www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Tsotsi , พื้นฐานจิตใจมนุษย์เป็น สีขาว หรือ สีดำ



ข้อมูล:หนังมีความยาว 94 นาที , หนังได้รับเรท R , กำกับโดย Gavin Hood , ใน IMDB.com ให้คะแนนเรื่องนี้ 7.5/10 ส่วนใน //www.rottentomatoes.com ให้เรื่องนี้ Fresh ด้วยคะแนน 81% , เป็นหนังชาติ South Africa ที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ปีล่าสุด

ในอดีต มีแนวความคิดที่พูดถึงจิตใจของมนุษย์อยู่สองฟาก ระหว่าง จิตใจมนุษย์ถือกำเนิดมาจากสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง แล้วถูกสีดำ(ความชั่วร้าย , ความเห็นแก่ตัว ฯลฯ) เข้ามาแปดเปื้อน จึงทำให้คนมีทั้งดีชั่ว หรือ จุดเริ่มต้นมาจากมนุษย์มีจิตใจสีดำมาแต่กำเนิด แต่การเลี้ยงดูสอนสั่งอบรมศีลธรรมจรรยาทำให้สีขาวถูกแต่งแต้มขึ้นมา

พื้นฐานมนุษย์เป็นคนเลวหรือดี ?


...วัยเด็กของเด็กชาย David เติบโตมาในประเทศแอฟริกา ดินแดนที่ยังเต็มไปด้วยประชากรจำนวนมากที่มีชีวิตอยู่กับความหิวโหยและโรคเอดส์ เขามีแม่ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง (หนังไม่ได้บอกตรงๆแต่ก็เข้าใจได้ว่าน่าจะเป็น โรคเอดส์) และ พ่อติดเหล้า ผู้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เช่น การทำร้ายสุนัขคู่ใจต่อหน้าต่อตาเขา แม่อยากแสดงความรักกับลูกด้วยการสัมผัส แต่ก็ถูกกีดกันจากพ่อด้วยท่าทีรังเกียจ สุดท้าย David ก็ต้องระเห็จไปใช้ชีวิตเติบโตในบ้านหลังใหม่ นั่นก็คือ ท่อขนาดใหญ่ที่ตั้งรวมกัน โดยแต่ละท่อก็คือบ้านแต่ละหลังของเด็กแต่ละคน

David เติบโตมาอย่างปราศจากความรักและความอบอุ่น แม้ไม่ได้ถูกทรมานทางกาย(physical abuse) แต่ การทอดทิ้งไม่สนใจ(neglect)เด็ก มันก็เป็นการทารุณกรรมทางความรู้สึก(emotional abuse)สำหรับเด็กอย่างหนึ่ง

หลายปีต่อมา เด็กชาย David เติบโตมาเป็นวัยรุ่นชื่อ Tsotsi

Tsotsi เป็นหัวหน้าแก๊งค์อาชญากรเยาวชน เขามีเพื่อนเป็นลูกน้องอีก 3 คน พวกเขาคอยดักชิงทรัพย์ผู้คนถามถนนหนทางหรือแหล่งชุมชน

วันหนึ่งปฏิบัติการณ์ของพวกเขาบนรถไฟลงเอยด้วยการที่เหยื่อมีทีท่าขัดขืน แล้วเพื่อนของ Tsotsi แทงเหยื่อคนนั้นที่ขั้วหัวใจอย่างเลือดเย็น

เพื่อนในกลุ่มเขาอีกคน รู้สึกสะอิดสะเอียนกับความรุนแรง เขาถามหา Decency หรือ มโนสำนึกในศีลธรรม จาก Tsotsi สิ่งที่ Tsotsi ตอบกลับไปคือกำปั้น และ เป็นจุดสิ้นสุดมิตรภาพ

Tsotsi หนีกระเซอะกระเซิงหลังก่อเรื่อง ระหว่างนั่งพักหน้าบ้านหลังใหญ่ในย่านคนรวย เขาตัดสินใจปล้นหญิงสาวเจ้าของบ้านหลังโต ยิงเธอทิ้ง ขโมยรถเธอหนีมา ก่อนที่จะพบว่า ในรถนั้นมีเด็กทารกนอนอยู่ด้วยหนึ่งคน ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดหรือเขาคิดอย่างไร เขาพาเด็กคนนั้นกลับไปบ้านของเขาด้วย

Tsotsi ทะนุถนอมเลี้ยงดูเด็กคนนั้นราวกับเป็นลูกคนหนึ่ง เขาหาหญิงสาวแถวบ้านที่มีลูกอยู่เพื่อมาช่วยให้นมเด็กคนนั้น Tsotsi บอกหญิงสาวว่า เด็กคนนี้ชื่อ David

… เรื่องราวถัดจากนั้น คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในจิตวิญญาณของคนหนึ่งคน จากสีดำกลายเป็นสีขาว หรือไม่แน่ เราอาจเข้าใจผิดไป เพราะแท้จริงแล้ว มันอาจเป็นสีขาวอยู่แล้วแต่ไม่เคยถูกปัดเช็ดคราบชีวิตสีดำออกไป


… Tsotsi ไม่มีจิตสำนึกจริงหรือ , ทำไม Tsotsi จู่ๆจึงกลายเป็นคนดี หากเพียงเรามองแค่ภาพตัดผ่านเหตุการณ์ในเหตุการณ์หนึ่ง หากเรามองแค่ พฤติกรรม เราไม่มีทางเข้าใจ Tsotsi แต่หากเราเห็น พัฒนาการของการเติบโต เราก็จะพบความจริงและเข้าใจว่า ทำไม Tsotsi จึงเป็นเช่นนี้ และ ทำไม Tsotsi ถึงเปลี่ยนไป



ทำไม Tsotsi ตอบกลับด้วยกำปั้น ?


เมื่อ Tsotsi ถูกถามถึงความหมายของ Decency เขาตอบไม่ได้และสวนกลับเพื่อนด้วยกำปั้น มันหมายถึง เขาเองเป็นคนไม่มีศีลธรรมในใจหรือเปล่า ? เปล่าเลย

Tsotsi เป็นผลผลิตของสังคมที่มีการทอดทิ้งเด็ก (neglected child) การทอดทิ้งเกิดขึ้นทั้งในแง่กายภาพและด้านจิตใจ เขาแทบจะไม่ต่างอะไรกับเด็กๆพี่น้องในหนัง Nobody knows นั่นคือ เด็กกลุ่มนี้เติบโตมาอย่างไร้เบ้าหลอม

แล้วเราจะคาดหวังการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีจากเด็กอย่างพวกเขาได้มากน้อยเพียงใด เมื่อไม่มีใครอบรมสั่งสอนสิ่งดีงามให้กับเขา เมื่อเบ้าหลอมของ Tsotsi ในวัยเด็กมีเพียงแค่ท่อยาวๆกลางที่ดินโล่งแจ้ง สิ่งที่เด็กอย่าง David ในสังคมทำได้ก็แค่ การพยายามเอาตัวรอดให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ

พฤติกรรมที่เขาใช้ชีวิตอยู่ไม่ว่าจะเป็นการฉกชิงวิ่งราว การก่ออาชญากรรมทั้งหลาย ล้วนเป็นแค่เปลือกของคนที่สร้างขึ้นเพื่อเอาตัวรอด ไม่ให้ต้องอดตายในแต่ละวัน จริงอยู่ที่มันไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง แต่สำหรับพวกเขาที่เติบโตมาเช่นนี้พวกเขาก็มีศักยภาพเพียงเท่านี้ เขาและผองเพื่อนไม่ได้รับการปลูกฝังให้ติดอาวุธการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง หรือ อาจจะมี แต่การมี Decency สำหรับพวกเขาก็คงไม่รู้ว่ามันจะเอาไปทำอะไร

ดังนั้นการตอบกลับด้วยกำปั้นของ Tsotsi มันไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความรู้สึก แต่ คำถามที่เพื่อนถาม Tsotsi มันคงไปกระตุ้นสามัญสำนึกบางอย่างที่หลบซ่อนไว้มาแสนนาน มันแสดงว่า เขาเองมีความรู้สึกผิดจึงไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ แต่ชีวิตมิจฉาชีพอย่างพวกเขา ความรู้สึกผิดก็คืออุปสรรคสำคัญในการดำรงชีวิตนอกกฎหมาย



ทำไม Tsotsi เปลี่ยนไป ?


เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอาหารจานนี้อร่อย ก็ต่อเมื่อเราเคยชิมอาหารที่อร่อยมาก่อน จึงรู้ได้ว่า รสชาติแบบนี้แหละที่เรียกว่าอร่อย

มนุษย์เราจะรู้จักว่าตัวเองมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเขาสัมผัสได้ถึง ความรู้สึกของการมีคุณค่าในตัวเอง คนเราจะรู้จักความรักก็ต่อเมื่อได้สัมผัส ความรัก ภายในตัวเอง

จังหวะชีวิตที่ทำให้ Tsotsi ได้สัมผัสสีขาวในหัวใจอีกครั้ง มันก็เริ่มต้นมาจาก ในชั่ววินาทีที่เขาตอบหญิงสาวว่าเด็กคนนี้ชื่อ David ซึ่งเป็นชื่อของเขาตอนยังเล็ก มันเป็นการบอกว่า จิตใต้สำนึกของเขาเอง มองเห็นเด็กคนนี้ เป็น ตัวเองในวัยเด็ก

การเลี้ยงดูอุ้มชูให้ความรักเด็กน้อยคนนี้ สำหรับ Tsotsi แล้วมันก็เหมือนเป็น การชดเชยความรักและความอบอุ่น อย่างที่ตัวเองในวัยเด็กไม่เคยได้รับ และ เขาได้สร้างความเป็นพ่อที่เขาอยากจะมี อยากจะเป็น ชดเชยจากพ่อตัวจริงที่ไม่ได้ให้ความอบอุ่นอย่างที่เขาต้องการ

และการที่เขาได้พบ Miriam หญิงสาวที่ยินดีรับบทบาทแม่โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เธอเป็นเหมือนตัวแทนที่ทำให้เขาได้กลับไปพบกับแม่ที่เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัสในวัยเด็ก และ ความเป็นแม่ของเธอนี่เอง ทำให้ เด็กทารกที่อยู่ในอ้อมกอดของ Miriam ก็มีความหมายเหมือนกับ เด็กชาย David ได้หวนกลับมาสู่สัมผัสแม่อีกครั้ง

เด็ก ไม่ได้ทำให้ Tsotsi เปลี่ยนแปลง แต่ การพบเด็ก มันตามมาด้วย การค้นพบ ความเป็นพ่อ และ ความเป็นแม่ ที่มาเติมเต็ม ชีวิตวัยเด็กที่พร่องไป มันเป็นการทำให้ จิตใจอันงดงามบริสุทธิ์เป็นสีขาวของเด็กชาย David ได้กลับมาเต้นมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

เป็นหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อฟากฝั่งที่ว่า คนเราทุกคนมีพื้นฐานจิตใจที่ดีงาม แต่เซลล์สามัญสำนึกนั้นบางครั้งก็อาจเหี่ยวฝ่อไปเพราะไม่ได้รับการรดน้ำดูแล แต่ มันก็ไม่ได้หมายความว่า คนๆนั้นไม่มี

...อย่างไรก็ดี เด็กคนนี้ไม่ใช่ David เด็กคนนี้ไม่ใช่ Tsotsi เด็กคนนี้ชื่อ มีตัวตน มีแม่และพ่อที่รออยู่ บทสรุปสุดท้ายคือ คำตอบของคำถามที่ว่า Tsotsi มี Decency อย่างที่เพื่อนถามถึงหรือไม่ และ การตัดสินใจครั้งสุดท้ายพร้อมเสื้อสีขาวที่ Tsotsi ใส่ (ทั้งเรื่องเราจะเห็นว่าเขาใส่แต่สีดำ)



...ยังมีเด็กแบบ Tsotsi อยู่อีกมากในสังคม ที่ถูกจัดกลุ่มเป็น เด็กเหลือขอ , เด็กอันธพาล ฯลฯ คนดีๆที่ไม่มีทางเลือกหรือไม่มีคนชี้ทางให้กับชีวิตถูกจัดกลุ่มอยู่ในคนที่เป็นส่วนเกินของสังคม และ สุดท้ายกลายเป็นเศษเดนสังคมที่ดักปล้นจี้ข่มขืน

เราไม่มีทางรู้เลยว่า ยังมี เด็กกี่คนที่เป็น Tsotsi แต่ไม่มีใคร ช่วยพยุงเขาขึ้นมา เรายังคงยังมุ่งหวังแต่การปรับพฤติกรรมคน Tsotsi ทำให้เห็นว่า เราไม่สามารถแก้พฤติกรรมคนได้ถ้าแก่นของเขานั้นยังไม่ได้รับการเยียวยา เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้ หากเราไม่มีศรัทธาในคุณค่าของมนุษย์

ตัวอย่างชัดเจน จะเห็นในหนังฉากสุดท้ายว่า แม้ Tsotsi ดูเหมือนจะยอมทำตามคำบอกด้วยดี แต่ หากตำรวจใช้ความรุนแรงเพื่อจัดการเมื่อใด Tsotsi ก็พร้อมจะต่อสู้เพราะสัญชาติญาณ และ เมื่อคนเป็นพ่อใช้ความอ่อนโยนและความรักลูกเข้าหา พร้อมเชื่อมั่นในตัวเขา Tsotsi ก็พร้อมที่จะเป็นคนดี

จากความเชื่อเกี่ยวกับ พื้นฐานจิตใจของมนุษย์ ที่กล่าวไว้ในตอนต้น มันไม่สำคัญว่า ความเชื่อใดจะถูก แต่ มันสำคัญตรงที่ว่า หากเราเชื่อว่า พื้นฐานมนุษย์เป็นคนไม่ดี เราก็มักจะไม่มีความหวัง ไม่มีศรัทธาต่อคนอื่น

จะเป็นเช่นไร หากเรามีครูที่มองลูกศิษย์ในแง่ลบ ไม่มีศรัทธาว่าเด็กเกเรจะกลับตัว

จะเป็นเช่นไร หากเรามีหมอที่ไม่เชื่อว่าคนไข้จะดีขึ้นได้

จะเป็นเช่นไร หากเรามีพ่อแม่ที่มองลูกเห็นแค่พฤติกรรมแย่ๆ แล้วปักใจว่าเด็กคนนี้โตขึ้นไม่มีวันได้ดี


แน่นอนว่า เราก็จะไม่มีวันมีคนดีเพิ่มขึ้นบนโลกใบนี้แม้แต่คนเดียว

... การเปลี่ยนแปลง ภายใน ของคน จะเกิดขึ้นได้ มันต้องมีแรงหรือพลังผลักดัน และ มันต้องมีความหวัง ซึ่งสิ่งเหล่านั้น มันย่อมมาจาก ความศรัทธาในตัวคน ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า พื้นฐานของมนุษย์มีจิตใจที่ดีงาม ไม่ว่าจะถูกหรือผิด แต่มันก็จะเป็นพลังคอยผลักดันให้คนเราพร้อมจะเปลี่ยนแปลง และ คนดีๆในโลกใบนี้ก็จะมีมากขึ้นไปพร้อมๆกับคนเลวๆที่จะลดลง


... เมื่อเทียบกับหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องอื่นๆที่ได้ดูมา ไม่ว่าจะเป็น Paradise now หรือ Don't tell (ปีนี้เครือ Apex สมควรได้รับรางวัลขวัญใจคนรักหนังมากขึ้นอีกถ้วยกับการนำหนังเข้าชิงในสาขานี้มาให้ดูกันถึง 4 ใน 5 เรื่อง)

Tsotsi ถือว่าเป็นเรื่องที่ดูง่ายที่สุด หนังเล่าเรื่องแบบง่ายๆไม่ซับซ้อน และ ไม่นิ่งเอื่อยเนิบนาบ หนังมีกลิ่นอายเมโลดราม่าลอยฟุ้งมาตลอดทั้งเรื่อง และ จงใจสร้างให้คนดูรู้สึกดีพร้อมมองโลกในแง่ดีชนิดดำเนินเรื่องแบบสูตรสำเร็จ แต่มันก็ลงตัวโดยที่ผมไม่ได้รู้สึกว่าเสแสร้งปั้นแต่งจนเกินไป

พล็อตของหนังประเภท โจรกลับใจ ดูผิวเผินเหมือนจะซ้ำซาก แต่ ลองมองลงไปลึกๆแล้วก็จะเห็นว่า ประเด็นที่ตัวผู้กำกับเล่าให้เราดูนั้น มันอธิบายที่มาที่ไปให้ พร้อมชี้มุมที่หนังเรื่องอื่นไม่ได้นำเสนอ หนังอธิบายให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในของตัวละครให้เราเข้าใจได้ดี และ น่าจะดีได้มากกว่านี้ ถ้าหนังเล่าเรื่องวัยเด็กของ เพิ่มอีกซักนิดให้เราได้เข้าใจตัวเอกมากขึ้น

Presley Chweneyagae นักแสดงที่รับบทนำเป็น Tsotsi เล่นได้ดีเหลือเกิน นอกจากผู้กำกับและบทแล้ว ตัวนักแสดงมีความสามารถที่ทำให้เราเชื่อว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร ได้อย่างน่าเชื่อถือ ยิ่งฉากสุดท้ายยิ่งน่าประทับใจ ในขณะที่นักแสดงคนอื่นๆก็ล้วนขึงขังจริงจังและให้การแสดงที่หนักแน่นทรงพลังไม่แพ้กัน

สิ่งที่ชอบ

1.นักแสดงแทบทุกคนในเรื่อง

2.ศรัทธาต่อมนุษย์ ... สิ่งที่หนังแสดงออกมาบ่งบอกถึง ความเชื่อมั่นในความเป็นคน ของ คนๆหนึ่งมาก จนบางคนอาจบอกว่า นี่เป็นหนังที่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป แต่ หากเรามองโลกในแง่ดีโดยอยู่ในกรอบของความเป็นจริง มันก็จะทำให้เรามีความหวัง และ เมื่อใดที่เรามีความหวัง เราก็มีพลังพร้อมที่จะเดินหน้าไปสู่วันที่ดีกว่าเสมอ

สรุป ... เป็นเรื่องที่อยากดูน้อยที่สุดในกลุ่มหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ แต่พอดูแล้ว กลับชอบเรื่องนี้มากพอดู (สูสี Paradise now เฉือน Don't tell) เป็นหนังที่ดูง่าย ย่อยง่ายและ มีคุณค่า คนเป็นครูหรือเป็นคนดูแลเด็กๆที่มีปัญหาคือกลุ่มคนดูที่ควรต้องดูเป็นอย่างยิ่ง


ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ เริ่มต้นอ่าน Blog นี้มีข้อสงสัย + แวะเวียนมาพูดคุยถาม-ตอบ คลิกไปคุยกันที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 07 กรกฎาคม 2549
Last Update : 7 กรกฎาคม 2549 21:09:25 น. 10 comments
Counter : 1992 Pageviews.

 
เพื่อนผมที่ไปดูเรื่องนี้มาแล้วก็เชียร์ให้ผมไปดูอยู่เหมือนกันครับ บอกว่าหนังดีมาก พอมาอ่านในนี้แล้ว ท่าจะจริงแฮะ เดี๋ยววันนี้ไปดูเลยดีกว่า ขอบคุณมากเลยครับที่มีรีวิวดีๆ นี้ให้อ่าน


โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 7 กรกฎาคม 2549 เวลา:8:36:16 น.  

 
ผมดูเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่งาน BKK IFF ตอนต้นปี ถึงจะอ่านซับฯ อังกฤษไม่ทันบ้าง แต่ก็พอจะเข้าใจเนื้อเรื่องอยู่ ... สิ่งที่ผมชอบและคุณค่าที่ตัวหนังมี คุณ จขบ. ก็เขียนถึงไปแล้ว (และขอสันนิษฐานว่า เนื่องด้วย คกก.ออสการ์ ต้องการหลีกเลี่ยงหนังที่ 'มีประเด็น' ที่จะถูกประท้วง ... จึงเมิน Paradise now (ความขัดแย้งในคาบสมุทรอาหรับ รวมถึงประเด็นก่อการร้าย) และ Sophi Scholl (นาซี) ไป) ส่วนสิ่งที่ผมตงิดๆ นิดๆ ก็คือ บางตอนของพล็อตถึงแม้จะมีที่มาที่ไป มีการเท้าความถึงอดีตที่เป็นเหตุผลรองรับพฤติกรรมของตัวละคร แต่มันก็ดูเกินจริงไปสักหน่อย ที่โจรคนนึงอยู่ไม่อยู่จะเบี่ยงเบน ... เอ๊ย บิดเบือนพฤติกรรมตัวเองได้ถึงเพียงนี้ ... จริงอยู่ คนเราทุกคน ไม่มีใครเลวมาแต่กำเนิด แต่ไม่น่าเชื่อว่าแค่เห็นเด็ก (ดำมะเมื่อมเชียว) จะทำให้เค้ากลับใจได้กะทันหัน

บางคนว่ากันว่านี่เป็น City of God ฉบับแอฟริกาใต้ที่มีความมืดหม่นน้อยกว่าต้นฉบับ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีการมองโลกในแง่ดี และมองอย่างมีความหวังอยู่ในหลายๆ ตอน (ซึ่งก่อให้เกิด paradox ในเนื้อเรื่องอยู่เหมือนกัน) ... และผมไปอ่านเจอมาว่า เค้าเปลี่ยนฉากจบ จากหนังสือ(หรือบท?) ต้นฉบับด้วยนะครับ ซึ่ง Tsotsi จะเอาเด็กไปซ่อนในตึกร้าง แล้วโดนตึกถล่มทับตาย .......... ถ้าจบแบบนั้น ผมว่ายิ่งแย่เข้าไปใหญ่อ่า ... ธีมไถ่บาปหายไปกันหมดพอดี


โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 วันที่: 7 กรกฎาคม 2549 เวลา:13:41:35 น.  

 
ผมชอบเรื่องนี้น้อยที่สุดในบรรดาหนังเข้าชิงออสการ์ทั้งสี่เรื่องที่ผมดูเลยครับ.. แต่มันก็ดันได้รางวัลไปซะนี่ - -

ไม่รู้สินะ ผมคิดว่าเนื้อเรื่องมันเดิมๆไปหน่อย เหมือนเคยเห็นจากหนังเรื่องไรซักเรื่อง - -*

จริงๆตอนจบแบบของคุณบลูยอชท์ น่าจะทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นนะ.. บางครั้งคนเราคิดจะทำดีก็ใช่ว่าจะได้ดีเสมอไป ความจริงของโลกน่ะครับ


โดย: nanoguy IP: 161.200.255.164 วันที่: 7 กรกฎาคม 2549 เวลา:15:01:11 น.  

 
อ้าว ... เหรอครับ คุณ nanoguy แต่ที่ผมอ่านมา (แบบผ่านๆ) ไม่แน่ใจนะว่าตายเฉพาะเจ้าตัว หรือว่าไป 2 เลย (ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง คงทำร้ายจิตใจคนดูมากไปหน่อย) ........... แบบนี้ ก็ไม่รู้ว่า ผกก. กับคนเขียนบทคิดถูกหรือคิดผิดนะครับเนี่ย เพราะจบอีกอย่างนึง ก็ส่งผลต่อความรู้สึกเป็นอีกแบบนึงไปเลย

ตอนนี้ ขอรอพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของ Sophi Scholl (ตามที่คุณ nanoguy บอกว่าชอบสุดใน 4 เรื่อง) ปลายเดือน ก.ค. นี้ครับ ......... และ ต้องเตรียมตัวไว้สำหรับเดือนสิงหา รู้สึกหนังอินดี้ดีๆ จะเข้าบานเลยอ่า


โดย: บลูยอชท์ รีเทิร์น IP: 202.69.140.233 วันที่: 7 กรกฎาคม 2549 เวลา:16:13:31 น.  

 
ตึกถล่ม น่าจะตายหมดแหละครับ
จะแย่กว่านั้นถ้า Tsotsi รอดแล้วเด็กตายเนี่ยสิ..
ทำร้ายจิตใจคนดูได้จ๊าดนัก


โดย: nanoguy IP: 203.151.140.122 วันที่: 8 กรกฎาคม 2549 เวลา:11:38:46 น.  

 
สวัสดีค่ะ
Tsotsi เป็นหนังมีกลิ่นอาย เมโลดราม่า แต่ก็ไม่รู้สึกแย่อะไร ตรงกันข้ามทำได้กินใจ(ไปดูกับเพื่อนน้ำตาร่วงกันเป็นแถบ)
SPOILER SPOILER SPOILER!!!
คิดว่า ตัว Tsotsi บาดแผลในวัยเด็กมีผลกับเขามากมายเหลือเกิน ทำให้เขากลายเป็น
-คนที่ไม่มีศรัทธาในใครเลย(mistrust) ดูจากพฤติกรรมเวลาต้องการคุยกับใคร(คนแก่ขาพิการ)หรือขอความช่วยเหลือจากใคร(หญิงสาวให้นม) เข้าหาเขาด้วยท่าทีคุกคามมาก+ปืน
-ก้าวร้าวรุนแรงและเจ็บปวดมากเมื่อคนมาสะกิดแผลในใจของตนเอง เช่น ตอนต่อยบอสตันปางตาย ที่บอสตันเอ่ยถามถึงชื่อเดิม+พ่อ+หมา
-คนแก่ขาพิการ(คล้ายหมาของเขา) ทำให้เขาเดินตามไป โดยไม่ไปทำงานกับเพื่อนอย่างที่นัดไว้
-เขาเลือกดูแลปกป้องเด็ก(เดวิดในใจเขา)โดยยอมทิ้งทุกอย่าง(งาน รายได้ แก๊งเพื่อน)
-และฉากสุดท้ายทำให้เห็นว่าเขารักเด็ก คนนี้จริงๆที่ยอมปล่อยเด็กไป ทั้งที่ใจแสนปวดร้าว (เฮ้อ รักแท้คือรักเสียสละ รักอมตะคือรักเขาข้างเดียว เกี่ยวได้ไงเนี่ย!!!)

คิดว่า Tsotsi มีนโนธรรมนะ เขารู้สึกผิดต่อบอสตัน เพราะตอนนึงเขารับบอสตันมาดูแล และจะส่งบอสตันเรียนเพื่อให้ได้เป็นครูอย่างที่บอสตันฝัน และกล่าวคำขอโทษ
ชอบที่บอสตันบอกว่า Decency จิตสำนึก คือ การเคารพตัวเอง

สำหรับตัวเองดูแล้วคิดถึงหนังสองเรื่องคือ A perfect world และ ตราไว้ในดวงจิต(ข้างฟ่างกับผักกาด)


โดย: เซ็กซี่ IP: 58.9.160.185 วันที่: 8 กรกฎาคม 2549 เวลา:18:57:18 น.  

 
อีกนิดนึง
ขอชมดนตรีประกอบในเรื่องนี้ ทำให้หนังมีอรรถรสเพิ่มขึ้น เช่น เพลงแร๊ป หรือ เพลงเศร้าโหยหวน ปล่อยเพลงออกมาจังหวะเหมาะๆ


โดย: เซ็กซี่ IP: 58.9.160.185 วันที่: 8 กรกฎาคม 2549 เวลา:19:03:39 น.  

 
อืม...หลังจากพลาด Paradise now กับ Don't tell ไปแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ดูเรื่องนี้รึเปล่าค่ะ แต่อยากดูจัง ชอบประเด็นเรื่องความศรัทธาในมนุษยชาติมากๆเลยค่ะ


โดย: azzurrini วันที่: 8 กรกฎาคม 2549 เวลา:21:05:06 น.  

 
ในความดิบเถื่อนยังมีความอ่อนไหวนุ่มนวลซ่อนอยู่
ชอบมากครับ


โดย: Bestkop IP: 203.146.116.24 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:13:13:13 น.  

 
เธชเธขเธฒเธกเนƒเธซเน‰เธ„เธงเธฒเธกเธ”เธนเนเธฅเธฅเธนเธเธซเธฅเธฒเธ™


โดย: เธชเธขเธฒเธก IP: 117.47.209.31 วันที่: 4 กรกฎาคม 2551 เวลา:10:27:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
7 กรกฏาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.