www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

The Devil Wears Prada , (จากหนังสือมาเป็นหนัง) ร้ายก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

จากหนังสือ


...Andrea Sachs หญิงสาววัย 23 ปี อยากเป็นนักเขียนในนิตยสาร เดอะนิวยอร์กเกอร์ แต่เธอจับพลัดจับพลูหลงมาประจำการอยู่ นิตยสารแฟชั่นชั้นนำ Runway ในตำแหน่ง ผู้ช่วยจูเนียร์ของ Miranda Priestly บก.ประจำ Runway ตำแหน่งงานที่ผู้ช่วยคนเก่าบอกเธอว่า มีผู้หญิงเป็นล้านยอมตายเพื่อจะได้งานนี้

ถัดจากนั้น เนื้อหาส่วนที่เหลือในหนังสือ คือ ความเลวร้ายในชีวิตที่ Andrea ต้องคอยรับมือกับพฤติกรรมเอาแต่ใจและร้ายกาจอย่างแสบสันต์ของ Miranda ซึ่งเป็น ตัวร้าย ในนิยายประเภทร้ายด้านเดียวเหมือนตัวการ์ตูนอย่างแท้จริง

Miranda คือ เจ้านายประเภทไม่เห็นใจ และ ไม่เห็นหัว ของลูกน้อง เป็นคนเรื่องมากจุกจิก ชนิดสั่งงานผิดๆแล้วพอผิดก็ไม่ยอมรับ สั่งแล้วสั่งอีก ตามจิกไม่เว้นเวลาพักผ่อน ทุกอย่างต้องให้ได้ทันใจ ชนิดอ่านหนังสือไปเราจะได้ยินเสียงแผดร้องสั่งงานของเธอทุกสิบหน้ากระดาษ

...แม้ Miranda จะร้ายยังไง แต่ Andrea ก็ไม่ยอมออกจากงาน แม้จะพร่ำบอกว่าเกลียดจับใจ จนอยากจะฆ่า Miranda เสียให้ตายคามือ เธอก็ยังคงมุ่งมั่นกับหน้าที่ด้วยความหวังว่าความฝันของเธอจะได้เป็นจริง

แล้วเราก็จะได้เห็น Andrea ค่อยๆปรับตัวรับกับงานได้มากขึ้น ตรงข้ามกับชีวิตส่วนที่เหลือที่เธอค่อยๆสูญเสียมันไป ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ , Alex แฟนที่แสนดี หรือ เพื่อนสนิทของเธอ

เธอคิดว่าไม่มีใครพยายามจะเข้าใจเธอ โดยเธอไม่รู้ตัวว่า เธอเองต่างหากที่ไม่พยายามเข้าใจคนอื่น


ความมุ่งมั่นในงานของเธอคือ ชีวิตที่กำลังจะตกขอบ ไม่ต่างจาก Miranda

ตัวอย่างของคนที่ใช้ชีวิตตกขอบมากเกินไป หากแบ่งขอบเป็นซ้าย-ขวา เช่น ขอบซ้ายสุดคือคนที่ไม่สู้ชีวิต เกียจคร้าน ปล่อยชีวิตให้ล่องลอย ในขณะที่ขอบขวาสุด คือ คนที่บ้างาน สนใจแต่ตัวเองกับงาน ไม่สนใจคนรอบข้าง ชีวิตที่ตกขอบทั้งสองด้านนี้ หาความพอดิบพอดีไม่ได้ และ มันก็จะทำให้คนของสองขอบนี้หาสิ่งที่เรียกว่า ความสุขแท้จริง ไม่เจอ บางคนกว่าจะรู้ตัวก็ต้องเสียใจเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องแลกกับสิ่งดีๆในชีวิตที่มันผ่านมาแล้วจากไปแล้วไม่รู้กี่หน

… มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งมายังกองบก.ของ Runway เนื้อหาประมาณว่า ศรัทธา Runway และมี Miranda เป็นต้นแบบในชีวิต เมื่อ Andrea อ่านจดหมายฉบับนี้จบ เธอบรรยายความคิดของเธอในหนังสือว่า “มีเด็กสาวอีกกี่คนที่ไม่มีวันรู้เลยว่า บุคคลที่เธอปลาบปลื้มเป็นเพียงผู้หญิงแสนโดดเดี่ยว ไร้สุข และ อารมณ์ร้ายฉุนเฉียวตลอดเวลา ไม่ควรค่าแก่ความสนใจและความรักบริสุทธิ์เลยแม้แต่นิดเดียว”

คำบรรยายข้างต้นนั้น ในความคิดเธอมันหมายถึง Miranda โดยไม่รู้ตัวว่า มันก็คือตัวเธอที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปเหมือน Miranda มากขึ้นทุกที


The Devil Wears Prada ... เสียดสีโลกแฟชั่นที่มัวเมาไปกับหุ่นเพรียวลมจนเข้าใกล้โรคที่เรียกว่า anorexia nervosa ไปทุกขณะ เนื้อหาในหนังสือยังแดกดันชีวิตในกระแสสังคมที่แล่นเร็วและเชี่ยวกราก จนทำให้หลายๆคนมีชีวิตคล้ายกับนางเอกของเรื่องที่ต้องต่อสู้กับชีวิตอย่างเพลิดเพลิน มัวเมาไปกับหน้าที่การงานจนลืมคนรอบตัวในที่สุดก็ถูกกลืนกินเป็นส่วนเดียวกับกระแสนั้นที่ตัวเองเคยเกลียดอย่างไม่รู้ตัว

งานเขียนชิ้นนี้เป็นงานเขียนชิ้นแรกของ Lauren Weisberger ที่ว่ากันว่า เธออาศัยประสบการณ์ส่วนตัวมาเล่าเรื่องขณะเป็นเด็กฝึกงานที่วารสาร Vogue และแน่นอนตัวละคร Miranda ก็มาจากหัวหน้าของเธอในเวลานั้นมีชื่อว่า Anna Wintour

หนังสือเล่าเรื่องเหมือนนางเอกมาเม้าธ์และปรับทุกข์อย่างสนุกสนานผ่านความแสบสันต์ของตัว Miranda ดุจดั่งแม่มดในเทพนิยายปรัมปราที่มีแต่ความร้ายอย่างไร้ความดี การเล่าเรื่องบรรยายได้อย่างดุเด็ดเจ็บแสบ ต้องชมคนแปลด้วยที่แปลได้ถึงอกถึงใจได้อารมณ์ดี

แต่เมื่ออ่านไปกว่าค่อนเล่มแล้วพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่มีแต่ ความร้ายกาจของ Miranda และ วิธีการรับมือเอาตัวรอดของ Andrea จนรู้สึกว่า มันเหมือนคู่มือเอาตัวรอดจากนางมาร ก็พาลทำให้รู้สึกเบื่อๆได้เหมือนกัน เพราะจะว่าไปแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจและขยายความให้หนังสือมีอะไรมากไปกว่า การบรรยายความร้ายของ Miranda ได้ แต่ก็ดูเหมือนผู้เขียนจะแค่แตะผ่านๆและเน้นให้คนอ่านได้เพลิดเพลิน กับ ความร้ายและความทุกข์ของสองตัวละครในเรื่องมากกว่า

มาเป็นหนัง


และเมื่อ นางมารอย่าง Miranda เดินตัวปลิวออกมาจากหน้ากระดาษ ด้วยฝีไม้ลายมือของ Meryl Streep เราก็จะพบว่า ความร้ายนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ Meryl Streep ทำให้บท Miranda แอบมีด้านที่เปราะบาง อ่อนไหว และ ด้านที่ดีงามในฐานะเจ้านาย มากกว่าจะเป็น นางแม่มดไร้หัวใจ เหมือนเช่นในนิยายต้นฉบับ



...จะไม่แปลกใจเลยถ้าจะได้เห็นชื่อของเธอ เข้าชิงรางวัลในเทศกาลล่ารางวัลต้นปีหน้า การแสดงในบท Miranda ของ ป้าเมอริล เป็นบทที่เด่นและไม่ใช่ใครๆก็เล่นได้ ตัวบทนี้อาจไม่ได้มีมิติอารมณ์มากมาย ไม่ได้แสดงความหลากหลายของความรู้สึกเท่าบทดราม่าหนักๆที่เธอเคยทำมา แต่เธอก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าบทจะเป็นเช่นไร ขอแค่มีสิ่งที่เรียกว่า ฝีมือ ก็สามารถยกระดับให้บทบาทการแสดงนั้นน่าจดจำและขึ้นหิ้งได้ ด้วยพลังของนักแสดงและการใช้สีหน้ากิริยาท่าทางของเธอ สามารถเอาหนังได้อยู่หมัด และ ผลักดันหนังไปข้างหน้า จากการใช้แค่เพียงหางตาและหางเสียง โดยเฉพาะหลายๆฉากสำคัญที่คนดูยากที่จะลืมเธอลง ไม่ว่าจะเป็น

ทุกฉากที่เธอจบบทสนทนาด้วยความไม่ใยดี , ฉากเธอกวาดสายตามอง Andrea หัวจรดเท้า , ฉากเธอวางมาดนางพญาในงานเลี้ยง , ฉากเธอเปลี่ยนสีหน้าชนิดหน้ามือเป็นหลังมือบนรถตอนจบ และ ฉากสั่งสอน Andrea เรื่องสีฟ้า



.. ฉากสีฟ้า นี้ไม่ได้น่าสนใจแค่การร่ายคำสอนของ Meryl Streep ที่ประดุจครูไหวใจร้ายสั่งสอนลูกศิษย์ ฉากนี้ยังเป็น ฉากสั่งสอนที่เจ็บแสบสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชอบดูถูกคนอื่นที่แตกต่างจากตัวเอง เช่น บางคนในสายวิทย์ชอบดูถูกเด็กศิลปะว่าทำตัวไร้สาระ หรือ เด็กศิลป์ชอบมองเด็กวิทย์ว่าเต่าตุ่นบ้าตรรกะ ทั้งที่ความจริงแล้ว ชีวิตของคนเราล้วนมีทุกๆสิ่งแฝงอยู่ทุกด้านทุกมุม และ ทุกเนื้องานล้วนมีความสำคัญในการผลักดันให้โลกหมุนไปข้างหน้า




Andrea ในหนังรับบทโดย Anne Hathaway ก็ยังคงเหมือนกับ Andrea ในหนังสือ ที่สะท้อน ชีวิตของคนหนุ่มสาวที่ก้าวออกมาจากโลกมหาวิทยาลัยเข้าสู่สังคมของการทำงานจริงที่ไม่ได้มีแค่การสอบเอาคะแนนในตำรา สังคมที่ไม่ใช่ต่างคนต่างสอบและก็รับผิดชอบแค่ชีวิตตัวตัวเอง

...สังคมที่บททดสอบต่างๆถูกส่งมาท้าทายให้เราต้องเลือกเดิน และ เลือกตัดสินใจ

การตัดสินใจที่ บางครั้งเราต้องจะเลือกว่า เราจะเห็นแก่ตัวเองมากแค่ไหน และ เราจะแคร์คนอื่นมากเพียงใด

เราสามารถที่จะทำลายความฝันของเพื่อนเพื่อเอาตัวรอดหรือไม่ หรือ เราพร้อมหรือไม่ที่จะเหยียบย่ำความฝันของคนอื่นเพื่อไปให้ถึงฝั่งฝันของตัวเอง

... และในกระแสสังคมของคนทุกวันนี้ ยังต้องพบกับกระแสของวัฒนธรรมและกระแสของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น ยุคบริโภคนิยม , ยุคทุนนิยม ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่า สังคมที่เราอาศัยอยู่นั้นจะมีคลื่นแบบไหนที่พัดเราให้ล่องลอยตามไป และ หลายคนที่หลักไม่ดี ก็อาจปล่อยให้เป้าหมายชีวิตที่เคยตั้งไว้ต้องหลุดลอย เพราะกระแสสังคม เช่นเดียวกับ Andrea

การถูกกลืน"ตัวตน"ไปในกระแสสังคมที่อาศัยอยู่ ก็เหมือนกับวิถีชีวิตที่ Cady Heron (Lindsay Lohan) นางเอกใน Mean girls เคยโดนมาก่อนหน้านั้น

Cady Heron ถูกกลืนกิน ตัวตน จาก ความเป็นสาวพลาสติก เพราะ การเป็นสาวพลาสติกทำให้เธอได้เด่นและเป็นที่ยอมรับ เธอจึงค่อยๆถูกความหวานของเปลือกนอกกลืนกินตัวตนที่แท้จริงไป

Andrea ถูกกลืนกิน ตัวตน จาก งานและความสำเร็จ เพราะ เธอคิดว่าถ้าเธอสามารถเอาชนะและก้าวไปเป็นนักเขียนที่ใฝ่ฝัน ความสำเร็จนั้นจะทำให้เธอจะเข้าใกล้ความสุขในชีวิต


สองตัวละครเคยรังเกียจ คนบางกลุ่ม แต่สุดท้ายทั้งคู่ ก็กลายเป็นพวกเดียวกับคนที่ตัวเองไม่ชอบ และ ไม่อาจสลัดหลุดออกมา จนกระทั่งกว่า "ตัวตน" จะได้สติกลับคืน ก็ต่อเมื่อ ต้องสูญเสียอะไรไป

Andrea อยากได้งานในฝัน แต่นั่นหมายถึง เธอต้องค่อยๆเอาชีวิตออกห่างจาก คนรัก และ เพื่อนๆฝูง แต่ทั้งคนรักและเพื่อนฝูงก็คงไม่ถึงขีดสุด ถ้าพวกเขาไม่พบว่า Andrea ไม่ได้เปลี่ยนไปแค่ภายนอก สิ่งที่เธอกำลังเปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่แค่ เสื้อผ้าหน้าผม แต่คือ ตัวตน ที่แท้จริง



... การถูก สินค้า หรือ งาน กลืนกินชีวิต จนเปลี่ยนไป เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยได้เจอกับตัวเอง เมื่อเพื่อนคนเดิมจากเคยชวนกันไปสนุก ชวนคุยกันเรื่องสมัยเรียน คุยเรื่องครอบครัว คุยเรื่องความรัก แต่ เดี๋ยวนี้เจอกันแต่ทุกครั้ง ก็มีแต่คุยเรื่องสินค้าที่ขายอยู่ คุยเรื่องงานที่ทำอยู่ คุยเรื่องเป้าหมายที่กำลังไต่ระดับ ชนิดไม่สนใจเราแม้แต่น้อย เหมือนพูดคนละภาษา เพราะหวังแต่จะขายงานของตัวเอง เช่น

สมชาย : ว่ายังไง สมศรีเราไม่ได้เจอกันนาน สบายดีหรือเปล่า

สมศรี : นั่นซิสมชาย หน้าเธอดูผิวไม่เนียน ใช้สบู่อะไรอยู่ ลองสบู่ แอมทีน ของเรามั้ยใช้แล้วผิวดีมั่กๆ

สมชาย : ไม่เป็นไร เราใช้น้ำเปล่าล้างตลอด แล้วเธอละกับแฟนเป็นยังไงบ้าง

สมศรี : เหรอสมชาย ถ้าอย่างนั้น ลองใช้เครื่องกรองน้ำ แอมทีน ของเราดีมั้ย น้ำจะได้ใสสะอาดบริสุทธิ์

...ไม่น่าแปลกใจที่ ไม่ว่าจะเป็น สมศรี หรือ Andrea หรือ ใครต่อใคร ต่างไม่รู้ตัวว่า ตัวเองกำลังเปลี่ยนแปลงไป เพราะพวกเขาเหล่านั้น มักจะเพลิดเพลินกับสิ่งยั่วเย้าที่เข้ามาให้รางวัลชีวิต และ ถูกดึงดูดด้วยเป้าหมายฝันเลื่อนลอยตรงหน้า

จุดเล็กๆจุดเดียวที่เราและเขาเหล่านั้นลืมนึกไป นั่นคือ ถ้าเราไปถึงจุดนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้นมา

เราวิ่ง เราต่อสู้เพื่ออะไร หากการได้มาซึ่งความฝันที่ไขว่คว้าต้องละทิ้งความสุขแท้จริงที่อยู่ข้างตัวเรา ความสุขที่ไม่ได้มีราคาที่ต้องแลกเปลี่ยน ความสุขจากครอบครัว จากพ่อแม่ และ จากคนที่รักห่วงใยเรา

ไม่ผิดอะไรที่เราอยากจะเข้าใกล้ความฝัน อยากจะประสบความสำเร็จ แต่ เราจะแบ่งความสมดุลในสมการชีวิตของเราอย่างไร เราจะทำเพื่อตัวเองมากแค่ไหนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

...ใครต่อใครต่างเดินห่างจาก Andrea เธอเองก็ยังไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง จนกระทั่งวันที่เธอได้ส่องกระจกบานใหญ่มองเห็นตัวเอง

และ

กระจกบานนั้น คือ Miranda หญิงสาวที่แม้จะมีผู้คนมากมายรายล้อม แต่ทุกคนนั้นล้วนทิ้งระยะห่างจากหัวใจเธอ

ภาพที่ Miranda หักหลัง คนใกล้ตัว เป็นกระจกบานใหญ่ให้ Andrea ได้ส่องตัวเอง ที่กำลังค่อยๆเปลี่ยนไปเป็น Miranda อย่างไม่รู้ตัว



ไม่แน่ว่าที่ Miranda เคยบอกว่า Andrea อยากเป็นอย่างเธอ ในตอนท้ายที่เธอได้มองเห็น Andrea เดินบนถนนอย่างมีอิสระและได้ทวงชีวิตของตัวเองกลับมาอีกครั้ง Miranda เองอาจไม่รู้ตัวว่า ลึกๆแล้ว อาจจะเป็นเธอเองที่อยากมีชีวิตอย่าง Andrea เพียงแต่ว่า เธอมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปได้อีก

ด้วย บุคลิกแบบ type A - personality ที่งานคือทุกอย่างเหนือชีวิต มุ่งมั่นแข่งขัน ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ดุร้ายเจ้าอารมณ์ นั่นทำให้ งานทุกชิ้นออกมาในระดับยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ต้องสูญเสียไป คือ ชีวิตครอบครัวและชีวิตส่วนตัว เพราะงานกินเวลาชีวิตมาก จนไม่มีเวลาเหลือให้แม้แต่เสียใจหรือรู้สึกร่วมกับเรื่องใดๆที่เข้ามาในชีวิต (ดูได้จากฉากหน้าไร้เครื่องสำอางตอนท้ายที่เธอนั่งคุยกับ Andrea)

Miranda อาจสนุกกับงาน มีความสุขกับงานที่ทำ แต่ มันคือความสุขแค่เปลือกที่ต้องให้วัตถุภายนอกมาชดเชยชีวิตตัวเอง หากวันใดงานหมดลงหรือไม่มีงาน ชีวิตของคนอย่าง Miranda อาจต้องพบความล้มละลายทางชีวิต เมื่อพบเห็น แผลในใจจากชีวิตส่วนตัวที่กลบไว้ไม่เคยเยียวยา

บางครั้งคนเราก็หลงลืมไปว่า ความสุขแท้จริงนั้นมันอยู่ข้างใน เพราะเรามัวแต่เร่งเวลาทุ่มเทไปให้กับ ความสุขจากเปลือกรอบนอกตัว


...The Devil Wears Prada จากหนังสือ ไม่ได้ทำให้ผมประทับใจมากมายนัก แต่เมื่อมันแปรเปลี่ยนมาเป็นหนัง กลับกลายเป็นความยอดเยี่ยมของหนัง comedy ในตระกูล chick-lit ที่ผมชอบมากที่สุดนับตั้งแต่ ไดอารี่ของหนูบริดเจท เป็นหนังที่ดีกว่าที่คาดหรือหวังไว้มากมายนัก

บทภาพยนตร์เรื่องนี้จัดได้ว่าเป็นการดัดแปลงที่ยอดเยี่ยม และ เป็นหนังที่สร้างจากนิยายได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง ใครที่ชอบความแสบสันต์ร้ายกาจของ Miranda อาจรู้สึกผิดหวังตรงที่ ในหนังดีกรีความร้ายลดลง แต่ ผมชอบมากกว่าในหนังสือ เพราะว่า ความร้ายในนิยายเมื่อผ่านไปถึงหน้าหลังๆมันทำให้ผมเริ่มเบื่อมากขึ้น จนความแบนราบของตัวละครตัวนี้ไม่มีอะไรที่น่าสนใจอีกต่อไป แถมสัดส่วนในหนังสือก็มีแต่ ความร้ายของ Miranda กว่า 80 เปอร์เซ็นต์

ในขณะที่หนังแบ่งน้ำหนักให้กับ ความร้ายของ Miranda ไปให้สูสีกับ ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของ Andrea ได้อย่างสมดุล นั่นจึงทำให้หนังมีข้อคิดคติสอนใจให้เราได้เห็น ภาพชีวิตคนทำงานในยุคปัจจุบัน ซึ่งมันก็อาจสะกิดตัวเราได้เหมือนกัน ว่า เราเองก็อาจมีบางอย่างที่คล้าย Miranda กับความบ้างานจนไม่มีเวลาให้เรื่องใดๆและร้ายกาจสุดฤทธิ์ หรือ เป็น Andrea ที่กำลังค่อยๆสูญเสียอย่างช้าๆ และกำลังจะกลายเป็นคนที่ไขว่คว้าหาความสุขที่ไม่มีอยู่จริง

แน่นอนว่า Meryl Streep คือความยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งในหนังเรื่องนี้ แต่อีกความยอดเยี่ยมที่มาพร้อมๆกัน คือ นักแสดงรายอื่นๆที่ล้วนฝากฝีมือการแสดงชั้นดีให้คนดูจดจำ ไม่ว่าจะเป็น Anne Hathaway ที่หลังจากไปโชว์เนื้อหนังและฝีมือการแสดงไปแล้วใน Brokeback mountain , Havoc มาถึงเรื่องนี้เธอก็ยังคงใช้ความน่ารักเข้าสู้และประมือทางการแสดงกับเจ้าป้าข้ามรุ่น Meryl Streep ได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยง ดูแล้วเธอมีพัฒนาการดีขึ้นมากนับตั้งแต่เล่นเป็นเจ้าหญิงยิ้มหวานอย่างเดียวใน princess diaries



Stanley Tucci ในบท Nigel ก็เยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง สามเรื่องล่าสุดที่ภาพการแสดงของเขาประทับใจติดตา ซึ่งเขาแสดงให้เห็นว่า เขาสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นตัวละครเหล่านั้นได้อย่างมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็น นักเรียนเต้นรำความมั่นใจต่ำใน Shall we dance หรือ หัวหน้าจอมเฮี้ยบประจำสนามบินใน The terminal มาจนถึง เกย์เกจิดีไซเนอร์ของวงการแฟชั่นในหนังเรื่องนี้ และอีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่เล่นได้ น่ารักน่าหมั่นไส้และน่าสงสารมากคนหนึ่ง ก็คือ Emily Blunt ในบท Emily ซึ่งเป็นอีกบทที่เด่นและเล่นได้ดีมาก น่าเสียดายที่ใครต่อใครล้วนจดจำได้แต่สามบทบาทข้างตน จนอาจจะลืมไปว่ายังมีเธอเป็นอีกหนึ่งเพชรเม็ดงามในหนังเรื่องนี้

การกำกับของ David Frankel ที่ฝากฝีมือส่วนใหญ่เป็นงานกำกับหนังซีรี่ส์ เช่น บางตอนของ Entourage และ Sex and the City ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่น่าชื่นชม เพราะเขาคุมองค์ประกอบทั้งเรื่องได้อย่างลงตัว เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จังหวะของหนังลงตัวตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีช่วงไหนที่คนดูจะรู้สึกว่าเยิ่นเย้อยืดเยื้อ หรือ เร่งรีบ หนังผสมผสาน แฟชั่น + มุกตลก + ข้อคิดสอนใจ+ ความร้ายของมิแรนด้า เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สิ่งที่ชอบ

1.Meryl Streep… ชมจนไม่รู้จะชมยังไงอีกแล้ว ได้แต่รอลุ้นว่า นอกจากลูกโลกทองคำที่ฟันธงว่าเข้าชิงแน่ๆในสาขาหมวดคอมิดี้ ยังจะมีรางวัลใดเหลียวมามองเธออีกบ้าง แม้ว่า นี่จะไม่ใช่บทดราม่าประเภทเคร่งขรึม น้ำตาตกใน ระเบิดอารมณ์ อมทุกข์ แต่ บทคอมิดี้เช่นนี้แล ที่เล่นยากยิ่งนักจึงจะได้ออกมาขนาดนี้

2.จากหนังสือมาเป็นหนัง … เป็นผลงานการดัดแปลงที่ดีมาก การคัดเลือกนักแสดงเป็นผลงานที่น่าทึ่งที่แต่ละคนสามารถถ่ายทอดอารมณ์จากหนังสือออกมาได้เหมือนกับว่า หนังสือสร้างจากหนังเสียด้วยซ้ำ และ ไม่ใช่แค่เอาคนมาสวมบทแล้วเล่นตามตัวหนังสือ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในหนังถือว่าเป็นการเลือกเปลี่ยนแปลงที่เลือกได้เหมาะเจาะ ตัดในสิ่งที่ควรตัดแล้วไม่ทำให้หนังต้องสูญเสียอรรถรส เพิ่มเติมในสิ่งที่ทำให้บทสรุปของหนังลงตัวในเวลาที่กำหนดและยังคงเข้ากับแก่นเดิมของหนังสือ

3.นักแสดงในเรื่อง … Stanley Tucci + Emily Blunt + Anne Hathaway สามบทบาทที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้สนุกสนานและมีพลังตั้งแต่ต้นจนจบ

4.ข้อคิดสอนใจที่มาพร้อมกับความน่ารัก ... หนังเป็นเรื่องใกล้ตัว หาก Miranda เป็นกระจกให้ Andrea เห็นตัวเอง หนังเรื่องนี้ก็เป็นกระจกที่จะทำให้คนดูได้ข้อคิดดีๆจากการทำงานไปพร้อมกับได้ยิ้มกับมุกน่ารักๆอารมณ์ดีที่มีตลอดทั้งเรื่อง

5.สนุก ... นี่เป็นหนังคอมิดี้จากฮอลลีวูดที่ดูสนุกที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี

สรุป ... คนรักแฟชั่น คนรักนางแบบ คนรักหนังคอมิดี้ คนรักหนังดีๆ คนรักเมอรีลสตรีพ นี่คือหนังที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง The Devil Wears Prada ไม่ใช่หนังเฉพาะกลุ่มสาวๆแต่อย่างใด นี่เป็นหนังที่หนุ่มๆและคนทุกเพศวัยสามารถตีตั๋วเข้าไปอมยิ้มและแอบน้ำตาซึมได้โดยไม่รู้สึกเสียดายตังค์ แถมยังเดินออกมาพร้อมกับหนีบนางแบบ แหะๆ ไม่ใช่ หนีบข้อคิดสอนใจจากหนังออกมามองตัวเองได้อย่างดี


Blog ช่วงนี้ ขอกินเนื้อที่โฆษณา(ด้วยเกรงว่าเด๋วจะขายไม่ออก) กับ พ็อกเก็ตบุ้คเล่มแรก ที่จะออกในงานมหกรรมหนังสือในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าครับ



"หนังสือรัก"
หนังสือที่แม้จะเกี่ยวกับ หนัง แต่ ไม่ใช่ รวมบทวิจารณ์หนัง ที่จะบอกว่า หนังเรื่องนี้ดีไม่ดีอย่างไร ไม่ได้บอกว่า หนังเรื่องนี้มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ซ่อนเร้นอย่างไร "หนังสือรัก" คือ รวม 25 (+1) ความรักจากภาพยนตร์ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม


ป.ล. ได้เช็คต้นฉบับสุดท้ายทั้งเล่มแล้วเมื่อวานนี้ก่อนส่งโรงพิมพ์ ต่อจากนี้ก็ขอฝากเพื่อนผู้อ่านแล้วว่าจะชอบหรือไม่ชอบอย่างไร แล้วจะเปิดบล้อกของหนังสือเล่มนี้ให้มาแสดงความเห็นกันเร็วๆนี้ครับ + ต้องขอบคุณทุกๆคำนิยมที่เพื่อนสละเวลามาเขียนให้ และ ต้องขออภัยที่เนื้อที่หนังสือมีจำกัดจึงไม่ได้สามารถลงคำนิยมได้ครบทุกคนครับ (ไว้ยังไงค่อยเอาไปใส่เล่ม 2 แล้วกันเนาะ )





ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

เริ่มต้นอ่านครั้งแรก ชวนคลิก ชวนคุยกันที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 08 ตุลาคม 2549
Last Update : 8 ตุลาคม 2549 14:14:07 น. 37 comments
Counter : 7811 Pageviews.

 
ชอบเรื่องนี้มากเหมือนกันครับ ^^
มันดูได้เรื่อยๆ ลุ้นได้ตลอด ฮาได้ตลอด ไม่มีเวลาให้ยกนาฬิกามาดูเลยว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว

Meryl Streep คงไม่ต้องพูดถึงแล้วมั้งครับ(?) เพราะพี่เล่นชมไปซะทุกรูขุมขนซะแบบนี้แล้ว แต่ผมชอบฉากที่เธอเปิดใจกับแอนเดรียในปารีส (ที่ไม่ได้แต่งหน้าน่ะครับ) ฉากนั้นแสดงได้เหมือนกับผีมิแรนดาเลิกสิงเจ้าป้าชั่วคราว กลายเป็นยัยแก่เซนซิทีฟไปได้ยังไงก็ไม่รู้

แต่ที่พี่บอกว่า มีแต่คนลืมเพชรเม็ดงามอย่าง Emily Blunt ขอค้านครับ ผมคนนึงล่ะที่สงสารเธอมั่กๆ ไหนจะถูกทรมานสาหัสสากรรจ์ซะขนาดนั้น ยิ่งฉากที่มิแรนดาเขวี้ยงเสื้อโค้ตกับกระเป๋าไปที่โต๊ะเธอตอนกลางๆเรื่อง โอ๊ยยยย จะร้องไห้ 55+

ฉากจบก็สุดๆเลยครับ... น้ำตาซึมตามไปด้วยเลย TT

ปล. ว่าแต่หนังสือของพี่เนี่ย หลังงานหนังสือจะวางขายมั้ยครับ? เพราะท่าทางปีนี้จะไม่ได้ไปเดินงานหนังสือเป็นแน่ เพราะไม่มีเงิน + กองหนังสือที่ยังดองอยู่ในตู้ร่วม 20 เล่ม - -*


โดย: nanoguy IP: 203.113.35.10 วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:1:29:54 น.  

 
two thumps up!!!
เยี่ยมทั้งตัวหนัง นักแสดงและ บทวิจารณ์เช่นเคย สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือกระจกบานใหญ่ที่ส่องมองตัวเราเองให้เห็นชัดขึ้นด้วยค่ะ

บางครั้งเราไม่รู้จริงๆ ว่าการโดนกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมมันเกิดขึ้นเมื่อไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร เรามักจะรู้ก็ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นและเป็นอยู่แล้ว

เราทำได้แค่เลือกเดินต่อไป หรือเลือกเดินไปอีกทาง

ปล. ให้กำลังใจเรื่องหนังสือนะจ๊ะ


โดย: เต็งฮุ้นลิ้ม (เต็งฮุ้นลิ้ม ) วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:2:01:07 น.  

 
เป็นหนังที่มีดาราดึงดูดให้ชวนดู


โดย: ตี๋น้อย (Zantha ) วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:7:25:39 น.  

 
อ่านแล้วบอกได้เลยว่าเห็นด้วยทุกประการค่ะ เหมือนความคิดที่ตัวเองเรียบเรียงตัวหนังสือออกมาไม่ได้ แต่ว่าพอมาอ่านที่นี่แล้วต้องบอกว่า " นี่เลย " อย่างที่เราอยากพูดล่ะค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:13:06:50 น.  

 
ตอนดูหนัง เป็นช่วงที่เพิ่งอ่านหนังสือจบ อ่านมาตลอดเล่มรู้สึกเรื่อยๆ มาชอบตอนจบของหนังสือ ให้ข้อคิดดำเนินชีวิตได้ดี

พอมาดูหนัง เนื่องจากเพิ่งอ่านจบ จึงจำรายละเอียดของหนังสือได้หลายอย่าง ก็อดดูไป เทียบกับหนังสือไปไม่ได้ เพราะว่าหนังดัดแปลงไป พอควร พอดูไปเรื่อยๆ หนังทำได้สนุก เพลิดเพลินแม้ดัดแปลงไป ก็ไม่ทำให้เสียแก่นของเรื่องในหนังสือ แต่ทำให้ตัวละครมีมิติมากขึ้น
และชอบสุดๆ ตอนช่วงหลังๆไปจนจบ ตั้งแต่ป้าดาเริ่มแสดงความอ่อนไหว จนถึงจบ ดูแล้วน้ำตาซึมๆ กับทุกคน ทั้งป้าดา เอมิลี่ และของคนอื่นๆในวงการแฟชั่น ความสัมพันธ์ของนางเอกกับป้าดา และ เอมิลี่ ในตอนท้ายดูแล้วสะเทือนอารมณ์ ขำ สงสาร ในเวลาเดียวกัน

ชื่นชมนักแสดงทุกคน แน่นอน เมอรีล แอนนางเอกน่ารัก เอมิลี่เล่นได้ใจมากโดนเฉพาะฉากสุดท้ายทั้งฮาทั้งสงสาร และ นักแสดงทุกคน
และ การสร้างฉากทุกอย่างทั้งเพลงประกอบช่วงท้าย มีพลังค่ะ


โดย: นางมารป้าดา IP: 58.9.158.179 วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:16:42:41 น.  

 
ชอบหนังเรื่องนี้มากๆเช่นกันค่ะ
อ่านแล้วทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าหนังจะให้อะไรมากเช่นนี้ ที่แน่ๆทำให้เริ่มถามตัวเองว่า จะใช้ชีวิตยังไงไม่ให้เอีญงซ้ายเอียงขวาจนเกินไป

ปล.จะต้องอุดหนุน"หนังสือรัก"แน่นอนค่ะ


โดย: ลูกแพนด้า IP: 221.6.19.195 วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:18:34:38 น.  

 


โดย: Devil IP: 58.9.19.80 วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:19:40:51 น.  

 
เพิ่งไปดูมาเมื่อวานคะ และก้อชอบมากๆเลย ทั้งสนุกและก้อให้วามสุขกับคนดูได้ยิ้มไปคิดตามไปทั้งเรื่องด้วย


โดย: Devil IP: 58.9.19.80 วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:20:11:53 น.  

 
เออ ในฐานะ คนที่อ่านเรื่องนี้ไม่จบ อยากบอกว่า ในหนังสือ Miranda ดูร้ายและน่ากลัวกว่านะครับ เพราะเล่นบรรยายทุกกริยาถ้าทาง ของ Miranda ซะหมดเลย ในหนังก็ร้ายเหมือนกัน แต่ก็ลดน้อยลง เพราะกลัวว่าหนังนั้นจะไปติด RATE R -_-* (ล้อเล่นครับ)

ขอค้านอีกคนครับ ผมคนนึงที่ยังจดจำ Emily ไว้ตลอดเวลาครับ เธอไม่ใช่คนที่ถูกลืมในหนังครับ ขอค้าน ขอค้านครับ ไม่ทราบว่าเคยดู My Summer Love รึเปล่า??? ผมน่ะจดจำเธอจากหนังเรื่องนั้น พอเธอมาเป็น Emily ในหนังเรื่องนี้ ผมกลับชอบเธอมากกว่าเดิมจริงๆ ทำให้เธอเป็นตัวละครที่ผมไม่มีวันลืมน่ะครับ ไม่รู้สิ เพราะความน่ารักมั๊ง


โดย: billy bob คนเดิมครับ IP: 124.121.114.130 วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:21:41:50 น.  

 
ชอบหนังเรื่องนี้มากเลยค่ะ เสื้อผ้าสวยงามดี ทุกชุดเลย ..เน้นคอสตูมอ่ะค่ะ

ชอบอ่านเวลาที่เขียนเปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่น ๆ จังเลยค่ะ


โดย: เลือดจี๋เหลือง (เลือดสีเหลือง ) วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:1:08:39 น.  

 
ฉากที่ บอกว่า ขาดแต่เป็นโรคกระเพาะ อีกอย่างถึงจะได้ตามเป้าหมาย ประทับใจมาก หึหึ

( ไม่แน่ใจ ว่า ในหนังพูดอย่างนี้หรือเปล่า เพราะตอนนั้นฟังไม่ทัน และอ่าน sub เอานะครับ )


โดย: MTO IP: 124.120.197.252 วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:1:23:07 น.  

 
nanoguy ... พ้นงานมหกรรมหนังสือ ก็ยังหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปเช่น ซีเอ็ด ครับผม แต่ถ้าไปในงานนี้เกิดเจอผม อาจโดนบังคับให้รับลายเซ็นต์ในฐานะที่ติดตามอ่านกันมานาน

นางมารป้าดา ... ชอบฉากสุดท้ายของเอมิลี่มากๆเหมือนกันหงะ ที่ต้องพยายามเก็บสีหน้าตอนคุยกับแอนเดรียห์ทางโทรศัพท์

เลือดจี๋เหลือง ... พูดถึงเสื้อผ้าก็นึกขึ้นได้เลยว่า ในหนังนี่แจ่มจริงๆแต่ละชุด โดยเฉพาะตอนนางเอกแปลงรูป

... ขอทักทาย + ขอบคุณเพื่อนความเห็นอื่นๆด้วยนะครับที่มาคุยมาแสดงความเห็นกันครับ

ป.ล. วันนี้เพิ่งกลับจากดู Cars มา ดีมากๆกับข้อคิดในหนังและภาพที่ไม่เคยหยุดนิ่งในพัฒนาการของพิกซ่าร์ (ช่วงนี้ได้ดูแต่หนังดีๆ ซึ่งแต่ละเรื่องก็ดีในแนวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ป้าดาปราด้า หรือจะเป็น 13 และล่าสุด ก็ Cars


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:1:38:38 น.  

 
+ เท่าที่ได้ยินๆ มาว่าหนังสือมันเป็นบทจิกกัดค่อนข้างเยอะ ... ก็นับว่า ผกก. ช่างดัดแปลงให้กลายเป็นหนังออกมาได้ลงตัวและดูสนุกมั่กๆ ... เห็นด้วยอ่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงของป้าเมอริล ที่ทำให้ เจ๊มิแรนดา มีมิติและความอ่อนไหว ดูเป็นมนุษย์ขึ้นมากกว่าในหนังสือ
+ ถึงผมจะไม่ได้ติดตามแฟชั่นเท่าไหร่ แต่ก็เพลิดเพลินไปกับชุดหรูมากมายในหนัง ... ขำมากในฉากที่มิแรนดาเธอเดินเข้ามา แล้วก็โยนชุดให้เอมิลี่กับแอนเดรียเอาไปเก็บไม่เว้นแต่ละวัน ... ตอนแอนเดรียแปลงกายกลายเป็นสาวทันสมัยโดยไนเจล ก็ทำได้ดีอ่ะครับ (คงเพราะน้องแอน เธอสวยอยู่แล้วด้วยแหละ)
+ ประเด็นใหญ่ใจความที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะบอกคนดู ก็น่าจะเป็นที่คุณ จขบ. ว่าไว้ ในเรื่องการที่คนเราทุ่มเทให้กับงาน จนเหมือนกับว่าถูกกลืนกินจิตวิญญาณไปแล้วนั่นเอง ทำให้ตัวตนที่เคยเป็นของเราหายสาบสูญไป ... และขำโคตรๆ กับการยกตัวอย่างสินค้ายี่ห้อ 'แอมทีน' 555 ... วันก่อนมีเพื่อนของน้องผมกำลังจะโดนเอาตัวไปขายอ้ายอันที่ว่านี่แหละครับ ... ผมรีบบอกใหญ่เลยว่า รีบห้ามเพื่อนว่าอย่าเด็ดขาดเชียวนะ ... เพราะเพื่อนอาจโดนล้างสมอง ถูกดูดวิญญาณ แล้วเราก็อาจคุยกับเค้าไม่รู้เรื่องอีกต่อไปอ่ะครับ เหอะๆ
+ เห็นว่าตอนฉายรอบพรีเมียร์ ... แอนนา วินทัวร์ ตอบรับคำเชิญจากป้าเมอริลให้ไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยนะครับ (ข่าวว่าเธอเดินออกจากโรงก่อนหนังจบ สงสัยรับสภาพร้ายกาจของตัวเองไม่ได้ ... หรือไม่ก็ ป้าเมอริล ดูมีชีวิตจิตใจมากกว่า เธอเลยทนไม่ได้ก็ไม่รุ 555) ... โดยคนจัดที่นั่ง ต้องจัดให้เธอนั่งห่าง ลอเรน ไวส์เบอร์เกอร์คนละมุมเลย (ไม่งั้นคงมีรายการตบล้างน้ำ โฮะๆๆ )

+ ชอบการแคสติ้งมากๆ โดยเฉพาะ 4 ตัวละครหลัก ...
เมอริล สตรีพ : ในฐานะที่ผมไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน และในฐานะแฟนประจำของเจ้าป้า ... ผมว่าป้าเค้าพยายามตีความให้ตัวละครตัวนี้เป็นผู้หญิงที่หน้าฉากดูร้ายกาจ เป็นนางพญา ด้วยบทบาทและหน้าที่ที่เธอเป็นอยู่ ... แต่ลึกๆ แล้วก็ซ่อนความอ่อนไหว อ้างว้าง และอ่อนแอ เอาไว้อย่างมิดชิด ... ยิ่งช่วงท้ายๆ โดยเฉพาะตอนที่เธอนั่งพูดเรื่องชีวิตคู่ แบบไม่แต่งหน้า (เปรียบเสมือนการถอดหน้ากาก เหลือแต่ตัวตนที่แท้จริง) ให้นางเอกฟัง ช่างน่าสงสารเอามั่กๆ ... ฉากท้ายเรื่อง ตอนที่เห็นนางเอกเดินอยู่คนละฟากถนน แล้วเธอนั่งอมยิ้ม ... ผมว่าเธออาจไม่ได้อิจฉานางเอกด้วยซ้ำ แต่อาจกำลังคิดว่า เธอสามารถทำให้เด็กผู้หญิงคนนึงได้รู้จักกับชีวิตการทำงาน รู้จักตัวเอง และแกร่งมากขึ้นก็เป็นได้ครับ
แอน แฮธธาเวย์ : สวย ใส น่ารักได้ใจ ในขณะเดียวกันก็ดูมีกึ๋น ฉลาดพอที่จะเอาตัวรอด และค่อยๆ เปลี่ยนตัวเอง จากการถูกกลืนกินวิญญาณ จนมาค้นพบตัวตนที่แท้จริงได้ในท้ายที่สุด
สแตนลี่ ทุคชี่ : เป็นตัวละครที่เป็นคนดี และน่าสงสาร ถ้าไม่มีเค้าคนนี้คอยช่วยเหลือ นางเอกคงอยู่ไม่รอดจนถึงท้ายเรื่องแน่ ... แสดงได้กำลังพอเหมาะพอเจาะ และก็ไม่แหววจนเว่อร์ด้วย
เอมิลี่ บลันต์ : ผมก็เป็นอีกคนที่ไม่ลืมเธอครับ คงเพราะเธอเป็นตัวเปรียบเทียบกับนางเอกด้วยแหละ ... เธอแสดงได้ขำๆ และดูน่าสงสารดีอ่ะ ... แม้แต่ตอนท้ายเรื่องที่นางเอกโทรมาบอกว่าจะยกชุดให้ แล้วเธอฟังจบ ออกอาการ จากนั้นก็ต้องปรับสีหน้ามาตีหน้ายักษ์สั่งผู้ช่วยคนใหม่ต่อ ก็ยิ่งน่าสงสารโคตรๆ ... เธอคงต้องติดอยู่ตรงนี้ไปอีกนานอ่ะครับ
... เอ่อ นิดนึง แฟนนางเอกชื่อ Ned ไม่ใช่เหรอครับ? เห็นคุณ จขบ. เขียนว่า Alex ง่ะ? ... ทั้งแฟนนางเอก, กิ๊ก, เพื่อนอีก 2 คน ถึงจะไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก แต่ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีกันทุกคนเช่นกัน

+ ตกลงคุณ จขบ. ไปแจกลายเซ็นในงานหนังสือจริงๆ ใช่มะครับ? วัน-เวลาไหนเอ่ย บอกด้วยเน้อ จะได้ตามไปขอถูกอ่ะครับ เหอะๆ ... จะได้เจอตัวเป็นๆ จั๊กกะที
+ สัปดาห์นี้ ผมกลายเป็น Party Monster ไปหน่อย เลยไม่ได้ดูหนังซักเรื่องเลย ... คงต้องตามไปเก็บ Cars, ส่วน 13 ยิ่งอ่านข้อมูลเพิ่มเรื่อยๆ ถึงที่มาที่ไปของหนัง + มีคนมาเล่าให้ฟัง ก็ยิ่งทำให้อยากดู (รวมถึง 12, 11 และ 14 ที่อาจมีตามออกมา) เพิ่มมากขึ้น ... , ส่วนสัปดาห์ที่จะถึง คิดว่าคงดู The departed อีกเรื่องอ่ะครับ (ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดู Internal affairs ซักภาคเลยนะเนี่ย - -" แต่ได้ยินว่าฉบับฮอลลีวู้ดจะต่างไปพอสมควรเลยนี่ครับ)


โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:12:31:56 น.  

 
เข้ามาแอบอ่านค่ะ
เดี๋ยวจะส่งลิงค์นี้ไปให้คนข้างตัวอ่าน เผื่อเค้าจะเปลี่ยนใจยอมไปดูกะเรา เพราะอยากดูมั่กๆ

ป.ล. พี่จะไปงานสัปดาห์หนังสือวันไหน วานบอกด้วยน้าค้า หนูจะไปขอลายเซ็น
ป.ล. 2 ชอบมุข สมชาย/สมศรีกับแอมทีนมั่กๆๆค่ะพี่ โดนนน


โดย: ลิปดา-พิลิปดา IP: 161.200.255.162 วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:20:53:49 น.  

 
เห็นด้วยค่ะ .. การแสดงของ Meryl Streep คือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังเรื่องนี้ ^^

หนังดี ดูสนุก .. แต่ดูจบแล้ว ไม่แน่ใจว่า จะไปหาหนังสือมาอ่านดีหรือเปล่า .. เอาเป็นว่า ..ไปเล็งๆ แถวร้านเช่าก่อนก็ดีกว่า ..


โดย: มม (แม่มดพันปี ) วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:23:08:36 น.  

 
อ่านจบแล้วเลยขอจ่ายค่าบริการ 1 คอมเมนท์ครับ


โดย: ตาหมู IP: 203.156.25.235 วันที่: 10 ตุลาคม 2549 เวลา:3:33:59 น.  

 
ส่วนของไนเจลตอนจบหายไปเลย มันรู้สึกห้วนไปนิดๆนะ


โดย: มดน้อย IP: 203.156.6.108 วันที่: 10 ตุลาคม 2549 เวลา:15:15:49 น.  

 
เป็นหนังที่ดูแล้วสนุกจริงๆ ค่ะ คุยกับเพื่อน เพื่อนเค้าเผลอเรียกคนที่แสดงเป็นมิแรนด้า ว่าเกล็น โคลส ก็เลยทำให้เรามาคิดว่า ถ้าเป็นเกล็น โคลสมาเล่นก็อาจจะไหวนะคะ

แต่ก็ชอบเมอริล สตรีฟมากๆ เหมือนกันค่ะ


โดย: Lily of the Valley IP: 203.151.137.74 วันที่: 10 ตุลาคม 2549 เวลา:18:41:20 น.  

 
ไปดูมาแล้วครับผม ทุกคนที่อยู่ในเรื่องโดดเด่นมากๆ ครับ และสิ่งที่แย่งซีนคือ เสื้อผ้า เด็ดดวงทุกชุดเลยครับ ทำให้น้องแอน กับน้องเอมิลี่ สวยขาดใจ สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องคือฉากสุดท้ายของเรื่องครับ ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของมิแรนด้า และแปรเปลี่ยนมาเป็นแบบเดิม สุดยอดมากครับ


โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 11 ตุลาคม 2549 เวลา:11:35:24 น.  

 
เข้ามาคุยอีกรอบค่ะ เพราะอยากแสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้

ตอนดู รู้สึกเสียดายที่นางเอกเดินออกจากหน้าที่การงานที่รุ่งเรืองขนาดนั้นได้ แต่ก็เข้าใจประเด็นของหนังที่เค้าพยายามจะสื่อว่ามันทำให้ต้องสูญเสียชีวิตส่วนตัว สูญเสียจุดยืนของตัวเอง

ก็เลยตกใจนิดๆ ว่าเอ๊ะ เราเป็นพวกวัตถุนิยมหรือนี่ คือเวลาดูก็รู้สึกชอบ ที่นางเอกดูดีขึ้นเยอะมากเลย หน้าที่การงานก็ไปได้ดี ทำไมต้องออกด้วย

แต่มาคิดอีกทีเราคิดว่าเราไม่ใช่พวกวัตถุนิยมนี่นา เราคิดว่าในชีวิตจริงนางเอกก็สามารถที่จะดูดีอย่างนี้ได้ ในขณะที่ไม่ทิ้งอุดมการณ์ของตัวเองนี่คะ และก็ไม่ลืมที่จะถนอมน้ำใจกับคนรอบข้างไว้ดวย สรุปก็คือ ในชีวิตจริง มันน่าจะอลุ้มอล่วยกว่านี้แทนที่จะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง


โดย: Lily of the Valley IP: 124.121.10.111 วันที่: 12 ตุลาคม 2549 เวลา:18:46:52 น.  

 
** คุยกับคุณ Lily of the Valley
+ ตามความเข้าใจของผมนะครับ เค้าอาจไม่ได้ประณามว่าคนที่ติดอยู่ในโลกแห่งแฟชั่น อย่าง มิแรนดา, ไนเจล หรือ เอมิลี่ เป็นพวกบ้าวัตถุนิยมไปซะทั้งหมด ... เพียงแต่หนังต้องการทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน เพื่อให้คนดูได้คิด ... จึงทำให้ที่มาของนางเอกมีความแตกต่าง เพราะความตั้งใจที่แท้จริง นางเอกต้องการเป็น journalist ไม่ใช่ stylist หรือ secretary ... ดังนั้น จุดคลี่คลายของเรื่องก็คือ มิแรนด้า รวมทั้งคนอื่นๆ และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้แอนเดรีย ค้นพบตัวตนที่แท้จริงและหนทางที่ควรจะก้าวเดินต่อไปของตัวเองในท้ายที่สุดไงครับ
+ มันมีตอนนึงที่ แอนเดรียถามเนดว่า ชอบให้แต่งตัวแบบนี้หรือแบบแต่ก่อนมากกว่ากัน แล้วเนดเลือกอย่างหลัง ... นั่นก็น่าจะหมายถึงว่า ทุกคนไม่ได้ชอบอะไรในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด ... เนดชอบแอนเดรียในแบบตัวตนที่แท้จริงตอนแรก ไม่ใช่แอนเดรียตอนที่ถูกดูดกลืนจิตวิญญาณเข้าสู่โลกแฟชั่นไปแล้วอ่ะครับ
... คงประมาณนี้แหละมั้งครับ เท่าที่ผมเข้าใจ


โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 วันที่: 13 ตุลาคม 2549 เวลา:12:06:13 น.  

 
พูดถึงเรื่องเสื้อผ้า ทำให้เรานึกถึงฉากท้ายๆ ของเรื่องที่
Andrea กำลังแต่งตัวจะไปสัมภาษณ์งาน แล้ว Alex (Ned) ถามว่า จะใส่เสื้อตัวนั้นไปเหรอ( ประมาณ ว่าทิ้งเสื้อ แฟชั้นไปหมด แล้วไม่ใช่เหรอ)
แล้ว Andrea ตอบกับมาว่าก็ชั้นชอบนี่
เราว่ามันแสดงให้เห็นว่า Andrea รู้แล้วว่าอะไร เป็นสิ่งที่เธอต้องการ และเหมาะสมกับเธอ จริงๆ

เหมือนกับการที่เธอสิ่งที่จะเก็บ เสื้อหนังแบรนด์ดังตัวนั้นไว้


โดย: hana_aya IP: 124.121.6.93 วันที่: 13 ตุลาคม 2549 เวลา:15:29:25 น.  

 
...มุมมองของคุณ Lily of the Valley ในความเห็น 20 น่าสนใจมากครับ และ ผมก็เห็นด้วยว่า เราสามารถเลือกได้ที่จะยึดความฝันของเราไว้ ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งครอบครัวหรือคนใกล้ตัวไปเสีย มันไม่ใช่การใช้ชีวิตแบบ all or none แต่เป็นการใช้ชีวิตแบบจัดสรรปันส่วนที่ต้องใช้ให้เป็น และ ก็อย่างที่คุณ บลูยอชท์ ว่าไว้ว่า คนในโลกแฟชั่น หรือเราๆที่ชอบการแต่งตัวดูดี แบบนี้ไม่ใช่วัตถุนิยมหรอกครับ

... ขอบคุณครับ hana_aya ที่มาแชร์ความเห็นต่อเนื่องจากพันทิป แล้วมาคุยกันใหม่นะครับ


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 14 ตุลาคม 2549 เวลา:0:57:53 น.  

 
เป็นรีวิวหนังที่ได้ทั้งเรื่องหนังและข้อคิดครับ


โดย: Reisan IP: 203.113.38.10 วันที่: 14 ตุลาคม 2549 เวลา:17:38:59 น.  

 
ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลยค่ะ เชยไหม
แต่เห็นจขบ.คิดค่าอ่านเป็น1 คอมเมนท์ก็เลยมาร่วมพูดคุยอะไรหน่อย อาทิตย์ก่อนดูสารคดีทางทีวีช่องหนึ่งของฝรั่งเศสก็เลยเพิ่งรู้ว่าเหล่าบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นนี่มีอิทธิพลสูงมากๆต่อบรรดาห้องเสื้อและดีไซเนอร์ต่างๆ ช่วงนั้นเป็นช่วงเดินแบบเปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าปีหน้านะคะ ผู้สื่อข่าวตามติดบรรณาธิการโว้ค ฉบับปารีสไปทำข่าว เราเลยได้มีโอกาสเห็นว่าเธอเป็นผู้ทรงอิทธิพลจริงๆ สามารถทำให้งานเดินแบบของดิออร์ทั้งงานรอเธอได้


โดย: brasserie 1802 วันที่: 31 ตุลาคม 2549 เวลา:8:24:57 น.  

 
มาจ่ายเงิน ครับ

เสื้อผ้าเรื่องนี้ผมว่า ต้องคิดเผื่อให้มาถึงเวลาที่จะออกฉายด้วยอะครับ หมายถึงว่า มันก็ไม่ได้สวยเว่อร์วิเศษ ที่จะเป็น รันเวย เท่าไหร่ แต่อารมณ์ของหนัง ต่างหาก ที่ทำให้ ออกมาดูรู้สึกว่าสวย

แต่โดยรวมชอบนะครับ โดยเฉพาะป้า เมอร์


โดย: ออฟ IP: 203.188.7.143 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 เวลา:2:07:06 น.  

 
ตามมาอ่าน blog จากพันทิปค่ะ แต่ที่พันทิปเอาแต่อ่านอย่างเดียว เพราะว่าไม่มีอมยิ้ม
ชอบเรื่องนี้มากมายเช่นกันค่ะ เพราะดูแล้วสนุก อิ่ม มีอะไรให้ขบคิดต่อ แถมยังได้มาอ่านบทวิเคราะห์ของคุณจขบ.และท่านอื่นๆด้วยยิ่งดีขึ้นไปอีกเลยค่ะ
ส่วนอีกเรื่อง ที่ดูแล้วชอบอีกเช่นกันคือเรื่อง Car ค่ะ



โดย: i am IP: 203.150.105.10 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:23:09:55 น.  

 
ชอบเจ้าป้าเมอรีลมากครับ เล่นได้สุดยอด


โดย: bigwores วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:8:04:43 น.  

 
ไม่อยากจะบอกว่า เหตุผลที่ดูหนังเรื่องนี้ เพราะได้อ่านบทวิจารณ์ของคุณนั่นแหละค่ะ ขอบคุณมากๆ


โดย: iparty IP: 58.9.66.220 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:21:33:35 น.  

 
ตลกตอนเพื่อนนางเอกได้กระเป๋าใบใหม่

ขำที่นางเอกสามารถหาแฮร์รี่ พอตเตอร์เล่ม 7มาให้คู่แฝดอ่านได้
ทุกคนแสดงได้น่าทึ่งจริงๆค่ะ

ฉากแรกๆ ที่ก่อนมิรันด้าจะปรากฏตัว ที่คน
ในออฟฟิสวุ่นวาย มีคนหลบมิรันด้าเป็นแถว
นึกถึงตัวเองสมัยต้องเจอเจ้านายโหด จริงๆ
ไม่ใช่ที่ทำงานเราเป็นที่เดียวแฮะ
แต่ตอนนี้หลุดพ้นจากที่นั่นมาได้แล้ว
ไม่รู้อนาคตต้องเจอแนวคุณป้ามหาภัยแบบนี้อีกหรือเปล่า


โดย: and then IP: 202.5.87.154 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:22:55:20 น.  

 
ตอนอ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่ามันเครียดๆ..แต่พอมาเป็นหนังแล้วดูแล้วสบาย สนุก กว่าเยอะเลย...


โดย: narusaru วันที่: 15 เมษายน 2550 เวลา:14:42:44 น.  

 
มาจ่ายค่าอ่านค่ะ..ขอแสดงความคิดเห็นกับเค้าบ้างนะค่ะ อ่านฟรีมานาน ((ประเดิมเรื่องนี้ละกันนะหมอนะ...ชื่อถูกโฉลกอ่ะคะ อะไรมารๆเนี่ย อิอิ))..src=https://www.bloggang.com/emo/emo29.gif>ก็แสดงความคิดเห็นเรื่องวาทกรรมและมายาคติในความเป็นหญิงจากบทหนังนางมาร ดีกว่าเนอะ เพราะก็เป็นผู้หญิงหน่ะนะ แล้วอยากมองว่านอกจากความสนุกที่สาวๆชอบกัน หนังเรื่องนี้มันมีอะไรมากกว่าที่สาวๆคิด....คิดต่างๆจากคนอื่นบ้างละกัน....
หนังเรื่องนี้นำเสนอเนื้อหาในอุตสาหกรรม "แฟชั่น" ซึ่งเป็นการสื่อสารโน้มน้าวใจที่มีฤทธิ์เดชสูง และในหนังเรื่องนี้เราจะเห็นวาทกรรมและมายาคติในความเป็นหญิงอยู่หลายประการทีเดียวค่ะ...เช่นการมีรูปร่างผอมบาง การแต่งกายด้วยสินค้าแบรนด์เนม การที่จะเป็นคนที่ทันสมัยได้ในภาพยนตร์ถูกแสดงออกด้วยการอ่านนวนิยาย แฮรี่ พอตเตอร์ และดื่มกาแฟสตาร์บัคส์
นางเอกในเรื่องเป็นตัวแทนของผู้หญิงในรปแบบอุดมคติที่ถูกสร้างขึ้น ผ่านกระบวนการสร้างปทัสถานการยอมรับความเหมือน (norm of conformity) โดยมีการชี้ขาดความปกติ (normalizing judgement)เป็นเครื่องมือ บนฐานความคิดที่ว่าหากสิ่งใดไม่ปกติก็จะต้องทำให้ปกติ (normalisation) ในภาพยนตร์เห็นได้ชัดในฉากที่นางเอกเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเชยๆ ไม่ใช้สินค้าแบรนด์เนม ทำให้ถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยามจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน จนทำให้นางเอกต้องมีการปรับปรุงเรื่องการแต่งกาย และหันมาใช้สินค้าแบรนด์เนม นั่นหมายถึงความต้องการที่จะอยู่บนปทัสถานของการยอมรับความเหมือนนั่นเอง
...ในเรื่องปทัสถานความเหมือน ในหนังก็ชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวของการควบคุมและการบังคับตนเอง เช่นนางเอกต้องยอมลดนน. เนื่องจากวาทกรรมในหนังชี้ว่า คนผอมเท่านั้นที่ปกติ และคนอ้วนคือสิ่งไม่ปกติ จำเป็นต้องถูกทำให้ปกติ ซึ่งก็ต้องกำจัดไขมันส่วนเกิน เพื่อให้เป็นไปตามปทัสถานที่มีอยู่ ซึ่งชี้ให้เห็นแรงกดดันของสังคม (social pressure)ที่มีต่อผู้หญิงที่ไม่เพียงแต่จะบังคับให้ยอมรับกฎระเบียบต่างๆ แต่ยังให้ทำตามโดยการทำร่างกายให้เชื่อง (dolice bodies)
มายาคติ ในหนังเรื่องนี้เช่นการสร้างให้รองเท้าส้นสูงของปราด้า เข้ามามีอำนาจครอบงำผู้หญิง เพิ่มเติมความหมายให้มันเป็นยิ่งกว่ารองเท้า เป็นตัวแทนสนับสนุนความเชื่อและค่านิยมต่างๆ ซึ่งเข้ากันได้ จะถูกทำให้เป็นธรรมชาติ และทำให้เป็นสากลในความเชื่อมายาคตินี้...((เหมือนในไททานิคไงค่ะ...ฉากที่โรสโดนคลอเซ็ทกระดูกปลาวาฬ รัดเอวรัดตัวนั่นนะ ก็เป็นการแสดงถึงการโดนกดขี่ของเพศหญิง ให้อยู่ในกรอบของสังคม ดังจะเห็นฉากที่โรสนอนเปลือยกายให้แจ็ควาดภาพ เป็นการปลดปล่อยตัวเองออกจากกรอบ feel free ต่อมาพัฒนาการของกระดูกปลาวาฬนั้นได้กลายมาเป็นรองเท้าส้นสูง ...เป็นชิพที่ฝังอยู่ในสมองผู้หญิง...ซะแล้วล่ะ))
มายาคติที่เห็นอีกอย่างก็คือการกำหนดสร้างความเป็นหญิงในอุดมคติ ที่สร้างให้มิแรนด้า เป็นหญิงที่ประสบความสำเร็จในการงาน แต่ล้มเหลวในด้านอื่นๆ เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเกิดการกำหนดสร้างความเป็นหญิงไม่ควรเก่งหรือแกร่งกว่าผู้ชาย มิฉะนั้น..จะพบกับความเสียใจผิดหวังล้มเหลวในชีวิตครอบครัว
นอกจากนี้หนังยังสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมการทำงานของต่างประเทศ เช่น ในต่างประเทศก็จะต่างกับประเทศไทยตรงที่ ส่วนใหญ่ จะมอง out put เป็นหลัก เปรียบเทียบกับวัฒนธรรมการทำงานในเมืองไทยแล้ว ยังอาศัยอย่างอื่นประกอบหลายอย่าง และยังชี้ให้เห็นว่าวัฒนธรรมการแต่งกายมีอิทธิพลในการทำงานที่แตกต่างกันไป การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรส่งผลดีต่อความก้าวหน้าในอาชีพ

หนังได้ตีแผ่ให้เห็นถึงมายาคติของความเป็นผู้หญิง และการตอกย้ำการกดขี่ที่เรารับชมด้วยความสนุกสนานเบิกบาน... อันแฝงเร้นอยู่ในภาพยนตร์ โดยภาพลักษณ์ของผู้หญิง “ที่ดี” ในอุดมคติ สิ่งที่ผู้หญิงควรจะทำ หรือไม่ควรจะทำได้ถูกถ่ายทอดผ่านสิ่งที่เราเรียกว่าเป็น “ความบันเทิง” ในรูปแบบหนึ่งนี้อยู่ตลอดเวลา และเป็นปฏิกริยาสะท้อนกลับไปมาไม่รู้จบระหว่างผู้สร้างและผู้ชม การประกอบสร้างอุดมการณ์ทางเพศให้เกิดขึ้น
.... เมื่อลองพิจารณาตัวละครและเรื่องราวที่ปรากฏใน ภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วจะพบว่า จะมีลักษณะของการถูกจำกัดจำเขี่ยและอยู่ภายใต้อุดมการณ์ทางเพศ หากมองเฉพาะตัวละครหญิงก็จะพบเพียงภาพของหญิงสวย (แต่โง่ตกเป็นทาสแฟชั่น) ผู้หญิงในฐานะวัตถุทางเพศ (แต่งกายเปิดเผยเนื้อตัว,ดาวยั่ว) ผู้หญิงในฐานะของเหยื่อ (โดนพระรองหลอกให้มีความสัมพันธ์ทางเพศด้วย) ผู้หญิงฉลาด(แต่ชีวิตครอบครัวล้มเหลว,หย่าร้าง) ฯลฯ
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นการตอกย้ำวิถีแห่ง เพศหญิงในฐานะผู้ถูกกระทำและวัตถุทางเพศ และหากผู้ชมได้ดูภาพดังกล่าวบ่อยครั้ง ก็ย่อมมีทัศนะมองผู้หญิงในฐานะวัตถุทางเพศในที่สุด ผลด้านลบจากภาพลักษณ์ในรูปแบบอุดมคติมีปรากฎให้เห็นในสังคมบ่อยครั้ง ทั้งการ ฆ่า ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย โศกนาฏกรรม หรือความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ยังรอการแก้ไขและเปลี่ยนแปลง...และเรามักจะเห็นการผลิตภาพลักษณ์ของผู้หญิงในลักษณะอุดมคติอย่างซ้ำซากและต่อเนื่อง...ในความคิดเรานะ อาจเป็นเพราะวงการภาพยนตร์มีแต่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ก็อาจมองผ่านเลนส์ด้วยสายตาผู้ชาย หากมีผู้หญิงเข้าไปทำกันเยอะๆมันจะเปลี่ยนแปลงไม๊หนอ หลายสิ่งหลายอย่างเนี่ย...ก็ลองเอะๆ หรือคิดๆกันดูเล่นๆ ... แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะคะ อย่าคิดมากกกกกกกก



โดย: rachel IP: 124.121.200.97 วันที่: 17 เมษายน 2550 เวลา:20:48:50 น.  

 
เพิ่งได้ดูครับ สำหรบคนวัยทำงานแล้ว ซักพักนึง ไม่ทราบว่าจะเห็น / รู้สึกอย่างนึงเหมือนผม หรือเปล่า นั่นก็คือ การที่คุณได้มีโอกาสการทำงานกับ สถานที่ / คนที่เป็นระดับสุดยอดของสายงานนั้นๆเนี่ยถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี แต่กลับกันก็จะเป็นอะไรที่เสียเวลาและโอกาสของชีวิตทีเดียว


โดย: Movie Mania IP: 202.57.178.30 วันที่: 17 เมษายน 2550 เวลา:22:24:05 น.  

 
เราชอบเรื่องนี้มากๆเลย
ดูแล้ว เราเองนี่แหละ จิตวิญญาณเดียวกับมิแรนด้าแต่เผอิญเป็นไม่ได้เจ๋งแบบมิแรนด้า

ชอบ Emily Blunt ในบท Emily มากๆ


โดย: วัตถุ22ให้ความหวานแทนน้ำตาล วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:14:49:09 น.  

 
สวัสดี งง หละสิ
เออผงก็งงเหมืองกังแหยะเพราะฉะนั้นผง ZaYoNaRa แล้วกันนะงับขอไปงีงก่อน


โดย: YaGuZa IP: 125.25.161.124 วันที่: 6 สิงหาคม 2550 เวลา:18:42:29 น.  

 
ชอบเรื่องนี้มากๆๆๆ เลย ตัวละครเยี่ยมมากๆ แต่ตอนดูจบเราคาใจอยู่นิดหน่อยว่ามันมีอะไรสักอย่างที่เราไม่เข้าใจ พอมาอ่านบทความนี้ก็เข้าใจมากขึ้นขอบคุณค่ะ...


โดย: หงส์ IP: 58.10.167.201 วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:13:50:22 น.  

 
Perfect Meryl Streep ....


โดย: MS IP: 58.136.110.210 วันที่: 13 สิงหาคม 2550 เวลา:16:12:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
8 ตุลาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.