www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Prime , รักคงยังไม่พอ



ข้อมูล: Prime มีความยาว 105 นาที เรท PG-13 นำแสดงโดย Uma Thurman , Meryl Streep , Bryan Greenberg และผู้กำกับ คือ Ben Younger ซึ่งควบหน้าที่เขียนบทไปด้วย ผลงานที่เคยเขียนบทและกำกับมาก่อนที่คนดูส่วนใหญ่รู้จักกัน Boiler Room ใน IMDB.com ให้คะแนนเรื่องนี้ 6.1/10 ส่วนใน //www.rottentomatoes.com ให้เรื่องนี้ Rotten ด้วยคะแนน 50 %


... Rafi Gardet และ David Bloomberg ตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว สำหรับเขาแล้ว เธอเป็นคนมีเสน่ห์น่าค้นหายิ่งกว่าใครที่เคยรู้จัก สำหรับเธอแล้ว เขาเป็นคนมีอารมณ์ขันและทำให้เธอสนุกได้มากที่สุดในรอบหลายๆปี

ก่อนหน้า Rafi จะพบรักครั้งนี้ ชีวิตของเธอเพิ่งผ่านมรสุมชีวิตที่หนักหนาแสนสาหัสจากชีวิตคู่ 9 ปีที่อับปางลง ความเครียดและหดหู่ของเธอได้รับการรักษาโดย Lisa นักจิตบำบัดที่เธอไว้ใจมากที่สุด ทุกเรื่องที่เธอพบเจอในแต่ละวันทั้งเรื่องงาน เรื่องเพื่อน เรื่องความรัก ไม่เว้นแม้กระทั่งรายละเอียดของเรื่อง sex เธอก็เล่าให้ Lisa ฟังในทุกรายละเอียดทุกซอกทุกมุม


...มันคงไม่ใช่ปัญหาอะไรหากไม่ใช่เผอิญว่า Lisa คือ แม่ของ David

เมื่อ Lisa รู้ความจริงว่า ชายหนุ่มที่คนไข้เธอเล่าให้ฟังมาตลอดคือลูกชายของตัวเอง เมื่อนั้นเธอก็เหมือนต้องสวมหมวก 2 ใบ หนึ่งคือฐานะผู้รักษา Rafi และ อีกหนึ่งในฐานะแม่ของ David เธอต้องเลือกว่า

..ในฐานะแม่ที่ยังรักยังหวงและห่วงลูกชาย เธอจะยอมผิดจรรยาบรรณแล้วยุแยงให้ Rafi เลิกกับลูกชายเพื่ออนาคตของเขา ทำลายความสุขในช่วงเวลานั้นของคนสองคน

หรือ

..ในฐานะผู้บำบัดที่เห็นคนไข้ตัวเองกำลังมีความสุข เธอจะเลือกสนับสนุน Rafi ต่อไป ซึ่งอาจต้องแลกกับการเสียลูกชายให้กับแม่ม่ายวัย 37 ปีคนนี้

การสวมหมวกสองใบนี้เองทำให้เธอต้องกระอักกระอ่วนลำบากใจ และ เป็นช่วงเวลาที่หนังเปิดโอกาสให้ Meryl Streep ได้เล่นสนุกกับบทตัวเอง สำหรับตัว Lisa นอกจากความลำบากใจแล้ว มันก็ทำให้เธอได้รับรู้เรื่องราวในอีกแง่มุมของลูกชายที่ไม่เคยรู้มาก่อน ผ่านการบอกเล่าของ Rafi

เพราะที่ผ่านมาเมื่อเธอเป็นผู้บำบัด เธอก็เหมือนกระจกให้ Rafi ส่องเห็นตัวเอง มาในตอนนี้เองที่ Lisa ได้ส่องเห็นตัวเองในฐานะแม่ ผ่าน Rafi ที่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้กับเธอ


...สำหรับ Rafi และ David หากโลกนี้มีเพียงเขาและเธอกันแค่สองคน หากโลกนี้ผู้คนอยู่อาศัยกันได้เพียงอาศัยความรัก เขาและเธอน่าจะมีความสุขได้โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ แต่โลกความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เมื่อการอยู่ร่วมกันของคนสองคนมีปัจจัยที่มากไปกว่า ความรัก

ปัจจัยอุปสรรคต่อชีวิตคู่ของสองคนนี้ คือ คนหนึ่งเป็นแม่ม่ายวัย 37 ปีที่เพิ่งล้มเหลวกับชีวิตคู่ มีงานที่ต้องเดินทางไปมาข้ามประเทศ กับ อีกคนหนึ่งเป็นหนุ่มน้อยวัย 23 ปีที่ยังอาศัยอยู่กับตายาย ยังไม่มีงานการทำมั่นคง แถมครอบครัวของเขายังเป็นยิวที่ยึดขนบธรรมเนียมเคร่งครัด ตรงข้ามกับเธอที่มาจากครอบครัวบ้านแตกไม่มีใคร

ทั้งพ่อและแม่ของ David ย่อมไม่อยากเสียลูกชายที่เพิ่งเป็นหนุ่มไม่กี่ปีให้ไปอยู่กับแม่ม่ายอายุสามสิบปลายๆ ครอบครัวของเขาที่เป็นครอบครัวชาวยิวก็ย่อมอยากได้ลูกสะใภ้เป็นคนยิวเช่นเดียวกัน

แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนเป็นปัญหาจากปัจจัยจากภายนอก ที่สำคัญน้อยกว่าปัจจัยภายในของแต่ละคน เพราะหากเจอปัจจัยภายนอกแล้วสองคนร่วมมือฝ่าฟันมันก็จะผ่านพ้นได้ โดยที่ยังไม่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง แต่ปัญหาจากปัจจัยภายในมันต้องอาศัยการปรับตัวเข้าหากัน ปรับชีวิตที่คุ้นเคยแบ่งปันให้กับอีกคน ปัจจัยภายในเหล่านั้นดูได้จาก

...หนังกำหนดคาแรคเตอร์ให้เราได้เห็นว่า แม้ David จะดูมีความเป็นผู้ใหญ่เกินตัว แต่ความเป็นเด็กในตัวของเขานั้นมันก็ยังมีอยู่มากมาย เช่น เมื่อเกมส์ Nintendo อยู่ตรงหน้าเขาก็ละสายตาทิ้งความสนใจคนรักได้อย่างไม่ใยดี เมื่อ Rafi ไม่อยู่เขาก็นอนตื่นสายทิ้งข้าวของกระจัดกระจายทั่วบ้าน ฯลฯ

ปัจจัยภายในที่แตกต่างนี้เอง มันทำให้ทั้งสองคนมาถึงทางแยกที่ต้องเลือก ว่าจะปรับตัวเข้าหากันหรือเลือกเดินต่อไปคนละเส้นทางของตัวเอง เมื่อคนหนึ่งมองว่าอีกคนไม่ดูแลรับผิดชอบ อีกคนก็มองกลับว่าอีกคนคอยควบคุมบงการ และนั่นก็เป็นที่มาของประโยคหนึ่งที่ Lisa เอ่ยไว้

love is not always enough.

...ความรักนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายภายใต้ช่วงเวลาสั้นๆ แต่การรักษาความสัมพันธ์ให้ยืนยาวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความรักบางครั้งไม่ต้องทำอะไรมันก็ปะทุขึ้นได้โดยอัตโนมัติ ส่วนความสัมพันธ์นั้นหากมีปัญหาแล้วอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรมันมีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ

เมื่อเริ่มต้นความรัก มันเป็นแค่การไปดูหนังฟังเพลงกินข้าว แต่เมื่อความรักนั้นพัฒนาเติบโตต่อเนื่อง มันก็เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ที่มากกว่ากิจกรรมสนุกสนานเหล่านั้น มันเป็นเรื่องที่เริ่มซับซ้อนจริงจังขึ้นเช่นว่า ใครจะเก็บเงินที่ได้มา ใครจะจ่ายค่าน้ำค่าไฟ เมื่อมีลูกใครจะเป็นคนพาไปส่งโรงเรียน ใครจะเลี้ยงลูกแบบไหน ฯลฯ

เมื่อคนสองคนเริ่มผูกพันแน่นแฟ้นมากขึ้น ความเหมือนที่ดึงดูดให้สองคนเข้าหากันเริ่มจางหาย และ ความแตกต่างของแต่ละคนก็จะเริ่มปรากฎชัดออกมา ความแตกต่างนี้เองคือสิ่งที่จะเป็นจุดสำคัญว่า คนสองคนพร้อมจะเรียนรู้ร่วมกัน หรือ จะทำให้ต่างฝ่ายต้องแยกทางกันไป

...ผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำเรื่องชีวิตคู่ มักพูดเสมอว่า ปัจจัยสำคัญหนึ่งของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันคือ การเลือกคู่ชีวิตนั้นไม่ควรจะมีพื้นหลัง (background) ที่แตกต่างกันมากเกินไป พื้นหลังเช่น เศรษฐานะ ,ความเชื่อ, ศาสนา ,ปูมหลังครอบครัว ฯลฯ

หากต่างกันมากเกินไปมักมีโอกาสให้เกิดปัญหาตามมาได้ เช่น ชายหนุ่มที่ไม่มีพ่อแม่ใช้ชีวิตรักอิสระผู้รักงานปาร์ตี้นอกบ้านทุกสุดสัปดาห์ กับ หญิงสาวจากครอบครัวใหญ่เคร่งครัดศีลธรรมจรรยาเข้าวัดเข้าวาทุกอาทิตย์ ย่อมมีโอกาสเกิดปัญหาได้ง่ายๆ

...ความแตกต่างว่าสำคัญแล้ว แต่ในเรื่องความสัมพันธ์สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ แต่ละคนนั้น work หรือ ทำงานในความสัมพันธ์ นั้นมากน้อยแค่ไหน

ความสัมพันธ์เป็นงานอย่างหนึ่งที่คนสองคนต้องทำร่วมกัน เพราะถ้าไม่พยายาม แม้จะแตกต่างกันเพียงเรื่องเล็กน้อย มันก็ก็นำไปสู่จุดจบของชีวิตคู่ได้ไม่ยากเย็น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังคงใช้ชีวิตในโลกของตัวเองโดยไม่พยายามจะปรับตัว ก็คงไม่มีวันที่โลกของชีวิตคู่จะหมุนไปได้ด้วยดี

...และสำหรับ Rafi กับ David ความรักอาจเพียงพอสำหรับที่เขาและเธอจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในเวลาหนึ่ง แต่ความรักนั้นคงยังไม่พอสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันของทั้งคู่ในระยะยาว เมื่อความสัมพันธ์ต้องการการพัฒนาขึ้นไปอีกในระดับหนึ่ง เมื่อต่างฝ่ายต่างมีความต้องการที่อีกฝ่ายไม่สามารถจะให้ได้มันจึงมาถึงทางแยกสำคัญ

... Rafi เริ่มคิดจริงจังกับชีวิตคิดอยากจะมีลูกเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งมันก็ดูเหมาะสมตามวัยของเธอแล้ว ในขณะที่ David ยังไม่คิดที่จะมีลูกให้รับผิดชอบดูแล ซึ่งมันก็เหมาะสมตามวัยของเขาแล้วเช่นกัน

แม้ในท้ายที่สุดเขาเสนอว่าเขายอมจะมีลูกกับเธอ แต่เราจะเห็นได้ว่า การมีลูก ของทั้งสองคนมีความหมายต่างกัน สำหรับ David การมีลูกของเด็กหนุ่มอย่างเขามีความหมายเพียงการเอาใจและฟื้นฟูความรักที่ล่มสลาย แต่การมีลูกสำหรับ Rafi มันคือรากฐานชีวิตที่เติบโตต่อไปในอีกขั้นหนึ่ง

ดังนั้นหากยังดึงดันมีลูกต่อไปสิ่งที่จะตามมารังแต่จะทำลายทุกคนรวมไปถึงลูกที่จะเกิดขึ้นมา และเธอเองก็ไม่ต้องการทำลายชีวิตของคนที่เธอรักให้พังทลาย


...บางครั้งการเลือกที่จะยุติความสัมพันธ์ทั้งที่ยังคงเหลือเยื่อใยความรักอยู่ มันยังจะดีเสียกว่า การเลือกยึดยื้อความสัมพันธ์ไว้โดยไม่คิดปรับตัวเข้าหากัน เพราะเมื่อนั้นปลายทางความสัมพันธ์อาจจบลงโดยไม่หลงเหลือแม้แต่ความรักไว้ในใจ


... ดูจากโฆษณาหน้าหนัง ทำให้ผมเดาไปว่า Prime จะเป็นหนังโรแมนติคตลกเฮฮา ที่เล่นกับความเข้าใจผิดของตัวจิตแพทย์และคนไข้ที่รักษา พอดูไปซักพักกลับกลายเป็นว่า มันคลาดเคลื่อนจากที่เดาไปเยอะเหมือนกัน เพราะหนังเทน้ำหนักไปที่เรื่องราวของ ความรักและความสัมพันธ์ของคู่รัก

มุกตลกขำขำเป็นแค่องค์ประกอบที่ไม่ทำให้หนังหนักจนเกินไป แทบทั้งเรื่องหากไม่นับตัวละครย่าพระเอกที่ตายไปแล้ว กับ เพื่อนพระเอกที่ใช้เค้กเป็นตัวระบายความเครียด เราจะไม่เห็นฉากที่แสดงออกเว่อร์ๆเกินจริงเลย ทั้งที่ดูแล้วหากจะเน้นฮาเอาขำให้ตายก็มีหลายฉากที่เข้าทางและน่าจะทำได้ เช่น ฉากเปิดเผยความจริงระหว่าง Lisa และ Rafi หรือ ฉากที่ Rafi ไปเยี่ยมครอบครัว รวมไปถึงบท Lisa ที่สามารถจะใส่สีใส่ไข่ให้ร้ายให้สนุกกว่านี้ได้ แต่หนังก็ยั้งๆเอาไว้ไม่ให้มันมากจนเกินไป

แถมหนังยังมีรสชาติความเจ็บปวดขมขื่นแอบซ่อนไว้ด้วยซ้ำ จนกลายเป็นว่า มันเป็นเหมือนหนังดราม่าหนักสลับเบาในโทนนุ่มนวลอ่อนละมุนที่มีมุกตลกหยอดอยู่เป็นช่วงๆแทน (มุกที่ใช้บ่อยและน่ารักดีคือมุกที่เล่นสนุกกับอายุของพระเอก)

...การที่หนังเลือกจะเล่าในรูปแบบของความสมจริง ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นน่าสนใจทีเดียว ผมค่อนข้างชอบเพราะมันเหมือนกับการได้ดู การบำบัดชีวิตคู่ในรูปแบบหนัง คล้าย The story of us เพียงแต่ไม่หนักอึ้งเท่า ในจุดแข็งนี้ก็เป็นจุดอ่อนของหนังไปพร้อมๆกัน ความเรียบง่ายเบาสบายของหนังสามารถทำให้คนดูกลุ่มหนึ่งจะเบื่อเอาได้ง่ายๆ เพราะมันจะขำก็ขำไม่สุด หลายตอนตัวหนังก็แทบจะเงียบไปนาน ถึงขนาดอาจทำให้อึดอัดรอแล้วรออีกว่าเมื่อไหร่หนังจะเดินหน้าไปไวไวหรือเมื่อไหร่มุขเด็ดๆจะปล่อยมาเสียที

ดนตรีและเพลงประกอบในแนวแจ๊ซในเรื่องที่คัดสรรมา ความไพเราะของมันจับคู่เข้ากับบรรยากาศในเรื่องได้อย่างอ่อนหวาน ชวนให้ประทับใจมากจนอยากไปซื้อมาเก็บไว้ สามนักแสดงนำล้วนทำหน้าที่ตัวเองได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก๋า - Meryl Streep , รุ่นกลาง -Uma Thurman (รายนี้น่ายินดีที่เธอสามารถสลัดภาพสาว Kill Bill ออกไปได้อย่างหมดจด) หรือ รุ่นใหม่ - Bryan Greenberg ไม่มีใครถูกใครข่มกลืนไปจากจอ

การแสดงของทั้งสามคนเป็นจุดแข็งในเรื่อง เสียดายที่ปัญหาหนึ่งที่มันเกิดคือ บทที่ทำให้ทั้งสามคนเล่นกันเป็นคู่ได้ดีกว่าเป็นทีมสามคน มันเหมือนกับว่า ต่างคนต่างเล่นเป็นคู่ๆแบบ Meryl กับ Uma , Uma กับ Bryan , Bryan กับ Meryl ผู้กำกับไม่สามารถแสดงให้เห็นสายใยเชื่อมสามตัวละครนี้เข้าด้วยกันได้เป็นหนึ่งเดียว

สิ่งที่ชอบ

1.ช่วงเวลารัก ... ท่าเขินอายของพระเอก สีหน้านางเอกตอนมีความสุข ฯลฯ หนังประสบความสำเร็จในแต่ละช่วงเวลาที่ต้องการให้ความรักสีชมพูสว่างสดใสเกิดขึ้นบนจอ ผมชอบช่วงเวลาโรแมนติกเรียบง่ายหลายๆช่วงเวลาในเรื่อง

2.ย่าชาวยิว... ออกมาไม่กี่วินาทีแต่ขำดีทุกครั้งเมื่อเห็นหน้าแกกับกะทะ

3.Meryl Streep … ยังคงยอดเยี่ยม คุมจังหวะการแสดงได้ดี การสื่ออารมณ์ได้ดี ความรักที่มีต่อลูกชาย หรือ ความลำบากใจในยามที่ต้อนรับอดีตคนไข้และว่าที่ลูกสะใภ้ ฉากกระสับกระส่ายตอนที่เธอบำบัดอูม่าจนต้องรินน้ำครั้งแล้วครั้งเล่าดูตลกดี

4.การพูดถึงเรื่อง ความสัมพันธ์ และ ความรัก ... หนังเรื่องนี้ทำให้ประโยค รักคงยังไม่พอ ชัดเจนมากขึ้น และ หนังยังตีความหมายของความสัมพันธ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกเช่นกัน

5.dialogue ... หลายประโยคคมคายมีความหมาย มุกตลกจากคำพูดบทสนทนาหลายตอนแสดงให้เห็นความฉลาดของคนคิดบทสนทนาเหล่านั้น มันทำให้คนดูได้อมยิ้มและได้ข้อคิดได้พร้อมๆกัน

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.การตัดต่อ ... หลายช่วงที่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยต่อเนื่อง การลำดับเรื่องราวเหมือนแต่ละช่วงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ข้องเกี่ยวกันเป็นตอนๆ จนบางช่วงมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนดูซิทคอมชั้นดีเรื่องหนึ่งแทน

สรุป ... ใครหวังขำฮาขากรรไกรค้าง ทำใจเผื่อความผิดหวังไว้ได้เลย โทนหนังไม่ได้ออกมาเป็นหนังตลกเฮฮา มันเป็นหนังดราม่าเรื่องหนึ่งที่พูดถึงประเด็นที่หนักพอสมควรแต่วิธีการเล่าเรื่องเบาสบาย หยอดมุกอยู่ประปราย หนังให้คนดูได้เรียนรู้และได้มองความสัมพันธ์มากขึ้น และ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนดูที่เคยมีชีวิตคู่มาแล้วหรือกำลังมีชีวิตคู่ที่กำลังจะพัฒนาความสัมพันธ์ เพราะมันน่าจะเข้าถึงได้ง่ายและได้อะไรกลับไปหลังดูจบ



ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง




ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 12 กรกฎาคม 2549 9:27:42 น. 26 comments
Counter : 2467 Pageviews.

 

เอาหนังถูกใจมาลงบล๊อกให้อีกแล้วนะค่ะ

มาเจอกี่ทีก้อเป็นเรื่องที่อยากดูอีกแล้วค่ะ

ขอบคุณนะค่ะ ที่เราใจตรงกันอ่ะค่ะ

มีความสุขในวันหยุดพักผ่อนน๊า ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


โดย: NinG_CDC วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:0:55:25 น.  

 
หนังอีกเรื่องที่น่าติดตามจริงๆ เลย


โดย: jaa_aey วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:4:47:55 น.  

 
แถมมันยังมีรสชาดความเจ็บปวดขมขื่นแอบซ่อนไว้ด้วย --- อันนี้ต้องสะกดว่า "รสชาติ" นะครับ เพราะ "ชาด" ตัวนี้ แปลว่า "สีแดง"

ผมเองก็สนใจพล็อตของเรื่องนี้พอสมควรตั้งแต่อ่านบทวิจารณ์ (ที่แปลจากของเมืองนอก) ใน Starpics มาแล้ว... แต่ไว้รอดูทั้งเวลาและกำลังทรัพย์อีกทีครับ (เพราะว่าช่วงเดือนหน้า หนังเข้าชิงออสการ์จะพาเหรดกันมาเยอะแยะ แถมยังมีหนังเทศกาลอีก --- "แค้นของแดจังกึม" ก็จะเข้าฉายด้วยใช่มั้ยครับ)

ถ้ามีเงิน น่าจะได้ดู


โดย: nanoguy (nanoguy ) วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:15:19:59 น.  

 
ประโยคเพราะๆ ให้ข้อคิดในเรื่องนี้ ถูกใจหลายประโยคเลยค่ะ


โดย: pikk IP: 58.64.100.106 วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:22:41:28 น.  

 
(spoil เล็กน้อย สำหรับคนยังไม่ได้ดูนะครับ)
เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ผมอยากดูหนังเรื่องนี้ นอกจากพล็อตที่ดูสร้างสรรค์แล้วก็คือ
1. ป้าเมอริล ไม่ว่าจะเรื่องไหน แนวไหน พลังดาราป้าไม่เคยตก ทรงพลังในทุกฉากทั้งซีนฮาและซีนอารมณ์
2. อูม่า สวย ใส ปิ๊งอีกครั้ง หลังจากตามไปเช็ค "บิลล์" อยู่ตั้งนาน (เสียดายแทน อีธาน ฮอว์คส์ จริงๆ ปล่อยให้หลุดมือไปได้ไงเนี่ย)

ดูจบแล้วก็ชอบนะครับเรื่องนี้ พระเอกที่เค้าเลือกมา (ไบรอัน กรีนเบิร์ก) ก็จัดว่ามีเสน่ห์พอตัว และไม่ถูก 2 หญิงข่มจนหายไป เค้าสามารถแสดงเป็นกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่ผู้กำลังเติบโตและเรียนรู้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ... อูม่า สวยกว่าที่คิดไว้ซะอีก คนอารายเนี่ย ... ส่วนป้าเมอริล ก็มาตรฐานยังเหมือนเดิม (ผมฮา ตอนที่เธอซึ่งเป็นนักบำบัดอยู่แล้ว ต้องไปหาคุณยายแก่ๆ ที่เป็นนักบำบัดของเธออีกทีอ่ะครับ)

จริงๆ ผมดูไป 2 เรื่องเมื่อวันเสาร์ แต่ผมชอบ Prime มากกว่า Geisha นะ ... เพราะเรื่องนี้หนังหยอดมุกตลกในระดับพอประมาณ มีแอบซ่อนประเด็นซีเรียสไว้เบื้องหลัง และมีบทสรุปในแบบที่มันสมควรเป็น (ฉากสุดท้ายที่เค้ามองกันผ่านประตูกระจก ทำเอาน้ำตาซึมเล็กน้อย) ผกก.คุมโทนและอารมณ์ของหนังในระดับพอดีๆ ... สรุป เป็นหนังที่ดีเรื่องนึงสำหรับผมครับ


โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:10:54:03 น.  

 
ยังไม่อ่าน เพราะเป็นเรื่องที่ตั้งใจไปดูค่ะ


ดูแล้วจะมาคุยด้วยยยยยย


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:11:52:25 น.  

 
เพราะผมคิดว่ามันเป็นหนังรักตลก
ผมก็เลยไม่คิดว่าจะไปดู แม้จะชอบป้าเมอริล
แต่สงสัย ผมคงต้องไปดูสักหน่อยครับ
อาทิตย์นี้แหละ

Image hosting by Photobucket


โดย: Marvellous Boy วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:16:00:33 น.  

 
สวัสดีอีกรอบ


ก็ลองไปเปิดๆ หนังสือที่เรารีวิวอีกรอบแล้วกันค่ะ ถ้าชอบก็ค่อยลองซื้อมาอ่าน


แต่เรารู้สึกว่าคนเขียนเค้ามีเสน่ห์ดีน่ะค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:9:10:49 น.  

 
ไปดูมาเมื่อวานค่ะ
ชอบบูบี้ค่ะ มีไม่กี่ฉากแต่ขำก๊าก
ความสัมพันธ์เดฟกับราฟี่รวดเร็วมากๆ
แต่ตอนจบไม่เข้าใจ งงค่ะ ใครก็ได้อธิบายตอนจบให้ด้วย


โดย: ต๋องตึง วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:16:36:42 น.  

 
ส่วนตัวผมจัดเรื่องนี้เป็นแนว comedy นะ (เขียนถูกไหม) เป็นเรื่องที่ชอบเรื่องหนึ่ง จุดที่ชอบมากจุดหนึ่งคือฉากจบ ผมว่าสมจริงและเหมาะสมดีแล้ว ไม่เหมือนหลายๆ เรื่องที่พยายามจบให้มันน้ำเน่าไปซะทุกที
ชอบบทความที่คุณวิจารณ์ เขียนได้ดีอีกครั้งแล้ว (เคยอ่านมาก็มีเขียนได้ดีหลายอันเลย) สำหรับผม ผมว่า คำว่ารักนั้นพอ เพียงแต่ว่า "รัก" มากพอที่จะปรับปรุงทุกๆ อย่าง เพื่อ เขา หรือเธอคนนั้นหรือไม่ (เน้นว่าทุกๆ อย่าง)


โดย: Tomorrow she... IP: 202.5.87.143 วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:17:04:00 น.  

 
ตอบคุณ ต๋องตึง #9 ... (spoil เต็มๆ สำหรับคนยังไม่ได้ดูนะครับ)
- ที่ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คน ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ผมว่าเป็นเพราะเคมีของทั้งคู่ดึงดูดกันน่ะครับ อาจเหมือนกับต่างก็เติมเต็มในส่วนขาดหายไปของกันและกันได้ (ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเซ็กส์ที่นางเอกเล่าให้นักบำบัดฟังอย่างเปิดอกว่าลงตัวสุดๆ) ... มันเหมือนกับเวลาคุณได้เจอใครสักคนในแว้บแรก แล้วคุณรู้สึกว่าคนๆ นี้ "ใช่เลย" สำหรับเรานั่นแหละครับ บังเอิญกรณีนี้ต่างคนต่างรู้สึกเหมือนกันทั้ง 2 ฝ่ายเลยถือเป็นความโชคดีของพวกเค้า (ในจอ)
- อีกอย่างการแสดงของทั้งอูม่า และไบรอัน กรีนเบิร์ก ซึ่งถือว่าเป็นคนที่มีเสน่ห์ทั้งคู่ ก็ดูไหลลื่น น่าเชื่อถือว่าเค้าปิ๊งกันและมีใจให้กันจริงๆ ด้วย
- ตอนจบ ถ้าผมวิเคราะห์ไม่ผิด หนังไม่ได้จบแบบน้ำเน่าแฮปปี้เอนดิ้ง แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วง 1 ปีที่หนังไม่ได้เล่าถึง ... แต่จากอาการสุดท้ายที่พระเอกยืนเช็ดฝ้ากระจกเพื่อขอลอบมองนางเอกที่เห็นเธอโดยบังเอิญอีกสักครั้ง ก็น่าจะบ่งชี้ได้ว่าทั้งคู่ต่างก็เข้าใจชีวิต จึงแยกย้ายไปมีโลกส่วนตัวของแต่ละคน (จะเห็นว่าพระเอกชวนเพื่อนออกไปท่องโลกกว้าง ที่เอลซัลวาดอร์ละมั้ง) ... ทั้งๆ ที่ดูจากอาการ เค้าทั้ง 2 คนก็คงยังรักและมีใจให้กันอยู่นั่นเอง ... แต่บทสรุปก็น่าจะเป็นเหมือนที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณจั่วหัวไว้นั่นแหละครับว่า "แค่ความรักคงยังไม่พอ" เพราะการจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ร่วมกับใครอีกคนนึงเนี่ย มันน่าจะต้องเพิ่ม การปรับตัวเข้าหากัน (50/50 หรือสัดส่วนอื่นก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นตัวของตัวเองทั้ง 100%) , การซื่อสัตย์, ความไว้ใจ, การให้อภัย, สถานภาพทางสังคม, ความคาดหวังของแต่ละฝ่าย, sex balance ..... และอื่นๆ อีกมากมายเข้าไปด้วยอ่ะครับผม


โดย: บลูยอชท์ (#5) IP: 210.1.33.130 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:0:28:57 น.  

 
ยังไม่ได้ดูเลย คิดว่าเป็นหนังตลกเบาสมองนะเนี่ย เข้าใจผิดอย่างแรง


โดย: hAmlet IP: 58.9.175.94 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:13:40:22 น.  

 
ดูไปเกือบจะกลางๆเรื่อง เข้าใจความหมายของชื่อ "Prime " อย่างหนึ่ง แต่พอดูจนถึงท้ายๆเรื่องก็เข้าใจความหมายอีกอย่างหนึ่ง พอดูจบกลับคิดถึงความหมายอีกอย่างค่ะหนึ่งค่ะ

Prime (Adj.) หมายความได้ถึง ที่เป็นจำนวนเฉพาะ นางเอก 37 พระเอก 23 เลขสองตัวนี้เป็นเลข Prime ที่มีระยะห่างที่มีความสำคัญ ( = Prime ) ซึ่งนัยยะกว่าตัวอื่น คิดเล่นๆค่ะว่า ถ้าสมมตินางเอก 53 แล้วพระเอก 37 อะไรอย่างนั้น ถึงจะอ่อนกว่ามากๆ ในแบบเดียวกัน แต่อายุในช่วงนั้นอาจจะกลายเป็นแค่ Prime Number ซึ่งไม่ ใช่เรื่อง Prime อีกต่อไป

คำว่า Prime (Noun ) ยังมีความหมายว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตด้วย ( หาจาก Lexitron นะค่ะ )รู้สึกว่าชื่อเรื่องมันเหมาะกับเรื่องจริงๆ เลยค่ะ

เรื่องเบาๆ แต่ก็หนักดี....:-P





โดย: cellantibody IP: 61.90.85.225 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:23:05:35 น.  

 
คุณบลูยอชท์ ขอบคุณค่ะ


โดย: ต๋องตึง วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:20:20:00 น.  

 
ตั้งใจเข้ามาอ่านค่ะ เพราะได้ดูไปแล้ว

ป.ล. ขอบคุณหลายๆ คอมเมนท์ด้านบนด้วยค่ะ ที่ทำให้เราเข้าใจตัวหนังมากขึ้น


โดย: ลิปดา-พิลิปดา (ไม่ได้ล็อคอิน) IP: 161.200.130.218 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:4:31:59 น.  

 
ชอบตรงที่คุณเจ้าของ blog วิเคราะห์เรื่อง "ความสัมพันธ์" น่ะค่ะ



โดย: Tai-Sarunya (Tai-Sarunya ) วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:21:20:11 น.  

 
ชอบนะ จากการดูแบบไม่หวังอะไรมาก (ตอนแรกตั้งใจจะไปดู Underworld แต่มันเป็น gold class)
ดูแล้วรู้สึกดี อีกสิบปีมาดูใหม่คงเข้าใจอะไรมากขึ้น


โดย: ติดเชื้อในกระแสเลือด IP: 202.28.180.201 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:1:23:11 น.  

 
ชอบอ่านที่คุณวิจารณ์มากค่ะ ดูเหมือนจะเข้าใจชีวิตได้ลึกฃึ้งดีนะคะ


โดย: nam IP: 58.147.28.7 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:21:05:18 น.  

 
เป็นหนังที่สนุกแบบมีอะไรซ่อนไว้ ทำได้เนียน สมจริง ไม่เวอร์ ดูแล้วอินค่ะ
ชอบความสัมพันธ์ของหลายคน
-พระเอกกับนางเอก เข้าใจได้ว่าหนึ่งคือความสดใสน่ารักและอีกนึงคือเสน่ห์ที่เย้ายวนใจของอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นความรักในแบบที่เห็นได้ในหญิงอายุมากกว่าผู้ชายประมาณนึง
-แม่พระเอกนักจิตบำบัดกับนางเอกแฟนลูกชายคนไข้ หนังทำออกมาได้ดี ดูแล้วรู้สึกดี

ชอบฉากสุดท้าย ที่พระเอกมองผ่านกระจก แล้วนางเอกมองมาเห็นแล้วนึกถึงภาพความทรงจำดีๆ แล้วยิ้มให้กัน รู้สึกดีจังที่แม้แยกทางกันแต่ยังคงมิตรภาพความรู้สึกดีๆต่อไปได้

ดี ชอบ และ ได้อะไรกว่า ที่คิดไว้ค่ะ



โดย: proud IP: 61.91.133.23 วันที่: 12 มีนาคม 2549 เวลา:10:54:24 น.  

 
//puttareeya.spaces.msn.com/ คือว่าเพิ่งลองเขียนดูอะคะ แล้วให้เพื่อนอ่าน เพื่อนเลยส่งblogของคุณให้อ่านก็เลยประทับใจคะ เลยอยากข้อcommentในการเขียนอะคะ เพื่อจะได้พัฒนาต่อไป ถ้าไม่รบกวนนะคะ


โดย: i'm IP: 124.120.159.197 วันที่: 5 กรกฎาคม 2549 เวลา:2:01:30 น.  

 
ได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนออกมาเป็น VCD ตอนแรกนึกว่าจะเป็นหนังที่ตลกมากๆ ตามที่ฉาย preview ในโรงหนัง พอเจอแบบที่กลายเป็น drama เลยงงไปหน่อยๆ

แต่ก็เข้าใจ ว่า love is not always enough เพราะเราก็เจอสถานการณ์อย่างนั้นเหมือนกัน ไม่ได้ไปรักใครที่เด็กกว่าหรอกค่ะ แต่มีคนที่(เคย)สนิทกันและเหมือนจะรักกันแต่คุณเขาไม่สนใจที่จะ work กับความสัมพันธ์เลย ต้องเป็นไปตามใจเขาทุกอย่าง ไม่แม้แต่พยายามเข้าใจเราใจบางครั้ง แถมยังมีคำพูดเชือดเฉือนหัวใจเราอีก แต่ทุกครั้งก็จะขอโทษและบอกว่าเป็นนิสัยของเขาเอง บ่อยๆเข้าเราก็ทนไม่ได้

ความสัมพันธ์นี่ ต้องมีความพยายามที่จะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นทั้งคู่นะคะ ไม่สามารถยกให้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งที่จะปรับตัวและทำให้ความสัมพันธ์ราบรื่นแต่เพียงคนเดียวได้


โดย: ม้าน้ำสายรุ้ง IP: 58.136.169.36 วันที่: 12 กรกฎาคม 2549 เวลา:10:42:34 น.  

 
ชอบดูหนัง โดยไม่มีความรู้อะไรเลยนอกจากดูสนุกหรือไม่สนุก แต่การอ่าน bloog ของคุณทำให้ได้แง่มุมมากมายที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าการดูหนังเพียงฉากเดียวก็สามารถตีความได้มากมายอย่างนี้ อ่านแล้วได้เพิ่มรอยหยักในสมองได้จริงๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะสำหรับข้อเขียนที่ดีๆ และมีความรู้ค่ะ


โดย: BePride วันที่: 6 สิงหาคม 2549 เวลา:15:32:13 น.  

 
เข้ามาชอบฉากสุดท้ายของหนังด้วยคน มันมีทั้ง
ความปวดร้าว ความตื้นตัน การยอมรับกับความ
เป็นจริง เราว่าตลอดเวลา 1 ปีที่ทั้งคู่ไม่ได้เจอกัน
ต่างฝ่ายต่างเป็นภาพหลอน เป็นภาพความทรงจำ
ที่ไม่อาจลืมเลือน ถึงหนังจะนำเสนอเหมือนว่าทั้งคู่ก้าวต่อไปในชีวิต ภาพนางเอก
ดื่มสังสรรค์ เฮฮากับเพื่อนๆ หรือพระเอกที่วาง
แผนว่าจะออกเดินทาง ไปเผชิญโลกกว้าง แต่จริงๆ
ทั้งคู่ก็ไม่ได้ move on จริงๆ จนฉากสุดท้ายนั่นหละ
พอได้จ้องตากัน นึกถึงภาพวันคืนที่มีทั้งความหอมหวานและปวดร้าว มันเหมือนทั้งคู่ได้ deal กับอดีตของตัวเองจริงๆ ยอมรับและตระหนัก.. และ
ยิ้มให้กับมันจากใจจริง (เป็น closure ของทั้งคู่)

ฉากจบมันทำให้เรานึกถึงคำว่า bittersweet อะ เป็น
bittersweet goodbye จริงๆ ดูฉากนี้แล้วจี๊ดมาก.. แอบน้ำตาซึมเหมือนกัน จริงๆไม่ซึม แต่ถึงกับไหลพราก T_T เลย อาจเพราะชีวิตจริงไม่มีโอ
กาสได้ closure แบบในหนังอะ

ดูหนังแล้วเข้าใจความรักมากขึ้นอะ (ซึ่งหาได้ยากมากในหนัง hollywood ซึ่งมักสร้างออกมาหวานเลี่ยน ดูแล้วเพ้อฝันมากกว่า ชอบเรื่องนี้เพราะมันจริงดีจัง
love is not enough จริงๆเนอะ


โดย: UnDeR_RaDaR IP: 203.151.140.118 วันที่: 16 สิงหาคม 2549 เวลา:22:25:45 น.  

 
น่ารักดีจัง อยากดูเลย อิอิ


โดย: ^_^ IP: 203.121.141.66 วันที่: 17 สิงหาคม 2549 เวลา:17:54:19 น.  

 
อยากดูเรื่องนี้ค่ะ
เดี๋ยวจะไปหามาดู


โดย: ยิ้ม IP: 58.8.98.36 วันที่: 17 สิงหาคม 2549 เวลา:22:42:07 น.  

 
ยอมรับว่าผิดหวังนิดๆกับตอนจบของเรื่อง
แต่ความที่หนังเรื่องนี้เดินเรื่องอยู่บนพื้นฐานของความจริงมากกว่าจะเอาใจคนดู
เลยพอทำใจไว้บ้างมาตั้งแต่กลางๆเรื่องว่ามันอาจไม่จบอย่างที่เราต้องการ
อย่างไรผู้เขียนบทก็ไม่ได้ใจร้ายเกินไป
ที่ให้ทั้งสองจากกันโดยยังมีเยื่อใยบางๆของความรักที่งดงามเอาไว้
อย่างน้อยมันก็จบลงอย่างมีเสน่ห์ และส่งผลสำคัญให้หนังเรื่องนี้ชวนประทับใจไม่น้อย

ที่ชอบที่สุดก็เห็นจะเป็นเพลง I wish you love ของ Natalie Cole ที่ดังขึ้นตอนจบเรื่อง
เนื้อหา และอารมณ์สไตล์แจ๊ซซึ้งๆ กลิ่นบลูเล็กๆเพลงนี้พาผู้ชมเข้าถึงภาพที่อยู่เบื้องหน้า
ราวกับว่าได้เข้าไปอยู่ร่วมเหตุการณ์ท่ามกลางหิมะอันเหน็บหนาวของฉากสุดท้าย
พร้อมอวยพรให้ David และ Rafi ก่อนจากลาว่า "I Wish You Love"


Goodbye, no use leading with our chins

This is where our story ends

Never lovers, ever friends

Goodbye, let our hearts call it a day

But before you walk away

I sincerely want to say

I wish you bluebirds in the spring

To give your heart a song to sing

And then a kiss, but more than this

I wish you love


โดย: m_phine IP: 72.154.107.44 วันที่: 1 กันยายน 2549 เวลา:12:59:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
4 กุมภาพันธ์ 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.