www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

The Da Vinci Code , ศรัทธาที่บิดเบือน



ข้อมูล:หนังมีความยาว 149 นาที / กำกับโดย Ron Howard / หนังได้รับเรท PG-13 / ใน IMDB.com ให้คะแนนเรื่องนี้ 6.2/10 ส่วนใน //www.rottentomatoes.com ให้เรื่องนี้ Rotten ด้วยคะแนน 19%


Spoiler alert : บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาเรื่องราวและตอนจบของหนัง


...ชื่อ แดน บราวน์ ดังเป็นจุดพลุเมื่อผลงานของ The Da Vinci Code ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าและกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่มีข้อถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน เพราะการก้าวเข้าไปพลิกเนื้อหาประวัติของศาสนาที่มีมาช้านานโดยอาศัยจินตนาการของเขา มันเท่ากับการถอนรากความจริงและความเชื่อที่ฝังลึกในใจคนมาหลายชั่วคน เพราะอะไรทั้งที่เป็นแค่นิยาย แต่แดน บราวน์กลับทำให้ทั่วโลกสั่นสะเทือนได้ถึงเพียงนี้ ?

ผมเองนั้นได้อ่านผลงานทั้ง 4 เรื่องของเขาครบแล้ว นับตั้งแต่เล่มแรกที่พูดถึงการโกหกหลอกลวงในวงการถอดรหัสดิจิตอล Digital Fortress , การต่อสู้ของสองฟากฝั่งแห่งความเชื่อ + เรื่องราวของสัญลักษณ์ Illuminati ใน Angels and Demons และ การลวงโลกครั้งยิ่งใหญ่ของนาซ่าใน Deception Point มาจนถึงเล่มล่าสุดนั่นก็คือ The Da Vinci Code ความรู้สึกร่วมจากการอ่านนิยายของเขาทั้งสี่เล่มคือ อ่านสนุกไม่อยากวาง อ่านแล้วเหมือนดูหนังเพราะการบรรยายตัดรวดเร็วไปมาสลับฉากเหมือนในหนัง แต่พออ่านจบแล้วก็จบกัน แม้เวลาจะผ่านไปแล้วก็ไม่รู้สึกอยากอ่านซ้ำแต่อย่างใด ผมชอบเนื้อหาทั้งหลายในนิยายของแดน บราวน์แต่ไม่ชอบวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้

สำหรับผม Digital Fortress เป็นเล่มที่อ่านแล้วสนุกน้อยที่สุด คงเพราะมันเป็นผลงานเรื่องแรกของแดน บราวน์ ตัวโครงเรื่องนั้นค่อนข้างหลวมและง่ายต่อการคาดเดา อ่านแล้วยังไม่รู้สึกน่าเชื่อถือหรือคล้อยตาม ส่วน Deception Point เป็นเล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบไป เป็นเล่มที่รู้สึกว่าพอจะฉีกตัวเองออกมาจากสามเล่มที่เหลือได้บ้าง อ่านแล้วเห็นภาพตามชวนให้เชื่อถือ แต่มันก็ไม่ใช่นิยายที่จับเอาทฤษฎียำผสมความจริง+ความเชื่อ เหมือนสองเล่มชื่อดังอย่าง Angels and Demons และ The Davinci code

สองเรื่องนี้เป็นเหมือนพี่น้องที่ถอดออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ชนิดที่ว่าใครอ่าน The Davinci code ก่อน ต้องคิดว่า Angels and Demons ลอกกันมา ทั้งที่ความจริงแล้ว Angels and Demons เป็นผลงานลำดับที่ 2 ของ แดน บราวน์ แต่เพิ่งแปลเป็นไทยทีหลัง ส่วน The Davinci code เป็นผลงานลำดับสุดท้าย มันจึงเป็นงานที่อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่ากระชับลงตัวมากที่สุด ผ่านการขัดเกลาเป็นอย่างดี แม้ตัวพล็อตของมันจะเข้มข้นน้อยกว่า มันเหมือนการแอบขโมยวิธีการเล่าเรื่องของ Angels and Demons แล้วมาทำการตัดต่อพันธุกรรมเนื้อหาข้างในใหม่ (จาก การต่อสู้ระหว่างฝ่ายศาสนากับวิทยาศาสตร์ มาเป็นการต่อสู้ของศาสนากับศาสนา) เป็นนิยายที่ออกมากระชับฉับไวและเต็มไปด้วยความคิดของคนเขียนที่เจือปนไปในความจริงอย่างน่าเชื่อถือ

...ความสามารถยำผสม ความจริง กับ จินตนาการ คือความสามารถที่โดดเด่นในงานของ แดนบราวน์ เขาเป็นนักเขียนที่มีความสามารถในการยำข้อมูลได้เก่ง อีกทั้งเขาเองก็เป็นนักเขียนที่ฉลาดในการเลือกค้นหาข้อมูลเพื่อมาต่อยอดความคิดของตัวเอง จนงานของเขากลายเป็นเนื้อเดียวกัน ชนิดที่คนไม่รู้เรื่องราวข้อเท็จจริงใดๆเลย คงแยกไม่ได้ว่า อะไรคือเรื่องจริง และ อะไรคือเรื่องแต่ง นั่นทำให้คนอ่านรู้สึกสนุกตามจินตนาการทฤษฎีสมคบคิด( conspiracy theory )มากยิ่งขึ้น เพราะไม่เพียงมันจะมี ความจริงเป็นมูล ชวนให้เชื่อถืออยู่ก่อนแล้ว การท้าทายความเชื่อและค้นพบความลับที่ถูกปิดบัง ย่อมเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่รู้สึกสนุกตื่นเต้นตามไปด้วย

แต่หากจะพูดถึงจุดอ่อนของ แดน บราวน์ ก็คงจะอยู่ตรง งานเขียนทุกชิ้นที่ผ่านมาเหมือนการเดินตามรอยเท้าเดิมๆ ชนิดที่บอกได้เลยว่า หากใครอ่านนิยายของ แดน บราวน์ แค่เล่มเดียว ก็ไม่ยากเลยที่จะทำนายรูปแบบการดำเนินเรื่องตั้งแต่เปิดหน้าแรก(เช่น เดาได้เลยว่าต้องเปิดตัวด้วยการตายของตัวละคร และ ตาคนนี้จะมีส่วนสำคัญต่อเหตุการณ์) และ เดาตัวร้ายของสามเล่มที่เหลือได้ ซึ่งนั่นบ่งบอกว่า แดน บราวน์ เองมีจุดอ่อนในการสลัดกรอบความคิดที่ใช้เล่าเรื่องของตัวเอง


…The Da Vinci Code เป็น นิยายที่ใช้ทฤษฎีสมคบคิดของแดนบราวน์แล้วได้รับการกล่าวขวัญขึ้นกันมาก เพราะไม่เพียงความสามารถในการเล่าเรื่อง ผูกปมอย่างสนุกสนาน มันยังท้าทายและสั่นคลอนความเชื่อของมนุษยชาติที่มีมาเป็นพันปี

การตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy grail) นั้น ถูกสร้างต่อๆออกมาหลายเรื่องหลายรูปแบบมาแล้ว เช่น The fisher king , Indiana Jones and the Last Crusade ฯลฯ เดิมมันถูกสร้างด้วยความเชื่อที่ว่า จอกนี้ใครได้ครอบครองจะมีชีวิตอมตะหรือครองโลก แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะท้าทายความคิดเท่าครั้งนี้ เมื่อทฤษฎีใหม่ของ แดน บราวน์ ผูกโยงมาว่า จอกศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เป็นแค่ จอก แต่ จอกศักดิ์สิทธิ์ คือ สัญลักษณ์แทนเลือดเนื้อเชื้อไขของพระเยซู

...และ นั่นคือจุดเริ่มต้นของสมมติฐานแดน บราวน์ว่า พระเยซูเป็นแค่ชายธรรมดาและมีลูกกับภรรยาชื่อ Mary Magdalene หญิงสาวที่เดิมเชื่อว่าเป็นแค่โสเภณีแต่แท้จริงเธอเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ เธอเป็นว่าที่ทายาทสืบต่อดูแลคริสตจักรต่อจากพระเยซู ด้วยเหตุนี้ฝ่ายศาสนจักรส่วนหนึ่ง (Opus Dei)จึงต้องการค้นหาและทำลายหลักฐานการมีตัวตนของ จอกศักดิ์สิทธิ์หรือทายาทผู้สืบทอด ซึ่งเชื่อกันว่า ถูกปกป้องโดย The Priory of Sion มาหลายชั่วคน เหตุที่พวกศาสนจักรต้องหา จอก และ หาหลุมฝังศพของ Mary Magdalene เพราะพวกเขากลัวว่า หากความจริงเปิดเผย ทายาทผู้นั้นจะเข้ามายึดครองและทำลายศาสนจักรเดิม

ด้วยสมมติฐานข้างต้น เราจึงได้เห็นการนำความจริงต่างๆ มายำใหญ่ใส่สารพัดอย่างสนุกสนาน อาทิเช่น จากความจริงที่มีอยู่เพียงแค่ว่า Priory of Sion และ Leonardo da Vinci ทั้งคู่อยู่จริง แดน บราวน์ ก็โยงใยไปว่า Leonardo da Vinci เป็นหนึ่งในอดีตผู้นำของ The Priory of Sion ผู้ซึ่งสอดใส่แนวความคิดต่อต้านศาสนาไว้ในงานของตัวเอง ดูได้จากภาพวาด The Last supper ที่ แดน บราวน์ ใส่สมมติฐานตัวเองเข้าไปอีกผ่านแนวคิดที่ให้สังเกตว่า สาวกคนขวามือของพระเยซูคือ Mary Magdalene เพราะการเว้นที่ว่างระหว่างสาวกคนนี้กับพระเยซูเป็นรูปตัว V และ V = สัญลักษณ์เพศหญิง + เป็นรูปจอก อีกทั้งสาวกคนนี้ยังมีสีเสื้อที่ Leonardo da Vinci จงใจวาดสลับกันกับพระเยซู

เพียงทฤษฎีข้างต้นเราอาจจะเคลิ้มคล้อยตามอย่างตาไม่กระพริบ หากเราไม่ได้รู้ความจริงว่า Leonardo da Vinci ตายก่อนหลายสิบปีก่อนที่ The Priory of Sion จะสถาปนาขึ้นมา

..... เราจะพบวิธีการคิดเหล่านี้อยู่ในหนังเต็มไปหมด ที่แดน บราวน์คิดขึ้นมาเพื่อเติมเต็มสมมติฐานของตัวเอง ซึ่งมันก็สร้างความสนุกสนานให้กับคนอ่านตลอดเวลา ในการถอดรหัสที่ แดน บราวน์ เป็นคนผูกไว้ ไม่ว่าจะจริงหรือลวงก็ตาม แต่ น่าเสียดาย ที่ความสนุกจากการถอดนั้นลดลงเมื่อมันอยู่บนจอใหญ่

...ขอสารภาพว่าเมื่อรู้ว่าหนังถูกนำมาสร้างโดย Ron Howard เขาไม่ทำให้ผมเชื่อมือเขาเท่าไรนัก สังเกตได้ว่า แม้หลายงานของเขาจะดีเพียงใด แต่เขาก็อยู่ในกลุ่มผู้กำกับที่ผมรู้สึกว่า เขามักจะระมัดระวังตัวตลอดเวลาในการนำเสนอ หรือเรียกได้ว่า play safe งานของเขาไม่ค่อยจะกล้าที่จะฉีกหนีตลาดออกไป ทำให้ทุกงานออกมาเป็นงานที่กลมกล่อมกลางๆไม่ดีมากมายไม่ร้ายเหลือรับ ในขณะที่ผู้รับผิดชอบด้านการแปลตัวหนังสือมาเป็นบทภาพยนตร์คือ Akiva Goldsman ทั้งสองคน นำพา รหัส จากหนังสือ มาสู่ รหัสบนจอ ได้ชนิดที่เรียกว่า เก็บทุกกระบวนความภายในเวลา 149 นาที ได้อย่างไม่เยิ่นเย้อ ไม่รวบรัดจนเกินไป ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงต้องให้เครดิตกับหนังสือไว้ด้วย เพราะคนที่ได้อ่านก็คงจำได้อยู่แล้วว่า นิยายของ แดน บราวน์ ใช้วิธีบรรยายเรื่องชนิดฉากต่อฉากเหมือนดูหนังในหนังสือไม่มีผิด

การถอดความจากหนังสือมาสู่แผ่นฟิล์มนั้น The Da Vinci code ตกอยู่ในตำแหน่งเดียวกับ Harry potter ภาคแรก (แต่ก็ยังสนุกกว่า) นั่นคือ เดินตามรอยหนังสือแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว มันไม่ได้มีอะไรต่างไปจากหนังสือเลย จริงอยู่การตัดต่อย่อความทั้งหลายภายใต้เวลาจำกัดหนังทำออกมาได้ดี แต่ หนังก็ไม่ได้ให้อะไรที่มากไปกว่าหนังสือเลย

...ดังนั้น หากจะพูดคุยกันเรื่องความชอบของหนังเรื่องนี้ อาจต้องแบ่งคนดูออกเป็นสองกลุ่มนั่นคือ

1. ถ้าคุณตีตั๋วมาถอด แบบไม่รู้เรื่องราวมาก่อน ไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ เชื่อได้เลยว่า มีโอกาสงงกับตัวหนังเป็นอย่างยิ่ง คนดูจำเป็นต้องจดจำความหมายของชื่อที่พูดถึงในตอนต้นไว้ให้ดี มิฉะนั้นอาจอึ้งกิมกี่ ชนิดที่ว่าดูไปงงไปว่า ตามหาจอก แล้วจะถอด(รหัส)กันทำไมให้วุ่นวาย แต่ สำหรับคนที่ตามเนื้อหาทันจะพบว่า มันสนุกเพลิดเพลินทีเดียว กับหนังที่มีปมเงื่อนให้เลาะทีละปม ควบคู่ไปกับการค้นพบความจริง(ที่ถูกแต่งขึ้น)ใหม่ๆซึ่งท้าทายความรู้เก่าๆที่เคยมี หนังแนวนี้มีให้ดูกันไม่บ่อยนัก เรื่องล่าสุดที่ทำออกมาได้ความบันเทิงเต็มเปี่ยม (และผมคิดว่าสนุกกว่า The Da Vinci Code เสียอีก) ก็คือ National Treasure

2. สำหรับผมในฐานะคนอ่านหนังสือมาก่อน ความแตกต่างที่สัมผัสได้ชัดเจนเมื่อมาเป็นหนัง คือ ความทึ่งของเรื่องราวลดน้อยถอยลงไปมาก ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเก็บรายละเอียดเอามาใส่ในหนังได้ครบเพราะมีเวลาจำกัด แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ตัดทิ้งไป เช่น วิธีการปกป้องความลับของเหล่าเซเนโซซ์ทั้งสี่คน , มูลเหตุความตายของครอบครัวโซฟี , แรงจูงใจของ Sir Leigh Teabing ฯลฯ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เราทึ่งกับกระบวนการต่อสู้ของแต่ละฝ่าย

จริงอยู่ส่วนหนึ่งที่สนุกน้อยลงเป็นเพราะรู้เรื่องมาก่อนแล้ว รู้ว่าใครคือตัวร้าย แต่ ตัวบทหนังเองก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า สามารถสร้างความแตกต่างที่ดีออกมาได้ ไม่จำเป็นเลยที่คนอ่านหนังสือมาก่อนแล้วจะรู้สึกสนุกกับหนังน้อยลงเสมอไป ตัวอย่างที่ดีอาทิเช่น The Chronicles of Narnia: The Lion, The Witch and the Wardrobe , Lemony Snicket's A Series of Unfortunate Events แสดงให้เห็นว่า หนังสามารถดัดแปลงโดยยังคงเค้าโครงเนื้อหาเดิมได้และใช้ความเป็นหนังเล่าเรื่องที่แตกต่างออกไปจากหนังสือ โชว์กึ๋นของผู้กำกับให้เห็นออกมา

นอกจากการถอดความแบบทุกกระเบียดนิ้วแล้ว ผมยังมีความรู้สึกเหมือนกับว่า Ron Howard ค่อนข้างเกร็งกับงานชิ้นนี้ หนังเดินเรื่องไปข้างหน้าอย่างหนักแน่นรัดกุมแต่แข็งๆ ไม่มีชีวิตชีวา ยิ่งผมได้อ่านหนังสือมาก่อนแล้วยิ่งรู้สึกว่าช่วงแรกของหนังที่เน้นปมปริศนาตื่นเต้น ตกใจ หรือ การตายใน แกรนด์แกเลอรี่ นั้นออกมาดูธรรมดาสามัญเหมือนหนังทริลเลอร์ทั่วๆไป

...นอกจากนี้ ความฉลาดเฉลียวในการถอดรหัสเมื่อมาอยู่ในหนังมันดูตื้นๆง่ายๆเหลือเกิน บทของหนังให้ความสำคัญกับจุดนี้น้อยลง ให้เวลากับความหมายของรหัสน้อยชนิดคนดูไม่ทันขบคิดตัวละครก็คิดเสร็จแล้วเปลี่ยนฉากแล้ว หนังไม่โชว์ให้เห็นว่าตัวเอกนั้นมีความสามารถในการถอดอย่างไร ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะ ผมเองไม่เชื่อถือ Tom Hanks ในบทศาสตราจารย์ด้านศาสนวิทยาสัญลักษณ์ แม้เขาจะเล่นได้ดีเพียงใด ผมก็ยังรู้สึกว่านี่ไม่ใช่บทที่เหมาะสำหรับเขาอยู่ดี ในเรื่องนี้มีนักแสดงเพียงสองคนที่ผมรู้สึกเห็นภาพเหมือนกับที่จินตนาการไว้ตอนอ่านหนังสือนั่นคือ Ian McKellen และ Bezu Fache ที่รับบทโดย Jean Reno (รายนี้ได้ข้อมูลมาว่า แดน บราวน์ คิดถึงตัวเขาตั้งแต่สร้างคาแรกเตอร์นี้ในนิยาย) Audrey Tautou เล่นเข้ากับบทได้ดีกว่าที่คาด เสียตรงที่ว่า ผมเองมีภาพของโซฟี มาโซตอนสาวๆในบทนี้มาอยู่ในหัวตลอดเวลา ส่วน Paul Bettany ในบท Silas ก็ให้การแสดงไม่มากไม่น้อยไปกว่าที่หวัง

...งานด้านภาพในหนังเรื่องนี้ หลายฉากหลายเรื่องราวในหนังทำออกมาได้ดูหนักแน่นและดูน่าเชื่อถือ การแปรตัวหนังสือมาเป็นภาพใช้เทคนิคของความเป็นภาพยนตร์ได้คุ้มค่า เช่น การมองแล้วคิดเห็นเป็นรหัสของพระเอก , ฉากที่เป็นช่วงเวลาย้อนยุคไปในอดีตหลายพันปีก่อน , การนำภาพอดีตมาซ้อนทับกับปัจจุบัน หรือจะเป็นลูกเล่นในช่วงที่ Sir Leigh Teabing อธิบายความเป็นมาของสมมติฐานต่างๆ ดูน่าตื่นตาไม่ใช่เล่น จะมีน่าผิดหวังอยู่จุดหนึ่งก็ตรงที่ หนังไม่สามารถถ่ายสถานที่ในหนังให้เห็นภาพได้ขลังเท่าจินตนาการตอนอ่านหนังสือ หนังใช้ประโยชน์จากตัวสถานที่ได้ไม่คุ้มค่า

...แม้ตัวหนังจะทำให้ผมผิดหวัง แต่ 10 นาทีสุดท้ายที่หนังวิ่งไล่กันจนเหนื่อยแล้วพูดถึง ความศรัทธา กลับเป็นช่วงเวลาที่ผมชอบมากที่สุด

Robert Langdon บอกเราตั้งแต่แรกแล้วมาบอกอีกทีตอนท้ายนี้ว่า ให้ระวังในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เพราะเราจะเชื่อสิ่งใดนั้นบางทีไม่ได้เชื่อเพราะตาเห็นแต่เป็นเพราะใจคิด มนุษย์เรานั้นหากปล่อยให้เมล็ดพันธุ์ความเชื่อถูกปลูกไว้ในใจ เมื่อมันเติบโตหยั่งรากลึกในใจเราจนกลืนกินตัวเราไป มันส่งผลให้ เราไม่ได้แปลความจริงตามสิ่งที่เป็นอยู่แต่แปลความอย่างที่ใจเชื่อ

เช่นเดียวกับ ตัวละครฝ่ายตัวร้ายหลายๆตัวในนิยายของ แดน บราวน์ ที่มักจะติดกับดักความเชื่อในใจตัวเองที่สร้างขึ้นมา ความคิดที่ว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อคือความถูกต้อง จนพาลพาให้พวกเขาทำสิ่งที่ชั่วร้าย และ กลายเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่ต้องใช้ชีวิตไปกับ ศรัทธาที่บิดเบือน ไม่ว่าจะเป็น

Silas ... อุทิศร่างกายและจิตวิญญาณรับใช้ ท่านอาจารย์ ด้วยศรัทธาที่เชื่อว่าการกระทำของเขา เป็นการกระทำเพื่อพระผู้เป็นเจ้า

Bishop Aringarosa ... เพียงเพื่อรักษาศาสนจักร เขายอมทำทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่การฆ่าคน ด้วยศรัทธาที่เชื่อว่า ตัวเองทำเพื่อปกป้องศาสนาที่ตัวเองศรัทธา

Bezu Fache ... ยอมทำทุกวิถีทางแม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งผิดก็เพื่อจับตัว Robert Langdon เพียงเพราะคำบอกของผู้นำศาสนาที่เขานับถือ

Sir Leigh Teabing ... จมดิ่งไปกับความเชื่อที่ตัวเองหลวมตัวศรัทธาอย่างงมงาย เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ความจริงที่เขาคิดเปิดเผยออกมา โดยไม่คำนึงว่ามันคือความจริงหรือเป็นเพียงความเชื่อของเขาเอง

....ทุกฝ่ายล้วนทุ่มเทกายใจอย่างสุดกำลังเพราะเชื่อว่า สิ่งที่พวกเขาศรัทธา คือความดี ก่อนที่สุดท้ายบางคนจะพบว่า สิ่งที่ทุ่มเทไปมันหาใช่ ความดีที่ตัวเองศรัทธา มันคือ ศรัทธาที่บิดเบือน บางคนต้องเจ็บปวดกับการถูกทรยศบางคนต้องตายจากไปโดยยังไม่อาจเชื่อว่าศรัทธาของตัวเองอุทิศให้กับความชั่วร้ายหาใช่พระเจ้าที่นับถือ ในขณะที่บางคนแม้มีชีวิตอยู่ต่อแต่ก็ยังหลงอยู่กับความเชื่อเหมือนกับบัวที่ไม่มีโอกาสได้โผล่มาพ้นผืนน้ำ แม้วันสุดท้ายของชีวิต

เราศรัทธากันไปเพื่ออะไร ทำไมบางคนเชื่อมั่นในบางสิ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา ?


หลายๆครั้งที่เราพบว่า คนรอบตัวเรา มุ่งหลงไปกับความเชื่อ มุ่งหลงไปกับสิ่งที่ตัวเองศรัทธา จนกลายเป็นว่า ชีวิตเรา = ความเชื่อนั้น เราอุทิศชีวิตให้กับความเชื่อ ไม่ได้เผื่อไว้ให้กับตัวเองและคนรอบข้าง จนหลายๆครั้งที่เราไม่เข้าใจว่า ทำไมคนรอบข้างเราไม่เข้าใจ เวลาเราทุ่มเทขายบ้านขายที่เพื่อบริจาคเงินทำความดีแบบสะสมทรัพย์ด้วยความเข้าใจว่าทำเช่นนี้แล้วความดีจะพอกพูน , เราไม่เข้าใจเมื่อเห็น บางคนเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อทำลายชีวิตคนอื่นเพราะเชื่อว่าเป็นคำสอนของศาสนาตัวเอง , เพื่อนบางคนเวลาพูดคุย ไม่เคยคุยกับเราได้รู้เรื่องเพราะเขาคุยแต่เรื่องสินค้าของตัวเองราวกับว่ามันเป็นเรื่องราวชีวิตของเขา ฯลฯ ความเชื่อและศรัทธาเหล่านั้นมันหลอมตัวตนของคนให้สูญสลายไป และ จะน่ากลัวเพียงใดหากศรัทธานั้นมันไม่ใช่ ความดี ที่วาดฝัน

ประโยคเปรียบเปรย "ศรัทธา" ที่นำพาความเชื่อมั่นในการมีชีวิตอยู่ต่อที่ Robert Langdon เปรยขึ้นมาตอนท้าย บ่งบอก ความหมายของศรัทธา ว่า มันไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจอิทธิฤทธิ์เวทมนตร์คาถาที่บันดาลให้คนอัศจรรย์ใจ มันไม่ได้สำคัญว่าเราจะเชื่อถือนิกายนี้หรือนิกายนั้นแล้วมันจะดีกว่ากัน ความศรัทธาไม่ได้มีเพื่อให้มนุษย์แก่งแย่งกันเก็บสะสม ศรัทธาที่บริสุทธิ์แท้จริง ย่อมเกิดจากใจอันบริสุทธิ์ ก่อเกิดให้คนมีความหวัง มีความรักมีเมตตาให้แก่กัน


สิ่งที่ชอบ

1.ช่วง 10 นาทีท้าย ... หนังทั้งเรื่องไม่มีอะไรที่ผมรู้สึกแปลกแตกต่างจากอ่านหนังสือ แต่ฉากเฉลยตอนท้ายหลังจาก Sir Leigh Teabing ถูกจับ ที่ร่ำๆว่าจะโดนตัดออก นอกจากจะเป็นการคลายปมอาการกลัวที่แคบของพระเอกที่ขมวดไว้ตอนต้นแล้ว(ซึ่งตอนแรกก็งงๆว่าจะมีไว้เพื่ออะไร) ยังเป็นการให้ความหมายของคำว่า ศรัทธา ว่าเป็นเช่นไรได้เป็นอย่างดี บรรยากาศช่วงเฉลยตัวตนและการเปิดเผยตัวสมาชิกของ Priory of Sion ทำออกมาได้ดูขลังดี

2. Ian McKellen .... เล่นเป็นคนดีมีอารมณ์ขันตอนแรกๆได้เนียนมาก ครั้นเมื่อต้องเฉลยว่าเป็นคนร้ายที่ลุ่มหลงในความเชื่อผิดๆจนเหมือนคนเสียสติตอนท้าย ก็ทำออกมาได้ดีเช่นกัน

3.ฉากถอด(รหัส)โดย Sir Leigh Teabing... ช่วงเวลาก่อนที่ทุกคนกำลังจะหนีออกจากบ้าน แล้ว ท่านเซอร์อธิบายความเชื่อตัวเอง เกี่ยวกับ ปูมหลังความลับของคริสตจักร หรือการถอดรหัส ภาพThe Last supper เป็นช่วงที่หนังใช้เทคนิคภาพยนตร์เล่นถอดรหัสได้อย่างสนุกสนาน แถม ยังทำให้ความเชื่อที่สร้างขึ้นมามันดูน่าเชื่อถือภายใต้เวลาอันจำกัด


สิ่งทีไม่ชอบ

1.การดัดแปลง ... ส่วนที่ชอบของบทก็คือการตัดออกมาได้กระชับเหมาะเจาะ แต่ส่วนที่ไม่ชอบคือการขาดความกล้าที่จะดัดแปลง ช่วงแรกของหนังแรกๆก็ยังตื่นเต้นอยู่ตรงได้เห็นภาพที่เราอ่านจากอักษรมาเป็นภาพจริง แต่พอเล่าเรื่องไปเรื่อยๆมันก็เริ่มเรื่อยๆจริงๆ ไม่มีความน่าตื่นเต้นใดๆ การไขปริศนาก็ไม่ชวนให้ติดตาม สำหรับคนรู้เรื่องแล้วอย่างผมจึงได้แต่เคลิ้มๆไปเรื่อยๆไม่ถึงกับหลับ รอดูแค่ว่า ตัวหนังสือที่เราอ่านจะเปลี่ยนมาเป็นภาพอย่างไรต่อเท่านั้นเอง

2.ถอดรหัส ... การถอดรหัสในเรื่องมันง่ายและดูเหมือนเล่นกล มันไม่ให้ความรู้สึกทึ่งเหมือนตอนที่อ่านหนังสือ

3.สถานที่ ... ไม่รู้เป็นยังไง แต่ตอนอ่านหนังสือแม้ผมจะไม่เห็นภาพสถานที่จริงผมก็ยังรู้สึกมีอารมณ์ร่วมมากกว่านี้ ครั้นได้มาค้นดูรูปในอินเตอร์เน็ต หลายสถานที่ก็ยังดูขลัง แต่พอมาอยู่ในหนัง สถานที่ทั้งหลายถ่ายทำออกมาเลือกมุมเลือกตำแหน่งที่ถ่ายได้ไม่สมกับที่คนอ่านวาดหวังไว้เลย ไม่ว่าจะเป็น ตัวพิพิธภัณฑ์ Louvre , ภายในแกรนด์ แกเลอรี่ , โบสถ์เทมเปิ้ล ฯลฯ

สรุป ... สำหรับคนไม่เคยรู้เรื่องไม่เคยอ่านหนังสือ ดูแล้วตามทัน –> สนุก เป็นแอคชั่นธริลเลอร์ที่ดี , ดูแล้วตามไม่ทัน –> งง แล้วจะสนุกตอนมาอ่านอีกที , สำหรับคนอ่านแล้ว(อย่างผม) ค่อนไปทางผิดหวัง ยอมรับว่าหนังทำได้ดีพอสมควร แต่มันไม่มีอะไรที่แสดงความสร้างสรรค์ออกมา มันไม่ถึงกับน่าเบื่อ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าประทับใจ ดูได้เรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะสนุก แต่เหมือนรอดูฉากที่อ่านในหนังสือให้โผล่มาบนจอ มีอืดๆง่วงๆบ้างช่วงแรกๆ พอหนังจบแล้วก็แล้วกันไป

ป.ล. หนังจะตัดอะไรก็ตัดไป แต่ส่วนที่ผมเสียดายมากที่สุดที่ถูกตัดหายไป คือ นาฬิกามิคกี้เมาส์

ป.ล.2 ... ยังอาสาเป็นหน้าม้ามาเชียร์ต่อ หนังยังไม่ออกจากโรง >> Always: Sunset on Third Street , บางสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ



ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย หรือ แวะเวียนมาพูดคุยถาม-ตอบนอกเหนือบทความนี้ คลิกไปคุยกัน --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 21 พฤษภาคม 2549
Last Update : 21 พฤษภาคม 2549 1:01:39 น. 43 comments
Counter : 6385 Pageviews.

 
ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อน และไม่เคยรู้จักนวนิยายเรื่องนี้มาก่อนเลยค่ะ ตอนที่เข้าไปดูช่วงแรก ๆ จะมีคำถามว่า ทำไม? เพื่ออะไร? แล้วไง? แต่ดูไปเรื่อย ๆ ก็ get ค่ะ พอเริ่ม get แล้วก็จะเริ่มเดาทางออก ว่าใครเป็นยังไง อยู่ฝ่ายไหน จริงหรือหลอก รู้สึกตื่นเต้น ระทึกไปกับหนังจนจบ (อันนี้คงเป็นข้อดีของการที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อน)

ชอบและทึ่งในจินตนาการ ที่เค้าคิดน่ะค่ะ คิดได้ไงกับการนำเรื่องนั้นมาโยง ประเด็นโน้นมาเกี่ยวข้อง รวมทั้งจินตนาการเรื่องพระเจ้าด้วย

พอเดินออกมาก็คิดว่าเรื่องในหนังมันก็มีความเป็นไปได้จริง ๆ เหมือนกันนะคะ


โดย: Susie วันที่: 21 พฤษภาคม 2549 เวลา:0:57:06 น.  

 
จริงๆ ผมก็ยังไม่ได้อ่านคัรบ แตก่ยังอยากดูเพราะชอบมากเรื่องตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เรื่องทฤษฎีเกี่ยวกับอันนี้ (ผมมันหมกมุ่น Conspiracy Theory มานานแล้วครับ)

และผมก็ไม่ค่อยเชื่อมือพี่ Ron Howard เช่นกันครับ แล้วก็กะแล้ล่ะว่าเขาต้องทำแบบไม่ถึงอย่างที่ควรแน่ๆ แต่ก็จะไปดูครับ


โดย: หมื่นทิพ TRAVOLTA (เทพบุตรตบะแตก!! ) วันที่: 21 พฤษภาคม 2549 เวลา:1:54:45 น.  

 
เท่าที่อ่านก็ทำให้มันทึ่งน้อยลงแบบที่พี่ว่าเลยครับ
ส่วนที่ผมชอบกลับเป็นช่วงเปิดตัว Robert Langdon ที่ยืนบรรยายอยู่แฮะ.. ยิ่งตอนที่เอาตราสวัสติกะมาหมุนๆๆ แล้วซ้อนไปกับภาพเจ้าแม่กวนอิมนี่ อื้มม...

สิบนาทีสุดท้าย ไม่ควรตัดอย่างยิ่ง!!

ในบรรดานักแสดง Tom Hanks ผมว่าเฉยๆครับ ในขณะที่ Audrey Tautou ผมกลับมองว่าเรื่องนี้หน้าแก่เกินบทไปหน่อย (หุหุ)
Paul Bettany กับ Alfred Molina เล่นได้โอเคครับ
ลุง Ian ก็เยี่ยมไม่แพ้กันทีเดียวเชียว...

เห็นพี่หน้าม้ามาตลอด เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปดู Always แล้วครับ ^^

ปล. ตอนนี้แนะนำแกมบังคับเพื่อนให้ไปหาหนังสือมาอ่านไปหลายสิบคนแล้วล่ะ


โดย: nanoguy IP: 203.113.16.250 วันที่: 21 พฤษภาคม 2549 เวลา:2:10:29 น.  

 
ถ้าตัด10นาทีสุดท้ายไป...ตัดหัวผมไปเลยดีกว่า!

เห็นด้วยมากมายกับอรรถรสที่หายไปสำหรับคนที่อ่านหนังสือไปแล้ว... เกือบจะหลับไปเลยทีเดียวเมื่อยังมิได้ไปพบเซอร์ลี เหอๆ > <~

*ชอบลูกเล่นThe Last Supperมากมาย เห็นแล้วรู้สึกว่า มันเจ๋งจริงๆ~

*ชอบSilasอย่างแรง... แต่จินตนาการSilasไว้ว่าเฮียแกล่ำกว่านี้ 55+

*Always เป็นอะไรที่สุดยอดมาก....ดูแล้วทรมานสุดๆ....เพราะร้องไห้ได้ไม่สุด 555+


โดย: จั่น* IP: 58.8.71.92 วันที่: 21 พฤษภาคม 2549 เวลา:2:34:35 น.  

 
ชอบการเล่าเรื่องครับ
ขอบคุณที่นำมาเขียนวิจารณ์ให้ได้อ่านกันครับ


โดย: ตี๋น้อย (Zantha ) วันที่: 21 พฤษภาคม 2549 เวลา:7:02:59 น.  

 
ยังไม่ได้อ่านครับ เพราะยังไม่ได้ดูหนัง
เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปดูกับเพื่อนๆ แล้วจะกลับมาคุยครับ


โดย: King Of Pain วันที่: 21 พฤษภาคม 2549 เวลา:9:45:10 น.  

 
เห็นเพื่อนที่ไปดูมาก็บอกว่า ok แต่หนังสือให้อรรถรสดีกว่า เลยคิดว่าอาจจะไปดูครับ ถ้ามีเวลา


โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 21 พฤษภาคม 2549 เวลา:12:46:56 น.  

 
ไม่สนุกเท่าไหร่ หนังอืดจนบางช่วงอยากจะหลับ
แต่หลังจาก Ian ออกมาหนังดูสนุกขึ้น
Tom Hang ดูไม่น่าเชื่อถือในบท Langdon ไม่ใช่เล่นไม่ดีนะคะ แต่มาดไม่ให้เลยอ่ะคะ คุณผมอยู่ข้างหลังคุณ คิดว่าใครเหมาะจะเล่นบทนี้คะ


โดย: tong IP: 202.28.181.10 วันที่: 21 พฤษภาคม 2549 เวลา:18:36:00 น.  

 
My personal thought on this movie is simply one word "mediocre". It's uninteresting, almost boring movie that I have seen in this US. summer (and trust me, I watched Poseidon).

Personally I never read the novel, so I expect to be shocked by the plot. The result is...not really. I mean story about Jesus and possibly action (don't want to spoil) has been told to dead many time.

I think if you want to see any religion theme movie, I can recommend Dominion: Prequel to the Exorcist (not by Renny Harlin but Paul Schrader one). I mean that pretty f**k up movie I have seen last year. It takes everything so seriously. I mean the evil, hero's faith are all presented in very disturbing but interesting way.

ps. Sorry for my long-ish comment but I really don't want to review Da Vinci in my blog.


โดย: BloodyMonday วันที่: 21 พฤษภาคม 2549 เวลา:22:49:11 น.  

 
แวะเข้ามา แต่ขอกลับมาอ่านพรุ่งนี้นะครับ...
ส่วนตัวหนัง ผิดหวังในการดัดแปลงครับ ...แต่ก็ถือว่าใช้ได้ในแง่ความเป็นหนัง


โดย: OncE UPoN'-'a MaN วันที่: 22 พฤษภาคม 2549 เวลา:0:30:04 น.  

 
ชอบการผูกเรื่องหลายเรื่องเข้าด้วยกัน
ดูรอบสองยิ่งเข้าใจหลาย ๆ เรื่องมากขึ้น (ตอนดูรอบแรก นั่งเกร็ง เพราะกลัวตามไม่ทัน เนื่องจากไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน )

หลังจากรอบ 2 ตัดสินใจแล้วว่า ควรได้อ่านหนังสือจริง ๆ เสียที เลยไปซื้อหนังสือมาอ่าน และก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ เพราะว่าอ่านหนังสือแล้ว ได้คำตอบที่ยังไม่เข้าใจหลายเรื่อง
ปล. ใครที่ดูเรื่องนี้ที่ Paragon สามารถเอาหางตั๋วไปแลกซื้อหนังสือ The da vinci Code และหนังสือของ Dan Brown ได้ลด 20 % ที่ชั้น 3 ใน Zone Department Store ของ Paragon+หนังสือแบบสืบสวนสอบสวนอีกหลายเรื่องลด 15% ถึง 24/5/49 นี้เท่านั้นค่ะ


โดย: คนที่คุณก็รู้ว่าใคร IP: 203.144.196.34 วันที่: 22 พฤษภาคม 2549 เวลา:10:08:53 น.  

 
ซวยเลย ดันอ่านสปอยล์ไปซะแง้ว ไม่เป็นไร ยังไงก็ต้องไปดูให้ได้ รอให้พี่ชายผมกลับมาก่อนเท้อ จะไปดูซัก 5 รอบเลย


โดย: Moonlight Mile วันที่: 22 พฤษภาคม 2549 เวลา:17:39:05 น.  

 
tong ... ข้อมูลจาก imdb.com จากตัวเลือกแรกที่ถูกพิจารณาให้มารับบทนี้คือ Bill Paxton (สุดท้ายอด เพราะคิวไม่ว่าง) ไปจนถึงแคนดิเดทต่างๆไม่ว่าจะเป็น Russell Crowe, Ralph Fiennes, Hugh Jackman, George Clooney and Tom Hanks. ไม่มีตรงใจซักคนเดียวครับ ถามว่าตอนอ่านผมคิดถึงภาพใคร ก็อธิบายไม่ได้เพราะไม่มีภาพใครผุดขึ้นมาเลย แต่ถ้าจะให้นึกตอนนี้ คลับคล้ายคลับคลาว่าอาจจะเป็น คุณลุง Harrison ford ตอนหนุ่มๆกว่านี้ ซัก Indiana jones ภาคแรก ก็ไม่เลว

BloodyMonday ... แสดงความเห็นยาวๆได้เลยครับ ยินดีเสมอ จะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับคนอ่านท่านอื่นได้ด้วย ภาษาอังกฤษก็ไม่ว่า แต่อย่าเขียนแบบสลับซ้าย-ขวาเป็น mirror writing เหมือน ลีโอนาโด ดาวินชี่ก็พอ เพราะผมไม่มีกระจกอยู่หน้าคอม

ปล ... ขอบคุณทุกความเห็นที่แวะมาพูดคุยกันครับ ยังรอความเห็นถัดๆไปอยู่ตลอดครับ


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 22 พฤษภาคม 2549 เวลา:20:20:15 น.  

 
นาฬิกามิคกี้เมาส์ มีอยู่ค่ะ ไม่ได้หายไป
ฉากที่แลงดอน กับเนอเวอ อยู่ในรถที่ออกมาจากธนาคารซูริค ตอนที่แลงดอนถูมือ ทำท่าหวาดหวั่นในที่แคบ เห็นนาฬิกามิคกี้เมาส์

หนังไม่ได้พลาดตรงรายละเอียด
แต่พลาดประเด็นใหญ่ คือไม่กล้าดัดแปลง


โดย: grappa วันที่: 22 พฤษภาคม 2549 เวลา:20:47:48 น.  

 
คิดว่าทอมแฮงไม่เหมาะกะบทแลงดอนค่ะ แต่ silas นี่เหมือนที่คิดไว้เลย ตัวเรื่องก้อไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่เพราะอ่านหนังสือมาแล้ว ก้อเลยแบบว่ารอคอยที่จะดูฉากนั้นๆตามในหนังสือซะมากกว่า แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือก้อคงจะสนุกอะค่ะ เพราะดูๆแล้วหนังก้อน่าสนใจดี


โดย: zixzent IP: 203.113.16.250 วันที่: 22 พฤษภาคม 2549 เวลา:21:03:37 น.  

 
อ่านบทวิจารณ์นี้แล้ว ชอบมาก ส่วนใหญ่เขียนได้ตรงกับที่คิดมาก แม้ทอม แฮงส์ จะแสดงดีแค่ไหน แต่ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่โปรเฟสเซอร์แลงดอน แต่ก็ให้ผ่านได้ ส่วน ออเดรย์ โตตู ก็แสดงดีกว่าที่คิดไว้นิดนึง

ตัวเนื้อเรื่อง ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำหนังยาว เพราะรายละเอียดมีมากจริงๆ การทำหนังจากหนังสือก็เสี่ยงหน่อย หากทำตรงตามหนังสือก็มีคนบ่นว่าไม่คิดอะไรใหม่ หากดัดแปลงมากเกินไป ก็ถูกว่าอีก คนดูก็เอาใจยากอย่างนี้แหละ

แต่ที่อดบ่นไม่ได้คือบทพูด ทุกคนพูดกันแทบไม่หยุดหายใจ มีไม่กี่ช่วงที่ได้พักหู แต่กระนั้นก็มีดนตรีแทรกอยู่ตลอด อาจจะทำให้คนติดตาม หรือหลับได้ แล้วแต่คน

มีนักวิจารณ์กลุ่มใหญ่ให้รีวิวแบบว่า ติดลบมาก อย่างไม่สมเหตุผล บางคนถึงกับว่าเป็น ridiculous และ น่าผิดหวังเลยทีเดียว ก็เข้าใจว่าเขาคงคาดหวังไว้มาก และอาจมีอคติกับหนัง blockbuster ที่ลงทุน marketing อย่างมหาศาล
แต่เราว่า ก็เป็นทริลเลอร์ที่ดีเรื่องนึงทีเดียว ชอบอยู่หลายฉาก ถ่ายภาพได้สวย โดยเฉพาะปิรามิดที่ Musée du Louvre
คิดถึงปารีสขึ้นมาตะหงิดๆ อยากดูหนังใหม่ Paris, je t'aime จัง


โดย: เวรกรรม IP: 193.48.219.8 วันที่: 22 พฤษภาคม 2549 เวลา:21:28:03 น.  

 
ผมก็เป็นอีกคนนึงที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือ (ทั้งๆ ที่ได้ยินกิติศัพท์ จนถึงกับเป็นประเด็นโต้เถียงกับน้องในออฟฟิศที่อ่านหนังสือแล้วมาตั้งนาน) ... ด้วยเกรงว่าจะเสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์เหมือนที่ผมเจอตอนอ่าน Harry4 ช่วงแรกไปแล้วอีก ....... สำหรับหลายๆ คนที่บ่นว่าผิดหวัง ... ผมว่าส่วนนึงน่าจะเกิดจากการที่มีความรู้สึกว่าหนังสือมันเจ๋ง หนังมันก็ควรจะทำออกมาเจ๋งด้วย ... แต่มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

สำหรับตัวผมเอง ... ผมว่ามันก็เป็นหนังแนว ทริลเลอร์+สืบสวนที่ดูสนุกพอใช้ได้เรื่องนึง ... แต่ขอบอกว่าแทบไม่มีความเซอร์ไพรซ์เลย (คงเป็นเพราะผ่านตาหนังอินดี้มาเยอะไป) กับการเฉลยว่าใครคือ The teacher และใครคือทายาทฯ ... เพราะในหนังอินดี้มันพลิกผันกว่านี้เป็นหลายตลบ พล็อตแบบนี้ถือว่าไม่เกินความคาดหมายเลย

สำหรับดารา ... อิๆ คุณ จขบ. ทันยุคโซฟี มาโซ ยังสาวๆ ด้วยเหรอคับ ... ยุคเดียวกับผมเลยนี่นา ตอนนั้นมีบรู๊ค ชีลด์, ฟีบี้ เคตส์, โซฟี มาโซ, เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี ... ปรากฎพอถึงตอนนี้เหลือแต่คนสุดท้าย ที่โผล่พ้นน้ำกลายมาเป็นดาราสุดสวยที่ขายฝีมือ (คงต้องขอบคุณ Requiem for the dream) ... ส่วน บรู๊ค ชีลด์ เห็นรายชื่อในหนังเรื่องอะไรจำไม่ได้อยู่แว้บๆ ... แต่ 2 คนกลางหายหน้าหายตาไปเลยเนอะครับ

ข้อดีของการยังไม่ได้อ่านหนังสืออีกอย่างก็คือ ผมไม่มีภาพของตัวละครที่บรรยายไว้ในหนังสือติดอยู่ในหัว ... ถ้าถามผม ผมว่าแต่ละคนก็เล่นใช้ได้ในระดับมาตรฐานของตัวเอง ... ออเดรย์ โตตู (ถูกมั้ยนะ) ดูสวยขึ้นกว่ายุคแสดงเป็น Amelie โขอยู่ ... ฌอง เรโน และ พอล เบตตานี่ ดูจิตดี ... แต่ที่ต้องชมที่สุด ก็คงเป็นเซอร์เอียนแหละครับ สลัดคราบพ่อมดขาวได้เด็ดดวงอีกแล้ว

... บทสรุปสำหรับผม เรื่องนี้ เกินจากระดับกลางๆ ขึ้นมาหน่อยนึง ถ้าเป็นเกรดก็คงราวๆ B ถึง C+ อ่ะครับ


โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 22 พฤษภาคม 2549 เวลา:21:46:25 น.  

 
เยี่ยมครับ


โดย: เฟ-ริส IP: 125.25.12.17 วันที่: 22 พฤษภาคม 2549 เวลา:23:05:26 น.  

 
ผมอ่านหนังสือแล้ว แต่เพราะเป็นหนังสือภาษาอังกฤษหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ ยอมรับว่าแทบจะเป็นหนังสือที่ผมอ่านภาษาอังกฤษแล้วไม่ยอมหลับยอมนอน มันสนุกและชวนให้ติดตามอย่างที่ใครหลายคนว่ากันจริงๆ

แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้คาดหวังว่าหนังกับหนังสือจะต้องไปด้วยกันซักเท่าไหร่ ไปดูโดยไม่ได้คาดหวังอะไรน่ะครับ ชอบครับ ชอบในความพยายามและหลายๆมุมที่สวยๆของหนังเรื่องนี้

ในหัวไม่ได้มีข้อติดใจอะไรมากมายหลังออกมาจากโรงหนัง มีที่ชอบใจมากๆ ก็คล้ายๆกับที่เขียนมาน่ะครับ ผมชอบที่ดูเหมือนเรื่องนี้ช่วยสะท้อนความเป็นมนุษย์ออกมาได้มาก มันสะท้อนส่วนที่เป็นจุดอ่อนของคนออกมานะครับ "ความเชื่อ" ของมนุษย์ แทบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ มันเหมือนกับจริงๆแล้วเรื่องนี้สอนหลักของศาสนาออกมาอย่างไรก็ไม่ทราบสิครับ

"ศรัทธา" เป็น พลัง อย่างดีสำหรับคนทุกคน
มันขึ้นอยู่กับว่า เราศรัทธาในสิ่งใด
ความศรัทธานั้นสร้างพลังใจที่ดี หรือพลังงานที่ชั่วร้าย

ว่าไม่ได้เลยนะครับ...
บางคนศรัทธาในตนเอง จนสามารถเอาชนะโรคร้ายได้



ปล. วิจารณ์ได้น่าอ่านมากเลยนะครับ ชอบมากครับ


โดย: โทโมะ` ฮิโร IP: 58.8.71.146 วันที่: 23 พฤษภาคม 2549 เวลา:1:26:35 น.  

 
ดูแล้วก็เฉยๆอ่ะ....ไม่ประทับใจเหมือนอ่านในหนังสือ.....แล้วดูแบบไม่มีซับ ไม่มีบรรยายไทย ไม่มีสลิง.....(เพราะดูที่อเมริกาค่ะ)......โชคดีมากที่อ่านหนังสือมาก่อน ไม่งั้นงงเต๊กค่ะ.....ขนาดอ่านมาแล้วยัง มึนๆเลยค่ะคู้ณขา....

ไม่เคยดูหนังแล้วคนแน่นโรงขนาดนี้เลย คือเมืองนอกเค้าจะไม่มีจำกัดที่แบบว่า ใครมาก่อนได้นั่งที่ดีใครมาช้าก็เชิญข้างหน้าค่ะ...เรากับเพื่อนรีบไปเลยค่ะ เพียงพักเดียว โรงเต็มเลยอ่ะ ไม่มีที่เหลือเลย......เราอยู่ใกล้ๆ Harvard เพื่อนเราบอกว่า ไม่แน่น่ะ Robert Langdon อาจจะเดินอยู่แถวๆนี้ก็ได้.....ค่ะ...เพื่อนดิฉัน....อินด์จัด


โดย: FeEziLLa IP: 65.96.162.62 วันที่: 23 พฤษภาคม 2549 เวลา:6:10:11 น.  

 
ผมคาดหวังกับฉากต่างๆ ใน Musée de Louvre มากครับ ที่มีภาพวาด ต่างๆ มาประกอบการฆาตกรรม สุดท้ายก็ บัวแล้งน้ำ ครับ5555


โดย: davin sir IP: 203.154.97.196 วันที่: 23 พฤษภาคม 2549 เวลา:9:55:11 น.  

 
เพิ่งไปดูมาวันเสาร์ครับ ที่major เชียงใหม่
แถวยาวมากกกกกกกกกก
ตอนแรกจะถอดใจไม่ดูแล้วแต่ก็อดทนยืนต่อแถวต่อไปจะได้บัตรมา สิบกว่าใบเพราะต้องซื้อให้เพื่อนด้วย
ภายหลังมาทราบว่ากว่าครึ่งที่ต่อแถว ดู"ก้านกล้วย"กันครับ ( ได้รับเสียงชมจากผู้คนในเฉลิมไทยพอสมครทีเดียว )
ด้วยความที่ผมเรียนโรงเรียนคริสต์มา ก็เลยทำให้ดูรู้เรื่อง(คิดว่านะ)
มีงงนิดหน่อยตอนท้าย กับการสาวไปถึงต้นตระกูลนางเอกและการปรากฏตัวของย่า(หรืยายนี่แหละ)วาเป็นมายังไง
ไม่รู้จะวิเคราะห์อะไรเพิ่ม เพราะผมความรู้มีเพียงผิวเผิน แต่บทความนี้ก็"เฉียบ"เหมือนเดิมครับ

ดีใจที่ช่วงนี้อยู่wardเบาเลยพอมีเวลากลับเชียงใหม่ไปนั่งดูหนังกะเพื่อนๆครับ
P.S. เดี๋ยวกลับไปอ่านDavinci code ก่อน แล้วถ้ามีความคิดอะไรเพิ่มเติม จะเอามาบอกครับ


โดย: โกโต้ เคนสุเกะ IP: 125.24.83.27 วันที่: 23 พฤษภาคม 2549 เวลา:16:32:30 น.  

 
เราอ่านไป 1/4 ของหนังสือ แล้วไปดู
จริงๆก็พอรู้เรื่องแล้วนิดหน่อย แต่รวมๆก็สนุกดีนะ จากที่อ่านหนังสือไปแม้ว่าจะแค่ส่วนนึง ก็คิดเหมือนกันว่าตอนที่อ่านหนังสือรู้สึกทึ่งมากกว่า อาจจะเพราะเค้าอธิบายรายละเอียดไว้เยอะก็ได้มั้ง
ส่วนที่ชอบก็คือตอน10นาทีสุดท้ายเหมือนกันค่ะ
ชอบตอนที่แลงดอนสรุปเรื่องความเชื่อ ที่เค้าบอกว่า ตอนเด็กๆที่เค้าตกบ่อ เมื่อเค้าคิดตัวเองใกล้จะตายแล้ว เค้าสวดภาวนา
มันแสดงถึงว่ามนุษย์เราเมื่อสิ้นหวังก็ต้องวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ดี ความเชื่อและความศรัทธามันสำคัญตรงนี้แหละมั้ง ทำให้เรามีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้ คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังจะดูน่าสงสารมากกว่าอีก เพราะว่าพอถึงเวลาสิ้นหวังแล้ว เค้าก็ไม่มีความหวังในเรื่องใดๆอีก


โดย: ตุ๊กตาไล่ฝน IP: 203.155.135.100 วันที่: 23 พฤษภาคม 2549 เวลา:17:17:03 น.  

 
ข่าวล่ามาเร็ว ... เห็นว่าจะมีการสร้าง เทวากับซาตาน (Angels & Demons) ต่อทันที ... และผู้ที่เป็นมือวางอันดับ 1 สำหรับ ศจ.แลงดอน ก็คือ .................. Mr. Tom Hanks คนเดิมนี่แหละครับ (ส่วนนางเอกสาวอิตาลี เด๋วขอกลับไปนึกก่อนนะ) ... ข่าวคราวความคืบหน้าเป็นอย่างไร ถ้ารู้เพิ่มเติมแล้วจะมาแจ้งต่อไป
+++ จบข่าว +++


โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 23 พฤษภาคม 2549 เวลา:17:47:08 น.  

 
ควรทำเป็นซีรีย์ หลายๆ ตอนมากกว่าหนังค่ะ เพราะรายละเอียดเยอะเหลือเกิน ทำแบบนี้ทำร้ายจิตใจคนอ่านหนังสือมาแล้ว เพราะตัดไปเยอะเหลือเกิน
ดูไปแล้วก็หาวไปค่ะ รู้สึก อืดๆ


โดย: choc ,มิ้น IP: 58.8.9.65 วันที่: 24 พฤษภาคม 2549 เวลา:3:09:24 น.  

 
จากความเห็นของคนดูหนังอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน แต่รู้เรื่องคริสต์ดีในระดับหนึ่ง ต้องขอบอกว่าดูแล้วไม่ประทับใจ แล้วก้อไม่สมกับความคาดหวัง หรือว่าเราคาดหวังมากเกินไปมั้ง ดูแล้วทอม แฮงค์ เก่งเกินมาเฉลยให้เราหมดเลย โดยไม่ต้องคิดตามเลย ดูทั้งเรื่องประทับใจตอนจบสิบนาทีสุดท้าย ซึ่งตอนแรกที่คาดว่าจะโดนตัดก้อกะว่าจะไม่ดูอยู่แล้วเชียว ซึ่งเป็นตอนที่ไคลแม็กซ์ของเรื่องจริงๆ โดยส่วนตัวไม่มีอคติกับหนังเรื่องนี้ เพราะถ้าคนที่มีวุฒิภาวะดู ก้อจะรู้ว่ามันไม่เป็นความจริงเลย แต่ก้อต้องขอบคุณเรื่องนี้ที่ทำให้ได้เสมือนเป็นการโปรโมทศาสนาคริสต์ไปในตัว ทำให้คนที่ไม่ได้เป็นคริสต์ ก้อได้รับรู้เรื่องราวของศาสนาคริสต์มากขึ้น ใครคิดว่าเป็นวิกฤตหรือเป็นการบั่นทอนศรัทธา แต่เรากลับคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเผยแพร่มากกว่าค่ะ


โดย: aorengja IP: 203.107.204.221 วันที่: 25 พฤษภาคม 2549 เวลา:0:44:44 น.  

 

ไม่ชอบพระเอกกับนางเอกเลยครับ ไม่เข้ากับที่คิดไว้

ไม่ชอบตรงที่เฉลยพิธีกรรมจากปากของโซฟีไปไว้ตอนท้าย ๆ ผมว่าตอนนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก

ตอนใกล้จบลุ้นให้ทั้งคู่เดินเข้ามาจูบกัน แต่เปล่า แค่กอดกันเฉย ๆ งงเลย

ผมว่าตอนเริ่มแรกกับอยู่ในบ้านทีบบิง ทำได้ดีมากเลยคับ

นอกนั้น เรียบ


โดย: Elrond วันที่: 25 พฤษภาคม 2549 เวลา:1:08:06 น.  

 
ได้มีโอกาสถอด...รอบแรก หมายถึงถอดรหัสค่ะ
หนังทำได้ จืดกว่าที่ควรจะเป็น
ตอนแรกคาดหวังว่า
จะได้ตื่นตาตื่นใจกับภาพๆๆๆ สิ่งก่อสร้างๆๆๆๆๆ ซึ่งเป็นที่มาของรหัสแบบเต็มๆๆๆ จะๆๆ และลีลาการถอดรหัสที่น่าทึ่ง แต่ปรากฎว่าทุกอย่างสำเร็จรูปมาก ถอดเร็วมาก ไม่มีจังหวะให้เกิดอาการลุ้นใดๆ
นักแสดงที่ชอบที่สุดคือเซอร์เอียนเล่นได้ดี และทำให้หนังดูมีสีสันขึ้น

เห็นด้วยว่าเรื่องนี้ตัวละครดำเนินชีวิตตามแรงศรัทธา ไม่ว่าจะศรัทธาสิ่งถูกหรือผิดก็ตาม แต่ล้วนทำให้ชีวิตอยู่อย่างมีพลังใจ
ความศรัทธา นั้นทรงพลังนัก ก่อเกิดสิ่งต่างๆในโลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลายคนจึงไขว่คว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวหาสิ่งที่ตนเองศรัทธาได้
สำหรับตนเอง มองว่า"ศรัทธาใดในโลก ไม่เท่ากับการศรัทธาตนเอง อย่างเป็นจริง"



โดย: Keep the Faith IP: 202.28.181.9 วันที่: 25 พฤษภาคม 2549 เวลา:13:38:39 น.  

 
หนังดำเนินเรื่องเร็วเกินไป ไม่เว้นช่วงให้เราประทับใจกับความฉลาดในการถอดรหัสต่าง ๆ และเกร็ดปลีกย่อยต่าง ๆ จริง ๆ ด้วยค่ะ หนังสือดีกว่ามาก

ไม่ใช่ว่าหนังไม่ดีค่ะ เพียงแต่ดีไม่พอ และดีสู้หนังสือไม่ได้เลยด้วยประการทั้งปวง อยากให้เพื่อน ๆ ที่บอกว่าไม่ได้อ่านหนังสือ ลองไปอ่านดูค่ะ จะรู้สึกทึ่งมากกว่านี้

ที่ฉากต่าง ๆ ไม่อลังการ อาจเป็นเพราะมีถ่ายสถานที่จำลองด้วยละมังคะ เพราะเคยอ่านเจอว่าบางฉากก็ถ่ายสถานที่จริงๆ ไม่ได้

หนังสืออ่านนานมากแล้ว แต่จำได้ว่าพี่ชาย (หรือน้องชาย)ของโซฟีไม่ตายด้วยนี่คะ แล้วก็จำไม่ได้เลยว่า โซนิแยร์ไม่ใช่ตาแท้ ๆ ของโซฟี อันนี้ไม่มั่นใจค่ะ คนที่อ่านเสร็จใหม่ๆ ลองมาคอนเฟิร์มหน่อยดีมั้ยคะ


โดย: Lily of the Valley IP: 203.151.137.74 วันที่: 26 พฤษภาคม 2549 เวลา:15:06:40 น.  

 
ดูมาแล้วล่ะdavinci เพื่อนที่ไปดูด้วยกันแล้วไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนเค้างงอย่างแรงเลย
ขนาดผ่านจุดไคลแมกซ์ไปแล้ว
เห็นเงียบๆไปนึกว่าจะทึ่ง ที่ไหนได้จบฉากหันมาถามว่า"สรุปแล้วเกรลคืออะไร"เฉยเลยอะ

เจ้าของบล็อกเป็นหมอเหรอคะ เห็นมาโพสไว้ในบล็อกหนู(ไม่เคยรู้เลยอะ เพื่อนเคยบอกว่าเจ้าของบล็อกนี้ต้องอยู่ข้างหลังคุณเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ฉายหนังอะ อิอิ)


โดย: Reaper's raspberry วันที่: 26 พฤษภาคม 2549 เวลา:22:44:38 น.  

 
ดูแล้ว...ง๊ง งง


โดย: degpor6 IP: 125.24.98.142 วันที่: 27 พฤษภาคม 2549 เวลา:23:04:04 น.  

 
สวัสดีค่ะ
เพิ่งกลับจากไปดูเรื่องนี้มา สดๆ ร้อนๆ รู้สึกว่าถ้ามีพื้นฐานความรู้อยู่บ้าง น่าจะดูแล้วสนุกกว่านี้ ไม่แปลกใจว่าทำไมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฮือฮากันมากสำหรับพวกคริตศาสนิกชน

แต่แม้ไม่ค่อยรู้ ก็ยังรู้สึกว่าคนเขียนนี่จินตนาการสุดยอด เข้าใจคิดดี ผูกเรื่องเยี่ยม .....แต่ก็งงๆ กลับมา เลยต้องมาสืบค้นข้อมูลเพิ่ม จนมาเจอบล้อคนี้แหละค่ะ ...อิอิ

ชอบที่คุณวิเคราะห์ออกมาเกี่ยวกับเรื่องศรัทธา และความคิด ความเชื่อจริงๆ ได้แง่คิดดีค่ะ

ชอบตอนนึงในหนัง ช่วงสรุปที่เขาพูดถึงว่า แม้หากพระเยซู ไม่ใช่เทพ แต่เป็นมนุษย์ก็ไม่เห็นเป็นไร....ประมาณว่าเราก็ยังนับถือได้ถ้ามันดี...ทำนองนี้ ใช่มั๊ยคะ จำประโยคเต็มๆไม่ได้...

ขอบคุณที่เขียนให้อ่านค่ะ


โดย: Life's like that IP: 58.64.82.209 วันที่: 27 พฤษภาคม 2549 เวลา:23:45:00 น.  

 
ชอบ 10 นาทีสุดท้ายเหมือนกันค่ะ เป็นบทสรุปที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้เลยค่ะ


โดย: เคียงจันทร์ IP: 61.19.47.117 วันที่: 29 พฤษภาคม 2549 เวลา:15:46:25 น.  

 
เห็นด้วยนา ไม่น่าตัดบางตอน แถมตอนคลายปัญหามันก็ง่ายๆไป หนังสือดีกว่า แต่ชอบฉากจบของหนังที่สุดอ่ะ ดูขลังดี


โดย: +-[มิโช่น้อยๆ]-+ (Cecile_FCB ) วันที่: 29 พฤษภาคม 2549 เวลา:19:42:50 น.  

 
บางทีแดน บราวน์ ก็อาจจะไม่สามารถแยกแยะความเป็นจริงกับจินตนาการของเขาออกจากกันได้...


โดย: praewjang IP: 202.28.181.9 วันที่: 30 พฤษภาคม 2549 เวลา:0:13:46 น.  

 
อยากขอร้องคุณเจ้าของบลอคหน่อยได้ไหมเอ่ย
คือดูไม่รู้เรื่องเลยอ่า อยากให้คุณเจ้าของบลอคอีเมลล์มาเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นยันจบได้ไหมเอ่ย

junior_zzz@hotmail.com

ขอบคุณล่วงหน้าเด้อ


โดย: อมิตา พัชรภา ผลดี IP: 70.157.205.21 วันที่: 1 มิถุนายน 2549 เวลา:10:55:32 น.  

 
^
^
เอ่อ ... ผมว่าลองขวนขวายหาวิธีทำความเข้าใจจากบทวิจารณ์อื่นๆ หรือนิตยสารหนังดูก่อนดีกว่ามั้งครับ มีให้อ่านตั้งเยอะตั้งแยะ ... ขอแบบนั้นคุณเจ้าของบล็อคอาจไม่มีเวลามาทำให้ขนาดนั้นอ่ะ ผมว่านะ


โดย: คนที่คุณอาจรู้ว่าใคร IP: 210.1.33.130 วันที่: 2 มิถุนายน 2549 เวลา:21:24:39 น.  

 
ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมค่ะ
ความศรัทธาที่บิดเบือน แยกได้ยากกับความหลง
สำหรับตนเองคิดว่า ในเรื่องหลายตัวละครหลายคนคงเป็นความหลงมากกว่า จะเป็นศรัทธา เพราะคิดว่าคำว่าศรัทธา คือ คำที่ดี เป็นการเชื่อในสิ่งที่เป็นจริง ดังนั้นความศรัทธาที่บิดเบือน ตัวเองขอเรียกว่าเป็นความหลงมากกว่าค่ะ


โดย: Keep the Faith IP: 58.9.157.8 วันที่: 3 มิถุนายน 2549 เวลา:22:51:25 น.  

 
ผมยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครับ เคยแต่อ่านหนังสือ ตอนอ่านก็รู้สึกได้ทันทีว่า การดำเนินเรื่องเหมือนดูหนังเรื่องนึง สามารถถอดแบบออกมาเป็นหนังได้ง่ายๆ

ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าบางคนที่บอกว่าหนังดูเข้าใจยาก เพราะจากการที่อ่านหนังสือผมค่อนข้างเคลียร์มากทีเดียว จริงๆตอนอ่านหนังสือผมก็ไม่ค่อยทึ่งเรื่องการแก้ปริศณาเท่าไหร่นะครับ ไม่รู้เพราะผู้กำกับคิดว่ามันไม่ได้น่าตื่นเต้นมากรึเปล่าทำให้หลายคนบ่นว่าไม่ได้ทำให้ตัวละครดูเท่ห์จากการแก้ปัญหาเท่าไหร่
ผมทึ่งเฉพาะตอนแรกๆที่โซฟีบอกว่าในรูปเป็น fibonaci จากนั้นปริศนาต่างๆ ต่อมาก็ออกมาเป็นแนวเดิมๆ แล้วปริศณาพวกกลอนก็ไม่ได้ซับซ้อนมากจนน่าทึ่ง ผมคุ้นๆกลอนแก้ปัญหาพวกนี้มีให้เห็นมากในเกมส์ avanture ต่างๆเช่น silen hill (สงสัยผมบ้าเกมส์ไป)
ส่วนตัวละคร ผมกลับรู้สึกต่างจากหลายคนว่า ถ้าไม่ใช่ทอม แฮงค์แล้ว คงหาใครที่จะยิ่งใหญ่กว่านี้ไปไม่ได้เพื่อมารับบทสำคัญนี้ ผมผิดหวังทีบบิง กับ สิลาส มากกว่าที่ต่างจากจินตนาการมากพอสมควร เพราะทีบบิงเป็นชายแก่ร่างท้วม ส่วนสิลาส เป็นคนผิวซีดเผือกที่ใครเห็นต้องขยะแขยง



โดย: GB IP: 58.9.46.153 วันที่: 5 มิถุนายน 2549 เวลา:22:39:17 น.  

 
เรื่องนี้อ่านมานานนนมากจนจำไม่ได้...แต่พอดูหนังแล้ว...ดีนะ ถ้าเทียบกับ Harry Potter เรื่องนี้ไม่ทำให้เราผิดหวังขนาดนั้น
ส่วนอีกสามเล่มเราก็ได้อ่านแล้วเหมือนกัน แต่กลับเห็นต่างไป เพราะเราชอบเล่มแรกของแดน บราวน์ที่สุด อาจเป็นเพราะสามเรื่องหลังแม้ว่าแนวจะต่างกัน... แต่การเดาเรื่องไม่ยากเลย (เอาแค่ว่าใครเป็นคนไม่ดีน่ะนะ... แต่เรื่องถอดรหัสเนี่ย.....) แต่ถ้าเป็นหนังสือแนวนี้... ยังไงก็ชอบคนเขียนชื่อประมาณอะไร โคเบนๆ เนี่ยล่ะมากกว่า
เพิ่งเคยได้ดูเรื่องที่ทอมแสดงไม่ดีในสายตาเรานะนี่...


โดย: snowbell IP: 58.136.73.115 วันที่: 6 มิถุนายน 2549 เวลา:3:03:10 น.  

 
เห็นคล้ายกับเจ้าของบลอกหลายเรื่องทั้งการแสดงของเซอร์เอียนและการนำเสนอเรื่องโดยตัดภาพเข้าเหตุการณ์สมัยอดีต ตรงนี้ได้ทั้งอารมณ์และความเข้าใจมากจนอยากให้เอาเทคนิคการถ่ายทอดนี้ไปสร้างโลกของโซฟีให้ดูจริงๆ
ส่วนสิลาสนี่แบบว่า ... หล่อเกินไปไหมคะ แทนที่จะขยะแขยง เรานี่นั่งดูไปกรี๊ดไป ทำไมเท่ขนาดนี้

อีกอย่างที่สัมผัสได้จากเรื่องนี้คือมันควรจะเป็นหนังที่ "มืดหม่น" กว่านี้รึเปล่า การใช้แสงต่างๆ มันทำให้รู้สึกว่าเป็นหนังที่สดใสเกินกว่าจะเป็นการแก้ปริศนาซ่อนเงื่อนที่สั่นคลอนศรัทธาของคน ขนาดฉากตอนกลางคืนก็ให้แสงสีของปารีสมากเกินไปอีก แล้วฉากที่เปิดเผยให้เห็นว่าทีบบิงเป็นตัวร้ายนี่ก็ทำไมแสงมันสดจ้าขนาดนั้น (ทำให้นึกถึงฉากจบของมิวนิค ที่ฉากหลังคล้ายๆ กัน แต่ว่ามิวนิคหม่นกว่าเยอะ)

เราว่าในฐานะที่สร้างจากหนังสือเรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้โอเคนะ แต่ว่าขาด อารมณ์ และ ความขลังไปมากมายเลย


ยังไงก็ชอบเทวากับซาตานมากกว่าอยู่ดี พอให้อภัยแดนบราวน์ได้ที่เขียนเรื่องคล้ายๆ กันออกมาสองเรื่อง เพราะมันคงยังคาใจ และอยากเขียนทั้งสองประเด็น แต่ว่าถ้าไม่มีความแปลกใหม่จะมานำเสนอมากพอเราว่าคนเขียนน่าจะหยุดเขียนเรื่องแนวนี้ไปดีกว่า เพราะสองเรื่องนี้มันก็สมบูรณ์อยู่แล้ว (แต่หากมองจากการตลาดถ้าไม่รีบฉวยเขียนตอนนี้ แล้วจะไปทำเงินได้ตอนไหนฟะ)


โดย: sovo (http://kangalala.spaces.msn.com) IP: 222.148.10.19 วันที่: 2 กรกฎาคม 2549 เวลา:8:17:54 น.  

 
เห็นด้วยกับที่เขียนมากค่ะ และชอบตอนท้ายเกี่ยวกับเรื่องศรัทธามากๆ อยากบอกไว้หน่อยว่าทฤษฎีที่มีอยู่ในเรื่อง แดน บราวน์ไม่ได้เป็นคนคิดคนแรกค่ะ มีการสงสัยและคิดเรื่องนี้+ เขียนเป็นหนังสือมานานแล้ว แต่เป็นในแนวสารคดีไม่ใช่กึ่งนิยายค่ะ


โดย: deedee IP: 58.8.174.50 วันที่: 7 กันยายน 2549 เวลา:19:43:55 น.  

 
ก็....น่าสนไจดี..แต่...มาเพื่อจ่ายค่าดูงับ


โดย: ท่านกิ้ด IP: 203.114.103.53 วันที่: 29 ตุลาคม 2549 เวลา:13:09:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2549
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
21 พฤษภาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.