให้ความอยากมันออกมา

ถ้ามีศีลเราก็จะห้ามเรา

ว่าเราจะไม่ไปทำตามความอยาก

 เหมือนกับมีรั้วกั้นไว้ กั้นความอยากไว้

แต่ความอยากมันก็ยังไหลออกมา

 เพียงแต่ว่ามันไปหยุดที่ตรงรั้ว

 ถ้ามีศีล ๘ เห็นไหมสามีภรรยา

ก็ต้องอยู่คนละทีใช่ไหม ไม่ได้นอนด้วยกันใช่ไหม

เนี่ยมาถือศีล ๘ เนี่ย แต่พอกลับบ้าน

ก็เลิกถือศีล ๘ ก็นอนด้วยกันได้

ฉะนั้นคนที่จะหยุดความอยากทางกาม

 ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ต้องถือศีล ๘ ก่อน

พอถือศีล ๘ แล้วจะได้รู้ว่า

อ่ะต่อไปนี้ห้ามทำแล้วนะกิจกรรมเหล่านี้ทำไม่ได้

 แต่ความอยากก็ยังมี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นอนร่วมกัน

 บางทีเวลานอนก็ยังคิดถึงกันอยู่

เพราะถ้าเราไม่ปล่อยใจไม่ควบคุมใจมันก็จะคิด

 คิดแล้วมันก็อยาก ถ้าคิดบ่อยๆ

 เดี๋ยวมันก็สึกใช่ไหม บวชได้ไม่กี่วันเดี๋ยวก็กลับบ้าน

 กลับไปอยู่ร่วมกันใหม่ แต่ถ้าหยุดความคิดได้

หยุดความอยากได้ก็ไม่สึก สึกไปทำไม

อยู่แบบนี้สบายกว่า อยู่คนเดียวอยู่กับความสงบ

มีความสุขมากกว่า ไม่ต้องไปทะเลาะกับเขาแล้ว

ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาแล้ว

 ไม่ต้องไปห่วงไปกังวลกับเขาแล้ว

 ไม่ต้องไปหวงเขา เขาจะไปเที่ยวกับใคร

เขาจะไปคุยกับใคร เขาจะไปทำอะไรกับใคร

เรานอนสบาย เราหลับสบาย

 แต่ถ้ายังไปยังต้องอาศัยเขาอยู่นี่ ก็หวง

ต้องเป็นของเราคนเดียว เป็นของคนอื่นไม่ได้

 แทนที่จะมีความสุขกับเขา

 ก็เลยต้องมาทุกข์กับเขาเอง

ถ้าใครสามารถควบคุมความคิดควบคุมความอยาก

 หยุดคิดหยุดอยากได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นของชั่วคราว

มันก็จะทำให้เราเบาอกเบาใจสบายอกสบายใจ

 แล้วถ้าอยากจะให้มันหยุดอยากอย่างถาวร

 ก็ทุกครั้งที่อยากก็ใช้ปัญญามองให้เห็นว่า

การอยากนี้มันเป็นการไปหาความทุกข์

 อยากมีแฟนก็เดี๋ยวก็ต้องไปทุกข์กับแฟน

 อยากมีอะไรก็ต้องไปทุกข์กับสิ่งที่เรามี

 พอเราเห็นว่าทุกข์ ไม่เอาดีกว่า

อยู่กับความสงบดีกว่า อยู่กับการนั่งสมาธิดีกว่า

เวลาไหนอยากก็เข้าไปนั่งสมาธิดีกว่า

เดี๋ยวต่อไปความอยากมันก็จะหมดไปจากใจ

หรือเวลาอยากก็ต้องมองให้เห็นว่ามันทุกข์

 สิ่งที่เราอยากได้มันทุกข์ อย่าไปมีอะไรดีกว่า

 อยู่กับความว่างอยู่กับความไม่มีดีกว่า

 พอเรารู้อย่างนี้แล้ว

ต่อไปทุกครั้งที่อยากเราก็ฝืนมัน

 อยากจะไปมีแฟนเราก็ฝืนมัน

อยากจะไปมีเงินมีทองก็ฝืนมัน

อยากจะไปเที่ยวก็ฝืนมัน

ฝืนด้วยการไปนั่งสมาธิ

 ถ้านั่งสมาธิแล้วมันจะไม่ทรมาน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 มีนาคม 2561
Last Update : 8 มีนาคม 2561 11:31:23 น.
Counter : 136 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ