www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Fantastic Four , ความสนุกสูตรสำเร็จที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูเพลิน



….หนังซูเปอร์ฮีโร่ยุคหลังๆ พยายามที่จะใส่ความเป็นมนุษย์และจริงจังในโลกของตัวละครมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น X-Men/Hulk/Spiderman และดูเหมือนนักวิจารณ์หรือคนดูก็จะตอบรับในเชิงบวกหากผู้สร้างใส่ความจริงจังและดราม่าเข้าไป การเดินหน้าเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่มากขึ้นนี้ทำให้คนดูกลุ่มเด็กก็ลดน้อยถอยลงไปด้วย เช่น Hulkไม่ใช่หนังที่เด็กส่วนใหญ่จะดูแล้วสนุก จนเหมือนกับจะกลายเป็นค่านิยมว่าการที่หนังซูเปอร์ฮีโร่จะเป็นหนังดีได้นั้นต้องเดินตามสูตรข้างต้น เมื่อมาถึงFantastic Fourหนังเลือกที่จะเดินเส้นทางตรงกันข้าม คือ หนังขยับเข้าสู่โลกของเด็กมากขึ้นและพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีไม่ได้หมายถึง มีความเป็นดราม่า มีเนื้อหนัง มีด้านมืด แต่มันอยู่ที่ว่าผู้สร้างเข้าใจสิ่งที่ตัวเองทำมากน้อยแค่ไหน หนังที่สนุกแบบเด็กๆก็สามารถเป็นหนังที่ดีได้และนั่นคือ Fantastic Four

......เมื่อคนห้าคนถูกเปลี่ยนแปลงจากรังสีจากนอกโลกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางDNAและตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจนเกิดความสามารถพิเศษที่หลากหลาย ความหลากหลายนั้นทำให้เกิดการตอบสนองที่แตกต่างเช่นกัน บางคนใช้มันเพื่อตอบสนองตัณหาความต้องการของตัวเอง บางคนชอบที่จะมีและอยากที่จะเด่นดัง บางคนยอมรับในขณะที่บางคนรังเกียจ ทุกตัวละครจึงต้องเรียนรู้ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและต่อสู้เพื่อเอาชนะความชั่วร้าย ในท้ายที่สุดไม่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแต่ความคิดจิตใจของพวกเขาก็ได้พัฒนารู้จักตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

... The Thing เป็น คาแรคเตอร์ที่น่าสนใจที่สุดในเรื่อง เป็นตัวอย่างที่ดีเห็นได้ชัดว่าการมีความลึกในบทแม้เพียงน้อยนิดมันก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด(ถ้านำไปเทียบกับ Invisible Woman) เมื่อชายคนหนึ่งที่เคยมีครอบครัวมีคนรัก ต้องมาเจอกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายจนกลายเป็นความสามารถพิเศษ แต่แท้จริงแล้วมันก็เป็น อาการป่วย อย่างหนึ่งตามที่ตัวละครในเรื่องบอก การเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคของเขาทำให้เขาต้องสูญเสียทุกสิ่งที่เคยมีในชีวิต และมันทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนแปลงไปในอีกเส้นทาง นั่นคือโลกของFantastic4
......แต่หากลองมองย้อนกลับมาในโลกของความจริง หากเราต้องเจ็บป่วยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเช่นโรคร้ายที่รูปลักษณ์ตัวเองต้องเปลี่ยนแปลงและตามมาด้วยการสูญเสียสิ่งรอบตัวเช่น The Thing เราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตในรูปแบบอื่นๆเช่น เราอาจมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป อ้วนขึ้น อายุมากขึ้น มีท่ออาหารต่อออกมาจากท้อง เป็นอัมพาตอัมพฤกษ์ เราอาจประสบความล้มเหลวตกงานหรือสอบตก ฯลฯทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นความจริงที่หลายคนอาจไม่ยอมรับตัวเราแต่สิ่งที่สำคัญคงเป็นดังตัวละครหนึ่งในเรื่องบอก คือ ความแตกต่างไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราด้อยกว่าคนอื่น แต่เรามักจะต้องการมองหาการยอมรับจากคนอื่นโดยที่ตัวเราเองกลับไม่ยอมรับตัวเราที่เป็นอยู่ นั่นทำให้ ชีวิตของเราไม่สามารถที่จะมีความสุขหรือปรับตัวเองได้เลยเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะตัวเราไม่เคยยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นสิ่งที่ตัวเองมีแต่ไปยึดติดกับอดีตที่ไม่มีวันย้อนกลับมาทำให้วันข้างหน้าไม่เคยเดินมาถึงเป็นแค่การก้าวเดินย่ำอยู่ในวันเดิมๆ

....คาแรคเตอร์ที่เด่นไม่แพ้กันก็ไม่พ้น The Human Torch ที่ Chris Evans เล่นบทนี้ได้เหมาะเจาะดีเหลือเกิน เรียกได้ว่าแม้ต้องมาแบ่งความเด่นกับอีกหลายตัวละครแต่ก็ยังเด่นกว่าบทเอกในเรื่องCellular ความเป็นวัยรุ่น ความใจร้อน ยียวนกวนประสาทเป็นภาพลักษณ์ของไฟได้ดี ยิ่งตัวละครที่มีความเด่นในตัวเองอยู่แล้วการได้ความสามารถและเสน่ห์ของตัวนักแสดงเองยิ่งเพิ่มความมีสีสันมีชีวิตชีวาให้กับหนังได้มากยิ่งขึ้น จนดูเหมือนคนเขียนบทจะพิศวาสตัวละครนี้มากเป็นพิเศษดูจากมุขแพรวพราวมากมายที่หยอดใส่ได้ไม่รู้จบ

.....ตรงข้ามกับ Mr. Fantastic ผู้ชายที่จมอยู่แต่ในความคิดจนลืมความรู้สึกของตัวเองกว่าจะรู้ใจตัวเองก็เมื่อเขาสูญเสียคนรักที่สุดของตัวเองไป หนังสร้างคาแรคเตอร์นี้ให้เป็นชายหนุ่มที่ดูไม่มั่นคง คิดมากกว่าทำจนบางครั้งมัวแต่คิดจนไม่ได้ทำ และต้องพึ่งพาเพื่อนอย่างBenเกือบตลอดเวลา จริงอยู่นี่อาจเป็นคาแรคเตอร์เดิมของตัวละครอยู่แล้ว แต่การนำมาสร้างให้เขากลายเป็น Mr. Fantastic หนังแสดงจุดด้อยของเขาให้เด่นมากกว่าด้านดีของตัวเขา(แม้แต่ตอนที่นางเอกบอกว่า การที่เธอทิ้งเขาไปเพราะตัวเขาเองไม่กล้าทำอะไรดังที่ตัวเองคิด ไม่เคยแสดงความต้องการตัวเองและก้าวไปตามฝัน จนเมื่อหนังจบภาพที่นางเอกเล่ามันก็ยังดูติดอยู่กับตัวละครนี้ หนังไม่ได้แสดงพัฒนาการให้เห็นมิหนำซ้ำยังช่วยเน้นจุดอ่อนในตัว ความต้องอาศัยพึ่งพาคนอื่นให้มากขึ้นอีกในฉากถัดๆมา) ทำให้แง่มุมที่หนังเสนอ การเสียสละ การทุ่มเทเพื่อเพื่อนๆ ไม่สามารถฉายความเป็นผู้นำและความเป็นพระเอกได้เพียงพอ และมันทำให้เป็นบทที่ไม่น่าเอาใจช่วย ไม่ใช่ขวัญใจคนดู


.....ผมเองแปลกใจตัวเองไม่ใช่น้อย ทั้งที่น่าจะชอบด้วยความลำเอียงแต่กลายเป็นว่า The Invisible Woman กลับกลายเป็น1ในFantastic4 ที่ผมชอบน้อยที่สุด สวย เซ็กซี่เล็กๆ ดูดี คือ ตัวJessica Alba แต่เมื่อเธอกลายร่างมาเป็น Invisible Woman คุณลักษณะเหล่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เธอดึงดูดคนดูได้จนจบโดยอาจไม่ทันได้รู้สึกว่าการแสดงของเธอในเรื่องนี้มันดูขัดเขินและแย่กว่าหลายเรื่องที่เธอเคยเล่นมาในหลายๆฉาก มันเหมือนการพยายามที่จะเล่นมากกว่าการเป็นตัวละครนั้นๆ ส่วนหนึ่งที่ผมคิดเข้าข้างเธอในฐานะชมรมคนรักอัลบ้า คือตัวบทของเธอเองนั้น คนเขียนบทให้ความสำคัญน้อยมาก หนังไม่ได้ให้คุณลักษณะตัวละครได้กระจ่างชัดเจนเท่าอีกสามคนให้เห็น(เช่น รักเพื่อนปกป้องแทนเพื่อนรักครอบครัวของเดอะธิง/กล้าๆกลัวๆ คิดมากกว่าทำ ของมิสเตอร์แฟนตาสติก/ใจร้อน ชอบเป็นคนสำคัญ มีความเป็นเด็กของ)ทำให้ตัวนักแสดงเองเมื่อไม่ได้มีความสามารถพิเศษก็อาจไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร

....หนังเดินเรื่องได้สนุกสนาน จุดเด่นคือบทสนทนาที่สอดแทรกมุขอยู่ตลอดเวลา เวลาส่วนใหญ่ของหนังหมดไปกับ การเล่นสนุกกับความสามารถของแต่ละตัวละคร และ การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่ากว่าจะได้ดูฉากแอคชั่นต่อสู้ก็ปาเข้าไป15นาทีสุดท้ายของเรื่อง ฉากต่อสู้ในช่วงท้ายนั้น ออกจะมากระชั้นปิดท้ายไปสักนิด ทำให้คนดูผู้รักความรุนแรงอย่างผมรู้สึกว่ามันสั้นไม่ถึงอกถึงใจเท่าที่ควร เทคนิกของหนังอยู่ในระดับมาตรฐานไม่มีอะไรให้ประทับใจค่อนไปทางเกือบผิดหวังหากเทียบกับโลกเทคโนโลยีสมัยนี้(และบางตอนออกจะดูเชยไปด้วยแล้ว เช่น ตอนเจอกับพายุ) แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นความสนุกบันเทิงไร้แก่นสารเพราะสาระที่หนังสื่ออกมาแม้ไม่มากนักแต่มันก็สอดแทรกมาได้ไม่ขัดเขินในส่วนที่ดราม่าหรือจริงจัง มีข้อคิดสอดแทรกอยู่เรื่อยๆดังที่กล่าวข้างต้นทำให้หลายตอนที่ดูแล้วก็อดย้อนกลับมาดูตัวเองได้เช่นกัน

.....หนังมีความเป็นเด็กในตัวสูงซี่งหนังเองก็เหมือนจะรู้ตัวว่าจะเดินไปในทิศทางใดไม่พยายามทะเยอทะยานให้มากเกิน นั่นทำให้หนังจึงเล่นสนุกกับตัวเองได้อย่างเต็มที่ การเลือกนักแสดงมารับบทตัวเอกทั้ง5ตัวนั้นเลือกมาได้ดีดูเหมาะเจาะเข้ากับตัวละครได้อย่างน่าเชื่อถือ ไม่มีใครเด่นเกินใคร เฉลี่ยความสามารถไปได้เท่าๆกัน โดยจุดเด่นจริงคงอยู่ที่ The Thing และ The Human Torch ที่สร้างสีสันและรอยยิ้มจากคนดูได้ตลอดทั้งเรื่องจนน่าสงสัยว่าหากสองตัวละครนี้ไม่เด่นขนาดนี้เสน่ห์ของJessica Albaจะประคองหนังไปได้จนจบหรือไม่

....โดยรวมของหนังทำออกมาได้เหมือนกับตัวผู้กำกับ Tim Storyค่อนข้างจะplay safeคือทุกอย่างอยู่ในสูตรสำเร็จพร้อมขายทุกประการ ในข้อดีนี้มันก็มีข้อด้อยคือทำให้หนังไม่มีอะไรที่โดดเด่นไม่มีเอกลักษณ์ ไม่กล้าที่จะแหวกม่านประเพณีหรือใส่อะไรที่น่าสนใจเข้าไปด้วยตัวผมเองนั้นรู้สึกว่ามันน่าจะสนุกได้มากกว่านี้(เทียบได้ง่ายๆกับการ์ตูนที่คล้ายคลึงกันอย่างThe Incrediblesที่ใช้คุณลักษณะตัวละครอันหลากหลายสร้างสีสันและความสนุกได้อย่างถึงอกถึงใจแถมยังกินใจคนดูอีกมากมาย) มันก็เลยเป็นหนังที่ได้แค่ดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วก็จบเลยไม่มีอะไรให้จดจำหรือทำให้อยากดูภาคถัดไปชนิดที่ว่าถ้าสร้างมาก็ดูไม่สร้างต่อก็ไม่เสียดาย

สิ่งที่ชอบ

1. มุขตลกและบทสนทนา....หยอดมุขกันมาได้เรื่อยๆตลอดเรื่อง กับการแหย่กัดความสามารถของตัวละครกันเอง ทำให้หนังเดินเรื่องไปได้พร้อมรอยยิ้มคนดูตลอด

2.การแปล....เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมชอบการแปลซับไตเติ้ลออกมามาก การเลือกใช้คำที่มาแทนภาษาต้นฉบับได้เข้ายุคสมัยและไม่บิดเบือน อีกทั้งยังถ่ายทอดมุขตลกออกมาได้ตรงกับต้นฉบับ น่าชื่นชมๆ

3.ความสนุกเหมือนเด็ก....การที่หนังไม่เดินหน้าเข้าหาคนดูวัยผู้ใหญ่ให้มากเกิน ทำให้หนังเสี่ยงมากที่คนดูกลุ่มนี้จะเบื่อและผิดหวังมองว่าหนังเหมือนทำมาสำหรับเด็ก แต่จังหวะการเล่าเรื่องและการนำเสนอของหนังรวมทั้งความฉลาดที่ใส่มุขตลกมาตลอด ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังสำหรับเด็กๆดูผู้ใหญ่เองก็สามารถดูแล้วสนุกไปพร้อมๆกับความเป็นเด็กในตัวเองเช่นกัน (ความเป็นเด็กในตัวคุณ ถูกปลุกให้มาเริงร่าครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?)

สิ่งที่ไม่ชอบ

1. Jessica Alba ...ในฐานะสมาชิกชมรมคนรักอัลบ้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมเองจะพิมพ์ชื่อนี้มาอยู่ในสิ่งที่ไม่ชอบออกมาได้ แต่ผมที่สยาย ส่วนสัดที่เซ็กซี่ รอยยิ้มกระชากใจหนุ่มของเธอ สำหรับผมในหนังเรื่องนี้มันไม่สามารถกลบภาพการแสดงที่อ่อนแอ ประดักประเดิดในหลายฉาก และมีความแตกต่างจากตัวละครคนอื่นได้ (เอ หรือว่าผมเองจะแค้นใจที่ถอดเสื้อผ้าหมดทีไร หายแว่บไปทุกที55)

2.บทMr. Fantastic .... ตัวนักแสดงทำหน้าที่ตัวเองได้ดีแต่ดูเหมือนคนเขียนบทจะไม่รักตัวละครตัวนี้เท่าไหร่นัก ภาพที่ออกมาไม่เพียงแต่จะไม่เท่เหมือนเพื่อนพ้องแล้วยังดูไม่น่าสนใจ ขาดเสน่ห์ และไม่ทำให้เอาใจช่วยชนิดที่ว่าตัวDr.Doomยังดูดีกว่าเสียด้วยซ้ำ

สรุป....ไม่เสียดายตังค์ เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี จบแล้วจบกัน เป็นอีกหนึ่งวันที่เสียเงิน100บาทในโรงSF MBKเมื่อวานนี้รอบ19.30น.แล้วก็ได้รอยยิ้มเสียงหัวเราะความสุขตลอดช่วงเวลาที่หนังฉายและเมื่อหนังจบก็กลับมาเผชิญโลกความจริงกันต่อไป



หากคุณเข้าเว็บบล้อกนี้เป็นครั้งแรก ขอเชิญชวนไปเริ่มต้น คลิกที่นี่เลยครับ --> หน้าแรก

เชิญชวนแวะไปอ่านไปคุย ค้นหาหนังเรื่องเก่าๆได้ที่ ---> ห้องเก็บหนัง


Create Date : 07 กรกฎาคม 2548
Last Update : 7 กรกฎาคม 2548 22:30:40 น. 11 comments
Counter : 1684 Pageviews.

 


เราดูที่เมเจอร์ รอบห้าโมงเย็นวันนี้


ห นั ง ส นุ ก ม า ก

ชอบ Chris Evans ที่สุด

คนอะรายยยย น่ารักชะมัด


โดย: มัชฌิมา วันที่: 7 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:05:53 น.  

 
อยากดูอะครับ... แต่ตอนนี้ใกล้สอบ.. คงต้องแบ่งเวลาอ่านหนังสือดีๆก่อนน่ะครับ

ถ้าอ่านหนังสือแล้ว น่าจะได้แว้บไปดู


โดย: nanoguy unlog IP: 203.151.140.123 วันที่: 7 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:42:16 น.  

 
จะไปดูวันสองวันนี้แล้วค่ะ

กดเข้ามาแต่ไม่กล้าอ่าน

โหะๆ


โดย: PADAPA--DOO วันที่: 7 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:50:59 น.  

 
ชอบนะเรื่องนี้ ในปีนี้มีไม่กี่เรื่องที่ชอบ เก็บไว้ในดวงใจอีกเรื่องหนึ่ง


โดย: ทักษิณ IP: 58.10.48.13 วันที่: 7 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:44:05 น.  

 
เรื่องนี้เสียดาย รี้ด ริชาร์ด ตัวการ์ตูนขวัญใจผมมากๆ จริงๆในการ์ตูน รี้ด มีความเป็นผู้นำสูงมากฉลาดและเป็นคนนำทีมที่ดีที่สุดแม้กระทั้งการแจมในการ์ตูนอื่นๆของ Marvel อย่าง X-men หรือ Spider Man ก็ยังเป็นคนที่ถูกให้ความสำคัญในลำดับต้นๆแต่ในหนังกลับเหมือนถูกลืมน่าเสียดายจริงๆ แต่โดยรวมเรื่องนี้ก็สนุกถูกใจผมดีทีเดียว

ขอบ่นเรื่องนึง รอบที่ผมดูเป็นรอบ 21.20 วันเสาร์ ไม่น่าเชื่อว่าเวลาแบบนี้ยังอุตส่ามีคนพาเด็กเล็กเข้าไปดูสร้างความลำคาญให้คนอื่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กเวรนั่นดันนั่งอยู่หลังแฟนผมแล้วยื่นมือมาตีกบาลแฟนผมทุกครั้งที่มีฉากแอ็คชันมันส์ๆ จนผมต้องย้ายที่กับแฟนแล้วก็ลุกขึ้นขู่เด็กรวมถึงตัวพ่อมันเล็กน้อย ทำไมเมืองไทยไม่มี Movie Rating เสียทีน๊ะ


โดย: tucky IP: 203.156.66.15 วันที่: 10 กรกฎาคม 2548 เวลา:15:12:38 น.  

 
ดูแล้วครับ

ส่วนตัวผมกลับว่ามันสนุกน้อยกว่า War of the Worlds ซะอีก แต่มันก็ไม่ได้แย่มากนะครับ...

บทของเจส อัลบ้าก็ดูขาดๆ เกินๆ (อย่างที่พี่บอก) บทมิสเตอร์แฟนทาสติกก็น่าสงสารเกินทน แต่บทของคริส อีแวนส์ ผมกลับว่ามัน "ล้น" เกินไปน่ะครับ (แต่เขาก็ทำได้ดีกว่าใน Cellular)

แต่ตอนจบมันสูตรสำเร็จเกินไปหน่อยจนขัดใจอยู่เล็กๆ น่ะครับ...


โดย: nanoguy วันที่: 10 กรกฎาคม 2548 เวลา:19:10:37 น.  

 
ดูได้เรื่อยๆคับ แต่ไม่ถึงกับประทับใจอะไร


ติดใจอยู่อย่างตรงชะตากรรมของThe Thing คับ ดูยังไงก้อไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่

ชอบตอนที่พูดถึงการเจ็บป่วยที่ทำให้รูปลักษณ์เปลี่ยนแปลวไปในชีวิตจริง

มันทำให้มองย้อนดูตัวเองว่า ถ้าคนรักเราเป็นแบบนี้ (เป็นแบบ The Thing, พิการ หรือเสียโฉม) เราจะยังรักเค้าอยู่หรือเปล่า

แล้วเค้า..จะยังรักเราอยู่มั้ย

ฉากแรกที่เดบบี้กรีดร้องวิ่งหนีไป..อันนี้พอเข้าใจว่ามันกระทันหัน (และผมคิดว่าเบนไม่คำนึงถึงใจเมียเท่าที่ควร น่าจะค่อยๆบอกรายละเอียดมากกว่านี้)

แต่ฉากที่ถอดแหวนแล้ววาง ทำให้เห็นว่าคำสัญญาที่มีให้กัน มันไม่มีผลใดใด

คนที่จะมารักกับสิ่งมีชีวิตอัปลักษณ์อย่าง The Thing ได้ ก้อต้องเป็นคนที่มองอะไรด้วยใจอย่างแม่สาวตาบอดผิวสี (จำชื่อไม่ได้คับ)


Beauty and The Beast << ประเด็นนี้คือส่วนประทับใจสำหรับผมในเรื่องนี้


ผมหลงรักแนนซี่ (sin city)แบบสุดใจขาดดิ้น แต่มาเรื่องนี้เฉยๆกะซูซานมากเลยครับ


The Human Torch น่าสนใจกว่ามาก ^^'


โดย: wahahahaha IP: 221.128.82.66 วันที่: 11 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:43:25 น.  

 
ผมไปดูเรื่องนี้เพราะนางเอกคนเดียวเลย แต่ดูเสร็จแล้วกลับชอบ The Human Torch มากที่สุด เด่นมาก และมุกฮาตลอด
ผมดูแล้วก็รู้สึกเหมือนกันเลยว่าหนังมันดำเนินเรื่องแปลกๆ จบแบบดื้อๆยังไงไม่รู้


โดย: dogdoy IP: 65.5.244.254 วันที่: 9 สิงหาคม 2548 เวลา:13:26:14 น.  

 
have no chance to see in the theatre. but will try with DVD one day. thank you.


โดย: thefool IP: 203.146.80.245 วันที่: 19 สิงหาคม 2548 เวลา:13:58:18 น.  

 
ผมดูแล้วก็ชอบนะ ตลกดี ฉากแอกกชั่นใช้ได้ แต่บทอ่อนมากครับ แต่ดูแล้วไม่เครียดดี


โดย: SE7EN IP: 210.203.187.137 วันที่: 27 สิงหาคม 2548 เวลา:1:13:52 น.  

 


โดย: วว IP: 125.26.35.104 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:46:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
7 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.