Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2555
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
14 พฤษภาคม 2555
 
All Blogs
 
สมอง รากฐานแรกที่พ่อแม่ให้ลูก

เขียนโดย มนต์ชยา

"สมอง" เป็นอวัยวะชิ้นส่วนที่มีความสำคัญในการผลักดันให้เราคิด ทำ และสร้างในสิ่งที่จะส่งผลต่อเนื่องไปยังวงกว้างของสังคม การที่เราจะเลี้ยงดูให้เด็กคนหนึ่งนั้น มี “สมอง” ที่พร้อมจะคิด ทำ และสร้างในสิ่งที่ดี เพื่อให้ผลดีนั้นก่อให้เกิดการพัฒนา และนำพาสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีวัฒนธรรม จำเป็นอย่างยิ่ง ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้ถึงสัมพันธภาพของปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสมอง ทั้งนี้ ก็เพื่อปรับปรุงแก้ไขแนวทางการเลี้ยงดูให้มีส่วนส่งเสริมพัฒนาการของสมองนั่นเอง

ถ้าอยากรู้ว่า “สมอง” สำคัญอย่างไรกับอนาคตของลูกน้อยของคุณ ลองติดตามบทสัมภาษณ์ ของ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ดูนะคะ ท่านเป็นอดีตนักเรียนทุนปริญญาเอกของมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์ สาขาด้านประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการวิจัยชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดลถือเป็นบุคคลหนึ่งที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการทำงาน และความมหัศจรรย์ของสมองมาตลอด
บันทึกคุณแม่ : สมองของเด็กทารกเริ่มพัฒนาตั้งแต่อายุครรภ์ได้กี่สัปดาห์คะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : ระบบประสาทซึ่งเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่สมองพัฒนาขึ้นมาจากเด็กทารกหรือในมนุษย์นั้น เริ่มมองเห็นได้ในทางกายวิภาค หรือทางโครงสร้างตั้งแต่ 14 วันหลังจากปฏิสนธิ โดยเริ่มมองเห็นหลอดประสาทก่อน แล้วหลังจากนั้นประมาณ 21 วัน เราเริ่มเห็นหลอดประสาทเจริญขึ้นเป็นระบบประสาทแล้วตรงส่วนหน้าของระบบประสาทจะกลายเป็นสมองสักประมาณ 4 อาทิตย์หรือ 28 วัน เราเริ่มเห็นสมองระดับเริ่มต้นเกิดขึ้น รูปภาพพวกนี้เราสามารถดูได้จากเด็กที่โชคไม่ดีแท้งออกมา เราสามารถกำหนดอายุหรือสามารถศึกษาได้โดยการถ่ายภาพด้วยอัลตราซาวนด์แบบใหม่ซึ่งเป็นภาพที่เรียกว่าเป็น “อัลตราซาวนด์สามมิติ” หรือถ่ายภาพด้วยวิธีการอื่นๆ นะครับ

บันทึกคุณแม่ : สุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณแม่ในระหว่างตั้งครรภ์มีผลต่อการพัฒนาสมองของลูกในท้องหรือไม่ อย่างไรคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : มีมากเลยครับ สุขภาพกาย หมายความว่า การที่คุณแม่มีร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้รับอาหารสมบูรณ์ มีการออกกำลังกาย มีการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่ได้รับพิษภัยจากสารเคมี จากเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ยาปฏิชีวนะบางอย่าง หรือภัยจากแผ่รังสีต่างๆ ของสารกัมมันตภาพรังสีซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากเลย ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยใหม่ๆ พบว่า “สภาพจิตใจ” ของคุณแม่ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเวลาที่คุณแม่มีความเครียดก็จะเกิดสารฮอร์โมนความเครียดหรือ “สารเครียด” ออกมา มีการศึกษาทั้งจากในคนและสัตว์ทดลองพบว่า “สารเครียด” นั้น มี “ผลร้าย” ต่อพัฒนาการของสมองที่เกิดขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญมากและเพิ่งมารู้กันในระยะหลัง คือ คุณแม่บางคนรับประทานยาที่ห้ามไม่ให้มีการตั้งครรภ์ คือ ไม่ได้ตั้งใจจะมีลูกแต่บังเอิญเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ และในระหว่างที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์นั้นเกิดไปรับประทาน “ยาคุมกำเนิด” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกฮอร์โมน ฮอร์โมนเหล่านี้เมื่อเด็กได้รับก็จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมอง ยาพวกนี้ส่วนใหญ่กินแล้วจะแท้ง แต่ถ้าเกิดเด็กคนนั้นไม่แท้งยังคงเจริญเติบโตต่อไป ฮอร์โมนพวกนี้จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติในพัฒนาการของสมองต่อพฤติกรรม เด็กหลายคนเกิดออกมาแล้วพิการ เช่น ปากแหว่ง จมูกโหว่ บางคนสมองบางส่วนหายไป ดังนั้น จึงเป็นเรื่องต้องระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ในระหว่างที่กำลังรับประทานยาคุมกำเนิดอยู่

บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดโดยที่ยังไม่รู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ นอกจากจะเกิดผลเสียดังที่อาจารย์ได้กล่าวมาแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนทางเพศในกรณีที่ทารกในครรภ์เป็นเพศชายไหมคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า “ยาเม็ดคุมกำเนิด” ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ เป็นเพียง “ข้อสงสัย” เพราะเรารู้ว่าฮอร์โมนเพศในยาเม็ดคุมกำเนิดมีอิทธิพลต่อการพัฒนาสมองส่วนที่กำหนดลักษณะทางเพศว่าเป็นเพศหญิง หรือเพศชาย คือไม่ใช่เฉพาะในแง่อวัยวะอย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมไปถึงทางด้านจิตใจด้วย เรามีข้อมูลเยอะเลยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่ทำให้คนเราตัดสินใจจะเป็นหญิงหรือชายนั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้างในสมองด้วย ในโครงสร้างเหล่านั้นระหว่างอยู่ในครรภ์มารดาและระหว่างการเจริญเติบโตในช่วงปฐมวัยจะถูกอิทธิพลของฮอร์โมนเข้ามามีส่วนกำหนด

บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : สมองของทารกระหว่างที่อยู่ในครรภ์และหลังคลอดพัฒนาแตกต่างกันอย่างไรคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : ต่างกันมากเลยครับ ถ้าศึกษาในระบบกายวิภาค สรีรวิทยา และหน้าที่การงานให้ชัดเจนแล้วสมองของคนเราประกอบด้วยสมองสามระบบด้วยกัน มีนักวิชาการคนหนึ่ง พอล แมคคลีน ศึกษาสมองสามระบบ หรือ Triune Brain คำว่า tri แปลว่า สาม une มาจากคำว่า unit นั่นก็คือ สมองของมนุษย์เรานั้นเหมือนมีสามระบบ หรือสามส่วนประกอบกัน
สมองส่วนแรก Repterien Brain คือ สมองที่มนุษย์เราได้รับมรดกตกทอดมาจากสัตว์เลี้อยคลานยุคดึกดำบรรพ์อยู่ภายใต้อิทธิพลของพันธุกรรม 90-95% สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อสมองส่วนนี้น้อยมาก มันจะถูกกำหนดมาเลยว่าเป็นสมองคนหรือสมองสัตว์ เติบโตตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตโดยการกำหนดของพันธุกรรม ได้มรดกโดยตรงมาจากผู้ให้กำเนิดพ่อแม่เป็นอย่างไรเป็นอย่างนั้นเลย Repti Brain มีลักษณะเป็นแกนอยู่ตอนในสุดของสมองเป็นส่วนของก้านสมองและสมองตอนกลาง สมองส่วนที่หนึ่งนี้เป็นสมองส่วนที่ทำให้มนุษย์มีสัญชาตญาณของการอยู่รอด การกิน การขับถ่าย การสืบพันธุ์ เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ในวันที่คลอดนั้นสมองส่วนนี้สามารถทำงานได้ราว 99% และเติบโตสมบูรณ์พร้อมทำงานเต็มที่ในช่วงขวบปีแรก ถ้าสมองส่วนแรกนี้ไม่สามารถทำงานได้ดีทารกก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่รอดได้ เพราะมันไปควบคุมการเต้นของหัวใจ การหายใจ ระบบขับถ่าย การกินการอยู่ การตื่นการหลับทุกอย่างหมดเลย
สมองส่วนที่สอง Limbic System คือ สมองส่วนที่มนุษย์เราได้รับมรดกตกทอดมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคโบราณ สมองส่วนนี้จะเริ่มสร้างและเจริญเติบโตเมื่อทารกอยู่ในครรภ์มารดาได้ราวๆ หกเดือน Limbic System จะมีลักษณะคล้ายวงแหวนที่หุ้มสมองส่วนแรก ซึ่งมีลักษณะเป็นแกนเอาไว้ หน้าที่ของสมองส่วนนี้ก็คือ ทำให้ทารกเกิดความจำ โดยเฉพาะความจำที่เกี่ยวกับใบหน้าแม่ จำกลิ่นแม่ได้ ทำให้มนุษย์รู้จักตัวเอง มีอารมณ์ต่างๆ มันจะเป็นตัวที่ทำให้ทารกร้องไห้โยเยเรียกร้องความสนใจ
แสดงอารมณ์ความรู้สึก สมองส่วนที่สองนี้ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์เลื้อยคลานเช่นกิ้งก่า ปลาฉลาม ซึ่งมีเพียงแค่สัญชาตญาณแต่ปราศจากความรู้สึกและอารมณ์ อย่างไรก็ตามตอนที่ทารกคลอดออกมาสมองส่วนนี้เพิ่งสร้างเสร็จไปเพียง 50% เท่านั้น มันจะเจริญเติบโตต่อไป โดยเฉพาะในช่วงสี่ขวบปีแรกของชีวิต สมองส่วนที่สองจะได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมประมาณ 50% ส่วนอีก 50% ที่เหลือนั้นพัฒนาตามสภาพแวดล้อม ประสบการณ์และการเรียนรู้ช่วงตั้งแต่ขวบปีแรกจนถึงปฐมวัย สมองส่วนนี้สำคัญมากตรงที่เป็นตัวกำหนดพื้นอารมณ์ ซึ่งเป็นบุคลิกภาพของปัจเจกคน การที่เด็กจะเติบโตเป็นคนที่ฉลาดมีมนุษยสัมพันธ์ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในปฐมวัย และการพัฒนาของสมองส่วนนี้เป็นสำคัญ
สมองส่วนที่สาม Neocortex คือ สมองที่พบได้เฉพาะในสัตว์ชั้นสูงที่มีเปลือกหุ้มสมองใหญ่เท่านั้น เช่น มนุษย์ ปลาโลมาและสัตว์ประเภทวานร ลิง เป็นต้น สมองส่วนที่สามนี้จะมีลักษณะคล้ายเปลือกหุ้มสมอง หุ้มส่วนที่หนึ่งและส่วนที่สองเอาไว้ ตอนที่ทารกคลอดออกมาใหม่ๆ สมองส่วนนี้ยังไม่พัฒนาเลย มันจะเริ่มก่อร่างสร้างตัวและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมากในช่วงสามปีแรกของชีวิต จนกระทั่งเมื่อเด็กอายุได้หกขวบจึงเจริญเติบโตราว 80% เก้าขวบจะเติบโตราว 90% และจะเจริญเติบโตต่อไปกระทั่งอายุ 25 ปี สมองส่วนที่สามจะได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมน้อยมาก แทบจะเรียกได้ว่าพันธุกรรมควบคุมมัน 10-20% เท่านั้น เพราะมันมาเจริญเติบโตหลังคลอด พัฒนาการของสมองส่วนนี้จึงได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่ สมองส่วนที่สามเปรียบได้กับหน้าต่างของโอกาสที่จะส่งเสริมให้เด็กฉลาดโดยการกระตุ้นการรับรู้จากประสบการณ์การเรียนรู้ อาหาร การสัมผัส เพราะฉะนั้นเรื่องการเลี้ยงดูเด็กในช่วงสามขวบปีแรกจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะในช่วงนี้สมองจะเจริญเติบโตจากที่ไม่มีอะไรเลยกระทั่งเติบโตได้ถึง 80%

บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : เพราะเหตุใดสมองส่วนหน้าผาก จึงมีความสำคัญมากจัดเป็นสมองชั้นสูง เป็นนายของสมองทั้งหมดคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : สมองด้านหลังหน้าผากของมนุษย์ หรือ Prefrontal Cortex คือ สมองส่วนที่สาม สาเหตุที่ทำให้สมองส่วนนี้มีความสำคัญจัดเป็น CEO ของสมองทั้งหมดเพราะเป็นสมองส่วนที่เกิดทีหลังสุด เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงสองขวบปีแรกเท่านั้นเอง ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับสมองที่ที่สร้างมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด สมองส่วนนี้จะได้รับเส้นประสาทมาจากสมองส่วนต่างๆ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ในช่วงที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น จะเป็นส่วนที่ควบคุมร่างกายและจิตใจทั้งหมด ทำให้เราเหมือนมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวมีเจ้านายคนเดียวสั่งงาน สังเกตดูจะเห็นว่าช่วงวัยเด็กเล็ก เด็กๆ จะเล่นตามประสาสะเปะสะปะไปตามสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น เหมือนไม่มีการควบคุมการสั่งงาน แต่พอเราโตขึ้นชีวิตเริ่มมีการวางแผน สมองส่วนนี้นี่เองที่จะคอยควบคุมกำหนดให้มนุษย์มีการวางแผนงานล่วงหน้า มีความรับผิดชอบ มีสมาธิ ทีมงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไอโอวานำโดยประสาทแพทย์ชื่อ ดร.อันโตริโอ ดีแมสซิโอ และภรรยา ดร.ฮันนา ดีแมสซิโอ ได้ทำการวิจัยติดตามเด็กเล็กที่เมื่ออายุประมาณขวบหรือขวบครึ่งเคยได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เช่น หกล้มศีรษะส่วนหน้าผากฟาดล้มไปข้างหน้า ทำให้สมองบริเวณนั้นเกิดอาการช้ำ ทีมงานวิจัยติดตามเด็กกลุ่มนี้ไปจนกระทั่งวัยรุ่นแล้วพบว่า เด็กกลุ่มนี้จะมีอาการทางประสาท ที่จิตแพทย์เรียกว่า Fronto lopesyndome คือ เด็กที่สมองส่วนหน้าทำงานไม่สมบูรณ์ ทำให้ประสบปัญหาเรื่องการเรียนแม้ว่าบางคนจะมี IQ สูงก็ตาม เนื่องจากมีสมาธิสั้น ไม่สามารถที่จะทำอะไรนิ่งๆ อยู่กับที่นานๆ ได้ ไม่มีความรับผิดชอบ เด็กวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวที่ดีแต่มีพฤติกรรมเป็นอันธพาลนั้น เมื่อศึกษาลึกลงไป “ส่วนใหญ่” จะพบว่ามีสาเหตุนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงควรดูแลป้องกันระมัดระวังไม่ให้ศีรษะส่วนนี้ของเด็กทารกได้รับบาดเจ็บ

บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : ปัจจัยใดที่กำหนดให้เด็กแต่ละคนมีความสามารถเฉพาะด้านต่างกันคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : สมองประกอบไปด้วยหลายๆ ส่วน บริเวณต่างๆ ในสมองจะทำให้มันมีหน้าที่เฉพาะ เช่น บริเวณหนึ่งเกี่ยวข้องกับภาษา บริเวณหนึ่งเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ตรรกวิทยา บริเวณหนึ่งเกี่ยวกับดนตรี อารมณ์ ศิลปะ ความรัก ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่กำหนดให้สมองแต่ละส่วนเจริญเติบโต เราได้ความรู้เรื่องนี้มาจากการศึกษาสมองของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดยละเอียดหลังจากที่เขาได้เสียชีวิตแล้ว โดยทีมงานนักวิชาการระดับสูงมาก เพื่อศึกษาดูว่าอะไรที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้มีระดับสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก จากการศึกษาทำให้เราได้เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไม่ได้มีสมองที่ใหญ่กว่ามนุษย์คนอื่นเลย สมองบางส่วนกลับเล็กด้วยซ้ำ แต่มีสมองบางส่วนของเขาที่ใหญ่กว่าคนอื่นจริง โดยเฉพาะสมองด้านที่เกี่ยวกับตรรกวิทยา กาลเวลา สถานที่ ทำให้เขามีความสามารถรับรู้และเข้าใจในทฤษฎีสัมพันธภาพที่มนุษย์ทั่วไปมองไม่เห็นมาก่อน ทำให้เขาเป็นอัจฉริยะในด้านนั้น แต่ถ้าถามว่าไอน์สไตน์จีบผู้หญิงเป็นไหม ทำอาหาร หรือแม้แต่ปั่นจักรยานได้ดีไหม เก่งไหม คำตอบก็คือ ไม่”

บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : EQ (Emotion Quotient) มีผลต่อการพัฒนา IQ (Intelligence Quotient) หรือไม่คะ ศ.ดร.นัยพินิจ : แน่นอนครับ จริงๆ แล้ว EQ ไม่ใช่เรื่องใหม่คนที่ศึกษาเรื่อง EQ จริงจังมาก่อนใครก็คือ พระพุทธเจ้า แต่ EQ เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายโดยบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ชื่อ ดร.ดาเนียล โกแมน ซึ่งได้จับประเด็นเรื่องนี้แล้วเขียนขึ้นมาเป็น Best saler ดังนั้น EQ จึงมีมาก่อนและเป็นฐานของ IQ ไอคิวทำให้คุณเรียนเก่งได้เหรียญทอง มีโอกาสรับเลือกเข้าทำงานในตำแหน่งที่ดี แต่ EQ ทำให้คุณได้รับการส่งเสริมได้รับ Promotion ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป็นที่รักของคนรอบข้างและทำให้ชีวิตมีความสุข

บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : อาจารย์มีข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมและพัฒนาสมองของเด็กไทยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ไหมคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : ข้อที่หนึ่ง พ่อแม่ต้องเริ่มศึกษาหาข้อมูล หาความรู้เกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ เวลานี้การพัฒนามนุษย์เป็นความรู้เพื่อชีวิต ไม่ใช่ชีวิตเราอย่างเดียว ชีวิตลูก ชีวิตอนาคต นอกจาก “บันทึกคุณแม่” แล้วอยากแนะนำให้อ่านหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการ องค์การยูนิเซฟและหลายๆ หน่วยงานจัดทำขึ้นมาแจกฟรี แสนกว่าเล่ม คือ Fact for life หนังสือนี้จะบอกถึงพัฒนาการของมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย ขณะนี้ผมและอาจารย์นิตยา (รศ.พญ.นิตยา คชภักดี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว) กำลังทำการแปลฉบับภาษาไทยอยู่ครับ ข้อที่สอง ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ต้องไปพบแพทย์เรียกว่าเป็นการเตรียมความพร้อมในการมีบุตร เวลานี้เรามีโรงพยาบาลที่เป็น Mother Friendly และ Baby friendly เยอะเลย มีคุณหมอ มีเจ้าหน้าที่พยาบาลคอยให้ความรู้เรื่องการดูแลครรภ์ การเลี้ยงลูกเป็นการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ เพราะไม่ใช่ลงทุนเพื่อครอบครัวอย่างเดียวแต่หมายถึงสังคม ประเทศชาติและมนุษยชาติ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเลี้ยงลูกออกมาเป็นผู้ก่อการร้ายกันหมดเลย นับวันเราจะเจอปัญหาเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าวที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อที่สาม นำความรู้ที่ได้รับคำแนะนำจากการฝึกอบรมต่างๆ มาปฏิบัติ ไม่เข้าใจตรงไหนให้ไต่ถาม สมัยโบราณเราอยู่รวมกันเป็นครอบครัวขยาย ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาประสบการณ์ต่างๆ ที่สั่งสมถ่ายทอดต่อๆ กันมา แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่จะแยกตัวไปเป็น “Nucleus family” ไปอยู่กันสองคน ไม่มีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการมีครอบครัวขยาย หรือการสนับสนุนทางสังคมที่เรียกว่า Social Support มีเพื่อน พ่อแม่พี่น้องคอยช่วยเหลือสิ่งนี้สำคัญมากถ้าเราคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ เลี้ยงลูกไม่สำเร็จก็ต้องมีพ่อแม่ญาติพี่น้องมาช่วยกัน
เด็กเมื่อคลอดออกมานอกจากจะต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนแล้ว การเลี้ยงดู ความรักความอบอุ่นก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะ “สมองของมนุษย์ไม่อาจพัฒนาให้มีศักยภาพได้ หากปราศจากความรักและการดูแลเอาใจใส่ที่ดี” ดังนั้น ลูกน้อยจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ พ่อแม่เท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนด

[ ที่มา...นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 กรกฎาคม 2547 ]


//www.sudrak.com/index.php?option=com_content&task=view&id=34&Itemid=3





Create Date : 14 พฤษภาคม 2555
Last Update : 14 พฤษภาคม 2555 21:46:49 น. 0 comments
Counter : 550 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
ลูกน้ำกว๊าน
Location :
พะเยา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีต้อนรับทุกท่าน นะคะ




อยากมีและอยากรู้จัก เพื่อนที่มีที่มาต่างกัน และอยากร่วมแชร์ ประสบการณ์ให้คนอื่น ได้รับรู้บ้าง เพื่อนๆชาว บลอคแกงค์เป็นอะไรที่ ใช่เลย ที่คอยอยู่ด้วยกัน ตลอดเวลา พอเรา เปิดดูครั้งใดก็จะมีคน นั่งเขียนบลอก นั่งอยู่ที่ หน้าจอ คอยเป็นเพื่อน กันเสมอ รัก ทุกคนใน บลอกแกงค์ ค่ะ
: Users Online
Friends' blogs
[Add ลูกน้ำกว๊าน's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.