Group Blog
All Blog
<<< " มีดวงตาเห็นธรรม" >>>









“มีดวงตาเห็นธรรม”

ธรรมะก็คือธรรมชาตินี้เอง

เสียงน้ำ เสียงลม เสียงฝนนี้เป็นธรรมชาติ

 ถ้าพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ในธรรมชาติก็จะบรรลุธรรมได้

 มีเรื่องในสมัยพุทธกาล มีพระรูปหนึ่ง

ท่านมีคำถามอยากจะไปถามพระพุทธเจ้า

พอไปถึงกุฏิฝนตกพอดีก็เลยรออยู่ข้างล่างกุฏิ

 เห็นน้ำฝนที่ตกลงมาจากหลังคา

ลงไปกระทบกับน้ำที่อยู่ข้างล่างน้ำที่อยู่บนดิน

 น้ำฝนที่ตกลงไปบนดินเป็นฟองแล้วก็แตกกระจายไป

 เกิดเป็นฟองแล้วก็แตกกระจายไป

พอท่านเห็นอย่างนั้นท่านก็ได้คำตอบ

 เห็นว่าความไม่เที่ยงเป็นอย่างไร

ก็เลยไม่ต้องไปถามพระพุทธเจ้า

 ความไม่เที่ยงก็คือมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับเอง

เหมือนฟองน้ำ น้ำฝนที่ตกลงมาจากชายคา

พอตกลงมากระทบกับน้ำที่เลอะนองอยู่บนพื้น

ก็กลายเป็นฟองน้ำขึ้นมา แล้วฟองนั้นก็แตกดับไป

 เห็นอนิจจัง เห็นอนัตตา เห็นว่าห้ามไม่ได้

 ห้ามไม่ให้ฟองน้ำที่มันเกิดแล้วไม่ให้มันแตกไปไม่ได้

 ฟองน้ำมันเกิดแล้วเดี๋ยวมันก็แตกไป

ห้ามไม่ให้มันเกิดก็ไม่ได้

มันคือฟองน้ำตกลงมาจากบนหลังคา

มาสู่น้ำที่อยู่ข้างล่างก็กลายเป็นฟองน้ำขึ้นมา

แล้วก็แตกไป ก็เลยเข้าใจความเป็นจริงว่า

อนิจจังเป็นยังไง อนิจจังก็คือมันไม่แน่

มันไม่เที่ยงมันไม่ถาวร ฟองน้ำตกลงมาแล้วก็แตกไป

แล้วฟองน้ำตกลงมาใหม่ หยดน้ำตกลงมาใหม่

ก็เป็นฟองน้ำขึ้นมาใหม่ แล้วก็แตกไป

 ก็เห็นว่าการเกิดดับเกิดดับของธรรมชาติ

ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ สัพเพ ธัมมา อนัตตา

 อะไรที่เกิดแล้วดับ อันนั้นก็ต้องเป็นธรรมชาติ

เพราะเราห้ามเขาไม่ได้

ร่างกายของเราเกิดแล้วเดี๋ยวมันก็ดับ

ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของสัตว์ของมนุษย์

ก็เกิดแล้วก็ต้องดับ เป็นหญิงเป็นชาย เป็นคนรวยคนจน

 เป็นเหมือนกันหมด ไม่ใช่ร่างกายนี้ไม่ได้เป็นของใคร

 เป็นของธรรมชาติ เพราะทำมาจากธรรมชาติ

 ร่างกายนี้ก็ทำมาจากน้ำ จากดิน จากลม จากไฟ

 พอมันมารวมกันก็เกิดเป็นขน ผม เล็บ ฟันขึ้นมา

 เหมือนกับน้ำที่ตกลงมาจากชายคา

มารวมกับน้ำที่อยู่ที่บนพื้นดิน

ก็กลายเป็นฟองน้ำขึ้นมา แล้วมันก็แตกไปดับไป

ร่างกายก็ได้มาจากน้ำที่เราดื่มเข้าไป

ลมที่เราหายใจเข้าไป อาหารที่เรารับประทานเข้าไป

 อาหารก็เป็นธาตุดินส่วนใหญ่ ข้าวก็ทำมาจากดิน

 ผักก็ทำมาจากดิน เนื้อสัตว์ก็มาจากผัก

มาจากข้าวอีกทีหนึ่ง สัตว์ก็ต้องกินข้าวกินผัก

แล้วก็กลายเป็นเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ก็เข้ามาในร่างกายเรา

 ก็มากลายเป็นเนื้อเรา

เป็นหนัง เป็นเนื้อ เป็นเอ็น เป็นกระดูก

อันนี้เป็นธรรมชาติทั้งนั้น

 ร่างกายนี้ไม่มีเราอยู่ในร่างกายนี้ เรานี้เราคิดไปเอง

 เราคือผู้คิดผู้รู้ เราคิดว่าร่างกายเป็นเรา

 แท้จริงร่างกายมันเป็นดินน้ำลมไฟ

 แต่เรากลับไปคิดว่ามันเป็นเรา

 พอเราคิดว่าเป็นเราเราก็จะไปรักไปหวงมัน

 พอมันจะดับก็เลยทุกข์กับมัน เพราะอะไร?

เพราะอยากไม่ให้มันดับ

 ตันหาความอยากเป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจ

 ความทุกข์ใจก็คือการเกิดแก่เจ็บตายนี้เอง

 เกิดก็ต้องทุกข์ แก่ก็ต้องทุกข์ เจ็บก็ต้องทุกข์

ตายก็ต้องทุกข์ เพราะเกิดแล้วก็ไม่อยากจะให้มันตาย

 อยากจะให้มันอยู่ ก็ต้องหากินหาอะไร

 ต่อสู้กับอะไรต่างๆเพื่อให้ร่างกายมันอยู่

 ก็ต้องทุกข์กับการเลี้ยงดูร่างกาย

 แล้วพอมันแก่ก็ทุกข์เพราะไม่อยากให้เหมือนแก่

 มันเจ็บก็ไม่อยากให้มันเจ็บ

 มันตายก็ไม่อยากให้มันตาย

 มันก็เลยทำให้ใจทุกข์กับร่างกาย

เพราะใจไม่รู้จักร่างกายว่าเป็นอะไร ไปคิดว่าเป็นเรา

ถ้าคิดว่ามันเป็นเหมือนฟองน้ำที่ตกลงมาจากชายคา

แล้วก็ลงมากระทบกับน้ำที่อยู่บนพื้นดิน

ก็ปรากฏเป็นฟองขึ้นมา

 ถ้าเราไปยึดฟองนั้นว่าเป็นเราเราก็จะทุกข์

 เพราะอยากจะให้ฟองนั้นมันไม่แตก

แต่เรารู้ว่ามันเป็นฟองมันไม่ได้เป็นเรา

เราเลยไม่ไปยึดมัน เราเลยไม่ทุกข์กับฟองน้ำ

ถ้าเรารู้ว่าร่างกายเราก็เป็นเหมือนฟองน้ำ

เราไม่ไปยึดกับมัน เราไม่ไปทุกข์กับมัน

 เพราะเราไม่ได้เป็นมัน นี่คือการมีดวงตาเห็นธรรม.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๑




ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 กรกฎาคม 2561
Last Update : 10 กรกฎาคม 2561 8:15:55 น.
Counter : 219 Pageviews.

0 comment
<<< "วิธียุติการเวียนว่ายตายเกิด" >>>









“วิธียุติการเวียนว่ายตายเกิด”

การถือศีล ๘ นี้ก็ถือว่าได้บวชแล้ว

 ยุติการใช้ร่างกายหาความสุขต่างๆ

ไม่นอนกับแฟน

 ไม่กินอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

ไม่ไปเที่ยวตามสถานบันเทิงต่างๆ

 ไม่แต่งเนื้อแต่งตัว อันนี้เป็นการบวชชั่วคราว

 สามวัน ห้าวัน แล้วก็เอาเวลาที่บวชนี้

ม่ต้องไปทำงานทำการนี้มาฝึกสติกัน

มาคอยควบคุมความคิดกันหยุดความคิดกันให้ได้

 ด้วยการใช้การเจริญสติแบบใดแบบหนึ่ง

 เช่นการบริกรรมพุทโธๆ นี้ก็เป็นการเจริญสติ

 เป็นการห้ามความคิดได้

 ถ้าเราบริกรรมแต่พุทโธๆๆไปภายในใจเรา

ก็จะไปคิดถึงคนนั้นคนนี้ไม่ได้

 คิดถึงลาภยศสรรเสริญ

คิดถึงรูปเสียงกลิ่นรสไม่ได้

 พอเราไม่คิดใจเราก็จะเบาใจเย็นจะสบาย

 เพราะความอยากไม่มีนั่นเอง

 แล้วพอถ้าเรานั่งเฉยๆได้นั่งหลับตาได้

จิตก็จะนิ่งได้อย่างเต็มที่ พอนิ่งเต็มที่

ความสุขที่เต็มที่ก็จะปรากฏขึ้น

มาให้เราได้สัมผัสทันที

 พอเราได้สัมผัสกับความสุขแบบนี้แล้ว

ทีนี้เราก็เลิกหาความสุขแบบเก่าได้

ทุกครั้งอยากจะมีความสุขก็ไปนั่งสมาธิแทน

 นั่งหลับตาพุทโธ ๕ นาทีมันก็สงบลง

 ถ้าเราทำบ่อยๆทำจนชำนาญ

ก็เหมือนกับการหัดขับรถ

ตอนต้นเวลาเราหัดขับรถนี้

รู้สึกมันจะยากไปหมด

ไหนจะต้องมีพวงมาลัย

จะต้องมีเบรคมีเกียร์มีคันเร่ง

 แต่ถ้าเราหัดขับต่อไปเรื่อยๆ

ต่อไปมันก็จะชำนาญ

แล้วมันแทบจะไม่ต้องคิดเลย

พอกระโดดขึ้นนั่งปั๊บมันก็สตาร์ทรถวิ่งได้เลย

 ฉันใด ใหม่ๆ เราก็จะรู้สึกว่ามันอึดอัด

 เวลาจะนั่งก็อึดอัด จะพุทโธก็อึดอัด

เพราะมันไม่เคยทำมันก็เลยไม่รู้สึก

 มันเลยรู้สึกว่าทำไปแล้วมันจะได้ผลหรือเปล่า

 ก็ลังเลสงสัยไป ตอนนี้เราต้องใช้ความอดทน

ใช้ความพยายาม

 เชื่อพระพุทธเจ้าบอกพุธทโธไปเถิด

อย่างเดียวไม่ต้องไปคิดอะไร

เดี๋ยวจะได้เห็นผลเอง

 ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า

แล้วเราพุทโธไปอย่างเดียวได้

 รับรองเดี๋ยวจิตมันจะรวมจิตมันจะสงบ

ให้เราเห็นกับตาของเรา พอเห็นกับตาแล้ว

ทีนี้มันหายสงสัย สิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็น

 ถ้าอยากจะเห็นความสุขสงบนี้

ฟังอย่างเดียวจะไม่เห็น

 พระเทศน์ทุกวันๆให้ฟังเนี่ยฟังไปแล้วมันก็ยังไม่เห็น

 จะเห็นก็ต่อเมื่อเราไปเจริญสติกัน ไปนั่งสมาธิกัน

 ไปพุทโธๆกัน ถ้าเราทำได้ รับประกันได้

รับรองได้ว่าจะต้องพบกับความสงบ

ที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 แล้วพอได้มาแล้วทีนี้เราจะไม่ต้องหาความสุข

ในรูปแบบเดิมอีกต่อไป ไม่ต้องมีแฟน

ไม่ต้องมีเงินทอง ไม่ต้องมียศมีตำแหน่ง

ไม่ต้องมีใครมาคอยชมเรา ไม่ต้องไปเที่ยว

ไปดูหนังฟังเพลง อยู่เฉยๆอยู่คนเดียว

ทำใจให้สงบก็มีความสุขแล้ว

นี่คือวิธีที่เราจะยุติการเกิดแก่เจ็บตายได้

 ยุติความทุกข์ต่างๆที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ได้

 เพราะความทุกข์มันก็เกิดจากการเกิดนี่เอง

 การเกิดก็เกิดจากการที่เรายังต้องใช้ร่างกาย

เป็นเครื่องมือหาความสุข

 แต่พอเรามาพบกับพระพุทธเจ้า

กับคำสอนพระพุทธเจ้าที่สอนให้เรา

เปลี่ยนวิธีหาความสุขกัน

มาหาความสุขจากการทำใจให้สงบ

สติของเรานี่แหละ พอเราสร้างสติ

มีกำลังที่จะทำให้ใจสงบได้

เราก็ไม่ต้องหาความสุขในรูปแบบอื่นอีกต่อไป

 ไม่ต้องไปทุกข์กับร่างกายอีกต่อไป

 ถึงแม้ยังมีร่างกายอยู่จะไม่ทุกข์กับร่างกายอีกต่อไป

 ร่างกายแก่ก็ไม่ทุกข์ ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ทุกข์

ร่างกายตายก็ไม่ทุกข์ เพราะเราไม่ต้องดูแลรักษามัน

 เราไม่ต้องการให้มันอยู่แล้ว จะอยู่ก็อยู่

มันจะตายก็เรื่องของมัน เราจะไม่ทุกข์

แล้วมันพอร่างกายนี้ตายไป

เราก็จะไม่กลับมามีร่างกายอันใหม่อีกต่อไป

 เราก็จะไปอยู่กับพระพุทธเจ้า

ไปอยู่ที่เราเรียกว่าพระนิพพานกัน

 ที่ไม่มีการเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป

มีแต่บรมสุข นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง

 ไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด

นี่คือเรื่องของศรัทธาความเชื่อ

ในพระธรรมคำสอนของชาวพุทธเรา

 ชาวพุทธเราเราเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 เชื่อคำสั่งคำสอนของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 ถ้าเราเชื่อแล้วนำเอาไปปฏิบัติได้

 เราจะได้รับประโยชน์

เราจะได้หลุดพ้นจากกองทุกข์

แห่งการเวียนว่ายตายเกิด

 เราจะได้รับความสุขของพระนิพพาน

 ที่จะเป็นที่จะตามมาต่อไป

ดังนั้น ในวันขึ้นปีใหม่นี้

ก็ขอให้ท่านจงนำเอาคำสอนอันประเสริฐ

ของพระพุทธเจ้านี้ ไปพินิจพิจารณา

และไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุข

และการสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งหลาย

ที่จะตามมาต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๑




ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 กรกฎาคม 2561
Last Update : 9 กรกฎาคม 2561 8:57:38 น.
Counter : 225 Pageviews.

0 comment
<<< " วิธีหาความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย” >>>









“วิธีหาความสุข

  แบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย”

การที่เรามาเกิดก็เพราะว่า

เรายังมีความอยากใช้ร่างกายอยู่นี่เอง

เพราะเรายังอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 อยากได้ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 ถ้าเราไม่อยากจะกลับมาเกิด

เราก็หยุดใช้ร่างกายนี้เท่านั้นเอง

 อย่าไปใช้ร่างกายหาลาภยศสรรเสริญ

 อย่าไปใช้ร่างกายหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 การที่เราจะไม่ใช้ร่างกายหาความสุขเหล่านี้ได้

 เราต้องมีวิธีหาความสุขอีกแบบหนึ่ง

ความสุขที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย

ถ้าเราสามารถหาความสุขอีกแบบหนึ่งได้

โดยไม่ต้องใช้ร่างกาย ต่อไปเราก็เลิกใช้ร่างกายได้

 พอเรามีวิธีหาความสุขอีกแบบหนึ่งได้

 วิธีที่จะหาความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกายก็คือ

 การไปนั่งสมาธิไปทำใจให้สงบนั้นเอง

ถ้าเราสามารถทำใจให้สงบได้

เราจะพบกับความสุขอีกแบบหนึ่งที่ดีกว่า

ความสุขที่เราได้จากการใช้ร่างกาย

หาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

 ผู้ใดที่ได้สัมผัสกับความสงบแล้ว

จะเข้าใจคำพูดของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสไว้ว่า

 นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง

สุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบไม่มี

 สุขต่างๆที่เราได้รับผ่านทางร่างกาย

 คือสุขที่ได้จากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้

 สู้ความสุขที่ได้จากการทำใจให้สงบไม่ได้

ดังนั้น ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า

แล้วลองไปทำใจให้สงบกันดู

ถ้าทำได้แล้วเราจะไม่ต้องพึ่งร่างกายอีกต่อไป

 เราจะไม่ต้องไปเกิดกันใหม่อีกต่อไป

นี่คือความพิเศษของการได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 เพราะในโลกนี้ไม่มีใครรู้ว่าเรามาเกิดกันได้ยังไง

 แล้วไม่มีใครรู้วิธีที่จะหยุดการเกิดได้อย่างไร

 บางทีไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า

เรากำลังเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่

คนที่มีความรู้ทางโลกมากๆทางวิทยาศาสตร์

กลับไม่เชื่อเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด

เสียด้วยซ้ำไป คิดว่าเกิดมาแล้วตายไปก็จบ

 ฉะนั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำบุญทำบาปให้เสียเวลา

 สู้มาหาลาภยศสรรเสริญหาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายกันดีกว่าในขณะที่ยังหาได้

 เพราะต่อไปเวลาร่างกายตายไปหรือแก่เจ็บไข้ได้ป่วย

จะไม่สามารถหาได้ พวกนี้ยิ่งฉลาดกลับยิ่งโง่

เพราะคิดว่าชีวิตของเรา

มีอยู่ที่ร่างกายนี้เพียงส่วนเดียว

 พอร่างกายตายไปแล้วก็จบ

ฉะนั้น ตอนนี้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ต้องรีบใช้มัน

ให้หาความสุขให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้

นี่ก็คือการกระทำหรือความเห็นของบุคคลส่วนใหญ่

โดยเฉพาะประเทศที่เจริญทางด้านวิทยาศาสตร์

 เขาจะไม่เชื่อเรื่องของศาสนา

เขาจะไม่เชื่อเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด

 เขาไม่คิดว่าตายไปแล้ว

จะมีการไปรับผลบุญผลบาปต่อไป

 เขาจึงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะถูกหรือผิด

เพื่อให้เขามีความสุขในขณะที่เขามีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง

 พวกนี้ก็ถือว่าเป็นพวกที่น่าสงสาร

เพราะจะไม่มีวันที่จะยุติการกลับมาเกิดแก่เจ็บตายได้

 แต่พวกเรานี้โชคดี เรามาเกิดในเมืองพุทธ

ในเมืองที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่สอนให้เรารู้ว่าพวกเรากำลังเวียนว่ายตายเกิดกัน

 และการเวียนว่ายตายเกิดนี้มันเป็นทุกข์

 ความสุขที่เราได้จากการเวียนว่ายตายเกิด

มันนิดเดียว เหมือนกับเหยื่อที่ติดปลายเบ็ด

เหยื่อเนี่ยมันชิ้นเล็กๆกินเข้าไป

ก็มีความเอร็ดอร่อยเพียงนิดเดียว

 แต่พอไปถูกตะขอเบ็ดเกี่ยวปากนี้

มันจะเจ็บไปตลอดถึงวันตาย

 เพราะปลาที่ไปฮุบเหยื่อนี้

มันก็จะต้องถูกเขาลากขึ้นจากน้ำ

แล้วก็เอาไปใส่ในหม้อแกงต่อไป

 ฉันใด พวกเราที่หาความสุขจากร่างกาย

 หาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

 จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ก็เป็นเหมือนปลาที่ไปฮุบเหยื่อดีๆนี่เอง

 ได้ความสุขเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

 แล้วก็ต้องมาทุกข์กับภัยต่างๆ

ที่มากระทบกับร่างกาย

 นี่ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า

 แล้วอยากจะหยุดการเวียนว่ายตายเกิด

 ชาตินี้แหละเป็นชาติเดียวเท่านั้นที่เรามีโอกาส

ได้รู้จักวิธีที่จะหยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้

 วิธีที่จะหยุดการเวียนว่ายตายเกิด

ก็ต้องเลิกใช้ร่างกายหาความสุข

จากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 จะหยุดได้ก็ต้องมีความสุขแบบใหม่

 ต้องมีวิธีหาความสุขแบบใหม่

 อย่างปลาอย่าไปฮุบเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด

 ถ้าอยากจะหาอาหารก็ไปกินปลา

ที่มันไม่ได้ติดอยู่ปลายเบ็ดก็เท่านั้นเอง

พวกเราก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่อยากจะมาติดเบ็ด

ของการเวียนว่ายตายเกิด เราก็อย่าไปหาร่างกาย

อย่าไปใช้ร่างกายในการหาความสุขต่างๆ

 ให้เรามาหาความสุขอีกแบบหนึ่ง

ที่ไม่ได้ต้องใช้ร่างกาย

 ความสุขที่ทำใจให้สงบนี้

เกิดจากการที่เราใช้สติที่มีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว

 เพียงแต่ว่าเราไม่รู้จักใช้มัน

หรือว่ามันยังมีกำลังน้อยเท่านั้นเอง

 แต่เราสามารถสร้างสติขึ้นมาให้มีกำลังมากขึ้นได้

 ที่สามารถที่จะทำให้ใจของเราให้สงบ

ให้นิ่งให้มีความสุขได้ อันนี้เป็นความรู้ที่วิเศษ

ที่ยากที่จะมาพบ ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนานี้

ไม่มีศาสนาไหนที่จะมาสอนให้เราเจริญสติกัน

 ให้เรามาสร้างสติมาหยุดความคิด

 มาสร้างความสุขที่เกิดจากความสงบกัน

 ที่เป็นความสุขที่ปราศจากพิษภัยอันตราย

เหมือนกับความสุขที่เราได้ผ่านทางร่างกาย

ดังนั้น ถ้าเราสามารถมีเวลาหาเวลา

มาฝึกจิตทำจิตให้สงบได้

 เพราะการจะทำจิตให้สงบนี้

ต้องใช้เวลามากพอสมควร

จะต้องอยู่ตามลำพัง

 คนเขาถึงไปบวชกัน เพราะการบวชนี้แหละ

เป็นการอำนวยการสร้างความสุขให้กับใจได้ดีที่สุด

 เพราะว่าจะไม่ต้องใช้ความคิดมาก

เวลาบวชถ้ายังทำมาหากินอยู่นี่ก็ต้องใช้ความคิด

 พอจะไปนั่งสมาธิหยุดความคิดมันจะยาก

 แต่ถ้าไม่ต้องทำมาหากิน ไปบวช

ก็จะคิดน้อยไม่มีเรื่องราวให้ต้องคิดมาก

 แล้วก็ถ้าพยายามเจริญสติให้มาก

พยายามหยุดความคิดให้ได้

เดี๋ยวไม่นานมันก็หยุดได้

 เดี๋ยวจิตก็จะสงบ พอจิตสงบแล้วก็จะมีความสุข

 แล้วก็จะเลิกใช้ร่างกายหาความสุข

จากสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ได้

 พวกที่หยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้นี้

ส่วนใหญ่จึงเป็นพวกนักบวชทั้งนั้น

 เห็นไหมครูบาอาจารย์ต่างๆ

พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่างๆ พระสุปฏิปันโน

ล้วนเป็นนักบวชทั้งนั้น

เพราะว่าการเป็นนักบวชนี้มันจะทำให้เรามีเวลา

ที่จะมาเจริญสติมาหยุดความคิด

 มาทำใจของเราให้สงบให้มีความสุข

 พอเราสามารถหาความสุข

โดยที่ไม่ต้องใช้ร่างกายได้

 เราก็เลิกใช้ร่างกายในการหาความสุข

 เราก็จะไม่มีความอยากที่จะได้ลาภยศสรรเสริญ

 ไม่มีความอยากจะได้ความสุข

ผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกายอีกต่อไป

พอเรามีความสุขที่เกิดจากความสงบแล้ว

 ร่างกายก็ไม่มีความหมายกับเราอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 กรกฎาคม 2561
Last Update : 8 กรกฎาคม 2561 9:10:39 น.
Counter : 161 Pageviews.

0 comment
<<< "ที่มาของความฝันดีหรือฝันร้าย” >>>









“ที่มาของความฝันดีหรือฝันร้าย”

วันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยเรียกว่าวันสงกรานต์

ในวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยเรานี้

เป็นธรรมเนียมของชาวไทยพุทธที่จะเข้าวัด

เพื่อมาสร้างบุญสร้างกุศลให้แก่จิตใจ

เพราะมีศรัทธามีความเชื่อ

ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 และจะไปรับผลบุญผลบาปที่เราได้ทำกันเอาไว้

ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่

 เราจึงมาทำบุญมาละบาปกัน

 เพราะการทำบุญจะทำให้เรามีความสุขกัน

 การทำบาปจะทำให้เรามีความทุกข์กันนั่นเอง

 เราจึงพยายามที่จะไม่ทำบาปกันด้วยการรักษาศีล

 รักษาศีลแล้วก็พยายามทำบุญให้มากๆ

 เท่าที่เราจะทำได้ เพราะการทำบุญนี้

จะเป็นสิ่งที่จะปกป้อง

คุ้มครองใจของเราให้มีความสุข

การไม่ทำบาปก็จะป้องกันใจของเรา

ไม่ให้ทุกข์ไม่ให้รุ่มร้อน

ไม่ให้เดือดร้อนไม่ให้หวาดกลัว

นี่คือศรัทธาที่เชื่อว่าเราไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

เราเป็นจิตใจที่มาเชื่อมต่อกับร่างกาย

 แล้วก็ใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

ในการหาความสุขต่างๆ

 ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย

ใจของพวกเรานี้เป็นผู้รู้ผู้คิด

 และส่งกระแสการรับรู้

มาเกาะติดอยู่ที่ตาหูจมูกลิ้นกาย

 เพื่อที่เวลาที่ตาเห็นรูปใจก็จะได้เห็นรูปด้วย

 เวลาที่หูได้ยินเสียงใจก็จะได้ยินเสียงด้วย

 อันนี้คือความสัมพันธ์

ระหว่างร่างกายกับจิตใจของพวกเรา

 อยู่ตรงการเชื่อมต่อระหว่างใจกับร่างกาย

ด้วยตัวเชื่อมที่เรียกว่า วิญญาณ

วิญญาณนี้มีอยู่ ๕ เส้นด้วยกัน ๕ สาย

ทางตาก็เรียกว่าจักขุวิญญาณ

 ทางหูก็เรียกว่าโสตวิญญาน

 นี่คือเป็นการเชื่อมต่อระหว่างร่างกายกับจิตใจ

 ใจจึงเป็นเหมือนผู้รู้ผู้ใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

 เหมือนกับสมัยนี้ เราใช้โทรศัพท์มือถือ

เป็นเครื่องมือในการที่เราจะติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น

 เราต้องมีโทรศัพท์มือถือ

เราจึงสามารถที่จะติดต่อ

กับผู้อื่นที่มีโทรศัพท์มือถือได้

 แต่โทรศัพท์มือถือนี้ก็เป็นของที่ชั่วคราว

 ใช้ไปๆ มันก็จะชำรุดทรุดโทรม

 แล้วต่อไปมันก็จะใช้ไม่ได้

พอใช้ไม่ได้เราก็ทิ้งมันไปแล้ว

เราก็ไปซื้อเครื่องใหม่ที่ดีกว่าเครื่องเก่า

 เพราะทุกปีเขาจะมีการพัฒนา

เครื่องโทรศัพท์มือถือนี้ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

ร่างกายของพวกเราก็เหมือนกัน

ร่างกายของพวกเรานี้

ก็เป็นเหมือนโทรศัพท์มือถือ

ที่ใจของเราใช้ติดต่อกับร่างกายของคนอื่น

ถ้าใจไม่มีร่างกาย เช่น ร่างกายตายไป

ใจก็จะไม่สามารถติดต่อกับร่างกายของคนอื่นได้

เช่น คนที่เรารู้จักเวลาที่เขาตายไป

 เขาก็จะไม่สามารถติดต่อกับเราได้

 เพราะเขาไม่มีเครื่องมือ

 เขากำลังไปหาเครื่องมือเครื่องใหม่

 กำลังไปหาที่เกิดใหม่

 ไปหาร่างกายอันใหม่เท่านั้นเอง

 การตายก็มีเท่านี้เอง การตายของร่างกาย

ก็เป็นเหมือนกับ

การเสียโทรศัพท์มือถือไปเท่านั้นเอง

 แต่คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ

ไม่ได้เสียไปกับโทรศัพท์มือถือ

ฉันใด ผู้ที่ใช้ร่างกายก็ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 ใจก็ยังอยู่ อยู่แบบไหน

ก็อยู่แบบตอนที่เรานอนหลับนั่นแหละ

เวลาที่เรานอนหลับนี้เราก็ไม่ได้ใช้ร่างกาย

ตอนนั้นร่างกายนอนอยู่เฉยๆ ก็เหมือนกับคนตาย

 เพียงแต่ว่ายังไม่ตายจริง ตายชั่วคราว

 ตายชั่วขณะที่พักผ่อนนอนหลับ

อยู่ประมาณหกเจ็ดแปดชั่วโมง

ช่วงนั้นใจยังอยู่แล้วใจยังทำกิจกรรมของใจต่อไป

 กิจกรรมที่ใจทำอยู่ในช่วงที่ไม่มีร่างกายนั้นก็คือ

กำลังฝันไป ใจเวลาฝัน

ก็ฝันได้สองรูปแบบด้วยกัน

ฝันดีก็ได้ ฝันร้ายก็ได้ ฝันไม่ดีก็ได้

อะไรทำให้ใจเราฝันดีฝันไม่ดีฝันร้าย

 พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่าใจที่ฝันร้ายนั้น

เกิดจากใจที่ไปทำบาปมา เพราะเวลาไปทำบาปมา

ก็เหมือนกับการไปบันทึกภาพ

ไปบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ

เหมือนกับเรามีกล้องถ่ายรูปในเครื่องมือถือ

 ถ้าเราไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่ดี

 เช่น มีการฆ่ากัน มีการทะเลาะวิวาทกัน

 มีการทำร้ายกัน มีอุบัติเหตุมีอุบัติภัยต่างๆ

 เราก็บันทึกภาพเหล่านั้นไว้

แล้วเวลาเรากลับมาบ้าน

เราก็เปิดดูเหตุการณ์เหล่านั้นได้

 ฉันใด ก็เป็นเหมือนเวลาที่เราเอากล้องบันทึกภาพ

บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราทำกัน

บางวันเราก็ทำเรื่องที่ดี

เราทำบุญเราก็จะบันทึกภาพบันทึกเหตุการณ์ที่ดี

 บางวันเราก็ไปทำบาป

 ไปมีเรื่องมีราวกับคนนั้นคนนี้

 ไปทะเลาะวิวาทกัน ไปชิงดีชิงเด่นกัน

ไปทำร้ายทำลายกัน เหตุการณ์ต่างๆ

 ที่เรากระทำกันในขณะที่เราตื่นนี้

ถูกบันทึกไว้หมดในใจของพวกเรา

 แล้วเวลาที่เรานอนหลับเราไม่ได้ใช้ความคิด

 ใจเราเลยใช้สิ่งที่เราได้บันทึกไว้มา

เป็นสิ่งที่มาแสดงให้เราเห็น

ก็เหมือนกับเราเปิดเครื่องมือถือ

ที่เราได้ไปถ่ายภาพถ่ายอะไรไว้

เราก็มาเปิดดูย้อนหลัง

 ฉันใด เวลาเราหลับ

เราก็จะฝันถึงเหตุการณ์ต่างๆ

 ที่เราได้ไปกระทำไว้ เพียงแต่ว่า

มันจะเปลี่ยนจากการกระทำของเรา

เป็นการถูกกระทำไป

เราไปทำอะไรเขาในฝันเรา

ก็จะฝันว่าเขาจะมากระทำอะไรกับเรา

 ถ้าเราไปทำดีไป

ช่วยเหลือเขาไปให้ความสุขกับเขา

 เวลาเราฝันเราก็จะฝันว่า

เขาจะมาให้ความสุขกับเรา

 มาช่วยเหลือเรา ถ้าเราไปทำร้าย

เขาไปทำให้เขาเดือดร้อนวุ่นวายเสียหาย

เวลาเราฝันเราก็จะฝันกลับกัน

 ฝันว่าเขามาทำร้ายเรามาทำลายเรา

มาสร้างความเดือดร้อน

สร้างความวุ่นวายใจต่างๆ ให้กับเรา

นี่แหละคือที่มาของความฝันดีหรือฝันร้าย

 เกิดจากการทำดีหรือทำไม่ดีของเรา

ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นั่นเอง

ในขณะที่เราตื่นในขณะที่เราไม่ได้นอน

เราก็ไปทำอะไรต่างๆ ในวันวันหนึ่งนี้

เรามีการกระทำสามรูปแบบด้วยกัน

 รูปแบบหนึ่งก็คือการกระทำ

ที่ไม่ได้เป็นบุญหรือเป็นบาป

 คือการกระทำที่ไม่ได้ไปทำให้คนอื่น

เขาเดือดร้อนเสียหายหรือได้ประโยชน์

 เราเรียกว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นบุญเป็นบาป

เช่น วันวันหนึ่งส่วนใหญ่

เราจะกระทำกับกิจกรรมต่างๆ

ที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเอง

เช่น เราต้องดูแลรักษาร่างกาย

 เราก็ต้องตื่นขึ้นมา

ก็ต้องเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน

 แต่งหน้าแต่งตัว รับประทานอาหาร ไปทำงาน

 กิจกรรมเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นกิจกรรม

ที่ไม่ส่งผลทางบวกหรือทางลบ

 คือไม่ได้เป็นบุญหรือไม่ได้เป็นบาป

กิจกรรมที่จะเป็นบุญก็ต่อเมื่อ

เราได้ไปทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

 เช่น เราไปทำงานเราก็เอาขนมไปฝากเพื่อน

อย่างนี้เรียกว่าเราได้บุญ

หรือก่อนจะออกจากบ้านมีพระผ่านมาที่บ้าน

เราก็ตักบาตรใส่บาตร อันนี้ก็จะเป็นกิจกรรม

เรียกว่าการทำบุญ

เราจะบันทึกภาพกิจกรรมเหล่านี้

ไว้ในใจของเรา เวลาเราออกไปข้างนอกบ้าน

เราอาจจะไปทำอะไรที่เสียหาย

ก็เรียกว่าเป็นการทำบาป

 เช่น เราไปโกหกคนนั้นคนนี้

 ไปหลอกลวงคนนั้นคนนี้

 หรือไปโกงเอาทรัพย์ของเขามา

เวลาทำมาหากินบางครั้งบางคราว

เราก็อาจจะฉ้อโกง

 อันนี้ก็เป็นการทำบาป กิจกรรมต่างๆ

ที่เราทำในแต่ละวันนี้

ก็จะถูกบันทึกเอาไว้ในใจของพวกเรา

 แล้วเวลาที่เรานอนหลับ

กิจกรรมเหล่านี้ก็จะโผล่ขึ้นมาในฝันของพวกเรา

 นี่คือผลของการทำบุญหรือทำบาป

 หรือการกระทำที่ไม่เป็นบุญหรือเป็นบาป

 มันจะออกมาในรูปแบบของความฝัน

 ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่เราก็จะฝันชั่วคราว

ฝันชั่วขณะที่ร่างกายนอนหลับ

 แต่ถ้าเราตายไปเราก็จะฝันอย่างยาว

เวลาร่างกายตายไปก็เหมือนกับนอนหลับ

 เพียงแต่ว่านอนหลับแบบไม่ตื่น

จะตื่นขึ้นมาอีกทีก็ต่อเมื่อเราได้ร่างกายอันใหม่

ได้กลับมาเกิดใหม่ ช่วงที่เราไม่มีร่างกายช่วงนั้น

เรามีแต่ดวงวิญญาณที่จะฝันดีหรือฝันร้าย

 ขึ้นอยู่กับอำนาจของบุญหรือของบาป

ที่เราได้ทำกันในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี่เอง

ช่วงนั้นน่ะคือเป็นช่วงที่เรา

จะไปสวรรค์หรือไปอบายกัน

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 กรกฎาคม 2561
Last Update : 7 กรกฎาคม 2561 20:11:29 น.
Counter : 166 Pageviews.

0 comment
<<< "ภัยของการมาเกิด" >>>










“ภัยของการมาเกิด”

การตรัสรู้นี้ก็แปลว่า การได้ค้นพบเรื่องต่างๆ

ที่เกี่ยวข้องกับจิตใจของพวกเรา

เกี่ยวข้องกับจิตใจของพระองค์เอง

 พระองค์เองทรงได้ค้นพบเรื่องราวต่างๆ

ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงได้เป็นอย่างนั้น

ถึงได้เป็นอย่างนี้

ทำไมถึงต้องมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตาย

 พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ค้นพบว่า

การที่เรายังต้องกลับมาเกิดมาแก่ มาเจ็บมาตาย

อย่างที่เราเป็นอยู่ขณะนี้ ก็เพราะว่า

เรามีผู้ที่คอยส่งให้เรามาเกิดนั่นเอง

 ผู้ที่ส่งให้เรามาเกิดนี้ก็คือความอยากต่างๆ

ที่เรายังมีอยู่ในใจของพวกเรา

เราต้องการอะไร พวกเรามีความอยากเหมือนกัน

 มีความอยากเหมือนกันสามประการคือ

 อยากร่ำอยากรวย อยากเป็นใหญ่อยากเป็นโต

 อยากไม่สูญเสียสิ่งที่เราได้มาแล้ว

พอได้ทรัพย์สมบัติก็ไม่อยากจะสูญเสียมัน

พอได้เป็นใหญ่เป็นโตก็ไม่อยากจะสูญเสียมัน

นี่คือความอยากได้และความอยาก

นี่คือความอยากได้และความอยากไม่ได้

 อยากได้อยากเป็น อยากได้เงินทอง

 อยากได้ลาภยศสรรเสริญสุข

 พอได้มาแล้วก็ไม่อยากให้สูญเสียสิ่งเหล่านี้ที่ได้มาไป

 เราก็อยากจะหาความสุขจากทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 อยากดูอยากฟังอยากลิ้มรสอยากดมกลิ่น

อยากดูหนังฟังเพลง ดื่มเครื่องดื่มชนิดต่างๆ

อยากรับประทานอาหาร

รับประทานขนมนมเนยชนิดต่างๆ

 เพราะเวลาที่เราได้กระทำสิ่งเหล่านี้

มันทำให้เรามีความสุขกัน เราเลยต้องมีร่างกาย

เพราะถ้าเรามีความอยากเหล่านี้แล้วไม่มีร่างกาย

เราก็จะไม่สามารถหาสิ่งที่เราอยากได้

เช่น คนตายนี้จะไปหาลาภยศสรรเสริญก็ไม่ได้

จะไปหารูปเสียงกลิ่นรส จะไปดูหนังฟังเพลง

จะไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ไปทำอะไรต่างๆ

เหมือนคนที่มีชีวิตอยู่นี้ก็ทำไม่ได้

ดังนั้น เวลาที่เราเสียร่างกายไป

เราจึงต้องไปหาร่างกายอันใหม่กัน ไปเกิดใหม่กัน

 เหมือนกับสมัยนี้เราใช้มือถือกัน

เป็นเหมือนกับชีวิตจิตใจส่วนหนึ่งของจิตชีวิตจิตใจ

 ถ้ามือถือมันเสียหรือหายไปในวันนี้เราจะทำยังไง

รับรองได้ว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้หรือบ่ายนี้

จะต้องไปหาเครื่องใหม่มาใช้ทันที

 เพราะว่าถ้าเราไม่มีมันแล้วเรารู้สึกว่าเราขาดอะไรไป

ชีวิตเราไม่สมบูรณ์เสียแล้ว เพราะเรามีความอยาก

ที่จะใช้โทรศัพท์มือถือนี้เป็นเครื่องมือ

หาความสุขให้กับเรา

 ความสุขที่ได้จากการติดต่อกับคนที่เรารัก

พอคิดถึงคนที่เรารัก เรามีมือถือเราก็กดเบอร์เขา

 พอเขารับสายได้ยินเสียงของเขา

เราก็เกิดความสุขขึ้นมา

 แต่ถ้าเราสูญเสียโทรศัพท์มือถือไป

เราก็ไม่สามารถติดต่อกับคนที่เรารักได้

ดังนั้น พอมือถือหายไปรับรองได้

เดี๋ยวรีบไปหาซื้อมือถือเครื่องใหม่ทันที

 เพราะอยากจะติดต่อกับคนที่เรารักคนที่เราชอบ

 เพราะเราได้รับความสุขจากการที่เราได้ติดต่อกับเขา

 เพราะเรายังอยากจะติดต่อกับเขาเราจึงต้องมีมือถือ

 แต่ถ้าเราไม่อยากจะติดต่อกับใครไม่อยากจะใช้มือถือ

 ถ้ามือถือเสียไปหรือหายไปเราก็ไม่เดือดร้อนอะไร

เราก็ไม่ต้องไปซื้อมือถือเครื่องใหม่

 กลายเป็นภาระซะอีกมีมือถือ

 ต้องคอยรักษาต้องคอยชาร์จแบต

 เวลาเสียก็ต้องเอาไปซ่อม ถ้าเราไม่ต้องใช้มือถือ

ก็ไม่ต้องมีมือถือก็ได้ ไม่ต้องไปซื้อมือถือก็ได้

ฉันใด ร่างกายของเรานี้ก็เป็นเหมือนมือถือ

 ที่ใจของเราใช้เป็นเครื่องมือในการตอบสนอง

ความต้องการความอยากต่างๆ

 ใจของพวกเราทุกคนอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 อยากได้ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 เราจึงต้องมีร่างกาย แล้วพอมีร่างกายแล้ว

เราก็ต้องพยายามรักษาร่างกายนี้

ให้อยู่ไปให้ได้นานที่สุด ให้มีสุขภาพที่แข็งแรง

ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เพราะเวลาที่ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย

หรือเวลาที่ร่างกายแก่ชรามันจะเป็นปัญหากับเรา

 เราจะไม่สามารถใช้ร่างกายหาความสุขได้

 เหมือนกับเวลาถ้ามือถือมันเสียมันชำรุด

มันก็เป็นเหมือนเวลาที่ร่างกายเราเจ็บไข้ได้ป่วย

ต้องเอาเข้าซ่อมก่อน ถ้าเป็นร่างกาย

ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลไปซ่อมไปรักษาให้หาย

 ถ้าเป็นมือถือก็ส่งไปที่ร้านให้เขาซ่อมให้

เหมือนกันเลยร่างกายของเรากับโทรศัพท์มือถือนี้

 เรายังผูกพันกับมันอยู่เพราะเราต้องใช้มัน

เป็นเครื่องมือในการหาความสุขต่างๆให้กับเรา

 เพราะเรายังอยากหาความสุขในรูปแบบนี้อยู่นั่นเอง

 เรายังอยากหาความสุข

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะต่างๆ

อยากดูหนังอยากฟังเพลง

 อยากไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

 อยากไปดูมหรสพบันเทิง

 อยากไปลิ้มรสของอาหารของเครื่องดื่มต่างๆ

อยากดื่มอยากรับประทานกันตลอดเวลา

 เราจึงต้องมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

 เราจึงไม่อยากให้ร่างกายมันแก่มันเจ็บมันตาย

นี่คือความอยาก ตัวที่ทำให้เรานี้ต้องมาเกิดกันอยู่เรื่อยๆ

 เพราะ เวลาที่เราไม่มีร่างกายนี้

เราไม่สามารถหาความสุขได้

 เราก็ต้องหาความสุขจากบุญจากบาปที่เราทำเท่านั้น

 เวลาที่เราร่างกายไม่มี เราเลือกไม่ได้

ว่าจะหาความสุขหรือหาความทุกข์

เพราะบุญกับบาปนี้มันจะเป็นตัวเลือกให้กับเรา

 ถ้าเราทำบาปเวลาที่เราไม่มีร่างกาย

เราก็จะฝันแต่เรื่องที่ทำให้เรามีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา

 แต่ถ้าเราทำบุญเวลาเราตายไป

เวลาที่เราไม่มีร่างกายช่วงที่เรารอไปรับร่างกายใหม่

 ช่วงนั้นเราก็จะมีบุญมาให้ความสุขกับเรา

แต่เราต้องกลับมาเกิดใหม่ เพราะเรายังมีความอยาก

แต่พอเราได้ร่างกายเราก็จะได้ใช้ร่างกายนี้

ไปหาความสุขใหม่เหมือนกับเราได้มือถือเครื่องใหม่

 เราก็จะได้ติดต่อกับเพื่อนติดต่อกับคนที่เรารู้จัก

ติดต่อกับคนที่เราอยากจะติดต่อด้วยได้ต่อไป

 แต่ถ้าเราเห็นว่าความสุขที่เราได้จากการมีร่างกายนี้

มันมีโทษตามมา คือมันมีส่วนที่ไม่ดีตามมา

ส่วนที่ไม่ดีของการมีร่างกายคืออะไร

ก็คือความทุกข์ที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาร่างกาย

 พวกเราทุกคนนี้ต้องทุกข์

กับการคอยเลี้ยงดูร่างกายของเรา

 ต้องคอยหาอาหารมาให้มันดื่ม

หาอาหารมาให้มารับประทาน

หาน้ำดื่มหาเสื้อผ้าที่อยู่อาศัย หายารักษาโรค

ถ้าเวลาไหนที่เราไม่สามารถหาสิ่งเหล่านี้

ได้มันก็เกิดปัญหาขึ้นมาได้

เวลาที่เราอยู่ในยุคอดอยากขาดแคลน

 ลองไปดูประเทศที่เขาอดอยากขาดแคลนกัน

 ในประเทศแอฟริกา คนนี้ผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก

นี่ก็คือโทษหรือภัยของการที่มันเกิด

ถ้ามาเกิดอยู่ในยุคที่อดอยาก ข้าวยากหมากแพง

 ของแพงของหายาก ก็จะอยู่กันแบบทรมานกัน

 หรือไปอยู่ในประเทศที่มีสงครามกลางเมืองกัน

 มีการเข่นฆ่าฟันกัน การมีร่างกายนี้

แทนที่จะมีความสุขก็กลับกลายเป็นมีความทุกข์กัน

 เราเห็นภาพข่าวในทางภาพที่เขาถ่ายมาที่เขา

ฉายให้เราดูในข่าวสารต่างๆ

มีการเข่นฆ่ากันด้วยอาวุธต่างๆ

นี่คือโทษของการมีร่างกาย ก็คือจะต้องมาทุกข์

กับภัยอันตรายต่างๆที่จะมากระทบกับร่างกาย

 และถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่

ในประเทศที่ไม่มีภัยเหล่านี้ก็ตาม

มันก็มีภัยในตัวของมันอยู่

เช่น เราอยู่ในประเทศไทยที่ปลอดภัยจากสงคราม

ปลอดภัยจากการอดอยากขาดแคลน

 แต่เราก็ยังมีภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ

 มีเชื้อโรคต่างๆมาเผยแพร่

 มาคอยเข่นฆ่าทำให้คนตายกันอยู่เรื่อยๆ

ภัยจากเชื้อโรคบางทีก็ภัยจากทางธรรมชาติ

 ภัยจากน้ำท่วม ตอนนี้ก็มีภัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

 เห็นไหม เนี่ยหยุดเจ็ดวันนี้เขาว่าต้องมีคนตาย

อย่างน้อยเป็นพันขึ้นไปแล้ว

อันนี้ก็เป็นภัยที่เกิดจากการมาเกิดกันมามีร่างกายกัน

 เวลาเราเดินทางนี้เราไม่มั่นใจกันใช่ไหม

ว่าจะไปถึงไปตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า

 ไม่รู้ว่าจะไปจอดที่ไหนกลางทาง

 ไม่รู้ว่าจะไปนอนข้างถนนตรงไหนหรือเปล่า

 อันนี้ก็เป็นภัยโทษที่เกิดจากการมาเกิด

หรือว่าถ้าเราไม่เดินทาง

 เราอยู่บ้านเราปลอดภัยจากภัยทางรถยนต์

 เราอยู่ที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม

แต่มันก็มีภัยในตัวของร่างกายอยู่

ที่มันติดมาอยู่ก็คือ ความแก่ความเจ็บความตาย

ที่ตามมาอีก พอเราแก่เราเจ็บนี้

เราจะไม่สามารถที่จะหาความสุขต่างๆได้

เราก็จะมีแต่ความทุกข์หงุดหงิดใจ

ถ้าทุกข์มากก็จะซึมเศร้า

ซึมเศร้ามากๆก็อาจจะฆ่าตัวตาย

เมื่อเช้านี้ก็ได้มีโอกาสได้คุยกับนายทหารคนหนึ่ง

ที่เขาเกษียณราชการ ก็ถามเขาว่า

เวลาเกษียณได้บำนาญเท่าไหร่ เขาก็บอกว่า

ตอนนี้ได้ ๓๐,๐๐๐ เขาบอกว่าระยะแรกๆ

 ๓๐,๐๐๐ ก็พอแต่พอผ่านไป ๑๐ ปี ๒๐ ปี

เงินมันจะหดลงๆ ข้าวของก็จะแพงขึ้น

เงินบำนาญจะไม่พอใช้ แล้วอายุก็จะมากขึ้นแก่ขึ้น

จะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนมากขึ้น

พวกที่เป็นข้าราชการบำนาญบางคน

เขาฆ่าตัวตายกันก็เพราะว่าเงินทองไม่พอใช้

 แล้วก็มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน

 เขาก็เลยอยู่ไปก็มีแต่ความทุกข์มีแต่ความซึมเศร้า

มีแต่ปัญหา เพราะเงินทองไม่พอใช้

ที่จะมาเลี้ยงดูร่างกายให้อยู่อย่างปกติสุข

 ก็บางทีก็ฆ่าตัวตาย นี่คือภัยต่างๆ

ที่เกิดจากการมาเกิดกัน ถ้าเราคิดแบบนี้

ก็อาจจะไม่อยากจะมาเกิดกันก็ได้

ถ้าเราไม่อยากจะมาเกิดกัน เราโชคดี

เพราะเราได้มาเจอคนที่ไม่อยากจะมาเกิด

คือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านเห็นภัย

ของการมาเกิดของการมีร่างกายว่า

 ในบั้นปลายของชีวิตนี้มันจะมีแต่ความทุกข์

มีแต่ความเศร้าโศกเสียใจ

 หรือแม้แต่ตอนอื่นก็มีความเศร้ามีความทุกข์

ให้เราได้สัมผัสอยู่เรื่อยๆ

บางทีเราก็ต้องสูญเสียคนนั้นคนนี้ไป

 บางทีเราก็ต้องสูญเสียสิ่งที่เรารักไป

 ต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้นสิ่งนี้จากคนนั้นคนนี้ไป

 เวลาเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมา

มันก็จะทำให้เราเบื่อเหมือนกัน

 บางทีเราก็ไม่อยากจะอยู่กันเหมือนกัน

อันนี้แหละเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับการมาเกิดกัน

 แล้วถ้าเราไม่อยากจะมาเกิด

ชาตินี้แหละเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของพวกเรา

 เพราะอะไร? เราได้มาเจอคนที่รู้จักวิธีหยุดการเกิดได้

 หยุดการที่เราจะต้องมาเจอกับภัยอันตรายต่างๆ

ของการมาเกิดได้ คือพระพุทธเจ้าของเรานี่แหละ

เป็นผู้ที่ค้นพบวิธีที่จะหยุดการมาเกิดได้

 และการไม่มาเกิดนี้ไม่ได้หมายความว่า

เราจะไม่มีความสุขนะ

 เราจะมีความสุขมากกว่าการมาเกิด

 เพราะว่าใจของเราก็ยังอยู่เหมือนเดิม

อยู่เหมือนกับตอนที่เรามีร่างกาย

ต่างตรงที่ว่าเราไม่ต้องมาเสี่ยงภัยอันตราย

กับร่างกายเท่านั้นเอง อยู่แบบปลอดภัย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 กรกฎาคม 2561
Last Update : 7 กรกฎาคม 2561 19:11:13 น.
Counter : 172 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ