www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Proof , ชีวิตที่สับสนของคนที่สูญเสีย



... Robert (Anthony Hopkins) สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการคณิตศาสตร์ด้วยอัจฉริยภาพของเขาในการคิดค้นทฤษฎีมากมายด้วยวัยเพียง 22 ปี และ เขาสูญเสียความสามารถในการคิดและการใช้ชีวิตด้วยอาการป่วยทางจิตในวัย 27 ปี

ในบรรดาสมุดบันทึกหลายร้อยเล่มของเขาที่เขาเขียนในช่วงที่เจ็บป่วย มีเล่มเดียวที่ไม่ได้พูดถึงสูตรคณิตศาสตร์ สมุดเล่มนั้นพูดถึง Catherine ลูกสาวคนที่สองที่อยู่กับเขา ในเล่มนั้นบรรยายความคิดในสมองของเขาว่ามันเหมือนเครื่องจักรจะกลับมาทำงานได้อีกครั้งนั่นคงเป็นเพราะ Catherine เขาดีใจที่ Catherine อยู่เคียงข้างเขาแทนที่จะพาเขาไปเข้าโรงพยาบาล มันทำให้เขาปลอดจากอาการของโรคมาตลอด 1 ปี และวันนั้นที่เขาบันทึกในสมุดคือวันที่เขาตั้งใจจะพาเธอไปฉลองวันเกิดตอนเย็น วันนั้นเองที่ Catherine ซึ่งคิดว่าพ่อหายป่วยมาตลอด 1 ปีจะสามารถดูแลตัวเองได้ จึงตัดสินใจบอกพ่อว่าเธอจะไปเรียนต่ออีกมหาวิทยาลัยหนึ่งที่ห่างออกไป และตั้งแต่วันนั้น เครื่องจักรในหัวของเขา ก็ไม่ได้สตาร์ตอีกเลย

Catherine กลับบ้านอีกครั้งในวันที่เธอโทรศัพท์ติดต่อพ่อไม่ได้ ในวันที่อากาศหนาวเหน็บด้วยหิมะที่ตกรอบเมือง เธอกลับมาพบพ่อของเธอนั่งอยู่นอกบ้านกลางหิมะ เขาบอกเธอว่า เครื่องจักรนั้นได้ทำงานอีกครั้ง เขากำลังคิดบทพิสูจน์บางอย่างที่จะเป็นการค้นพบใหม่ๆ เป็นบทพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ที่แสนสวยงาม เมื่อเธอได้เปิดอ่านบันทึกเล่มนั้น ...

... หนังเปิดฉาก ในวันที่ Catherine กำลังจะอายุครบรอบ 27 ปี อายุ 27 ปีของเธอคือช่วงอายุที่พ่อเธอสูญสิ้นสภาพในการคิดคำนวณและการดำรงชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป เธอคือลูกสาวที่คอยดูแลเคียงข้างพ่อที่ชิคาโกส่วนพี่สาวของเธอไปใช้ชีวิตตัวเองที่นิวยอร์ค พี่สาวอยากให้เขาอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาล แต่เธออยากให้เขาได้อยู่ที่บ้านที่เขารักกับคนดูแลที่เป็นลูกตัวเอง

หนังหลายเรื่องสะท้อนให้เห็นว่าตัวละครที่เจ็บป่วยทางจิตต้องมีชีวิตอย่างไร มีเพียงไม่กี่เรื่องที่เปลี่ยนมุมมองไปดูว่า คนที่ต้องดูแลคนเจ็บป่วยทางจิตนั้นเป็นอย่างไร สภาวะจิตใจของเขาเป็นอย่างไร และ Proof พาเราสำรวจความรู้สึกนั้น

ชีวิตของญาติที่ของผู้เจ็บป่วยทางจิต เป็น ชีวิตที่เหนื่อยทั้งกายและใจ เช่น Catherine ต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้พ่อหกล้มเกิดอุบัติเหตุ หรือ หลงทางไปพบอันตรายนอกบ้าน เธอต้องคอยรับมือกับอารมณ์ที่รุนแรงและแปรปรวนของพ่อ ต้องคอยรับมือกับพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ในแต่ละวัน เธอต้องสูญเสียโอกาสในการได้เข้าเรียนและโอกาสในชีวิตอีกมากมาย จนในวันที่เธอคิดว่าเธอเริ่มต้นจะใช้ชีวิตของตัวเอง เหตุบางอย่างก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงักงัน ไม่เพียงเท่านั้น มันยังทำให้เธอต้องเกิดความรู้สึกผิดติดตัว (guilt) ตามหลอกหลอนแม้แต่วันที่พ่อไม่อยู่อีกต่อไป รวมไปถึง ความหวาดกลัวที่ตัวเองจะเป็นเหมือนพ่อของเธอ

... หากเราไม่เข้าใจ Catherine เราก็จะเป็นเหมือนกับ Claire พี่สาวจอมจัดการของเธอที่ไม่เข้าใจว่าเธอจมอยู่กับอะไร เพราะอะไร เธอที่เป็นเหมือนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดผึงทุกเมื่อ เพราะอะไรเธอถึง สับสน เกรี้ยวกราด หวาดระแวง หมกมุ่นครุ่นคิด ตำหนิตัวเอง เสียใจผิดหวัง ซึมเศร้า ระคนกันตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาวะที่เรียกว่า Grief คืออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากการสูญเสียคนที่รักไป ซึ่งแสดงออกแตกต่างไปทั้งการตอบสนองและความรุนแรงตามแต่ละบุคคล เชื่อว่าปัจจัยหนึ่งคือหากยิ่งผูกพันธ์กับใครมากแล้วเราสูญเสียคนๆนั้นไปยิ่งทำให้สภาวะนี้รุนแรงมากขึ้น และนั่นทำให้ สภาวะอารมณ์ทิ่เกิดขึ้นในตัว Catherine ซึ่งแตกต่างจาก Claire โดยสิ้นเชิง

... Sigmund Freud บิดาของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ เชื่อว่าภาวะซึมเศร้าของคนเราเกิดจากการสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า (repeated loss) และ นี่เองคงอธิบายได้ว่าทำไม Catherine จึงตกอยู่ในห้วงเศร้านี้ยาวนาน เธอไม่ได้สูญเสียพ่อแค่ครั้งเดียว เธอสูญเสียเขาครั้งแรกในวันที่กลับมาตอนหิมะตก เป็นการสูญเสียพ่อให้กับอาการเจ็บป่วย ไม่ใช่พระเจ้าที่พรากชีวิตเขาไป แต่เป็นอาการเจ็บป่วยที่พรากความคิดจิตใจของเขาไป ครั้งนั้นเองที่ทำให้บ่าของเธอต้องแบกความรู้สึกผิดติดตัวในการทิ้งพ่อไปเรียนต่อจนเลิกทุกสิ่งในชีวิตเพื่อกลับมาดูแลพ่อ เมื่อพ่อเธอชวนเธอมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง ทำให้เธอเชื่อว่าพ่อเธอน่าจะกลับเป็นปกติ ได้ จนกระทั่ง วันที่พ่อบังคับให้เธออ่านสิ่งที่เขาได้ค้นพบนั่นคือการสูญเสียอีกครั้ง เธอรู้ว่าเธอสูญเสียพ่อคนที่เคยเป็นพ่อ คนที่เคยเป็นนักคณิตศาสตร์ชื่อดัง กลายมาเป็นคนที่ดูแลตัวเองไมได้แม้แต่อาบน้ำอีกครั้ง และ การสูญเสียครั้งสุดท้ายก็คือการจากไปชั่วนิรันดร์

การสูญเสียพ่อไปไม่เพียงแต่ที่เธอแบก ความรู้สึกผิดติดมาด้วย เธอยังแบก ความรู้สึกหวาดกลัว ติดตัวมาด้วย เมื่อเธอพบว่าเธอแทบจะถอดแบบพ่อมาหลายอย่าง ความใกล้ชิดผูกพันที่แม้แต่ลายมือยังคล้ายกัน แล้ว มรดกที่เป็นอาการป่วยจะไม่สืบทอดมาเชียวหรือ เมื่ออยู่ในภาวะสับสนกดดันมากๆเธอเองก็ไม่สามารถแยกได้แล้วว่า เธอเป็นปกติหรือกำลังจะ”หลุด”

... A Beautiful Mind โฟกัสไปที่ตัวละครคนป่วย และแต่งแต้มให้โลกของผู้ป่วยค่อนข้างดูปรุงแต่งกับบทสรุปที่สวยงาม ตรงข้ามกับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ ที่ตัวผู้ป่วยเองไม่ได้กลับมาดีขึ้นแต่กลับแย่ลงหรือคงที่ไปจนตาย และ ญาติที่อยู่ดูแลก็ได้รับผลกระทบที่ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจต้องเหนื่อยล้า อ่อนแรง และ เจ็บช้ำ Proof ไม่ได้โฟกัสที่ตัวคนป่วย แต่ โฟกัสไปที่ตัวละครรายล้อมคนป่วย ที่ได้รับผลกระทบจากเขาทั้งทางตรงและทางอ้อม ศูนย์กลางของ A Beautiful Mind อยู่ที่ตัวจอห์น แนช ในขณะที่ Proof ศูนย์กลางของจิตใจตัวละครในเรื่องอยู่ที่บท Robert แต่ศูนย์กลางของหนังไปอยู่ที่ตัว Catherine

... Gwyneth Paltrow ทำให้คนดูต้องทึ่งกับการที่เห็นเธอแสดงเป็นคนที่เพิ่งสูญเสียและอยู่ในภาวะสับสนเหมือนคนหลงทิศพร้อมที่จะสติแตกได้ง่ายๆ เธอทำให้เราเชื่อเหมือนที่เธอบรรยายตัวเองในเรื่องไว้ว่า เธอเป็นเสมือนคนที่อยากกลับไปยังจุดเริ่มต้นแต่หาทางกลับไม่ได้ เหมือนคนที่มองออกนอกบ้านอยากกลับเข้าไปแต่ประตูก็ล้อค มูลี่ก็ปิดลง และเธอก็ไม่มีกุญแจที่จะไขเข้าไป เหมือนเกมส์ลากจุดที่บางวันก็เชื่อมกันได้ 2-3 จุดติดต่อกันแต่บางวันก็หาจุดนั้นไม่เจอ

บทที่ผมเห็นว่าเด่นไม่แพ้กัน และ แสดงออกมาได้เฉียบคมคือ การมาของพี่สาวจอมควบคุม ที่พยายามยัดเยียดความช่วยเหลือหยิบยื่นแต่สิ่งที่คนรับไม่ต้องการอย่าง Claire (Hope Davis) ทำให้เราเชื่อว่าเธอเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ เป็นพี่สาวที่มีจิตใจดีอยากช่วยเหลือแต่ไม่เคยรู้ตัวว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นเพียงการตอบสนองความต้องการตัวเอง เป็นการให้เพื่อตัวเองไม่ได้ให้เพื่อคนอื่น เมื่อใดก็ตามที่ เราอยากช่วยในสิ่งที่คนรับไม่อยากได้ นั่นเท่ากับเราทำเพื่อตัวเองไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น และ เธอแสดงให้คนดูเข้าอกเข้าใจ Catherine ได้มากว่าเพราะอะไรเธอจึงดูจะประสาทกินเมื่ออยู่กับพี่สาวคนนี้

ในขณะที่ผู้ชายอีก 2 คนในเรื่องอย่าง Anthony Hopkins ก็ทำหน้าที่ตัวเองได้อย่างสมศักดิ์ศรีไม่มีอะไรให้ต้องกังขา ติดตรงที่ผมชักรู้สึกว่าเวลาท่านเซอร์แสดงอารมณ์โกรธแล้วตะคอกมันดูคล้ายๆกันหมดทุกเรื่องไปเสียแล้ว Jake Gyllenhaal อาจจะดูเหมือนไม่ได้แสดงพลังอะไรมากนัก แต่การสามารถประกบรับมือในช่วงขาขึ้นของ Gwyneth Paltrow โดยไม่ทำให้ตัวเองถูกกลบรัศมีไปได้ ก็แสดงว่าเขาเองก็มีดีอยู่ไม่น้อย

... บทภาพยนตร์ในเรื่องคือสิ่งที่ผมชอบมากๆ (บทประพันธ์เรื่องนี้เคย คว้ารางวัล Pulitzer Prize และ Tony award เคยถูกสร้างเป็นละครเวที) ผมเองออกจะชอบมากกว่า Crash เสียด้วยซ้ำ ยอมรับว่าตั้งแต่ต้นปี Crash เป็นบทภาพยนตร์ที่ดีที่สุดจนถึงอาจคว้ารางวัลได้หลายรางวัล แต่บทของ Proof เป็นบทที่ผมชอบมากที่สุด (หนังอีกเรื่องที่ผมชอบและให้ความรู้สึกประทับใจในอารมณ์เดียวกันทั้งที่เรื่องราวต่างกัน คือ The Hour) ทั้งไดอะล็อกที่ทำให้คนดูได้ยิ้มในความช่างคิดสรรหาคำพูดมาโต้ตอบกันของตัวละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉากเปิดตัวตอนแรกระหว่าง Catherine กับ พ่อ ที่แสดงถึงความฉลาดในการจะเล่าเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่ต้องบอกทื่อๆตรงๆอาศัยชั้นเชิงในการหลอกล่อคนดูด้วยการโต้ตอบของตัวละคร นอกจากไดอะล็อคแล้ว การเล่าเรื่องที่ทำให้เราได้เห็นคาแรคเตอร์ตัวละครแต่ละตัวได้อย่างชัดเจน ทั้ง 4 ตัวละครหลักเป็นบทที่มีมิติจับต้องได้มีความลึกของตัวละคร นอกจากนี้การเล่าเรื่องที่แสดงให้เห็นผลกระทบของคนๆหนึ่งที่มีต่อคนที่เหลือหนังก็ทำได้ดี

ตอนที่พี่น้องทะเลาะกันเรื่องการดูแลพ่อ หนังไม่ได้ทำให้คนดูต้องเข้าข้าง ฝ่ายที่เลือกอยู่ดูแลพ่อ เพราะเราก็จะได้เข้าใจฝ่ายที่ทิ้งพ่อไปเหมือนกันว่าเขาคิดอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร ? และทำให้เราเข้าใจว่าเพราะอะไรทั้ง 2 คนจึงมีปฏิกิริยาต่อการตายของพ่อที่แตกต่างกัน Claire ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ เธออาจมีชีวิตที่อิสระและเลือกได้ แต่เธอก็ต้องทำงานหนักเพื่อส่งเสียค่าที่กินที่อยู่ระหว่างพ่อเจ็บป่วย เธออยากให้พ่ออยู่ในมือของหมอซึ่งน่าจะบำบัดพ่อเธอได้ดีที่สุด ในขณะที่ Catherine ก็เลือกที่จะสละทุกสิ่งเพื่ออยู่ดูแลพ่อและไม่อยากให้พ่อต้องเข้าโรงพยาบาล หนังทำให้เราเห็นว่าทั้งคู่ไม่มีใครถูกหรือผิด แต่ละคนต่างใช้ชีวิตตามสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูก สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทั้งคู่ทำก็คือเพื่อพ่อตัวเอง ไม่มีวิถีชีวิตของใครถูกหรือผิดหากเราได้เห็นว่าแต่ละคนนั้นมีที่มาต่างกันอย่างไร

ชีวิต เหมือน สูตรคณิตศาสตร์ ที่บางครั้งเราก็ต้องการพิสูจน์บางสิ่งบางอย่าง

ชีวิต ไม่เหมือน สูตรคณิตศาสตร์ ตรงที่เราไม่สามารถขีดเขียนพิสูจน์ได้ชัดๆเหมือน a+b=c

... เราพิสูจน์ไม่ได้บนกระดาษว่าใครถูกหรือผิดเหมือนกรณีการตัดสินใจของพี่น้องในเรื่อง แต่เราพิสูจน์ได้ด้วยใจว่าทั้งคู่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกันคือความรักที่มีต่อพ่อตัวเอง เราไม่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักฐานว่า สิ่งนี้ดีหรือสวยงามหรือไม่ เหมือนตอนที่ Catherine ถามถึงเรื่องชุดที่เธอสวมใส่กับ Hal ว่าพิสูจน์ไม่ได้ว่าสวยงามหรือเหมาะสมหรือเปล่าแต่เขาตอบจากใจได้ว่าเธอดูสวยงามเหมาะสมกับชุดนั้น บทพิสูจน์ที่ Catherine และ พ่อได้คิดร่วมกันอาจไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นคนเขียน หรือ มันดีอย่างไร แต่คนดูตอบได้ว่า ความสวยงามระหว่างความผูกพันของพ่อลูก สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตาและด้วยใจ

สิ่งที่ชอบ

1.Gwyneth Paltrow … ปีนี้หนังที่ผมทึ่ง อึ้ง ตะลึง กับการแสดงโดยเฉพาะการแสดงออกทางสีหน้าของนักแสดงหญิง มี มาแล้ว 2 คนที่ได้ดูคือ คุณป้า Imelda Staunton จาก Vera Drake (ฉากตำรวจมาบ้าน) คุณพี่ Nicole Kidman จาก Birth (ฉากที่โรงละคร) และ นี่เป็นครั้งที่ 3 กับบทบาท Catherine ของ Gwyneth Paltrow เป็นการแสดงที่ดีที่สุดของเธอที่ผมได้ดูเธอเล่นหนังมา สีหน้าที่สลับไปมาทั้งระแวง โกรธ สับสน ฯลฯ อยู่ในระดับพอดีที่เราไม่รู้สึกว่าเธอกำลังแสดงแต่เธอกำลังรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ยิ่งเมื่อตอนที่เธอกำลังจะ”หลุด”จากความเป็นปกติเธอก็เล่นได้เหมือนอย่างน่าทึ่ง

2.บทภาพยนตร์ ... ที่ผมชอบมากที่สุด คือ ฉากเปิดเรื่องเป็นฉากที่ชาญฉลาดมากในการสรุปเรื่องให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในขณะเดียวกันก็บอกสภาวะจิตใจตัวละครหลัก นอกจากนั้นส่วนที่เหลือ หนังอุดมไปด้วยบทสนทนาที่ทำให้คนดูได้ยิ้มกับความฉลาดของไดอะล็อคของตัวละครที่โต้ตอบกัน และ ทำให้คนดูรู้สึกเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ (ยกเว้นบทสนทนาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ที่มีอยู่ไม่มากนัก ที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าดูไม่น่าเชื่อถือ) David Auburn ที่มาทำหน้าที่เขียนบทและรับผิดชอบบทของเรื่องนี้บนละครเวทีมาแล้วกลายเป็นนักเขียนบทที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง และ ทำให้ Il Mare เวอร์ชั่นฮอลลีวูดที่เขาเขียนบทซึ่งกำลังจะรอฉายทวีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

3.ดนตรีประกอบ ... สร้างอารมณ์ร่วมให้เกิดได้มากขึ้น ฉากรอพิสูจน์สมุดบันทึกตอนท้าย ดนตรีประกอบเร่งเร้าความรู้สึกลุ้นมากทั้งที่ภาพบนจอไม่ได้มากขนาดนั้นเลย ดนตรีประกอบในเรื่องนี้งดงามไม่แพ้กับบทภาพยนตร์

4.Hope Davis ... กับบทพี่สาวผู้จัดการชีวิตจอมบงการ เป็นบทสมทบที่เล่นได้โดดเด่นแบบไม่ไปข่มคนอื่น แต่เด่นในตัวเองด้วยการแสดงที่นิ่งและเด็ดขาด

สรุป ... Proof อาจไม่ใช่หนังดราม่าที่ดีที่สุดแต่ก็จัดได้ว่าเป็นหนังดราม่าที่ผมชอบมากที่สุดของปีนี้ที่ได้ดู จนถึงกับไปดู 2 รอบทั้งที่ SF MBK และ ลิโด้ หากใครชอบหนังดราม่าที่ไม่เร้าอารมณ์จนฟูมฟายในขณะเดียวกันก็ไม่ถึงกับนิ่งเงียบจนหลับคาจอ หากใครก็ตามที่เคยปรามาสว่า Gwyneth Paltrow เล่นได้แต่หนังขายความบันเทิงหรือคาใจกับรางวัลที่ได้จาก Shakespeare in Love แล้วละก็ Proof คือหนังที่ไม่น่าสร้างความผิดหวังให้กับคนดู เชื่อว่านี่คือการกลับมาจับมือกันอีกครั้งของ John Madden และ Gwyneth Paltrow ที่จะผลักดันให้เรื่องนี้ได้ขึ้นเวทีล่ารางวัลกันอีกครั้ง


ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 03 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 10 เมษายน 2549 22:59:42 น. 36 comments
Counter : 2361 Pageviews.

 
ไปดูมาแล้วชอบอะไรหลายๆอย่างเหมือน จขบ.ค่ะ

หลังจากดูเสร็จเราต้องหาร้านนั่งเงียบๆเพียงลำพัง
โดยใช้เวลา1ชั่วโมงในการพักอารมณ์ความรู้สึกที่ค้างมาจากหนังค่ะ


โดย: p_tham วันที่: 3 พฤศจิกายน 2548 เวลา:4:27:02 น.  

 
ชอบนางเอกครับ


โดย: ชายคา วันที่: 3 พฤศจิกายน 2548 เวลา:7:19:03 น.  

 
เขียนได้ดีนะคะ
แต่ดิฉันคิดว่าขาดประเด็นสำคัญของหนัง
สิ่งที่หนังต้องการจะบอก
คือสิ่งซึ่ง Catherine เสนอ Proof
ของตัวเอง ออกมา

ถึงแม้ว่า จขบ. จะไม่อยากสปอยล์
แต่ก็สามารถหยิบยกมาเขียนได้
โดยไม่ต้องบอกกล่าวเนื้อเรื่อง

ชอบหนังเรื่องนี้อีกอย่างตรงแสดงให้เห็นความโดดเดี่ยวของอัจฉริยะ การต่อสู้กับความคิดของตัวเอง การเป็นผู้คิดค้นอะไรใหม่ๆนั้นต้องแลกกับอะไรบ้าง

บทบาทของ Jake Gyllenhaal นี่อ่อนด้อยไปเลยค่ะ เมื่อเทียบกับนางเอก ดิฉันคิดว่าบทของเขาเป็นบทที่ลิเกมากๆ ต่างกับบทของนางเอกและพี่สาวอย่างสิ้นเชิง

อาจจะไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบ


โดย: grappa วันที่: 3 พฤศจิกายน 2548 เวลา:8:05:41 น.  

 
สวัสดีค่ะ

เป็นอีกหนึ่งลิสต์ที่คิดว่าจะดูค่ะ

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะคะ


ดูแล้วจะมาคุยด้วยนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 3 พฤศจิกายน 2548 เวลา:9:00:31 น.  

 
ไปดูมามะวาน

คนข้างๆกรนด้วยอ่ะ

ดูแล้วมึนๆ ออกมาแล้วงงๆ
จริงๆนะ แบบว่า เหมือนจะเป็นบ้าไปด้วยอ่ะ


โดย: แมวซ่า วันที่: 3 พฤศจิกายน 2548 เวลา:9:00:35 น.  

 
น่าไปดูครับ น่าไปดู



โดย: Marvellous Boy วันที่: 3 พฤศจิกายน 2548 เวลา:11:09:21 น.  

 
ดิฉันเองเคยปรามาส Gwyneth Paltrow เมื่อครั้งที่เธอได้ตุ๊กตาทองจากภาพยนตร์เรื่อง Shakespear In love แต่พอมาได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้คงต้องเปลี่ยนใจ เพราะเธอคือนักแสดงที่ทุ่มเทจริง ๆ ค่ะ เพียงแต่ว่าที่ผ่าน ๆ มาเธอมักได้รับบทที่ไม่ดี หรือได้เล่นหนังที่มักจะเจ๊งอยู่บ่อย ๆ

ในขณะที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้น้ำตาไหลไป คิดถึงพ่อไป ดิฉันว่าคนแก่หรือคนป่วยทุกคนต้องการคนมาเยี่ยมหรือดูแลข้าง ๆ นะ โดยเฉพาะพ่อที่แก่ตัวแล้ว และไม่มีใครดูแล ไม่รู้สิคะ แม้จะไม่เคยเป็นคนป่วยขนาดต้องล้มนอนเตียงก็ตาม ดังนั้น การกระทำของนางเอกในเรื่องเป็นการกระทำที่น่ารักมาก สมแล้วล่ะค่ะที่คนเป็นพ่อบันทึกได้ซึ้งขนาดนั้น ฉากที่พระเอก Hal ค้นพบสมุดบันทึกเล่มนั้น ดิฉันว่ามันทำให้คนดูประทับใจเลยล่ะ


โดย: Tai-Sarunya IP: 202.28.179.1 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2548 เวลา:13:06:49 น.  

 
อยากดูมากๆครับเรื่องนี้ เดี๋ยวต้องหาเวลาไปดูสักหน่อย
ขอบคุณสำหรับบทความนะครับคุณหมอ


โดย: infonoom วันที่: 3 พฤศจิกายน 2548 เวลา:16:35:51 น.  

 
อยากดูจังค่ะ คิดว่าจะพยายามไม่พลาดนะ


โดย: azzurrini วันที่: 3 พฤศจิกายน 2548 เวลา:21:20:54 น.  

 
ดูแล้วน้ำตาไหล
สุด ๆ ตรงบทพิสูจน์ของ hopkins ที่บอกว่า


ให้ x เท่ากับความหนาว

ธันวาคมเป็นเดือนที่เหน็บหนาว

เดือนที่หนาวเท่ากับพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์

.....


เดือนกันยายนนักเรียนเปิดเทอม และร้านหนังสือมีคนเต็มร้าน

ให้ x เป็นเดือนที่ร้านหนังสือมีคนเต็มร้าน

จำนวนหนังสือเท่ากับอินฟินิตี้...

...ขณะที่จำนวนเดือนที่หนาวเย็นเท่ากับ 4

ฉันจะไม่มีวันหนาวไปกว่านี้อีกแล้ว....

เค้าใช้ภาษาคณิตศาสตร์มาเชื่อมโยงกับความรู้สึกของกวินเน็ธได้ดีมาก

คนที่เคยสูญเสียพ่อ... ตอนที่เรารู้สึกว่าพ่อของเราไปจากเราแล้วจริง ๆ .... มันเป็นความรู้สึกที่...ไม่มีวันหนาวไปกว่านั้นอีกแล้ว





โดย: เดี๊ยนอยู่ข้างหน้าคุณ IP: 61.90.95.58 วันที่: 4 พฤศจิกายน 2548 เวลา:15:07:03 น.  

 
p_tham ... เหมือนกันครับ ความรู้สึกชอบที่มากขึ้นเกิดหลังจากดูจบแล้วนั่งนิ่งเงียบๆทบทวนเรื่องราวที่ได้ดู

grappa ... ขอบคุณครับกับประเด็นที่ว่ามา เป็นประเด็นสำคัญจริงๆครับ งานหนังสือจบแล้วยังเหนื่อยอยู่มั้ยครับ

...ขอบคุณครับกับทุกความเห็น รอคอยความเห็นท่านถัดๆมาครับ ใครยังไม่ได้ดู ดูแล้วค่อยมาคุยกันอีกรอบได้เลยนะครับ


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 4 พฤศจิกายน 2548 เวลา:21:57:59 น.  

 
กำลังจะไปดู


โดย: jangs IP: 203.114.100.230 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2548 เวลา:21:14:25 น.  

 
มารอว่า เมื่อไหร่พี่จะไปดู Corpse bride แหะๆ


โดย: โยเกิร์ตรสสตอว์เบอร์รี่ วันที่: 6 พฤศจิกายน 2548 เวลา:13:11:55 น.  

 
เข้ามาเก็บตกจ้า นี่คือ blog ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเปิดอ่าน คุณข้างหลังมีความสามารถเยอะจริง ๆ นะคะ ทั้งความรู้เรื่องหนัง คอมฯ และการสะกดรอย ฮ่า ฮ่า นับถือ


โดย: เดี๊ยน IP: 61.90.95.92 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2548 เวลา:13:34:39 น.  

 
ชอบ Gwyneh ในเรื่องนี้มาก แสดงได้ขาดดีจริงๆ
ก่อนหน้านี้ก็ชอบเรื่องอื่นๆที่เค้าเล่นนะ แต่เรื่องนี้ นับถือๆเลย เล่นได้เข้าถึงบทมากๆ


โดย: Androphobia (Androphobia ) วันที่: 6 พฤศจิกายน 2548 เวลา:21:23:27 น.  

 
โยเกิร์ตรสสตอว์เบอร์รี่ ... ไปดูอาทิตย์หน้าจ้า


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 6 พฤศจิกายน 2548 เวลา:22:29:15 น.  

 
คิดว่าดูแน่นอนครับเรื่องนี้ แต่รอให้ออกเป็นแผ่นก่อนดีกว่า


โดย: ซ่อนมีด IP: 203.144.155.226 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2548 เวลา:22:34:02 น.  

 
หนังน่าสนใจจังค่ะ...
วันนี้ว่างพอดี..เดี๋ยวว่าจะไปดูหน่อย...
ถ้ามีโอกาสได้ไปดูหนังที่เกี่ยวกับฟุตบอลที่ฉายที่ House ก็เอามาวิจารณ์ให้ทราบหน่อยนะคะ...


โดย: SnowBelL IP: 210.246.160.3 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2548 เวลา:9:50:44 น.  

 
ชอบเรื่องนี้คะ
ดีผิดคาดอะโดยเฉพาะนางเอก
เพราะหลังจากดู Shakespear In love ไม่ค่อยประทับใจเลย แต่เรื่องนี้ Gwyneth เล่นดีนะ
ด้วยตัวเองเป็นเด็กวิทย์ดูแล้วค่อนข้างอิน
เข้าใจอารมณ์นางเอกเลยอะ แต่เรายังไม่หลุดนะ


โดย: bi-tong IP: 202.28.181.7 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2548 เวลา:20:20:11 น.  

 
SnowBelL ... เอ หนังฟุตบอลที่ House ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรครับ ช่วงนี้เหมือนมีแต่ Goal (เขียนไว้ถัดจากเรื่องนี้ ) กับ Hooligans เรื่องหลังนี้อดดูเพราะรอบหมดไวมาก


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 10 พฤศจิกายน 2548 เวลา:20:50:26 น.  

 
เยี่ยม เจ๋ง ชอบๆ


โดย: แบรด IP: 203.151.140.122 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2548 เวลา:23:10:42 น.  

 
My favourite acter is Anthony Hopkins


โดย: ^ VeRy i ^ IP: 202.28.77.30 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2548 เวลา:20:06:35 น.  

 
อ่านที่พี่เขียนแล้วเข้าใจขึ้นเยอะเลยค่ะ รู้สึกว่าตอนตัวเองดู ตีโจทย์ไม่แตก ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่หนังจะสื่อเท่าไหร่ แต่ก็ค่อนข้างชอบนะคะ ดูจบแล้วอึ้งทีเดียว
ปล. แต่ยังไงก้ยังชอบ Crash มากกว่าอยู่ดี


โดย: azzurrini วันที่: 22 พฤศจิกายน 2548 เวลา:19:56:33 น.  

 
มาเติมอีกนิดค่ะ ชอบที่พี่เขียนเรื่องบทของแคลร์ ตอนที่ดูไม่ทันคิดเลยว่าบทนี้สื่อถึงอะไร แต่ตอนนี้ถึงเพิ่งเข้าใจ เห็นด้วยมากๆค่ะว่า Hope Davis เล่นดีจริงๆ


โดย: azzurrini วันที่: 23 พฤศจิกายน 2548 เวลา:21:13:13 น.  

 
ไปมาแล้วค่ะ
แบบว่าเป็นการไปดูที่ออกจะบังเอิยๆหน่อย
แต่หนังสนุกดี
เห็นแล้วอิจฉานางเอกมากๆๆที่เก่งเลข555+
ชอบตอนเริ่มกับตอนจบที่มีบรรจบกันได้พอดีเชียว
แล้วก็ชอบตอนหลังจากที่นางเอกกะพระเอกมีไรกันแล้วมาอยู่ตรงบันได


โดย: J IP: 58.10.76.45 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2548 เวลา:14:20:32 น.  

 
Gwyneth เลยกลายมาเป็นดาราในดวงใจเพราะเรื่องนี้ไปเลย ชอบเสียง(สำเนียง)ของเทอในหนังเรื่องนี้มาก อยากจะคิดว่านี่เทอไปฝึกสำเนียงมาเพื่อเล่นหนังนี้ด้วยหรือเปล่า ถ้าใช่ก็เรียกได้ว่าเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมเอามาก ๆ เลยค่ะ

ไม่ได้คาดว่าหนังจะดีขนาดนี้ ไปดูแล้วเลยอึ้งจริง ๆ ค่ะ เป็นการเขียนบทที่เฉลียวฉลาดมากจริงๆ


โดย: Lily of the Valley IP: 61.91.168.27 วันที่: 3 มกราคม 2549 เวลา:0:16:51 น.  

 
กำลังคิดอยู่ว่าจะดูเรื่องนี้ดีไหม เลยแวะมาอ่านก่อน ขอบคุณค่ะ อ่านแล้วก็อยากไปดูเลยค่ะ อยากรู้ว่า กวินเน็ธ จะแสดงได้ดีขนาดไหน


โดย: alpha IP: 128.12.145.80 วันที่: 14 มกราคม 2549 เวลา:10:49:05 น.  

 
ได้ยินมานานว่าเป็นหนังที่น่าดู
วันนี้ได้มีโอกาสดู พบว่าเป็นหนังที่มีแง่มุมดี มีบทสนทนาที่แหลมคม และหนังสื่อความสัมพันธ์ ความผูกพัน ความหวังดี ความกลัว ตามแบบลักษณะของแต่ละคนได้ลึก
เรื่องนี้กวินเน็ท เล่นได้ดีมากๆๆๆ ดีกว่าตอนได้ออสการ์อย่างมาก และดูสวยเก๋มีเสน่ห์อย่างธรรมชาติ ดูแล้วชอบเธอเลย(จากที่เฉยๆมาตลอด)

คุณผมอยู่ข้างหลังคุณ วิเคราะห์ได้ลึกนะคะ อ่านแล้วเชื่อเลย โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์


โดย: I approve this. IP: 58.9.158.172 วันที่: 9 เมษายน 2549 เวลา:22:32:00 น.  

 
แล้วตอนนี้เราจะบ้าหรือเปล่า เนี่ยสับสน


โดย: คนถนัดเลข IP: 203.172.117.46 วันที่: 11 เมษายน 2549 เวลา:18:01:11 น.  

 
ดูหนังเรื่องนี้เพราะกวินเน็ธ และ เจคเล่น เป็นนักแสดงในดวงใจของเราทั้งสองคนเลยล่ะ ชอบทั้งหน้าตา การแสดง และความเข้าถึงบท
ชอบหนังเรื่องนี้ เหมือนกับเจ้าของบลอกตรงที่ชอบบทฉลาดๆ ของหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
แค่ประโยคสนทนาตอนเปิดตัวหนังก็โดนไปแล้ว
แถมตัวละครก็แสดงได้เข้าถึง ไม่มีติดขัด ทั้งที่ไม่มีเล่าเรื่องราวซับซ้อนมากนัก แต่หนังก็ทำให้คนดูติดอยู่กับการดำเนินเรื่องที่ทั้งงดงามและน่าเศร้า
เดิมก็ชอบหนังที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ และผู้ป่วยจิตเภทอยู่แล้ว ยิ่งดูเรื่องนี้ ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่
ดีใจที่มีคนสร้างหนังที่พยายามจะมองให้ลึกไปถึงจิตใจและแก่นแท้ของผู้คน


โดย: ดักแด้สีขาว http://spaces.msn.com/kangalala/ IP: 222.148.23.49 วันที่: 20 เมษายน 2549 เวลา:19:11:56 น.  

 
หนังเรื่องนี้ดีจนอึ้ง!

ชอบที่สุดคงเป็นสูตรที่ Robert คิดได้ซึ่งนำมาเฉลยในตอนท้ายเรื่อง
แม้สำหรับเนื้อเรื่องแล้วสูตรนี้เป็นเพียงสูตรแห่งการยืนยันว่า Robert ไม่ได้หลุดพ้นจากภาวะชงักงันนั้น
และเป็นเสมือนจุดจบที่เฉลยปริศนาที่ล่อหลอกคนดูมานาน
แต่สำหรับแก่นเรื่องแล้ว บทนี้อธิบายหัวใจของมันได้เป็นอย่างดี
ผ่านคำแสดงสัญลักษณ์เพื่อสื่ความหมายโดยนัย
เชื่อมโยงเรียงร้อยเข้ากับเหตุการณ์ของตัวละคร
พร้อมทั้งเป็นเสมือนสารบอกเล่าภาวะขณะจิต
และความคิดภายในที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอกของตัวละคร Robert

แค่บทในตอนนี้ ก็ไม่ต้องอธิบายแล้วว่าทำไมควรให้คะเเนนเต็มกับบทภาพยนตร์เรื่องนี้



โดย: m_phine IP: 72.154.107.44 วันที่: 1 กันยายน 2549 เวลา:14:28:49 น.  

 
อีกประเด็นหนึ่งของหนังเรื่องนี้ที่น่าจะพูดถึงคือ
เขาเล่นกับคำว่า proof
proof ก็คือบทพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์
และอีกนัยหนึ่งที่หนังเรื่องนี้สื่อออกมาแล้วทำให้จี๊ดใจฉันมาก ก็คือ บทพิสูจน์ของความรัก
กล่าวคือ ตอนที่ แคเธอลีน เอาทฤษฎีคณิตศาสตร์ที่เธอคิดค้นเองได้ไปให้กับฮาล
แต่ฮาลกลับไม่เชื่อว่าเป็นของเธอ เพราะลายมือนั้นเหมือนของพ่อเธอมาก
ซึ่งตรงนี้ทำให้เธอเสียใจมาก จึงได้ตัดสินใจจะไปอยู่กับพี่สาว
ก็คิดดูสิ ว่ามันเจ็บขนาดไหนถ้าแม้แต่คนรักของเรายังไม่เชื่อเราเลย


โดย: tsukiko IP: 202.44.135.35 วันที่: 11 กันยายน 2549 เวลา:11:28:40 น.  

 
เพิ่งดูวันนี้จาก DVD ไม่ใช่แนวที่ชอบ แต่ก็ได้อะไรเยอะดีครับ จากหนังเรื่องนี้


โดย: คนขับช้า (คนขับช้า ) วันที่: 5 ตุลาคม 2549 เวลา:23:35:52 น.  

 
ขอทำ link หน้านี้ หน่อยนะคะ
ชอบหนังเรื่องนี้มากค่ะ เพิ่งดูเมื่อวาน


โดย: Serendipity_t วันที่: 17 ตุลาคม 2549 เวลา:0:27:01 น.  

 
ผมกลับเฉยๆกับเรื่องนี้นะครับ

1. ผมไม่เชื่อว่า Gwyneth Paltrow ในเรื่องจะเป็นอัจฉริยะได้จริง อาจจะเป็นอคติในจิตใต้สำนึกของผมก็ได้นะครับ แต่มันทำให้ผมดูเรื่องนี้แบบไม่มีความน่าเชื่อถือ

หรืออาจจะเป็นเพราะบทที่ไม่มีการปูให้ผมรู้สึกได้ว่าเธอฉลาดจริงก็เป็นได้

2. อีกอันที่ไม่น่าเชื่อถือ คือ poem ของ Hopkins ที่ในความรู้สึกผมคือ ต่อให้มีความผิดปกติทางจิตยังไง โคตรนักคณิตศาสตร์จะร่ายบทออกมาได้ซับซ้อนกว่านี้แน่ เท่าที่ผมได้ยินมันเป็นแค่คณิตศาสตร์ระดับมัธยมเท่านั้น

ก็นั่นแหละครับ อาจจะเพราะผมอยู่ในวงการจำพวกนี้ด้วย บทมันเลยฟังดูไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีฉากไหนเลยที่ทำให้ผมรู้สึกว่านี่มันเป็นหนังที่มีนักคณิตศาสตร์ 'จริงๆ' เค้าคุยกัน


โดย: Lueng IP: 160.39.59.190 วันที่: 5 เมษายน 2550 เวลา:16:49:01 น.  

 
พึ่งได้ดูแต่ประทับใจมาก จนต้องมาอ่านบทความย้อนหลังเลย เพระอยากรู้ว่าคนอื่นจะมีความรู้สึกแบบเดียวกันหรือป่าว เราชอบที่ชีวิตต้องแก้กันไปทีละบรรทัด เป็นหนังทีให้ความรู้สึกดีมากเลยค่ะ


โดย: แก้วฟ้า IP: 125.25.194.193 วันที่: 4 สิงหาคม 2551 เวลา:23:04:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2548
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
3 พฤศจิกายน 2548
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.