www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

War of the Worlds , เมื่อสปีลเบิร์กเลิกรักมนุษย์ต่างดาว



ผม.....ยังไม่เคยเห็นมนุษย์ต่างดาว ดังนั้นการดูหนังที่เป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว เป็นเหมือนการที่ผู้กำกับนำสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของคนดู ออกมาให้เกิดโลดแล่นบนโลกของความเป็นจริง มันย่อมสร้างความตื่นเต้นอยู่เสมอกับการรอดูว่าหนังเรื่องนั้น มนุษย์ต่างดาวจะมีหน้าตาอย่างไร มียูเอฟโอหรือไม่ มันมาแบบเป็นมิตรหรือเป็นศัตรู ฯลฯ ต่อให้หนังโม้ในส่วนนี้ยังไงผมก็เชื่อเพราะผมไม่เคยคบกับมนุษย์ต่างดาวมาก่อน ต่างจากหนังที่พูดถึงภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วมโลก ฯลฯ ที่เราเองอาจเคยเห็นมาบ้างไม่จากชีวิตจริงก็จากข่าว มันทำให้ยังมีพื้นฐานความคิดว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร คนสร้างจะมาหลอกกินเงินคนดูก็คงยาก นอกจากจะทำการบ้านมาให้ดี น่าแปลกที่ทุกครั้งผมดูหนังมะนาวต่างดุ๊ดมนุษย์ต่างดาว เช่น E.T. / ID4 / Mars attack มันก็รู้สึกแค่ว่าพวกนั้นกระโดดโลดแล่นในโลกจินตนาการ ไม่สนุกก็ลุ้นหรือไม่ก็ซึ้ง แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะรู้สึกเหมือนกับว่าพวกมันมาอยู่ในโลกใบเดียวกันจริงๆ

สปีลเบิร์ก ....ทำในสิ่งที่คนไม่เคยเห็นให้คนเชื่อมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไดโนเสาร์, มนุษย์ต่างดาว หรือ โลกอนาคต สิ่งเหล่านี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นของตายในมือ(ยกเว้น Hook ที่ตายจริงๆ) เป็นความสำเร็จที่ถล่มทลายอยู่เสมอของเขา ตรงข้ามกับหนังที่เขาเลือกสร้างจากสิ่งที่คนรู้จักกันดีอยู่แล้วเช่นเรื่องของ จิตใจคน เรื่องของสังคม ผลออกมาก็จะล่มบ้างรุ่งบ้างสลับกันไป สำหรับผมแล้ว สปิลเบิร์กเสกจินตนาการได้ในระดับสุดยอดแต่สร้างเรื่องราวที่มันสัมผัสจิตใจที่เป็นด้านมืดและโลกที่โหดร้าย โลกของจริง ได้ไม่ถึงความเป็นสุดยอดเหมือนส่วนจินตนาการ เขาสร้างโลกของเด็กออกมาได้ดีเสมอเป็นพ่อมดที่เข้าใจโลกของเด็กได้อย่างแตกฉาน ชนิดที่ว่าเขาสามารถจะเสกมนต์เป่าโลกวัยเด็กในใจคนดูให้ออกมาเริงร่าได้ไม่ยากแต่เมื่อเขาอยากสำรวจโลกของผู้ใหญ่ โลกเขากลับเหมือนนักเดินทางที่ยังไม่เข้าใจมันมากพอ เช่นกันหากเป็นหนังที่มองโลกในด้านบวกเขาจะทำออกมาได้ดี ตรงข้ามกับหนังที่มองโลกในด้านลบเขาจะทำแบบกล้าๆกลัวๆ ผลในท้ายที่สุดแล้วหนังที่เล่นกับด้านมืดของเขาก็มักจะมีแสงสว่างอยู่ที่ปลายทางเสมอ

แม้แต่หนังที่หลายคนยกย่องว่าเป็น Masterpiece ที่เขาสร้างขึ้นแบบจริงจังอย่าง Schindler's List ผมเองก็ยอมรับว่าเป็นหนังที่ดีแต่มันยังทำได้ไม่ถึงอรรถรสทางใจได้เท่าหนังอย่าง Jurassic Park / E.T. ไม่สะท้อนความรู้สึกสมจริงได้เท่ากับงานที่คล้ายๆกันอย่างHotel Rwanda อีกจุดหนึ่งที่งานยุคหลังๆของสปีลเบิร์กมันมีปัญหาอยู่เสมอคือเขาจบหนังได้ไม่ลง ไม่แน่ใจว่าเพราะความเป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีด้วยหรือไม่ที่ทำให้เขาไม่สามารถจะจบ AI. หรือThe Terminal ได้กระชับกว่าที่เป็นอยู่ หลายเรื่องของเขาที่หนังพยายามจะยืดจบเพื่อให้แสงสว่างให้ความหวังแก่ตัวละคร กลัวว่าจะทำร้ายตัวละครมากเกินไปและมันทำให้หนังไม่มีพลังเท่าที่ควร

War of the Worlds คือหนังของ สปีลเบิร์ก ที่ ผม อยากดูมากที่สุด.....งานยุคหลังของเขาส่วนใหญ่ก็อยู่ในเกณฑ์ดีทุกเรื่อง หนังที่ผมชอบมากที่สุดและรู้สึกว่ามันลงตัวมากที่สุดและเป็นการสัมผัสโลกของผู้ใหญ่ได้จริงที่สุดของเขาคือ Minority Report นี่เป็นหนังที่เล่นกับจิตใจด้านมืดซึ่งเป็นส่วนที่สปีลเบิร์กไม่ถนัดเท่าไหร่ + จินตนาการ(โลกอนาคต/การเสกสิ่งที่คนไม่เคยเห็นให้เป็นภาพ) ซึ่งเป็นส่วนถนัดมากที่สุดของเขา เขาพิสูจน์ว่าเมื่อมีของตายในมืออยู่เขาก็สามารถเสกสิ่งที่ไม่ถนัดให้ออกมาดีได้ ดังนั้นเมื่อ War of the Worlds ถูกสร้างขึ้นตามตัวต้นฉบับ (เท่าที่จำได้นี่น่าจะเป็นเรื่องแรกที่เขาสร้างงานจากต้นฉบับที่เคยสร้างไว้แล้ว) เป็นงานที่เขาบอกว่าจะมีความสมจริงในโลกของจินตนาการ พร้อมกับหนังตัวอย่างที่แสดงออกมาดังราคาคุยไว้ นั่นทำให้ผมเสียเงินไป 100 บาทที่ F MBK เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตอน19.30น.เพราะอยากดูว่าจาก Minority Report มาจนถึงครั้งนี้เขาจะพัฒนางานตัวเองให้คนดูตื่นตะลึงได้อีกแค่ไหน ยิ่งครั้งนี้จะต่างออกไปอีกด้วยเมื่อสปีลเบิร์กเลิกที่จะให้มนุษย์ต่างดาวมาในฐานะมิตรของมวลมนุษย์ อาทิเช่น E.T./A.I. หรือเขาจะเลิกรักมนุษย์ต่างดาวเสียแล้ว ?

.....ในส่วนของการนำเสนอสิ่งที่คนดูไม่เคยเห็น สปีลเบิร์กทำดีตามที่ตัวเองถนัด หนังให้ภาพการรุกรานของศัตรูนอกโลกได้น่าเชื่อถือมากที่สุดเรื่องหนึ่งจากตระกูลมนุษย์ต่างดาว จนใกล้เคียงประหนึ่งเป็นสารคดีเรื่องจริงจากต่างดาว เรียกได้ว่าหากผมจะต้องเจอมนุษย์ต่างดาวมาบุกโลกจริงๆ หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้แน่นอน หนังฉายภาพความหวาดหวั่น หวาดกลัวของหมู่มวลมนุษย์ได้ดี จนผมเองดูไปก็รู้สึกเหนื่อยไปด้วยตลอด การดัดแปลงที่มาของเหล่ามนุษย์ต่างดาวทำได้อย่างฉลาดและเสียดสีความหมกมุ่นจนไม่สนใจโลกรอบตัวของมนุษย์ยุคปัจจุบันได้ดี ตั้งแต่นาทีแรกจนถึงฉากพระเอกวิ่งกลับมาปัดฝุ่นมนุษย์บนใบหน้าที่บ้านเป็นช่วงเวลาที่ผมทึ่งและน่าจดจำ

...แต่ในทางตรงข้ามความไม่น่าเชื่อถือของหนังกลับมาปรากฎในส่วนที่เราทุกคนรู้เห็นกันดีคือ การนำเสนอส่วนเรื่องราวของมนุษย์ ไอ้การที่ให้พระเอกวิ่งหนีลำแสงที่สาดกระหน่ำทำลายคนรอบตัวแล้วรอดอยู่คนเดียว ยังพอรับได้อยู่ แต่หลังจากนั้นรูโหว่ของบทหนังที่เป็นความบังเอิญ ความจงใจ ไม่น่าเชื่อก็ตามมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การที่ให้รถของพระเอกเป็นคันเดียวที่แล่นได้, ลูกชายที่เกิดนึกอยากเห็นมนุษย์ต่างดาวซะเหลือเกินบนเนินรบเพียงเพื่อหวังผลจากฉากถัดมา , ที่บอสตันพบกับญาติแต่งกายสวยงามรอรับกลับบ้านท่ามกลางการราบพนาสูรและโทรมแสนสาหัสของคนรอบตัวที่ไม่ใช่ครอบครัวนี้ ฯลฯ ทำให้เรื่องราวทั้งหลายในหนังดูน่าเชื่อถือสมจริง ยกเว้นแต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวของพระเอก ที่ดูเป็นการจงใจจัดให้โดยผู้กำกับและทำให้ไม่สามารถรู้สึกคล้อยตามได้อย่างสนิทใจ

….ในตระกูลหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลกนั้นจะคล้ายคลึงกับหนังมหันตภัยถล่มโลก ตรงที่มุมมองของผู้กำกับเลือกมองได้ทั้งภาพกว้างคือมองภาพรวมของผลกระทบทั้งหมดที่เกิดกับโลกตัวอย่างนี้คือ ID4 เราจะได้ดูความล่มสลายทางอารยธรรมผ่านสถานที่สำคัญถูกทำลายหรือความตื่นตระหนกเอาตัวรอดของมวลมนุษยชาติ และ อีกมุมมองหนึ่งคือมุมมองภาพลึกที่เน้นถ่ายทอดผ่านเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา หรือเรื่องของความสัมพันธ์ เช่น Signs สำหรับ War of the Worlds หนังเลือกมองทั้งสองด้าน ในด้านกว้างนั้นน่าเสียดายที่หนังออกจะชาตินิยมไปนิดที่มีแต่เรื่องราวและภาพของอเมริกัน นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่อาจไม่สามารถครองความรู้สึกร่วมของคนดูชาติอื่นๆได้มากนัก ในขณะที่ในด้านลึกหนังเน้นไปที่เรื่องราวของตัวละคร Ray Ferrierและลูกๆ

สำหรับผมมองแง่มุมดราม่าของหนังเรื่องนี้ที่พยายามจะนำเสนอเป็น 2 ส่วน

1.โลกของ Ray Ferrier .... เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเหมือนอยู่เพื่อตัวเอง ล้อมรอบด้วยผู้คนที่ไม่ศรัทธาในตัวเขาทั้งเพื่อนร่วมงาน ภรรยาเก่า ไปจนถึง ลูกไม่ภูมิใจในตัวพ่อ การมาหาพ่อสุดสัปดาห์ประหนึ่งหน้าที่ที่ต้องทำ และตัวพ่อเองนั้นก็แสดงความเป็นพ่อที่รักลูกแต่ไม่เข้าใจลูกไม่เคยใส่ใจกระทั่งว่าลูกแพ้อาหารอะไร ลูกต้องไปอยู่กับพ่อเลี้ยงและแม่ จนลูกยังไม่อยากจะเรียกพ่อว่าพ่อ เรื่องราวในส่วนนี้ที่เกิดคู่ขนานไปกับสงครามล้างโลกเป็นอีกพล็อตที่เข้าท่าสมกับชื่อเรื่องที่ World มี s ต่อท้าย เป็นการเล่าเรื่องสงครามชีวิตใน โลกของชายคนหนึ่งที่มีปัญหาในครอบครัวและสนใจแต่ตัวเอง ไปพร้อมๆกับสงครามล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อยู่บนโลกใบเดียวกัน

...น่าเสียดายที่หนังสร้างความเป็นพ่อที่พยายามทุกวิถีทางในการปกป้องลูกให้พ้นจากอันตรายได้ดีแค่ใส่ฉากกล่อมลูก ฉากห้ามปราม ฉากปกป้องลูก ซึ่งได้ผลบ้างในบางฉากแต่ส่วนใหญ่มันทำได้แค่ผมรับรู้แต่ไม่สามารถอินไปกับมันได้ และ เรื่องราวความสัมพันธ์พ่อ-ลูก กับตัวตนของพระเอกนั้น เมื่อเจอมนุษย์ต่างดาวมันก็แช่แข็งไปจนจบ เราไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวพระเอกเลยเมื่อเทียบย้อนกลับไปในสิ่งที่หนังปูไว้ พัฒนาการในส่วนนี้เองเป็นส่วนที่หนังพยายามจะเน้นแต่หนังไม่สามารถพาคนดูให้ไปถึงอารมณ์ความรู้สึกที่พยายามจะสื่อสารออกมาได้ นอกจากนี้ความเป็นดราม่าที่จงใจจัดให้ มันก็ไม่เนียนกับหายนะที่กำลังเกิดเท่าไหร่ ช่วงที่หนังพยายามจะเป็นดราม่าเหมือนกับโลกทั้งใบจะหยุดเพื่อช่วงเวลานี้ก่อน จนเมื่อซีนที่เป็นดราม่าช่วงนี้สิ้นสุดลง มนุษย์ต่างดาวจึงจะเริ่มบุกรุกรานครอบครัวนี้กันต่อ ความเป็นดราม่าในโลกของRay Ferrierจึงไม่ชัดเจนและไม่น่าเชื่อถืออย่างที่ผู้สร้างพยายามอยากจะให้เป็น

2.โลกของมวลมนุษยชาติ ...ในอีกด้านที่เล่าเรื่องสะท้อนผลกระทบจากการทำลายล้าง ไม่ว่าภาวะเครียด กดดัน(หลายตอนที่เราได้เห็นว่า ความเลวร้ายของมนุษย์ที่รู้จักกันดีกระทำต่อกัน ก็แทบไม่ต่างจากสิ่งที่มนุษย์ต่างดาว ที่เทียบแล้วก็เหมือนคนแปลกหน้า กระทำกับมนุษย์) ความตื่นตระหนก การปกป้องคนที่รัก ฯลฯ หนังทำได้ดีกว่าข้อแรกมาก ฉากที่ท่าเรือแม้ดูไม่ได้มีเทคนิคที่ตระการตา แต่มันก็ให้ความรู้สึกร่วมที่เครียดกดดันให้กับคนดูได้เป็นอย่างดี

ผมชอบที่หนังบอกว่าแต่ละวันมนุษย์เราหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง มากเสียจนละเลยสิ่งรอบตัวจนไม่รู้ว่าภัยนั้นอยู่รอบตัวเราใกล้กว่าที่คิด(และหนังก็วางคาแรคเตอร์ตัวพระเอกให้เป็นตัวแทนของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่สนใจแต่ตัวเองได้ชัดเจนที่สุด) ในอดีตการมาของมนุษย์ต่างดาวบนจอนั้นเป็นสัญลักษณ์ของหลายอย่างตามแต่จะตีความ มาถึงปัจจุบันการตีความสัญลักษณ์นี้ไม่ได้การพูดถึงเท่าไหร่นัก และมันก็คงจะเชยไปแล้วหากจะไปตีความเหมือนกับในอดีต แต่เมื่อหนังเปลี่ยนที่มาของมันและมีการเกริ่นบรรยายตอนต้นนั้นทำให้ การมาของมนุษย์ต่างดาวครั้งนี้ก็เป็นเสมือนการลงโทษมนุษย์ ไม่ต่างจากการมาของน้ำท่วม ไฟไหม้ป่า ภัยแล้ง ฯลฯ ที่มันเป็นไปตามวัฏจักรและเราเองก็มีส่วนร่วมในการถูกคุกคามหากเรายังนิ่งเฉยอยู่กับตัวเอง

.....งานด้านเทคนิคยอดเยี่ยมชนิดไร้ที่ติตอบสนองเรื่องราวได้อย่างน่าทึ่ง ภาพที่ปรากฎมาทำให้ผมเชื่อได้จริงๆว่านี่ละจะเป็นผลลัพธ์หากพวกมนุษย์ต่างดาวบุกโลกเรา ฉากจากหนังตัวอย่างที่ชุมชนพระเอกพังถล่มทลาย รถลอยฟ้าพลิกรางไล่หลังชาวบ้าน , ฉากการฆ่าทำลายล้างด้วยแสง,Tripods ทั้งหลายแหล่ ฯลฯ เป็นงานเทคนิคที่ผมมองว่าดีที่สุดในหนังมนุษย์ต่างดาวเท่าที่สร้างมา จะยกเว้นก็แต่ตัวมนุษย์ต่างดาวหัวยาว ที่ผมไม่ประทับใจไม่ใช่อย่างที่คาดไว้ (นึกว่าสปิลเบิร์กจะเสกอะไรออกมาที่แปลกใหม่กว่านี้) จังหวะเล่นสนุกกับความรู้สึกคนดูที่เป็นความตื่นเต้น ก็ยังเป็นงานถนัดของสปิลเบิร์กที่ทำออกมาได้ในระดับมาตรฐานเช่นเดียวกับไดโนเสาร์บุกโลก (ฉากหัวงูของTripods สอดส่ายในบ้าน สร้างความลุ้นหายใจไม่สะดวกอยู่เหมือนกัน) ในส่วนของนักแสดงแม้จะกรี๊ดจนเกินไปนิดแต่ Dakota Fanning ก็ยังเป็นความเยี่ยมของวัยเยาว์ที่ไม่ลดรัศมีตัวเองลงได้เลย ผมชอบการแสดงของTom Cruise ในเรื่องนี้ที่ไม่พยายามฉายความเป็นทอมครูซให้มากเกิน ผมเองรู้สึกว่าเขาในหนังเรื่องนี้ยังแสดงดีกว่าที่ไปอยูในหนังดราม่าเน้นรางวัลหลายเรื่องที่เขาเคยเล่นด้วยซ้ำ

สิ่งที่ชอบ

1.ความสมจริงในโลกจินตนาการ....เป็นงานสร้างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าการมาของมนุษย์ต่างดาวอาจเกิดได้จริง และ ถ้ามันเกิดจริงมันก็น่าจะเป็นแบบหนังเรื่องนี้ หนักแน่นและน่าเชื่อถือ เป็นหนังมนุษย์ต่างดาวเรื่องแรกของผมที่ก่อความรู้สึกร่วมให้กับคนดูเสมือนเป็นหนึ่งผู้ประสบภัยที่ดูไปก็เหนื่อยไปเครียดไปตลอดเรื่อง

2.งานสร้าง+เทคนิค....ยอดเยี่ยม

3.ดราม่า...ชอบตรงที่หนังใส่ใจในส่วนของความรู้สึกนึกคิดของชาวโลกมากไปพอๆกับการใส่ CG โชว์การทำลายล้าง ไม่ใช่เป็นแค่หนังถล่มโลกเอามันส์เข้าว่าอยู่อย่างเดียว

4.การแสดงของTom Cruise และ Dakota Fanning ....รายแรกฉากที่ต้องแสดงความกลัว ความสิ้นหวัง ภาวะจนตรอกรวมไปถึงความเป็นพ่อที่ไม่เอาไหนในช่วงแรกเขาแสดงได้ดีเหลือเกินกับเรื่องนี้ และรายหลังเรื่องนี้อาจไม่ใช่การแสดงชิ้นที่ดีที่สุด แต่เธอก็ยังคงรักษามาตรฐานตัวเองได้อย่างดี การแสดงออกด้วยสีหน้ายอดเยี่ยมอย่างร้ายกาจ (ฉากที่บอกความกลัวของตัวเองโดยไม่กรี๊ดนั้น สุดยอด)

5.ฉากแรกไปจนถึงเมื่อตอนพระเอกกลับมาล้างหน้า...จัดได้เข้าขั้นคลาสสิค ตั้งแต่การปูเรื่องให้คนดูค่อยๆเห็นธรรมชาติที่ผันผวนไปจนถึงการเปิดตัว Tripodsและทำลายมนุษย์ก็ทำออกมาได้น่าทึ่ง

6.การดัดแปลงที่มาของมนุษย์ต่างดาว

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.ความไม่สมจริงในโลกของความจริง...รูโหว่มากมายที่ยกตัวอย่างข้างต้น มันทำให้ผมคล้อยตามได้แค่เรื่องราวและความรู้สึกในด้านของผู้ประสบภัยแต่ไม่คล้อยตามในเรื่องราวของพ่อลูกครอบครัวนี้

2.ตอนจบ...ผมไม่ได้ไม่ชอบตอนจบที่เป็นของเหล่ามนุษย์ต่างดาวหัวยาว จุดนั้นผมยอมรับได้เพราะต้นฉบับและหนังหลายต่อหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Signs , ID4 , Mars attack ฯลฯ ก็มีชะตากรรมบั้นปลายที่พ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ไม่คาดคิดคล้ายกัน(ขนาดให้ตายเพราะแชมพูก็ยังมีมาแล้ว) สิ่งที่ไม่ชอบของตอนจบคือตอนที่พระเอกมาถึงบอสตันบวกกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 มันทำให้ดูเป็นความจงใจจบสวยงามแถมยังดูไม่สมจริงอีกต่างหาก และเป็นอีกเรื่องที่ย้ำว่า สปิลเบิร์กมีความสามารถในด้านการจบหนังได้แย่สุดในบรรดาความสามารถทั้งหลายของเขาช่วงหลังๆ

3.ดราม่า...ไม่ชอบตรงที่การมีของมันนั้นเป็นแค่ ดีที่มีแต่ที่มีไม่ดีเท่าที่ควร

สรุป.....งานชิ้นนี้เป็นส่วนผสมของหนังมนุษย์ต่างดาวล้างโลกอย่าง ID4 และหนังหายนะอย่าง The Day After Tomorrow ผมคาดหวังกับเรื่องนี้ไว้สูงก็เลยผิดหวังตรงที่บทหนังมีรูโหว่และความเป็นสปีลเบิร์กในช่วงหลังนั่นคือ จงใจอย่างชัดเจนอยู่มากเกินไป ตอนจบที่ทำได้ไม่กระชับลงตัว หากยกเว้นส่วนนี้ไปนี่เป็นหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลกที่ทำออกมาได้อย่างไม่มีที่ติและสมจริงอย่างมาก ในส่วนภาพรวมและงานสร้างเป็นงานที่คิดว่าถ้าไม่ใช่สปีลเบิร์กมาทำ ก็คงไม่มีใครจะสร้างจินตนาการได้ออกมาตระการตาและควบคุมงานสเกลใหญ่ขนาดนี้ได้ดีเท่าเขาในยุคปัจจุบัน คุ้มค่าตั๋วกับการเสียเงินไปดูในโรงอย่างยิ่ง

ปล...สปีลเบิร์กคงนึกไม่ถึงว่า "รถไฟ" จะโดนใจคนไทยมากเป็นพิเศษ





ความเห็นของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป

ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง


Create Date : 01 กรกฎาคม 2548
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2548 20:19:11 น. 42 comments
Counter : 4064 Pageviews.

 
ผมว่าหนังมันดีอ้ะคับ แต่พร่องไปหน่อยโดยเฉพาะตอนจบที่ไม่น่าเชื่อว่าพี่แกจะทำออกมไาด้แค่นี้เอง


โดย: หมื่นทิพ TRAVOLTA (เทพบุตรตบะแตก!! ) วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:1:12:55 น.  

 
เป็นอีกเรื่องที่ตั้งใจจะไปดู แต่แหม...จะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งทอดอารมณ์ในโรงหนังล่ะเนี่ยเรา


โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:1:38:54 น.  

 


โดย: ยัยแก้มบุ๋ม : ) วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:8:14:56 น.  

 
ยังไม่อ่านนะคะ
จะไปดูอาทิตย์นี้แหละ

=)


โดย: hunjang วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:8:25:08 น.  

 
มาอ่านตามประสาแฟนประจำค่ะ

แต่อ่านแบบข้ามๆ เผื่อได้ไปดู

ได้ไปดูแล้วจะมาอ่านเอาอย่างละเอียดอีกทีนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:9:52:37 น.  

 
อ้อ..ลืมบอกไป

ชอบหัวข้อที่คุณตั้งจัง

"เมื่อสปีลเบิร์กเลิกรักมนุษย์ต่างดาว"



โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:9:55:36 น.  

 
ไปดูมาเมื่อวาน ดูแล้วก็รู้สึกว่าสนุกดี แต่ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องนำมาสร้างใหม่อีกครั้ง ตอนจบที่ให้มนุษย์ต่างดาวต้องมาเสียทีต่อเชื้อโรคไม่ค่อยน่าประทับใจจริงๆ ที่จริงคนดส่วนใหญ่ก็น่าจะรู้ตอนจบของหนังดีอยู่แล้วเพราะหนังเรื่องนี้(ฉบับที่สร้างครั้งแรก)คือต้นตำรับที่ให้มนุษย์ต่างดาวพ่ายแพ้เชื้อโรค ก่อนที่จะมีหนังอีกหลายเรื่องเจริญรอยตาม

หนังมีช่องโหว่มากมาย อย่างเช่นเรื่องที่บอกว่ามนุษย์ต่างดาวใช้เวลาแอบมองดูโลกเราและวางแผนจะยึดครองโรคมาเป็นล้านปีแล้ว ไม่รู้มันจะใช้เวลาวางแผนอะไรนานขนาดนั้น แสดงว่ามนุษย์ต่างดาวพวกนี้คิดอะไรทำอะไรช้ามากๆๆๆ ถ้ามันยึดครองโลกไปตั้งแต่ล้านปีที่แล้วก็คงจะสำเร็จไปนานแล้ว แถมมีเวลาศึกษาวางแผนนานขนาดนั้นยังเหมือนกับไม่ได้ศึกษาอะไรมาเลย จึงต้องมาแพ้ง่ายดายขนาดนั้น

ยกตัวอย่างแค่นี้แล้วกัน เพราะเดี๋ยวคนมาอ่านก่อนดูจะดูไม่สนุก (ขอโทษด้วยนะครับ--คนที่ยังไม่ได้ดู)

โดยรวมหนังก็ดูสนุกตื่นเต้นพอใช้(ถ้าไม่คิดอะไรมาก) แต่ผมว่าหนังเรื่อง Signs ให้อารมณ์ลุ้นระทึกมากกว่าโดยไม่ต้องใช้ทุนสูงมากเท่านี้



โดย: 9A วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:40:51 น.  

 
เป็นคนที่ลึกซึ้งในการดูหนังและวิจารณ์หนังจังเลยนะคะ
เราก็ชอบดูคะ...แต่วิจารณ์ไม่เก่งเลย...
เวลาออกจากโรงมามีความรู้สึกเพียง..อิ่มใจหรือว่าไม่อิ่มใจเท่านั้นเองคะ..
เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่อยากดูคะ


โดย: เมฆน้อยสีฟ้า วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:13:06:25 น.  

 
มาอ่านวิจารณ์ค่ะ เพราะว่าจะไม่ไปดูเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลไร้สาระบางประการ


โดย: rebel วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:15:48:02 น.  

 
หนังของพ่อมด สปีลเบิร์ก นี่เรื่องฉากต้องยอมรับ ว่าทำได้เนียลกว่าใครๆ อย่าง เมทริก นี่ยังดูออกอย่างชัดเจนว่า บางฉากเป็น เอนิเมชั่น
ผมเริ่มได้ยินชื่อ สปีลเบิร์ก ตั้งแต่ยังอยู่บ้านนอกเลย ตอนนั้นจำได้ว่าเรื่อง ET ดูแล้วกลับบ้านมาบ้า ปั่น BMX จนหัวล้านข้างแตก อยู่พักหนึ่ง

ส่วนที่ชอบของหนัง สำหรับผมนอกจากฉากทำลายล้างแล้วยังมีอีกตอนหนึ่ง ที่พระเอก เพิ่งจะหนีจาก มะนาวต่างนุช มาแล้วเข้ามาในบ้านเจอ ลูกทั้งสองคน แล้วมีอาการ ช๊อค ลูกๆถามก็ไม่ตอบ แล้วก็ทรุดลงน่งใต้โต๊ะ จนลูกสาว เอื้มมือมาจับไหล่พระเอก แล้วพระเอกก็สดุ้งจนหัวเกือบโขกกับโต๊ะ

ส่วนไม่ชอบก็เห็นจะเป็นว่าเรื่องมันไปคล้าย ID4 มากไปซ่ะหน่อย (ความเห็นของผมส่วนตัวผมนะครับ)

เรื่องนี้ถ้าใครถามผมว่าเป็นไง ผมก็จะบอกไปว่า มนุษย์ต่างดาว ตายเพราะโรคท้องร่วง ก็ในหนังสื่อว่า ตายเพราะเชื้อโรค แล้วสังเกตุดูไหมว่าก่อนที่ เจ้า 3 ขา จะพัง มันจะมี ของเหลว (สีแดง) ทะลักออกมาก่อน ซึ่งผมคงเข้าใจว่า มันน่าจะท้องเสียแน่ๆเลย


โดย: merf1970 วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:16:07:54 น.  

 
ผมก็มีความรู้สึกเหมือนจขกท.ตรงที่ "ช่องโหว่" มันเยอะเกินไปนี่เเหละ ซึ่งขอชื่อชมว่าคุณเขียนบทวิจารณ์ได้ดีมากครับ ตรงตามความรู้สึกผมทุกอย่าง เขียนได้เป็นกลาง ตรงไปตรงมา
ปล. ขอชื่นชนคุณ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ติดตามบทวิจารณ์คุณมา เขียนได้ดีไม่มีลำเอียงเลยนะ (ในความคิดผม) ขอให้คงเส้นคงวาอย่างงี้ต่อไปครับ เเละจะติดตามผลงานของคุณต่อไป


โดย: ramai IP: 221.128.103.114 วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:20:10:43 น.  

 
เฉยๆคะ
ออกมาจากโรงยังอึ้งๆอยู่เลย
มันมีหลายๆจุดที่ไม่ smooth อย่างที่ คุณ
"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ว่านะแหละคะ
ไม่ใช่ไม่ชอบเพราะพระเอกเรื่องนี้ไม่ได้เป็น Hero หรือ ไม่ได้ถือปืนไปไล่ยิง Aliens นะคะ
แต่ไม่ชอบเพราะรู้สึกว่าบางฉากไม่สมเหตุสมผล
ซึ่งคุณ"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ได้บอกไปแล้ว

ช่วงนี้เป็นไรไม่รู้
ดูหนังในโรงไม่สนุกเลยคะ
สู้เช่าหนังเก่าๆมาดูก็ไม่ได้

อ๋อ เรื่องนี้ Tom cruise เล่นดีนะคะ
ส่วน นู๋ Dakota เล่นดีอยู่แล้ว


โดย: tong IP: 202.28.181.8 วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:31:04 น.  

 
ไว้กลับกทม.จะไปดูค่ะ


โดย: ต๋องตึง วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:39:55 น.  

 
คิดเหมือนกันครับ ช่องโหว่ และความสมจริง ในแง่ความเป็นจริง หลายอย่างมันชวนให้เคลือบแคลงสงสัยอย่างมาก
หลายเหตุการณ์ มันไม่มีเหตุผล มารอบรับเลย

เทคนิค ความสมจริง ด้านภาพดีมากก

แต่ ผมชอบตอนจบ ของ signs กับ id4 มากกว่าล่ะ (ไม่ต้องไปพูดถึง เอาแชมพู ยัดรูตรูด เอเลี่ยน เร้ยย อันนั้นตลกเกิน)


โดย: Romeo7th วันที่: 1 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:46:25 น.  

 
กำลังจะไปดูพอดีค่า เข้ามาเก็บข้อมูลก่อนนน...


โดย: man u girl วันที่: 2 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:08:30 น.  

 
ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ อยากดูมากๆตอนที่ดูตัวอย่างหนังก่อนดูเรื่อง Swing Girls แต่อ่านกระแสที่มาแนวโน้มเหมือนหนังไม่ค่อยดีเท่าไร ก็เลยว่าจะขอรออ่านของคุณ aorta สักหน่อย อ่านแล้วชักสองจิตสองใจว่าจะไปดูดีไหมเหมือนกันนะ


โดย: cottonbook วันที่: 2 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:13:48 น.  

 
hunjang / เจ้าชายไร้เงา / สาวไกด์ใจซื่อ /ต๋องตึง /man u girl ....ดูแล้วก็อย่าลืมกลับมาคุยกันนะครับ ชอบไม่ชอบยังไง เพราะเรื่องนี้เสียงแตกสองขั้วกันชัดมาก ที่พันทิพสงครามกระทู้เรื่องนี้แรงพอๆกับสงครามในเรื่องแล้วตอนนี้

9A...เรื่องSignsผมชอบฉากห้องใต้ดินมาก ลุ้นสุดๆ

เมฆน้อยสีฟ้า ...ขอบคุณครับ+ยินดีต้อนรับครับ แค่อิ่มใจก็เป็นความสุขที่คุ้มกับการดูหนังแล้วละครับ ผมเองก็อิ่มใจทุกครั้งที่กำลังเดินเข้าโรงหนัง

rebel...เหตุผลนั้นคือไม่ชอบ ทอม ครูซหรือเปล่าครับ(เห็นที่เมืองนอกคนไม่อยากดูกันเยอะเพราะเหตุผลนี้ บ้างก็หมั่นไส้ที่ทำตัวดูเว่อร์เกินกับรักครั้งใหม่)

ramai IP....ขอบคุณมากครับแล้วติดตามกันต่อๆไปนะครับ กำลังใจจากคนอ่าน/คำทักทาย/คำติชมเป็นแรงใจให้คนเขียนทุกคนเขียนได้เรื่อยๆละครับ

cottonbook ....ลองไปดูซิครับ ชอบไม่ชอบผมก็ว่าคุ้มนะ และเท่าที่อ่านคุณcottonbook เคยรีวิวมา ผมก็เดาว่าเรื่องนี้น่าจะมีอะไรที่โดนใจคุณอยู่เหมือนกัน

ขอบคุณท่านอื่นๆด้วยที่แวะเข้ามาทักทายแสดงความเห็นกันครับ คนอื่นๆดูแล้วคิดยังไงก็เข้ามาตอบกันได้ต่อนะครับ


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 2 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:48:16 น.  

 
คุณหมอ ไม่ไปเขียนที่นั่นแล้วอะ แต่ยังตามมาอ่านนะครับ

ผม peter-parker ครับ

คุณ lovebooks ไปดูเถอะครับ แล้วมาคุยกัน อย่างน้อยก็ไม่เสียเงินครับ เอ๊ะ......เชียร์ไปหรือเปล่าอะ เพราะผมชอบมากครับ


โดย: ToMaTo Juice วันที่: 2 กรกฎาคม 2548 เวลา:2:41:09 น.  

 
เงินมา ตอนนี้รอเวลาอย่างเดียวล่ะครับ...


โดย: nanoguy IP: 61.19.218.54 วันที่: 2 กรกฎาคม 2548 เวลา:15:29:27 น.  

 
...เข้ามาฝากบล้อกเฉพาะกิจ


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=07-2005&date=03&group=9&blog=1ลองแวะเข้ามาดู....ปรากฏการณ์ War of the Worlds ณ. เฉลิมไทย


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 3 กรกฎาคม 2548 เวลา:2:27:25 น.  

 
ขอตอบในนี้ละกันนะคะเพราะในเฉลิมไทยดุเดือดน่าดูเลย สำหรับเราแล้ว เราชอบนะคะ หนังดูสนุก หนักแน่น ตื่นเต้นแล้วก็เครียดดี เราชอบที่หนังไม่ได้เน้นไปที่ไอ้ตัวประหลาดนั่น จนเหมือนว่ากลายเป็นตัวประกอบไปเลย ถ้ามาถามว่าไอ้ตัวนั้นมันเป็นตัวอะไร มีคุณสมบัติอะไรบ้าง หลายคนอาจจะจำไม่ได้แล้ว เรียกว่าไม่ได้ถูกโชว์ให้คนที่รอคอยได้ดูเลยล่ะ การถล่มเมืองก็เหมือนเป็นแค่สถานการณ์ที่หนังเลือกที่จะใช้เท่านั้น ไม่ได้เป็นแกนหลักแต่อย่างใด สิ่งที่หนังต้องการจะสื่อน่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกมากกว่า เราว่าหนังมีความเป็นดราม่าค่อนข้างสูงทีเดียวค่ะ เห็นด้วยว่าทอม ครูซเล่นได้ดี แสดงความเป็นพ่อที่ไม่ค่อยได้เรื่องออกมาได้เหมือน และก็คิดเหมือนกันว่าถ้ารอบบี้ไม่รอด น่าจะซึ้งและมีประเด็นมากกว่านี้นะ

เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีหลายประเด็นที่คล้าย The day after tomorrow มากทีเดียว ทั้งเรื่องเมืองถูกถล่มจนราบและเรื่องพ่อกับลูก เรื่องการถล่มเมืองเราชอบ The day มากกว่าค่ะ เป็นเหตุผลส่วนตัวคือเราชอบการใช้เหตุการณ์ธรรมชาติ พายุ น้ำท่วม มากกว่ามนุษย์ต่างดาวหรือสัตว์ประหลาดน่ะ แต่เรื่องพ่อลูกเราคิดว่าเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าค่อนข้างมากทีเดียวค่ะ สมจริงและน่าเชื่อถือมากกว่า The day ที่ถูกวิจารณ์ในประเด็นนี้อยู่แล้วว่าไม่สมเหตุสมผลในหลายๆเรื่อง

มี 2ฉากที่เราชอบมากคือตอนถูกแย่งรถยนต์กับตอนเรืออกจากท่า เป็นตอนที่เครียดมากๆ และก็สะท้อนถึงคนเราว่าตอนตกอยู่ในช่วงที่หวาดกลัวที่สุดนั้นสามารถทำอะไรออกมาได้บ้าง

ขอพูดถึงหนังอีกเรื่องที่เพิ่งไปดูมาหน่อยนะคะ เรื่อง The big white เพราะไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึงเลยน่ะ เราเองก็เจอด้วยความบังเอิญเพราะตอนแรกตั้งใจจะไปดู A snake of june พอเปิดเว็บเช็ครอบก็เจอว่ามีเรื่องนี้ฉายอยู่ ไปอ่านเรื่องย่อก็ประมาณว่าเป็นหนังตลกร้าย ที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายของการฆาตกรรม ในเมืองที่มีแต่หิมะอย่างอลาสก้า ซึ่งก็เป็นพล็อตแบบที่เราชอบมากทีเดียว แต่ก็ยังลังเลอยู่เพราะไม่เคยได้ยินใครพูดถึงเลยนี่แหละ แถม A snake of june ก็อยากดู สองจิตสองใจขนาดไปถามคนขายตั๋วว่าเรื่องไหนสนุกกว่ากัน พี่เค้าก็บอกว่ายังไม่ได้ดูทั้ง 2 เรื่องแต่ The big white น่าจะดีกว่านะ เราก็ถามว่าทำไม เค้าบอกว่า A snake of june มันดูเกี่ยวกับตัณหายังไงก็ไม่รู้ ไอ้เราก็ขำ พอจะเข้าใจว่าเค้าคิดยังไง สุดท้ายเรากับเพื่อนก็เลือกดู The big white เพราะอยากลองดูหนังแบบที่นึกอยากก็ดูเลยโดยไม่มีคำวิจารณ์ของคนอื่นมาโน้มเอียง ทั้งโรงมีคนแค่สิบกว่าคนเองค่ะ

หนังเรื่องนี้จะเรียกว่าเป็นหนังแปลกก็ได้ การดำเนินเรื่องไม่ใช่ในแบบของฮอลลีวู้ด ทั้งๆที่เหตุการณ์ต่างๆดำเนินไปค่อนข้างเร็วแต่ก็ไม่ได้กระตุ้นหรือเร้าอารมณ์เท่าไหร่ จนเราแอบเบื่อเหมือนกัน แต่ช่วงจบกลับดีมากจนไม่น่าเชื่อ ทำเอาเพื่อนเราร้องไห้ได้ ส่วนเรานั้นอมยิ้มอยู่นานทีเดียว(อ้าว - -") เรียกว่าพอจบแล้วชอบและก็รู้สึกว่าหนังดีค่ะ ในเรื่องย่อจัดประเภทไว้ว่าเป็นหนัง comedy ก็เลยต้องบอกไว้ก่อนว่าทั้งโรงมีเสียงหัวเราะน้อยมาก อาจจะเรียกว่าตลกร้ายจนยิ้มไม่ออกด้วยซ้ำ จริงๆแล้วจะเรียกว่าเป็นหนังรักก็น่าจะได้เพราะเป็นประเด็นที่ทำได้ซาบซึ้งดีเหมือนกันค่ะ

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากดูคืออย่าอ่านเรื่องย่อไปมากนัก หนังไม่ได้หักมุมอะไรหรอกค่ะ แต่เรื่องย่อที่มีในหลายๆเว็บนั้นละเอียดจนเกินไป บอกเหตุการณ์ในเรื่องตั้ง 3 ใน 4 ได้มั้ง เราคิดว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราง่วงในช่วงแรกๆน่ะ(ประกอบกับเรียนหนักจนเหนื่อยมาก T_T)

ปล. ลืมบอกไปค่ะว่าเรื่อง The big white มี Robin Williams แสดงนำนะ
ปล.2 โทษทีค่ะ เขียนยาวไปหน่อย



โดย: azzurrini IP: 202.28.181.9 วันที่: 3 กรกฎาคม 2548 เวลา:13:56:32 น.  

 
ToMaTo Juice ....จำได้ครับ เพราะเคยไปเยี่ยมบล้อกคุณตอนสร้างใหม่ๆเห็นการเขียนคุ้นๆก็เลยจำได้ ยินดีครับที่มาเยี่ยมเยียน อ้อ ที่โน่นก็คงลงอยู่แต่ต่อไปคงลงเฉพาะเรื่องที่ไม่มีคนเขียนถึง(เดี๋ยวจะมีคนนึกว่าผมไปลงแข่งกันอีก )


nanoguy...ดีใจด้วยครับเงินมาแล้ว(ผมเองก็รอเงินอยู่เหมือนกันมันมาไม่ค่อยคล่องเลย) ดูแล้วก็มาคุยกันนะครับ

azzurrini...ไม่ได้เจอเสียนาน เรียนหนักขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย เรื่องThe big whiteนี่มาเงียบๆเลยนะ ที่อเมริกาก็ไม่ได้ดังอะไร คาดว่าคงไปเงียบๆเหมือนกัน ขอบคุณมากที่มาเล่าให้ฟัง คงรอเช่าแผ่นมาดูแล้วละ เพราะอาทิตย์หน้าอยากทำตัวเป็นเด็ก จะไปดู แฟน-ต๊าด-สะ-ติก-โฟร์ (จริงๆไม่ใช่อะไรหรอก เป็นเด็กแก่แดดหนะ จะไปดูเจสสิก้า อัลบ้า)


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 3 กรกฎาคม 2548 เวลา:19:12:27 น.  

 
ชอบประโยคที่ว่า
ผมชอบการแสดงของTom Cruiseในเรื่องนี้ที่ไม่พยายามฉายความเป็นทอมครูซให้มากเกิน

คิดเหมือนผมเลย...ตรงนี้ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นจุดที่ แบรด พิทท์ ไม่มี...เลยทำให้ชอบพี่ทอมใกกว่า ^^"

เรื่องนี้ เป็น หนังที่ผมยอมรับว่า มันประทับใจนัก..เนื่องจาก ไม่ได้เห็นอะไรแปลกใหม่..จาก สปิลเบิร์ก..

ผมเองยอมรับว่า ฉากอลังการในเรื่องนี้..ทำได้สมจริงสมจัง...น่ากลัว... แต่แปลกที่กลับไม่ทำให้รู้สึกจดจำเท่าไหร่..อันนี้แตกต่างกับ Matrix ซึ่งมีมีอยู่หลายฉากมาก..หรือแม้แต่จะเทียบกับหนังก่อนของสปิลเบิร์กเอง..ทั้ง จูราสสิก พาร์ก หรือ อีที ยังคงมีฉากที่ทำให้ประทับใจมาถึงทุกวันนี้

ฉากที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดดในเรื่องนี้ ( ซึ่งก็ไม่สุดๆ ) เห็นจะเป็นฉากดราม่ามากกว่า.. ในตอนที่ เรเชล ขอให้เรย์ ร้องเพลงกล่อมให้ฟังหน่อย...แต่ เรย์กลับร้องไม่ได้....แล้วร้องอื่นแทน

และฉากที่ปิดตา ปิดหูเรเชล..แล้วให้ร้องเพลงไป...ขณะที่ตัวเอง..ก็ไปจัดการทิม รอบบิ้น ( จำชื่อในเรื่องไม่ได้แล้ว ^^" )

สรุป เรื่องนี้..ผมก็ชอบเป็นเรื่องท้ายๆของสปิลเบิร์กครับ...จูราสสิก พาร์ค ยังคงเป็นหนึ่งในดวงใจอยู่เหมือนเดิม ^^


โดย: Au Uu!! IP: 202.57.155.170 วันที่: 4 กรกฎาคม 2548 เวลา:6:15:54 น.  

 
เ้พิ่งไปดูมาเมื่อวาน ครับ
ยังไงก็เป็นหนัง sci-fi ที่ดีเรื่องหนึ่งครับ


โดย: bozz IP: 161.246.1.33 วันที่: 4 กรกฎาคม 2548 เวลา:15:11:28 น.  

 
สวัสดีค่ะ
ได้มีโอกาสไปดูเรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ(และไม่ได้ตั้งความหวัง)
ดูจบก็พบว่าหนังมีหลายส่วนไม่สมจริง เน้นบางประเด็นจนมองข้ามรายละเอียดที่ควรใส่ใจไปหลายจุด
-คิดว่าหนังทำได้ดีในแง่การดึงอารมณ์ร่วมจากการถูกปัจจัยภายนอกคุกคาม หาทางต่อสู้แทบไม่ได้นอกจากหนีเพื่อรีกษาชีวิตตัวเองและคนที่รัก ทำให้สัมผัส(empathy)ได้ถึงความรู้สึกของผู้ที่ประสบภัยพิบัติ(diaster) เพราะทำได้ตื่นเต้น ตระหนก หวาดผวา ลุ้น ดิ้นรน และความสิ้นหวัง เหมือนผจญภัยไปพร้อมพระเอกและลูก
-คิดว่าสปีลเบอร์กนอกจากเน้นเรื่องความตื่นเต้นจากหายนะนอกโลกแล้ว ประเด็นที่ต้องการสื่อออกมาอย่างมากคือความเป็นพ่อของทอม ครูซ ในแง่ของความรัก การต้องการปกป้อง และต้องการเป็นฮีโร่สำหรับลูกๆ ซึ่งสุดท้ายวิกฤติจากภัยพิบัติครั้งนี้ก็เป็นโอกาสให้พระเอกได้รับการยอมรับจากลูกๆ
และเหมือนที่คนหลายคนบอกเป็นหนังที่ทำได้ไม่เนียน อารมณ์สะดุดในส่วนของบทดราม่า
และโดยเฉพาะตอนจบจบลงดื้อๆ ห้วนๆ และง่ายๆไปกับภาพครอบครัวสุขสันต์ไม่สมกับที่ลุ้นเหนื่อย
-


โดย: tiamo IP: 61.91.134.74 วันที่: 4 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:10:26 น.  

 
วิจาร์ณ วิเคราะห์เก่งจังนะ

ยังดูหนังไม่แตกเลย

ยยัง ยาวมาขนาดนี้ -*-

รถ พระเอก วิ่งไม่ได้แล้ว -*- รถที่พระเอกเอาไป เป็นรถที่ที่เอามาซ่อม นั่นล่ะมันซ่อม แล้วมันก็เลยวิ่งได้ไง


โดย: take IP: 61.90.81.248 วันที่: 5 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:16:52 น.  

 
Au Uu!!...จูราสสิค พาร์ค เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์บนจอสำหรับผมเหมือนกันที่ได้เห็นไดโนเสาร์บนจอชนิดตื่นตาตื่นใจน่าเชื่อถือ

bozz...เห็นด้วยครับ

tiamo....ดูโดยไม่ตั้งใจดูโดยไม่หวังไว้ก่อนนี่ดีนะครับ โอกาสผิดหวังจะน้อยลงเยอะเลย ยังงี้ต้องดูแบบไม่ได้ตั้งใจให้บ่อยขึ้นนะครับ

take... ยอมรับครับว่าเรื่องนี้บางจุดดูแล้วตัวเองยังไม่เคลียร์(ถ้าดูหนังแตกแล้วจะเขียนได้ยาวกว่านี้อีกมั้ยครับ) เรื่องรถเสียที่บอกว่าซ่อมแล้วเข้าใจอยู่เรื่องเปลี่ยนจานจ่าย แต่ที่มันดูไม่น่าเชื่อถือคือมันบังเอิญเหลือเกิน มันจงใจเหลือเกินที่ขับได้อยู่คันเดียว ฯลฯ เรื่องรถมีคนตั้งกระทู้และอธิบายเรื่องนี้ได้ดีทีเดียวในพันทิพตามลิงค์นี้เลยครับ//www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A3583385/A3583385.html


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 5 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:49:59 น.  

 
ถ้าลืมความสมจริงไปบ้าง
หนังเรื่องนี้ (ตามที่เรารู้สึกนะ)
ยังกับสภาวะของชาวอเมริกันเมื่อ 9/11 ยังไงยังงั้นเลย

เอ่อ แต่จบห้วนจัง
และสงสัยเรื่อง"รากเลือด"มากๆค่ะ
มีใครไขข้อสังสัยได้มั่งคะ


โดย: quin toki วันที่: 7 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:57:14 น.  

 
วิจารณ์ได้ละเอียดดีนะครับ และค่อนข้างเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ สปีลเบิร์กมีอิทธิพลมากเกินไปในวงการ ทำให้หนังของเขาถูก dominate ด้วยความคิดของตัวเขาเอง สังเกตดูสปีลเบิร์กจะเป็นคนชอบทำหนัง suspense/ thriller มากกว่าอย่างอื่น นับตั้งแต่ Jaws เป็นต้นมา และเขาจะทำได้ดี แต่ก็มักจะดีเป็นส่วนๆ พอนำมาร้อยกันเป็นเรื่องก็จะเห็นช่องโหว่เป็นระยะๆ

เคยอ่านเบื้องหลังมาบ้าง รู้สึกว่าเขาจะเป็นคน throw idea ของ situation หลักๆ ในหนังให้กับคนเขียนบท ว่าต้องมีฉากนั้นฉากนี้ ซึ่งเป็นฉากเด็ดในจินตนาการของเขา ก็เท่ากับไป Block ไอเดียหลักๆ ของคนเขียนบทไว้แล้วว่างั้น หน้าที่ของคนเขียนบทคือต้องร้อยเรื่องให้เข้ากับสิ่งที่สปีลเบิร์กต้องการ และเนื่องจาก Power ของเขาในวงการนั้นมหาศาล ใครล่ะจะกล้าขัดคอเจ้าพ่อ หนังของสปีลเบิร์ก ถึงต้องจบแบบตกม้าตายมาหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องท้ายๆ จริงๆ ถ้าเขาใช้ความสามารถของทีมผลิตหนังให้เป็นประโยชน์ หนังของเขาจะมีสีสัน หลากหลาย ดูสนุก และจบประทับใจกว่านี้ (และจะดีถ้าลองเปลี่ยนคนทำดนตรีเป็นคนอื่นมั่ง ที่ไม่ใช่ John Williams หุๆๆ)

เห็นด้วยกับฉากมหัศจรรย์ทางเทคนิคในช่วงต้นเรื่องที่ทำได้ดีมาก วางแผนช็อตอย่างละเอียดละออ คิดทุกเฟรม และไม่ธรรมดา! คนทำหนังจะเห็นเลยว่าไม่มีอะไรง่ายเลยทุกซีน แค่ซีนขับรถหนี..กล้องนั้นสามารถสวิงอ้อมไปมารอบรถอย่างชนิดที่ถ่ายจริงไม่รู้ทำได้ไง ขนาดซีนง่ายๆ เขายังคิดขนาดนี้ ฉะนั้นถ้าเป็นซีนโชว์ก็หายห่วง

เสียดายที่พยายามรวบรัดตอนจบไปหน่อย (คงอยากตัดให้ลงเวลานั่นแหละ) จริงๆ จะจบยาวกว่านี้ก็ไม่มีใครว่า (สปีลเบิร์กซะอย่าง) ให้ความสำคัญกับการสรุปอีกหน่อย ก็จะได้ความประทับใจเพิ่มขึ้น อย่าอ้างเลยว่าหนังสือเขียนมายังงี้ แหม เขาเขียนมาเป็นร้อยปี (ใช่ป่าวก็ไม่รุ) มันก็ต้องดัดแปลงให้เข้ายุคมั่ง แต่ก็ชอบที่พยายามรักษาเนื้อหาไว้นะครับ โดยเฉพาะฉากสำคัญ อย่างที่หัวงูเลื้อยเข้ามา เขาก็ยังคงไว้

สรุปแล้วก็ยังชอบนะครับ แต่คงจะชอบมากๆ กว่านี้ถ้าสปีลเบิร์กยอมให้ทีมงานคนอื่น(อย่างคนเขียนบท) ทำหน้าที่ของเขาบ้างมากกว่านี้


โดย: Bkkbear IP: 61.90.121.49 วันที่: 9 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:12:40 น.  

 
3.ดราม่า...ไม่ชอบตรงที่การมีของมันนั้นเป็นแค่ ดีที่มีแต่ที่มีไม่ดีเท่าที่ควร

ช่ายแปลไทย เป็น ไทย หน่อยคับ อ่านเเล้วไม่เข้าใจอะ


โดย: เกมส์ IP: 60.230.134.91 วันที่: 9 กรกฎาคม 2548 เวลา:19:04:49 น.  

 
เกมส์...มาแปลไทยเป็นไทยครับ ที่เขียนคือหมายความว่า ชอบตรงที่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่เน้นแค่แอคชั่น วินาศสันตะโร โชว์เอฟเฟ็คต์อย่างเดียว แต่ใส่แง่มุมความรู้สึกตัวละคร ใส่ความเป็นดราม่าเข้ามาด้วย น่าเสียดายที่สำหรับผมแล้วผมไม่อินกับมันและคิดว่าความเป็นดราม่าที่หนังใส่เข้ามานั้นมันยังไม่ดีเท่าที่ควร / ยินดีต้อนรับครับขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านสงสัยเนื้อความที่เขียนมีอะไรแนะนำบอกมาเลยครับ

quin toki /Bkkbear...ขอบคุณครับสำหรับความคิดเห็นแล้วแวะมาเยี่ยมกันเรื่อยๆนะครับ


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 10 กรกฎาคม 2548 เวลา:19:00:23 น.  

 
พึ่งได้ไปดูมาครับ คนรอบข้างผมก็เตือนหลายคนว่าหนังไม่ work

แต่พอเข้าไปดู ผมว่า ค่อนข้าง OK
ชอบตอนเสียงแตร และเสียงการเดินของ เจ้า tripod ครับ
เวลาพอได้ยินซ้ำอีกครั้งมันให้ความรู้สึกสะพรึงกลัวได้ดี



โดย: K.R.I.T. IP: 58.10.185.80 วันที่: 11 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:49:09 น.  

 
...




...




...




ห่วยแตก



...



...


โดย: Mr.DogGie IP: 58.10.50.240 วันที่: 11 กรกฎาคม 2548 เวลา:14:51:14 น.  

 
อ๋อ เข้าใจเเล้วคับ ขอบคุณครับ ที่ช่วยอธิบายให้กระจ่าง

ปล. ส่วนตัวคิดว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนเหตุผลไปหน่อยคับ โดยเฉพาะ ลูกช่ายพระเอก อยู่ดีๆทำไม อยากดูสงคราม ซะเหลือเกิน ดูเเล้วหงุดหงิด มากกกก ไม่คุ้มค่าตั๋วเลยคับ(ถ้าอยู่ไทย 140 บาท ก็พอว่า นี่อยู่ออสเตเลีย เสียที เกือบ 500 บาท ชวนเพื่อนไปโดนเพื่อนด่าอีก)


โดย: เกมส์ IP: 60.230.134.91 วันที่: 13 กรกฎาคม 2548 เวลา:12:22:20 น.  

 
ผมไปดูก็ไม่ชอบครับ เรียกว่าดูเอาเทคนิคอย่างเดียวเลย
เนื้อเรื่องมันจบไม่ดี แต่ผู้กำกับน่าจะมีทางทำให้มันดูสมจริงสมจังกว่านี้หน่อย
รู้สึกรำคาญลูกของพระเอกทั้งสองคนเลย..

แต่ผมชอบที่คุณเขียนวิจารณ์นะครับ อิอิ


โดย: dogdoy IP: 65.5.244.254 วันที่: 10 สิงหาคม 2548 เวลา:15:03:37 น.  

 
ชอบเหมือนกัน


โดย: PirenZe IP: 203.113.37.12 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2548 เวลา:18:06:02 น.  

 
สวัสดีค่า วันนี้เข้าไปในห้องสมุด กระทู้หนังสือเด่นประจำปี เห็นคุณตอบด้วย เลยคิดถึง blog คุณ ว่าจะมาหาอะไรดี ๆ อ่านซะหน่อย ปรากฏว่าตรงที่ให้คลิก ๆ เข้า blog หายไปซะแล้ว search blog ชื่อคุณดูก็ไม่มี สุดท้ายเข้าไปในเฉลิมไทย แล้ว searh อีกที เจอคุณตอบกระทู้นึงแล้วให้ link ไว้ เลยตามมา แต่มาโผล่ตรงหน้านี้เลย เดี๋ยวต้องขอ add เข้าใน favourite จะได้ไม่หายนะคะ


โดย: เดี๊ยนอยู่ข้างหน้าคุณ IP: 61.90.99.22 วันที่: 10 ธันวาคม 2548 เวลา:11:51:41 น.  

 
สวัสดีอีกทีค่า....ว่าแต่จะเข้าหน้าแรกทำยังไงคะเนี่ย ...ป้าแบบ low tech มาก ๆ ค่า


โดย: เดี๊ยนฯ IP: 61.90.99.22 วันที่: 10 ธันวาคม 2548 เวลา:11:55:40 น.  

 
เพิ่งได้ดูเองค่ะ ไม่ได้ตั้งความหวังเลย เพราะมีแต่คนบอกว่าไม่ดี แต่พอดูแล้วกลับชอบ...
ชอบคำพูดตอนขึ้นต้นกับตอนจบ มากที่สุด เราดูโดยที่ไม่ได้เอาไปเรียบเทียบกับเรื่องไหนๆ เลยรู้สึกว่าดีมากๆเลย เพราะเราลืมไปแล้วว่าในไอดีโฟร์มนุษย์ต่างดาวตายยังไง เลยไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะจบยังไง ดูหนังตอนที่หัวโปร่งๆ อย่าไปจับผิดมากจะดีกว่า
ดูหนังต่างดาวที่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่กลับอินไปด้วยทุกทีเลย ชอบค่ะ
แต่เราไม่ได้อินกับดราม่าเท่าไหร่เลยเหมือนกัน


โดย: linkinbee IP: 61.91.227.61 วันที่: 11 ธันวาคม 2548 เวลา:0:56:09 น.  

 
ผมว่าหนังเรื่องนี้ธรรมดามาก เช่นเดียวกับ มิวนิค หนังอีกเรื่องของเขา แม้ว่านี่จะเปนหนังที่เราไม่ต้องใส่ใจเรื่องบท แต่ความไม่สมเหตุสมผลในหลายครั้งๆทำให้มันยากจะเชื่อ ดูแล้วรู้สึกว่า สปีลเบิร์กนั้นรีบร้อนทำหนังเรื่องนี้เกินไป ทำให้เกิดการละเลยในหลายจุดๆ ถึงแม้ฉากมนุษย์ต่างดาวถล่มในตอนแรก กับ ฉากที่ใต้ถุนบ้านจะตื่นเต้นมากก็ตาม แต่นอกจากนั้นแล้ว หนังไม่มีอะไรน่าจดจำ


โดย: TheChamp IP: 58.8.104.140 วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:2:33:34 น.  

 
8/10 คะแนน

ตอนดูเรื่องนี้ผมไม่ได้ใส่ใจบทอะไรมากมาย แต่ความน่าสนใจของหนังอยู่ที่ มันจะมีอะไรมาอีก...ทำให้ในการดูหนังเรื่องนี้ของผม รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก มันอาจจะเหมือนเรื่อง Kingkong ที่ดูเอาความบันเทิงอย่างเดียว

ปล. ตอนจบดูกี่ทีก็ฮากลิ้งครับ เค้าตั้งใจทำให้มันฮาหรอครับเนี่ย 555+


โดย: นักวิจารณ์สมัครเล่น IP: 125.24.181.222 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:16:23:53 น.  

 
ผมไม่ชอบตอนจบมากคับ มันจบไม่ลงตัวเท่าไร
แต่เนื้อเรื่อง บวกกับ CG ทำได้อย่างน่าทึ่งมาก


โดย: คอหนัง IP: 110.164.238.173 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:10:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
1 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.