www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

The Keys to the House , "บ้าน"หลังนี้จะมีความรักเป็น"กุญแจ"



...คนที่พิการทางสมองเช่น ปัญญาอ่อน (Mental retardation) หรือ สมองพิการ (Cerebral palsy) มีความรุนแรงหลายระดับ หากเป็นในระดับรุนแรง มักจะมีปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วยเสมอ เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว ,พูดไม่เป็นภาษา , ทำลายข้าวของ , ไม่อาบน้ำไม่กินข้าว ฯลฯ อาการเหล่านี้ไม่สามารถดีขึ้นได้ แต่จะเป็นแบบนี้ไปจนผู้ป่วยเสียชีวิต โดยมีความหนักเบาต่างกันไป ตามแต่ละช่วงเวลา

ลองหลับตานึกภาพว่า ถ้าคุณต้องเป็นคนรับผิดชอบดูแล ใครสักคนที่มีอาการข้างต้นไปชั่วชีวิตเพียงคนเดียว ชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร?

...ในโลกของความจริง เวลา 24 ชั่วโมงที่คุณมี คุณจะไม่สามารถปลีกตัวไปจากเขาได้เลย เพราะไม่รู้ว่าเขาจะเดินหนีหรือหลงทางไปอยู่ที่ไหน , ไม่รู้ว่าเขาจะไปทำร้ายตัวเองหรือไม่ ,ไม่รู้ว่าเขาจะมีการติดเชื้อหรือเปล่า หากมีแผลแล้วไม่ได้รักษา , จะมีฟันผุจากการไม่แปรงฟัน หรือ เนื้อตัวเปื้อนปัสสาวะอุจจาระไปอีกกี่วัน ฯลฯ

ชีวิตคุณย่อมต่างไปจากชีวิตของคนรอบๆตัว

.... Gianni ชายหนุ่มที่ต้องมารับบท คุณพ่อมือใหม่ เมื่อลูกชายอายุ 15 ปี ถูกส่งคืนมาให้เขาดูแล ลูกชายที่เขาเองไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าลูกชายตัวเองมีความผิดปกติแตกต่างจากคนอื่น

ลูกชายอย่าง Paolo เติบโตมาอย่างไม่สมบูรณ์ เมื่อเขาเป็นเด็กที่พิการทางสมอง (Cerebral palsy) ถูกส่งคืนให้Gianni ด้วยหวังว่าการกลับมาสู่อ้อมอกพ่อที่แท้จริง จะมีปาฏิหาริย์ที่ช่วยรักษาความพิการของ Paolo โดยหารู้ไม่ว่าการกลับมาหาGianni ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ มันก็เป็นการเยียวยา ความพิการทางความเป็นพ่อของ Gianni ไปพร้อมๆด้วยเช่นกัน

....หนังค่อยๆเผยเรื่องราว และค่อยๆเผยสิ่งที่ตัวเองต้องการจะสื่อสารออกมา หลังจากคู่พ่อ-ลูก หนังเริ่มเปิดคู่แม่-ลูก ที่ฝ่ายลูกมีภาวะสมองพิการเช่นกันโดยมีอาการรุนแรงกว่า คนดูจะพบความเหมือนและความต่างของสองคู่นี้ไปพร้อมๆกัน

ความเหมือน คือ ความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้ป่วยสมองพิการ

ความต่าง คือ คู่แรก หากเปรียบกับคู่รัก ก็เป็นช่วงฮันนีมูน Gianni ในฐานะพ่อ ก็เหมือนกับ พ่อที่กำลังค้นพบโลกใบใหม่ระหว่างเขากับลูก มีอะไรที่ตื่นเต้นท้าทายรออยู่ และ คาดหวังชีวิตที่สวยงามในอนาคต เช่น การกลับไปอยู่ด้วยกัน หรือ ไม่ต้องบำบัดรักษา ฯลฯ

ในขณะที่คู่หลัง ก็เหมือน คู่ที่อยู่ด้วยกันมานาน Charlotte Rampling ที่มารับบทแม่ ก็เหมือนกับแม่ที่ผ่านประสบการณ์ พบเจอแต่เหตุการณ์ที่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา วันแล้ววันเล่า และ อยู่ในความจริงของปัจจุบันที่ไม่ได้มีแต่ความสวยงาม เพราะมันมีความเจ็บปวดหลอมรวมอยู่ด้วย

...เคยมีคำพูดที่ว่า “ใครไม่เป็น ไม่มีวันรู้” หากพ่อหรือแม่ที่มีลูกพิการ และต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูตลอดเวลา โดยที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีวันจะดีขึ้น มันย่อมมีวันที่ตัวเองเบื่อ ตัวเองท้อ ในจิตใต้สำนึกอาจนึกถึงขั้นเกลียด ถึงขั้นคิดให้ตายไปจากโลกนี้เพื่อจะได้พ้นทุกข์ (โดยที่จริงๆแล้วไม่คิดจะทำแต่เป็นเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกในใจ) ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นความรู้สึกจริง เป็น ความจริงที่เจ็บปวด เพราะใครเลยจะเข้าใจ ใครเลยจะรับฟัง คงมีแต่คนด่าว่าที่คิดแบบนั้น

มันเป็นความเจ็บปวดในใจที่ “ใครไม่เป็น ไม่มีวันรู้”

....ความรักที่มี อาจหล่อเลี้ยงให้ชีวิตดำเนินต่อไปในแต่ละวัน แต่ ความเจ็บปวดและทุกข์ในใจนั้น มันไม่สามารถจางหายไปได้เลย แม้แต่บางเสี้ยววินาทีที่เราอาจรู้สึกเบื่อ รู้สึกอยากจะเลิกดูแล หรือ อยากจะให้เขาหายจากไป มันก็กลับทำให้เจ็บปวดใจมากยิ่งขึ้นไปอีกที่มีความคิดนี้เกิดขึ้นมา

นั่นเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมหลายคนจึงพยายามที่จะปฏิเสธ (Denial) ความจริง เพราะความจริงบางครั้งก็เจ็บปวดเกินจะยอมรับได้

Gianni กับ Nicole ต่างก็รักลูกของตัวเองอย่างสุดขั้วหัวใจ แต่ความแตกต่างในการรับมือกับความเจ็บปวดมีที่มาที่ต่างกัน Gianni ใช้วิธีปฏิเสธ(Denial) , ลดขนาดของปัญหา (minimization) และ ใช้แฟนตาซีว่าจะช่วยลูกได้โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง มีจินตนาการว่าตัวเองต้องเป็นผู้ช่วยเหลือ (rescue fantasy) ส่วน Nicole รับมือกับความจริง โดยใช้วิธียอมรับความจริงและเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ (repression)

Gianni ถูกผลักดันมาจากความรู้สึกผิดของตัวเองในอดีต บวกกับความเป็นพ่อในวัยหนุ่ม ที่มีความเชื่อว่า ขอเพียงทุ่มเททุกสิ่งแล้วทุกอย่างจะเป็นไปดังที่ตัวเองคิด จึงแสดงออกมาเป็นการทุ่มเทรักลูก และ ดึงลูกออกจากโลกความจริงที่โหดร้าย (การฝึกกายภาพบำบัด / การใช้ไม้เท้า / การรับฟังคำแนะนำจากแม่ที่มีประสบการณ์ฯลฯ)

ฉากโยนไม้เท้า เปรียบเสมือน การโยนความเจ็บปวดที่แสนจะจริงทิ้งไปกับสายน้ำ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะพบว่าโลกที่โหดร้ายนั้น ก็คือ โลกจริงๆที่ทั้งเขาและลูกต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อ อาการเจ็บป่วยของ Paolo ก็ยังมีอยู่เช่นเดิม ไม่ได้ถูกทิ้งลงน้ำพร้อมไม้เท้าแต่อย่างใด

Nicole เองที่อยู่ในโลกความจริงมากกว่า กับเวลาที่ผ่านมาในการดูแลลูก เธอคือแม่ ที่เหมือนหมักบ่มประสบการณ์ จนรู้ว่าโลกแห่งความจริงเป็นอย่างไร เธอบอกไว้แต่แรกว่า หากเลือกที่จะเข้าใกล้ก็ต้องเตรียมพร้อมรอรับความเจ็บปวดเช่นกัน

ความรู้สึกร้าวรานในใจลึกๆที่เก็บไว้ของเธอ เป็นคำแนะนำสิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการปลดปล่อย แต่ใครเล่าเหมาะจะเป็นคนรับฟังที่ดีที่สุด หากไม่ใช่คนที่กำลังจะคิดเดินเส้นทางเดียวกับเธออย่าง Gianni

...หนังอิตาลีเรื่องนี้เล่าเรื่องอย่างเนิบนิ่งมากทีเดียวในช่วงแรก หนังที่เล่าความสัมพันธ์ของคนป่วย/ผู้ดูแล (เช่นRainman / I am Sam ฯลฯ) เราย่อมคุ้นกับฉากประเภทจงใจยิงใส่คนดูหรือมีเหตุการณ์ที่ใหญ่โตตรงข้ามกับเรื่องนี้หนังไม่จู่โจมคนดูด้วยฉากประเภทเรียกน้ำตาแต่หนังจะค่อยๆพาคนดูให้ตามติดความสัมพันธ์ของพ่อลูกชนิดจริงจังจนบางฉากนั่งเลือกทอดแช่ภาพบางภาพ ที่สำหรับคนนอกแล้วเป็นภาพไม่ได้สลักสำคัญอะไรแต่สำหรับคนในจอแล้วเป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย เช่น ฉากกินข้าวด้วยกัน ฉากนอนเล่นด้วยกัน หลังจากนั้นคนดูจึงจะค่อยๆถูกดึงเข้าไปมีความรู้สึกร่วมและเริ่มเห็นด้วยว่า ฉากบางฉากที่เราดูตอนแรกแล้วรู้สึกเบื่อในตอนนี้มันกลับรู้สึกไม่น่าเบื่อเสียแล้วเพราะเราเข้าไปมีความรู้สึกร่วมกับตัวละคร ส่งผลให้ฉากที่เราเคยคิดว่าไม่น่าจะสลักสำคัญอะไรในสายตาของคนดูกลายเป็นมีคุณค่า มันทำให้เรารู้สึกว่าช่วงเวลานั้นมีค่าเหมือนกับที่ตัวละครรู้สึก

....จุดเด่นที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างจากหนังขนบนี้ทั่วไปอีกคือ การที่หนังไม่ได้เล่าเรื่องแบบปาฏิหาริย์ เช่น โยนไม้เท้าทิ้งตามด้วยพลังรักแห่งพ่อ ทำให้ลูกเดินได้แล้วหายจากอาการป่วย แต่หนังฉุดคนดูให้กลับมานั่งในโลกที่จริงกว่า ด้วยฉากสุดท้ายที่สะท้อนให้เห็นว่าจะอย่างไร Paolo ก็คือเด็กที่มีปัญหาพิการทางสมองอยู่นั่นเอง และ ตัว Gianni เองนั่นแหละที่ต้องเลือกว่าเขาจะพา Paolo กลับบ้านไปต่อหรือไม่ แม้หนังจะไม่บอกบทสรุป ความหมาย ”บ้าน” ของ Paolo คือ ”บ้าน” ที่เขาท่องพร้อมกับเบอร์โทรศัพท์อยู่เสมอว่าต้องกลับหรือคือ ”บ้าน” ที่แท้จริงที่มีพ่ออย่าง Gianni อยู่ เชื่อว่าสุดท้ายเมื่อความพิการของความเป็นพ่อได้รับการเยียวยาและเมื่อกลับมาพบความจริงพร้อมกับยอมรับความเจ็บปวดแล้วจากนั้นความรัก,ความผูกพันและตัว Gianni เองจะเป็น “กุญแจ” ไขพา Paolo เข้าไปพบบ้านที่แท้จริง

สิ่งที่ชอบ

1.ฉากที่สถานีรถไฟใต้ดินกับCharlotte Rampling….เป็นฉากสำคัญที่ตัว Charlotte Rampling ได้โชว์ความสามารถของเธอให้ประจักษ์อีกหนว่าเธอมีของดีมากน้อยแค่ไหนในฝีมือการแสดง(ต่างจากSwimming poolที่โชว์อย่างอื่นนอกจากการแสดงของเธอ) พร้อมกับเป็นฉากที่เสมือนการไขเข้าไปในใจตัวละครได้อย่างสมจริงชนิดที่ใครตกอยู่ในห้วงภาวะเดียวกับเธอในชีวิตจริงคงรู้สึกเหมือนได้ระบายและมีคนเข้าใจ

2.ฉากโยนไม้เท้าลงน้ำ....หากฉากสถานีรถไฟใต้ดินเป็นฉากแสดงโลกและเปลือยใจของตัวละคร Nicole ฉากนี้ก็ให้อารมณ์และความหมายเดียวกันเพียงแต่เป็นของตัวละคร Gianni

3. Andrea Rossi...ผมพยายามค้นข้อมูลดูได้แต่ภาพที่อยู่นอกการแสดง เข้าใจว่าเขาป่วยจริงเพียงแต่ไม่ได้มากเท่ากับในเรื่อง เขาสามารถสร้างภาพการแสดงพร้อมกับอารมณ์ที่ผันผวนของคนป่วยในระดับนี้ได้เหมือนอย่างน่าอัศจรรย์

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.ช่วงเนิบช่วงแรก...การนิ่งเนิบและเล่าเรื่องจนเหมือนสารคดีในช่วงแรกทำให้ รอบ20.30น.ที่ลิโด้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาทำให้ผมรู้สึกเบื่อพร้อมกับง่วงๆชนิดเกือบหลับยาวไปแล้วเหมือนกัน

สรุป...เป็นหนังดราม่าที่ดี การดำเนินเรื่องเนิบนิ่งเนือยในช่วงแรกแต่ไม่นานนักหากไม่หลับไปเสียก่อน ความรู้สึกที่ดูไม่ได้ประทับใจชนิดปลุกเร้าอารมณ์เหมือนหนังแนวนี้เรื่องอื่นๆ เป็นความรู้สึกประทับใจชนิดไม่พรั่งพรูแต่สมจริง จุดเด่นที่น่าสนใจคือมุมมองของหนังที่นำเสนอให้เห็นเรื่องราวความสัมพันธ์และผลกระทบในจิตใจของทั้งฝ่ายคนป่วยและคนดูแลในด้านอื่นที่หนังเรื่องอื่นไม่เคยมองพร้อมกับการมีตัวละครของ Charlotte Rampling



ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง




ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป



Create Date : 20 กรกฎาคม 2548
Last Update : 9 เมษายน 2549 22:24:04 น. 24 comments
Counter : 2133 Pageviews.

 
น่าสนใจจังเลย


โดย: zaesun วันที่: 20 กรกฎาคม 2548 เวลา:19:36:44 น.  

 
สวัสดีค่ะ
คุณผมอยู่ข้างหลังคุณเขียนวิเคราะห์ได้ดีมากเลยค่ะ
ตอนดูก็รู้สึกว่าหนังแช่และค่อยๆดำเนินเรื่องไปอย่างช้าๆจนเหมือนดูหนังสารคดี ทำให้เริ่มคิดว่าหนังต้องการนำเสนออะไรกันแน่

แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆๆๆๆจนกระทั่งจบพบว่าหนังเสนอแง่มุมที่ดีมาก ในความสัมพันธ์พ่อ/แม่ ที่ต้องดูแลเด็กพิเศษว่าการมองเด็กตามภาพฝันของตนเอง กับการอยู่กับความเป็นจริงต่างกันอย่างไร และไม่ว่าจะมองอย่างไรสุดท้ายก็ต้องเผชิญกับปฏิกิริยาในจิตใจของตนเองที่ไม่อยากเจอ แต่การมองแบบไหนที่จะรับมือกับปัญหาได้ดีกว่ากัน

หนังนำเสนอความรู้สึกและปฏิกิริยาในจิตใจที่เกิดขึ้นได้สมจริงมากและถ่ายทอดออกมาได้ดี เมื่อดูไปเรื่อยๆจนจบเกิดความเข้าใจความรู้สึกของตัวละครได้(empathy)อย่างดีโดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดให้คิดคล้อยตามเลย(ดังนั้นจึงเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรหนังถึงได้ดำเนินเรื่องช้าและแช่มากค่ะ)


โดย: 1993 IP: 61.91.133.116 วันที่: 20 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:54:14 น.  

 
ชอบหนังเรื่องนี้จังเลยค่ะ แต่บอกไม่ค่อยถูกว่ามันดียังไง แต่ดูแล้วรู้สึกมีความสุข อิ่มเอิบ หัวใจพองโต (ฮู้ !) เหมือนกับว่าหนังไม่ได้ดำเนินไปข้างหน้าเท่าไหร่ในส่วนของเหตุการณ์(หมายถึงว่าเป็นเรื่องราวแค่ 2-3 วัน และไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเท่าไหร่) แต่ในส่วนของความรู้สึกของตัวละครกลับก้าวไปข้างหน้าอย่างมากมาย (งงๆเนาะ เขียนเองยังงงเอง - -"

อีกอย่างที่ชอบมากๆ ยิ่งดูยิ่งชอบ คือ Kim Rossi Stuart หล่อ น่ารัก ถูกใจมากๆๆๆ


โดย: azzurrini IP: 202.28.181.9 วันที่: 21 กรกฎาคม 2548 เวลา:9:45:09 น.  

 
แวะมาอ่านครับ ชักเสียวล่ะ สงสัยเอาไว้ดูตอนแผ่นออกดีกว่าแฮะ คืนนี้คงดู somersault


โดย: joblovenuk IP: 61.19.218.39 วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:14:07:44 น.  

 
ไม่กล้าอ่านค่ะ กลัว Spoil อยากรู้เรื่องคร่าวๆนี่ต้องอ่านตรงไหนคะ
ขอบคุณมากค่ะ


โดย: quin toki วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:41:10 น.  

 
^
^
..แหะๆผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันSpoilหรือเปล่า เพราะคำจำกัดความของSpoilมันไม่ชัดเจน สำหรับผมSpoilคือการเผยจุดหักมุมหรือจุดสำคัญที่คิดว่ารู้ก่อนแล้วไปดูคงหมดสนุกหรืออรรถรสจะลดลงเช่น ตอนจบ
Batmanที่จริงแล้วพระเอกผีอะไรทำนองนั้น

...ดังนั้นเรื่องที่มีจุดหักมุมหรือสำคัญชัดจะเขียนปะไว้ก่อนแต่อย่างเรื่องนี้ผมคิดว่าไม่มีและการอ่านก่อนก็ไม่น่าจะมีผลทำให้ดูหนังไม่สนุก

..แต่ถ้าไม่แน่ใจรอดูก่อนแล้วเข้ามาอ่านก็ได้ครับ แล้วบอกอีกทีนะว่าข้อเขียนนี้สปอยล์มากน้อยแค่ไหน


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 1 สิงหาคม 2548 เวลา:12:47:32 น.  

 
ดูเรื่องนี้ในงานเทศกาลภาพยนตร์ที่ผ่านมา ร้องห่มร้องไห้เสียมากมาย หนังเค้าทำได้สมจริงสมจังมากเลยค่ะ ตอนที่ดูไม่ได้คิดว่าอืดเลย ประทับใจในตัวหนังแต่ประทับใจยังไงจำไม่ได้ มาอ๋อก็ตอนอ่านเวปนี้แหล่ะค่ะ เขียนได้ดีจริง ๆ ขอบคุณค่ะ


โดย: Lily of the Valley IP: 58.10.224.253 วันที่: 28 สิงหาคม 2548 เวลา:21:40:15 น.  

 

ขอบคุณที่แนะนำเรื่องนี้นะครับ
ผมไปมองๆ หลายครั้งแล้วเหมือนกัน

คราวนี้ต้องเช่ามาดูซะทีแล้ว
ก็เราเป็นพ่อคนแล้วนี่


โดย: ก็เราเป็นพ่อคนแล้วนี่ IP: 202.69.139.167 วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:13:59:59 น.  

 
เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อคืน ....ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะดูหรอก..แต่ซื้อมาแล้วนี่หว่า ( มีนิสัยซื้อหนังแบบหยิบดะ แต่จะไม่หยิบหนังแอคชั่นแค่นั้นเอง )

เกือบๆ ครึ่งชั่วโมงแรก ดูไป..กวาดห้องไป..ปัดฝุ่นชั้นดีวีดีไป..สูบบุหรี่ไป ( เป็นคนชอบทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน )

แต่เมื่อเรื่องเดินมาได้ถึงฉากในสนามบาสเกตบอลผู้พิการ ...ก็ลงนั่งพิจารณาดูอย่างตั้งใจ

และพบว่า ในความเรียบเรื่อยดุจหนังสารคดี ...หนังเรื่องนี้มันไม่ธรรมดา

เพราะมันกินใจมากๆๆๆ ...

จนแม้หนังจบ ...อย่างที่ไม่ได้ให้ข้อสรุปเรื่องราวอะไรอย่างชัดเจนนัก

แต่ก็ทำให้น้ำตารื้น...รื้นด้วยความรู้สึกที่สรุปเป็นคำพูดชัดๆ ไม่ได้ ....เพียงแต่ถ้าจะให้เป็นความรู้สึกที่ใกล้เคียงที่สุด คือ

...รับรู้ว่า ความรักระหว่างสายเลือด เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ...

โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรักระหว่างกันโดยใช้ภาษากาย..เปาโลเป็นคนพิการ ที่มีปัญหาทางสมองด้วย ทำให้เขาอาจไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่จิอานินี่ถ่ายทอดเป็นคำพูดว่ารักได้ ...แต่การแสดงออกด้วยการกอด , การใส่ใจกับสิ่งเล็กน้อย..อาจทำให้เปาโลรู้ว่า "พ่อ"ที่เขาไม่รู้จักคนนี้ รักเขามากเพียงใด...

เมื่อหนังจบลงแล้ว ....สิ่งที่ทำเป็นอันดับต่อไป คือเปิดมันใหม่ เพื่อละเลียดดูตั้งแต่ต้นเรื่อง ค่อยๆ รับรู้ภาพที่ปรากฏบนจออย่างช้าๆ และแม้รอบสอง ...ก็ยังเต็มตื้นกับหนังเรื่องนี้ได้เหมือนเพิ่งดูครั้งแรก...

...มีกี่นิ้วก็ยกให้ครับ หนังเรื่องนี้...และเช่นกัน ...มีกี่นิ้วก็ยกให้ คิม รอสซี่ สจ๊วร์ต ( จิอานินี่ ) นี่คือตัวละครในภาพยนตร์ปี 2005 ที่เอาหัวใจผมไปได้ทั้งดวง

....วันนี้ก็จะกลับไปดูอีก the keys to the house อีกไม่นาน ผมอาจเรียกได้ว่า นี่คือหนึ่งในหนังที่ผมรักที่สุดเรื่องหนึ่ง ...

ชอบจนไม่รู้จะบอกยังไง...


โดย: monster's ball IP: 202.47.227.148 วันที่: 2 ธันวาคม 2548 เวลา:16:06:20 น.  

 
เพิ่งได้ดูค่ะ..
ชอบเหมือนกัน..
นิ่งๆ เนิบๆ ไม่ได้จงใจให้ฟูมฟายน้ำตาไหลพราก..เหมือนหนังแนวนี้บางเรื่อง
แต่ก็รู้สึกได้ว่า ..
ชีวิตจริงมันก็เป็นอย่างนี้เอง


โดย: witchestest IP: 58.11.10.132 วันที่: 20 ธันวาคม 2548 เวลา:20:06:22 น.  

 
ได้เป็นแม่คน เหมือนที่ Gianni เป็นพ่อ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ห่างลูกหลายๆปีเหมือนเขา แต่หากห่างกันเพียงแค่ 1 นาที ก์เหมือน 1 ปี ที่ไม่ได้สัมผัสกัน ความรักที่สองพ่อลูกมีให้กัน เป็นพื้นฐานที่ฝังลึก แตกต่างจากครอบครัวปัจจุบันที่พ่อมีบทบาทต่อลูกน้อยาก ทั้งที่จริงแล้ว เป็นฐานรากที่สร้างความรักในครอบครัวให้แนนแฟ้นมากขึ้น อยากทราบว่า นอกเรื่อง 2 คนนี้เป็นญาติกันหรือเปล่า ให้ชื่อ Rossi เหมือนกันเลย หากเป็นจริง ขอเป็นกำลังใจให้เขาหายเร็วๆและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข


โดย: ต้อย IP: 203.156.159.97 วันที่: 17 มกราคม 2549 เวลา:10:02:20 น.  

 
เราเรียนวิชาภาพยนตรฺด้วย ดูหนังเกือบทุกคาบเรื่องนี้ก็ได้ดูแล้ว ชอบมากค่ะ ร้องไห้ตลอด คำว่าผู้ให้ชีวิตมันยิ่งใหญ่มากเลยนะคะ พี่วินได้ดีมากค่ะ เราขอพี่เปงแบบอย่างในการศึกษษและวิจานหนังนคะ เด๋วจานำเทคนิคการคิดแบบนี้ไปใช้เวาลาสอบ ขอบคุรคะ


โดย: ปอล์ IP: 158.108.192.244 วันที่: 23 กันยายน 2549 เวลา:14:07:47 น.  

 
เขียนซะอยากไปดูบ้างเลยนะ


โดย: เปิ้ล IP: 203.170.247.20 วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:13:41:16 น.  

 
hity8ghiuohjoiu\\




uy786t yjhkkkkkkkkkkiuy8trygiuhok


โดย: s9ok6urhuo IP: 124.121.58.95 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:18:21:44 น.  

 
ผมอยากทราบว่าความหมายของบ้านคืออะไร


โดย: แดง IP: 203.156.44.52 วันที่: 13 มิถุนายน 2550 เวลา:13:20:06 น.  

 
ขอขอบคุณที่มีเรื่องนี้ให้อ่าน
เพราะเรียนดูหนังแล้วม่ายรุ้เรื่องเลย


โดย: คนหาเรื่อง IP: 203.131.208.115 วันที่: 18 ตุลาคม 2550 เวลา:13:01:21 น.  

 
แต่เราดูแล้วง่วงอ่ะ


โดย: เง้อ IP: 203.131.212.72 วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:16:23:15 น.  

 
แสดงทัศนะได้ดี ขอบคุณครับ


โดย: ภาคย์ IP: 192.168.1.30, 124.157.143.60 วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:18:23:09 น.  

 
พึ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ หลังจากเจอความจริงของชีวิตอีกมุน...ก้อซึ่งดี...ความทุกข์คือความจริง..ความสุขคือจินตนาการ...


โดย: นอนไม่หลับ IP: 113.53.43.232 วันที่: 21 สิงหาคม 2554 เวลา:0:09:50 น.  

 
คุณเขียนได้ดีมากอะ ถึงแม้จะนานแล้วก็ตาม พอดีเพิ่งได้ดูเมื่อวาน ไม่ได้ดูช่วงแรกๆ เพราะเพิ่งกดมาเจอ แล้วคุณบอกว่า คุณได้ค้นหาข้อมูลของ Andrea Rossi แล้วเจอภาพที่อยู่นอกการแสดง อยากจะเห็นจังเลยค่ะ


โดย: Gk IP: 124.122.129.11 วันที่: 21 สิงหาคม 2554 เวลา:11:56:17 น.  

 
ดูตอนที่เขานั่งรถกลับบ้านตอนจบพอดีไม่ค่อยเข้าใจแต่มันทำให้ความรู้สึกของเราสับสนยังนึกถึงหนังเรื่องนี้แล้วก็หาทางดูแบบเต็มยิ่งทำให้เราเกิดความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้..หนังเรื่องนี้บอกแง่มุมต่างๆของชีวิต จนได้อ่านบทความของคุณทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ทุกตอนสะท้อนความเป็นจริงของชีวิต หนังเรื่องนี้ไขจิตใจคนดูด้วยสิ


โดย: ่่่่่่่่่key IP: 14.207.246.20 วันที่: 22 สิงหาคม 2554 เวลา:21:38:54 น.  

 
ดูแล้ว ประทับใจมากแม้ไม่มีลูก แต่ดูความรักของพ่อที่มีต่อลูกพิการแล้ว ตื้นตันใจมาก


โดย: ดูแล้ว IP: 182.52.68.164 วันที่: 24 สิงหาคม 2554 เวลา:13:59:26 น.  

 
to see manytimes love paolo


โดย: chinalai IP: 183.89.215.2 วันที่: 27 สิงหาคม 2554 เวลา:18:26:58 น.  

 
เพิ่งได้มีโอกาสได้ดู แต่เปิดวนฉายกี่รอบๆ พยายามดูแต่ก็ดูไม่จบ เพราะมันคือสิ่งที่เป็นอยู่...ขอบคุณ ที่อาจจะทำให้หลายๆคนได้เข้าใจ..


โดย: ขอบคุณครับ IP: 58.9.18.121 วันที่: 10 กันยายน 2555 เวลา:23:21:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
20 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.