www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Déjà vu , เอ๊ะ เราเคยเจอมาก่อนหรือเปล่า



...ถ้าปีหน้าผู้สร้างหนังยังคิดพล็อตใหม่ๆไม่ได้ สิ่งที่คนเขียนบทหรือผกก.ควรทำมากที่สุด คือ หยิบ Déjà vu มานั่งดูแล้วศึกษาว่า การนำพล็อตเก่าๆตัดต่อมายำใหม่ให้สร้างสรรค์โดยไม่ใช่ การลอกเลียนหรือใช้ของเก่าแบบสิ้นคิด ต้องทำอย่างไร

เพราะทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่คนดูเคยเห็นมาก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการเจาะเวลาหาอดีตเพื่อช่วยคนสำคัญ อย่างใน Frequency หรือ การย้อนกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตแล้วส่งผลกระทบต่อปัจจุบันโดยอ้างอิงทฤษฎี The Butterfly effect จากหนังชื่อเดียวกันกับทฤษฎี หรืออย่างใน A sound of thunder

เรียกได้ว่าถึงรู้สึกว่าคุ้น ประมาณว่า เอ๊ะ เราเคยเจอประเด็นนี้มาก่อนแล้วหรือเปล่าหว่า แต่เมื่อหนังยังสามารถขยักปมบางอย่างไว้ให้คนดูได้ลุ้นแบบมีชั้นเชิง บทหนังรู้จักผูกเรื่องราวชวนให้น่าสนใจทิ้งคำใบ้ให้ต้องติดตาม ผู้กำกับรู้จักที่จะเร่งเร้ากดดันจังหวะให้ตื่นเต้น

แม้จะเป็นของเก่า ก็ยังเล่าได้สนุกเหมือนใหม่อยู่ดี กว่าจะรู้ตัวว่า เคยดูมาแล้ว กว่าจะคิดได้ว่า หนังมีช่องโหว่อย่างไร ก็ต่อเมื่อหนังจบแล้ว

ถ้าทำได้เช่นนั้น คนดูจะไม่รู้สึกหรอกว่า เฮ้ย นี่มันเลียนแบบเรื่องนั่นนี่หว่า หรือ เอ นี่เราเคยดูนี่หว่า แต่อาจจะรู้สึกแค่ว่า เอ๊ะ นี่มัน Déjà vu หรือเปล่านะ

Déjà vu มีความหมายถึง ปรากฏการณ์ที่ประสบเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วรู้สึกราวกับว่า เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แถมยังกลายมาเป็นมุกตกยุคสมัยที่ถูกใช้บ่อยๆเวลาจีบสาว กับ ประโยคที่ว่า เอ๊ะ เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่านะ และ หนังตัวอย่างของ Déjà vu ก็หยิบมุกนี้มาใช้ได้อย่างเก๋ไก๋ทีเดียว

ในตอนแรกผมเข้าใจว่า ชื่อหนัง Déjà vu จะหมายถึง อำนาจพิเศษของพระเอกที่สามารถใช้พลังจิตช่วยคลี่คลายคดี คล้ายๆกับ พระเอกในการ์ตูนเรื่อง ไซโคเมเทอร์ เอจิย์ กลับกลายเป็นว่า หนังไม่ได้ใช้ Déjà vu เพื่อมาอธิบายเหตุการณ์ แต่หนังใช้เหตุการณ์ในเรื่องเพื่อสร้างทฤษฎีใหม่สำหรับอธิบายที่มาของ Déjà vu ว่า มันอาจไม่ใช่ปรากฎการณ์ของจิตใจอย่างที่เคยเข้าใจกันมา

...สังเกตว่าหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ก็ดูเหมือนฮอลลีวูด จะเกรงๆและเกร็งๆในการนำเสนอภาพวินาศกรรมหมู่ ก่อนที่เราจะได้เห็น ฉากนี้แบบ จะๆสมจริงๆอีกครั้งใน ฉากเปิดเรื่อง ของ Déjà vu ที่เรือล่องแม่น้ำเกิดระเบิดพังพินาศพร้อมกับพรากชีวิตผู้คนทั้งทหารเรือและเด็กๆ กว่า ห้าร้อยชีวิต กลางแม่น้ำ โดยฝีมือของ ผู้ก่อการร้ายที่ทางตำรวจยังหาร่องรอยไม่ได้



เจ้าหน้าที่ ดั๊ก คาร์ลิน (เดนเซล วอชิงตัน) พระเอกของเรื่องผู้มีความสังเกตสังกา ในฐานะเจ้าถิ่นหรือคนในท้องที่ ค่อยๆแกะรอยหลักฐานตามสัญชาตญาณ นำให้เขาไปพบศพหญิงสาวปริศนา ที่ลอยมากับสายน้ำแต่ดูเหมือนว่า จะเป็น ศพที่เกิดจากการอำพรางคดี ที่ผู้ร้ายทำเนียนให้เหมือนว่า ตายพร้อมเรือระเบิด ความฉลาดเฉลียวของเขาทำให้เขาถูกดึงตัวเข้ามาร่วมกับทีมสอบสวน และ พาเขาไปพบกับเครื่องมือใหม่สุดแสนไฮเทคล่าสุดที่ชื่อว่า สโนไวท์

สโนไวท์ คือ ชื่อเครื่องมือ ที่ย่นช่วงเวลาสองช่วงให้มาบรรจบกัน นั่นคือ ทำให้เวลาในอดีตมาปรากฎตรงหน้าเวลาปัจจุบัน เราจึงสามารถเห็นชีวิตของใครก็ได้ ที่ไหนก็ได้ภายใต้รัศมีที่กำหนดไว้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลา สี่วันที่แล้ว แต่ เราทำได้แค่มองโดยไม่สามารถเข้าไปทำอะไรได้ เพราะมันเป็นเหตุการณ์ในอดีต

การมีข้อจำกัดที่ว่า เห็นย้อนหลังได้แค่ สี่วัน และ การดูแต่ละครั้งเห็นได้แค่ครั้งเดียว (จะกดปุ่มค้างจะกรอย้อนกลับไม่ได้) เป็นจุดสำคัญที่หนังเล่นได้สนุกได้มาก เพราะตัวละครและคนดูจะไม่สามารถย้อนเวลาได้ดั่งใจ แต่ต้องอดทนรอให้ผ่านไปสี่วันก่อน จึงจะรู้ความจริง และ นั่นทำให้ตัวละครในหนังต้องตัดสินใจทำอะไรให้คุ้มที่สุดเป็นการพิสูจน์ความฉลาดของบทหนังไปพร้อมๆกัน

ผลของการมี สโนไวท์ ทำให้ทีมสืบสวนนี้ต้องโฟกัสหาตำแหน่งสำคัญที่คิดว่า คนร้ายเดินผ่านและลอบมาวางระเบิด แต่นั่นหมายความว่า ทุกคนต้องรอให้เวลาผ่านไปก่อน สี่วัน จึงจะเห็นหน้าคนร้าย



ดั๊ก ทนไม่ได้ที่จะนั่งดูเฉยๆปล่อยเวลาผ่านไป เพราะเขาเกิดปิ๊งกับเหยื่อฆาตกรรมที่เป็นสาวงามหลังจากเฝ้ามองชีวิตเธอผ่านจอมอนิเตอร์ย้อนอดีต แถมตัวเขาเองยังรู้สึกคุ้นเคยกับบางรายละเอียดหลักฐานที่ดูเหมือนว่า ตัวเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเธออย่างแปลกประหลาด เขาจึงขออาสาพาตัวเองข้ามผ่านทะลุเวลาไปยังอดีต โดยอาศัยเครื่องมือชิ้นนี้ ทั้งที่ยังไม่เคยมีการทดลองกับสสารใดๆมาก่อน เพื่อช่วยชีวิตนางเอกของเรื่อง

...และนับจากนี้ คือ ความยากและทะเยอทะยานของหนังเป็นอย่างยิ่ง ที่จะใช้ทฤษฎีทั้งเรื่องรูหนอน มิติคู่ขนาน และ ย้อนเวลา มาทำให้คนดูต้องขบคิดและใช้สมองอย่างหนัก จนเราไม่ทันสังเกตว่าหนังมีช่องโหว่ตรงไหนเพราะมัวแต่นั่งไล่เรียบเรียงเรื่องราวตรงหน้าที่เดินหน้าอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับผม ที่ตอนดูมัวแต่นั่งงงว่า พระเอกจะใส่แว่นไล่ผู้ร้ายไปทำไม ในเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสี่วันโน้น ก่อนที่จะค่อยๆเข้าใจว่า เขาขับรถเพื่อไล่ไปหาแหล่งกบดาน เป็นต้น



...ใจจริงตอนแรกก็หวั่นๆเมื่อเห็นชื่อผู้กำกับเป็น โทนี่ สก็อต ทั้งที่แต่เดิมนั้น ชื่อนี้กับหนังแอคชั่นคุณภาพอย่าง Enemy of the State และ Crimson Tide รวมไปถึง Top gun เป็นเครื่องหมายการันตีว่าจะได้ดูหนังแอคชั่นชั้นดีมีสไตล์และมีคุณภาพ

ก่อนที่งานชิ้นหลังๆของเขาทำให้ผมเมาไปกับลีลาการถ่ายทำหวือหวาจัดจ้านเกินหน้าเกินตาเนื้อหา อย่างใน Man on Fire หรือจะเป็น หนังสั้นตอนที่เขากำกับใน The hire ที่เวียนหัวเป็นที่สุด กับ การตัดต่อหนังแบบฉับๆๆหรือสีสันแสบตาพร้อมเหวี่ยงกล้องเป็นว่าเล่น จนเมื่อผมเห็นตัวอย่างหนังเรื่องแล้วของเขาอย่าง Domino ก็ตัดสินใจบอกผ่านโดยไม่ต้องคิดนาน เพราะไม่อยากไปเมาหนังในโรง

น่ายินดีเมื่อเห็น โทนี่ สก็อต กลับมาใส่ใจในตัวบท มากกว่า สไตล์ Déjà vu ไม่ได้โชว์เก๋าถ่ายภาพเหนือชั้นอย่างไม่จำเป็น

...หนังใช้ประโยชน์จากลูกเล่นอันแพรวพราวของ โทนี่ สก็อต ได้อย่างพอดิบพอดีเหมือนกับตอน Enemy of the State และ Spy game (ผมเป็นคนกลุ่มน้อยที่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ แต่สังเกตดีๆก็เหมือนจะออกอาการโชว์ลีลาแล้ว เพราะจะเห็นได้ว่า บางฉากหนังหมุนรอบตัวเองบ่อยมากทั้งที่ฉากนั้นตัวละครนั่งคุยกันเฉยๆ) เพราะ เทคนิคการถ่ายทำที่หวือหวาของเขาสร้างความตื่นเต้นให้กับหนังอยู่เป็นระยะๆ เช่นฉาก การขับรถควบสองช่วงเวลา หรือ ซีนไหนที่ไม่มีแอคชั่น หนังก็เหมือนมีอะไรขับเคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ตลอด หรือจะเป็น ฉากระเบิดเรือ ก็ทำออกมาได้สมจริงมาก และ ดูเป็นงานสเกลใหญ่สมกับอยู่ในการดูแลของเจอรี่ บรั๊คไฮเมอร์

แถมยังมีความน่าสนใจตรงที่ว่า ฉากระหว่างคู่พระ-นาง แม้จะเป็นเพียง จอภาพ(นางเอก)กับคน(พระเอก) โทนี่ สก็อต กับ ตากล้อง ก็ถ่ายทอดอารมณ์นุ่มนวลโรแมนติกออกมาได้ชวนเชื่อจนคนดูคล้อยตาม พฤติกรรมสู้เพื่อเธอ ของพระเอกอย่างไม่รู้ตัว



...ในส่วนนักแสดง เดนเซล วอชิงตัน ทำหน้าที่ได้ในระดับมาตรฐาน และ น่าหมั่นไส้ได้ดีในฉากกวนโอ๊ย ที่เล่นร้ายได้ดูแสบสนิท(ศิษย์ส่ายหน้า) คือ จิม คาวีเซล ที่สีหน้าแววตาดูชั่วอย่างหลงผิดชนิดได้ใจ




มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ชวนให้สงสัยในการปรากฎตัวเป็นนักแสดงสมทบไร้ความสำคัญ ทั้งที่ปกติตัวเขานั้นมากับฉายานักแสดงอีโก้สูงผู้เลือกแต่บทพระเอกเด่นๆอย่าง วาล คิลเมอร์

ซึ่งบางคนที่ดูหนังเรื่องนี้ อาจสงสัยในตอนจบหรือในระนาบเวลาของหนังว่าตกลงมันเป็นอย่างไร มันขาดเหตุผลหรือไม่ แต่ผมกลับสงสัยเพียงแค่ข้อเดียวคือ วาล คิลเมอร์ เลือกมารับบทที่แสนจะธรรมดาในเรื่องนี้เพราะอะไร (เพราะขนาดเรื่องล่าสุดที่รับบทนักสืบเกย์ใน Kiss Kiss Bang Bang ก็ยังเป็นบทสมทบที่เด่นจนแทบจะขโมยซีน โรเบิร์ต ดาวนี่ จูเนียร์)



Spoiler alert ถัดจากนี้ ตัวอักษรสีส้ม เฉลยและถกถึงจุดสำคัญและตอนจบของเรื่อง




...ตอนจบของหนัง เสียดายตรงหนังเลือกที่จะสรุปแบบ ฮอลลีวู๊ดฮอลลีหวูด ไปหน่อย กับบทลงเอยอย่างสวยงาม จนต้องตามมาด้วย ข้อขัดแย้งในใจเพราะหากอ้างอิงทฤษฎีว่าเราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ หรือ ถ้ายิ่งพยายามเปลี่ยนก็จะยิ่งยุ่งเหยิง แต่พอลองคิดสะระตะอีกที หนังก็อุดช่องโหว่ตรงนี้ด้วยคำพูดตัวละครคนหนึ่งในหนังแล้วว่า

หากเปรียบเวลาเหมือนแม่น้ำสายหนึ่ง เราย้อนไปขัดขวางต้นน้ำ ไม่ได้แปลว่า สายน้ำสายเดิมจะเปลี่ยนแปลง แต่มันอาจทำให้เกิดแม่น้ำสายใหม่ โดยที่สายเก่าก็ยังดำเนินอยู่ต่อไป

เช่นเดียวกัน การย้อนเวลาของ ดั๊ก อาจทำให้เป็นเช่นนี้

นั่นคือถ้ายอมรับในทฤษฏี โลกคู่ขนาน

แม่น้ำสายเดิม ก็เปรียบได้กับ โลก A ซึ่งดำเนินต่อไปข้างหน้าโดยที่ นางเอกตายไปแล้ว + เรือระเบิดไปแล้ว >> พระเอกถูกส่งย้อนเวลาไป แล้วก็ตายจากระเบิดในโลกอดีต โลก A ใบนี้ พระเอกหายสาบสูญจากการย้อนเวลา >> คดีปิด >> ผู้ร้ายถูกดำเนินคดี นางเอกเป็นศพเช่นเดิม

โลกอีกใบคือ โลก B โลกที่เกิดจาก การที่พระเอกจากโลก A เข้ามาขัดขวางผู้ร้ายทัน >> พระเอกจากโลก A ถูกระเบิดตายไป เรือไม่ระเบิด >> ผู้ร้ายถูกจับ >> พระเอกในโลก B มีชีวิตอยู่เดินมารับนางเอกแล้วขับรถออกไปด้วยกัน แล้ว พระเอกในโลก B นั้นคุ้นเคยกับเหตุการณ์ตรงหน้า สมกับชื่อหนังที่ว่า Déjà vu

ไม่ว่าจะโลก A หรือ โลก B เครื่องมือสโนไวท์ก็ยังมีอยู่ต่อ เพียงแต่ในโลก B ไม่ได้ถูกนำมาใช้ดำเนินคดีเท่านั้น และ โลกสองใบนี้นั้นก็ดำเนินต่อไปโดยไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เหมือน แม่น้ำคนละสาย

แต่ หากหนังจะไม่เลือกจบแบบนี้ และ ยังคงยึดมั่นกับหลักการที่ว่า มนุษย์เปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ ไม่ว่าจะเข้าไปแก้ไขอย่างไร ผลสุดท้ายยังคงเหมือนเดิม มิหน้ำซ้ำอาจกระทบรุนแรงยิ่งกว่า ปานประหนึ่งว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ทำให้ผมแอบคิดเล่นๆถึงตอนจบของหนังว่า

หากกำหนดให้พระเอกเองเป็นตัวการที่นำรถติดระเบิดไปติดใต้ท้องเรือโดยไม่ได้ตั้งใจเหมือนในฉากขับรถลงทะเล ส่งผลให้ เรือระเบิดอยู่ดี ผู้ร้ายรอดตายกลับมาฆ่านางเอกทิ้งเหมือนศพที่เห็นตอนต้น แล้ว บังเอิญพระเอกถูกคนพบเห็นก่อนขึ้นเรือหรือโดยกล้อง ก่อนที่ เครื่องมือ สโนไวท์ จะย้อนอดีตเห็นหน้าพระเอกเป็นหลักฐานพยานชวนให้ได้ข้อสรุปว่า พระเอก คือ คนที่วางระเบิด แล้ว ผู้ร้ายก็ลอยนวลไปตาม destiny ที่ตัวเองพูด หนังคงทำร้ายจิตใจแต่ชวนจดจำน่าดู กับ ผลพวงของการดึงดันเข้าไปแก้ไขอดีตและฝืนธรรมชาติของมนุษย์


สิ่งที่ชอบ

1.ของเก่ามาขายใหม่ ... อย่างที่ว่าไว้ ถึงจะเป็นของเก่าที่เอามายำเล่าผสมใหม่ ก็ยังทำให้ช่วงเวลาในหนังไม่ใช่การนั่งดูแบบ เดาได้ แต่เป็นการที่ยังคงได้ขบคิดอยู่ตลอดว่า คำใบ้ที่ให้มามีความหมายเช่นไร หนังจะไปจบอย่างไร

2.โทนี่ สก็อต ... สองเรื่องก่อนหน้านั้นทำให้ผมถอดใจไม่คิดจะดู Domino ทั้งที่มีคีร่า ไนท์ลี่ย์ ขวัญใจร่วมแสดง แต่เรื่องนี้แม้ว่าอาจจะยังไปไม่ถึงในระดับเดียวกับ Enemy of the state แต่ก็พอที่จะทำให้ต้องเปลี่ยนใจกลับมาภักดีกับหนังของโทนี่ สก็อตอีกครั้ง

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.ความไม่น่าเชื่อถือ ...ตอนดูรู้สึกเหมือนกับว่า เรื่องราวการย้อนเวลามีจุดให้ไม่เชื่อถือ แต่ เมื่อหนังจบลงซักพักแล้วนั่งคิด ก็พอหาข้อสรุปได้ตามที่เขียนไว้ตรง Spoil ข้างต้น แต่ ที่แวบขึ้นมาและชวนขัดใจนิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องของ ระนาบเวลา แต่คือ เรื่องของ การตัดสินใจของพระเอกที่ยอมสละชีวิตเพื่อเข้าไปช่วยนางเอกจากการเห็นหน้าเพียงครั้งเดียวบนจอมอนิเตอร์ แม้จะอ้างอิงถึงความคุ้นตาหรือ เดอ จา วู ก็ตาม

สรุป ...Déjà vu เป็นหนังแอคชั่นทริลเลอร์ที่ไม่ค่อยมีฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม และ เต็มไปด้วยความคุ้นเคยชนิดที่ดูไปต้องคิดในใจว่า เอ๊ะ บางประเด็นในหนัง เราเคยเจอมาแล้วหรือเปล่านะ แต่ก็ยังดูสนุกและตื่นเต้นเกือบตลอดเวลา คุ้มค่าตั๋วแต่ว่า อย่าไปในวันที่สมองอ่อนล้าเกินไป เพราะนอกจากว่า จะตามหาความผิดพลาดของการเล่นกับเวลาไม่ได้ ยังอาจจะตามเนื้อหาไม่ทันอีกต่างหาก

ว่าแต่ อ่านบทความนี้ แล้วคุณรู้สึกว่า เอ๊ะ เราเคยเจอมาก่อนหรือเปล่า บ้างไหม


ป.ล. ... ช่วงนี้มีหนังเกาหลีเรื่องหนึ่งที่เข้มข้น สนุกสนาน นำเสนอประเด็นน่าสนใจ มีบทที่ยอดเยี่ยม มีทีมนักแสดงที่เยี่ยมยอด ใครชอบหนังที่มีดีตรงบทกับการแสดง ห้ามพลาดเด็ดขาด แถมยังมีเครดิตเป็นตัวแทนประเทศไปเข้าชิงออสการ์อีกต่างหาก เสียดายที่ ค่ายหนังที่เอาเข้ามา ทำการโฆษณาแบบเสียของมากๆ เชิญชวนไปดูครับกับ The King and the Clown



ใกล้หมดปีแล้ว ชวนเพื่อนๆเตรียมเลือก 10 หนังชอบ / 5 หนังไม่ชอบ / 5 ตัวละครประทับใจ / 10 ฉากประทับใจ มาคุยกันใน Blog ส่งท้ายปี เหมือน สองปีที่ผ่านมาครับ ตอนนี้เลือกเก็บไว้ในใจก่อนได้เลยจ้า ยังไม่ต้องตอบตอนนี้เน้อ


2 Blog ชวนคุยล่าสุด

ถ้าสามารถย้อนอดีตได้ 1 ครั้ง คุณจะย้อนไปช่วงเวลาไหน และ ย้อนไปทำอะไร ?
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=5&month=12-2006&date=11&blog=1

รักครั้งแรกของคุณเป็นอย่างไร ?
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=4&month=12-2006&date=02&blog=1



ขอฝาก"หนังสือรัก"ไว้กับผู้อ่านด้วยเน้อ กับ พ็อกเก็ตบุ้คเล่มแรก ที่หยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



(วางขายตามร้านหนังสือทั่วไปแว้ว)
ปีใหม่นี้ มอบ"หนังสือรัก" เป็นของขวัญแด่คนที่คุณรัก



ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

เริ่มต้นอ่านครั้งแรก ชวนคลิก ชวนคุยกันที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง




ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป



Create Date : 10 ธันวาคม 2549
Last Update : 12 ธันวาคม 2549 15:22:51 น. 23 comments
Counter : 4586 Pageviews.

 
ดูเรื่องนี้แล้วต้องคิดตามให้ทันจริงๆ
ชอบค่ะ มันส์ ลุ้นตลอด
แต่ก็ยังพยายามหาเหตุผลในเรื่องของการย้อนเวลา โลกคู่ขนานอยู่ เหอๆ
ยังทำให้งงกับในหนังบ้างตอนที่พระเอกย้อนเวลากลับไป
คิดว่าดูเรื่องนี้แล้วคุ้มค่ะ



โดย: YUI_MUNMOO วันที่: 10 ธันวาคม 2549 เวลา:2:23:35 น.  

 
เพิ่งไปดูมาค่ะ
ดูไป ลุ้นไป
แต่แอบงงเล็กๆกับฉากจบน่ะค่ะ
สรุปว่า ชอบแผงอก แดนเซล วอชิงตันมากเลยค่ะ กว้างน่าซบดี


โดย: นางกอแบกเป้ วันที่: 10 ธันวาคม 2549 เวลา:6:44:50 น.  

 
ผมเป็นนักศึกษาปริญญาโท กำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับเว็บบล็อกอยู่
จึงใคร่ขอความร่วมมือจากท่านเจ้าของเว็บบล็อกนี้ ถ้าไม่เป็นการรบกวนกรุณาติดต่อกลับมาที่ greentea_sp@hotmail.com
ถ้าขอความนี้เป็นการรบกวนท่าน ผมก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ และก็ต้องขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับท่านที่ให้ความร่วมมือครับ


โดย: greentea IP: 125.24.144.253 วันที่: 10 ธันวาคม 2549 เวลา:14:39:59 น.  

 
แอบมาอ่านแบบข้ามตัวสีส้มไปก่อนคะ เพราะจะดูเรื่องนี้เร็วๆ นี้เลย ..คาดว่าคงไม่ทำให้เราผิดหวังอ่ะค่ะเรื่องนี้


โดย: JewNid วันที่: 10 ธันวาคม 2549 เวลา:16:22:12 น.  

 
ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้วค่ะ ช่วงแรกอืดไปนิสนึง จนทำให้ดูรอบสองแอบหลับไปวูบนึง แต่พอหลังจากขมวดปมเข้าประเด็นเดจาวูแล้ว สนุก ตื่นเต้น และชวนให้ขบคิดตามไปตลอดเรื่อง เสียดายตอนจบ จบแบบฮอลลีวู๊ดฮอลลีหวูด จิง ๆ อยากให้ตัดทิ้งช่วงสองนาทีสุดท้ายทิ้ง จะได้ยังอินกับความรู้สึกของพระเอกที่ยอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเหลือนางเอก แบบว่าชอบแนวโศรกเศร้า เคล้าน้ำตา มากกว่าแฮปปี้เอนดิ้งอะคะ


โดย: aorengja IP: 203.144.213.3 วันที่: 11 ธันวาคม 2549 เวลา:0:59:43 น.  

 
ชอบที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณ เปรียบเทียบ" เอ๊ะ บางประเด็นในหนัง เราเคยเจอมาก่อนหรือเปล่า " กับ เรื่องอื่นที่ผ่านมาว่า Déjà vu อืมเข้าใจเปรียบค่ะ

สำหรับตัวเอง
- สนุกดีค่ะ เป็นหนังแอคชั่นมันส์ๆๆแบบใช้ความคิดตลอด
- ชอบที่สุดของตัวเองสำหรับเรื่องนี้ คือ ชอบเวลาตอนนางเอกกับพระเอกอยู่ด้วยกันรู้สึกเหมือนว่าคนสองคนมี connection กัน มีความรู้สึกดีๆๆส่งถึงกัน ในช่วงแรกๆจะเป็นพระเอกส่งถึงนางเอกแต่ช่วงหลังชอบๆมากขึ้นที่มาจากทั้งสองคน


โดย: ใช่เราเคยเจอกันมาก่อน คืนนั้นไง!!! 555 IP: 58.9.159.236 วันที่: 11 ธันวาคม 2549 เวลา:19:04:56 น.  

 
1. ชอบฉากขับรถ
2. แต่โดยรวมหนังมันก็ยัง "โหวงๆ" ยังไงบอกไม่ถูก - -*
3. ผมชอบช่วงท้ายของหนังที่พยายามหลอกคนดู
4. ผมชอบ จิม คาวีเซล มากๆๆๆ (ตอนแรกน่าอับอายมาก ผม "เดจาวู" ว่าตานี่หน้าคุ้นๆ แต่เพิ่งจะมารู้ตอนเครดิตขึ้น ง่าว - - สงสัยจำได้แต่หน้าแกตอนเป็นพระเยซู)
5. ผมชอบตอนจบที่พี่คิดมากกว่าตอนจบของหนังแหะ


โดย: nanoguy IP: 203.113.35.11 วันที่: 11 ธันวาคม 2549 เวลา:23:30:40 น.  

 
อ่านแล้ว Get เลยครับ


โดย: ^ VeRy i ^ IP: 125.24.177.131 วันที่: 11 ธันวาคม 2549 เวลา:23:36:41 น.  

 
แวะมาอ่านค่ะ เพิ่งไปดูมา ดูแล้วสรุปไม่ได้ว่าสนุกหรือไม่สนุก คงเป็นเหมือนที่ จขบ. บอกว่าเป็นมุขเก่าๆ แต่ก็รู้สึกว่าถ้าจบแบบแก้ไขอนาคตไม่ได้อาจจะประทับใจมากกว่า (ถึงแม้จะโหดร้ายไปหน่อย)


โดย: akachan วันที่: 11 ธันวาคม 2549 เวลา:23:42:49 น.  

 
+ ผมเป็นอีกคนนึงอ่ะครับ ที่มักเกิดอาการ "เดจา วู" อยู่เนืองๆ ในชีวิตจริง ไม่รู้เป็นไง เวลาผ่านไปในที่บางแห่งก็จะรู้สึกคุ้นเคยเป็นอันมาก หรือเหตุการณ์บางเหตุการณ์ก็รู้สึกเหมือนกับว่า เอ เราเคยทำแบบนี้ ผ่านการทำแบบนี้มาแล้วนี่นา ... ยังดีนะที่ไม่ถึงขั้นมีสัมผัสที่ 6 (ทางด้านวิญญาณ) ไม่งั้นชีวิตคงสยึมกรึ๋ยขึ้นอีกเยอะอ่ะครับ เหอๆๆ
+ เอ ... ถ้าผมจำไม่ผิด ในโลก B ของคุณ จขบ. ผู้ร้ายไม่ได้ถูกจับ แต่ถูกนางเอกขับรถอัดก๊อปปี้ แล้วถูกพระเอกยิงซ้ำจนตายในท่ายืน มิใช่หรือครับ ?!?
+ สำหรับการแคสติ้ง ... เดนเซล เจ๋งอยู่แล้ว ... นางเอกถึงจะไม่เป็นที่รู้จัก แต่ก็เป็นคนผิวสีที่สวยได้ใจ (สมกับที่ทำให้พระเอกหลงใหล แม้จะเป็นเพียงการแอบดูภาพอดีต) ... วัล คิลเมอร์ ผมว่าพี่แกคงเริ่มรู้ตัวแล้วแหละครับ ว่าตัวเองไม่ใช่ดาราระดับท็อปอีกต่อไปแล้ว ก็เลยจำเป็นต้องรับบทรองๆ ลงมาบ้าง ... ส่วน จิม คาวีเซล ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในระดับแถวหน้า แต่เห็นช่วงหลังเค้าก็พยายามพลิกบทบาทตัวเองไปในหลายๆ ด้าน ก็นับว่าเป็นพัฒนาการที่ดีอ่ะครับ
+ แหะๆ ตามที่ผมเข้าใจตอนระหว่างที่ดูหนัง ก็คือเรื่องทฤษฎีโลกคู่ขนานนั่นแหละครับ ... จริงๆ ก็แอบคิดเหมือนกันว่าเป็นเพราะพระเอกรึเปล่าที่ก้าวล่วงเข้าไปในอดีต แล้วทำให้เหตุการณ์ในอนาคตเป็นดังนั้น ... แต่ก็ไม่ใช่ซะนี่ ซึ่งการเอาปรากฏการณ์โลกคู่ขนานมาเล่น ถือว่าทำผมเซอไพรซ์ได้ในระดับนึงอ่ะครับ เพราะไม่คิดว่าบทสรุปของหนังจะออกมาเช่นนี้ ... แต่ถ้าหนังเลือกจบแบบที่คุณ จขบ. คิด มันคงทำร้ายจิตใจคนดู 'ส่วนใหญ่' เกินไป ผู้สร้างอาจคิดถึงผลลัพธ์ของรายได้ที่จะตามมา ก็เลยต้องเลือกจบแบบนี้ก็เป็นได้ (ผมยังจำความรู้สึกแบบนั้นได้ ตอนดูเรื่อง 'Arlington road' ... ตอนจบมันหดหู่ และเซ็งอย่างแรง ที่พระเอกต้องกลายเป็นคนวางระเบิด ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำ มันช่างโหดร้ายต่อความรู้สึกเหลือเกิน - -")
+ ถือเป็นหนัง Action/Thriller ที่แอบแทรกประเด็น Sci-Fi เอาไว้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ทำให้ต้องใช้หัวคิดในการดู ... ก็ตึ้บแบบมันส์ๆ ดีครับ
+ ว่าแต่คุณ จขบ. จะเขียนถึง The king and the clown ไว้ที่ 'ดูแล้วมาคุยกัน' หรือ 'ดูหนังที่บ้าน' รึเปล่าอ่ะครับเนี่ย?


โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 วันที่: 12 ธันวาคม 2549 เวลา:12:02:05 น.  

 
ไปดูมาแล้วเหมือนกันครับ รู้สึกเฉยๆมากกว่าอ่ะครับ ตอนอธิบายความเป็นมาของเครื่อง สโนไวท์ ยังงงๆอยู่ครับ (อาจเป็นเพราะว่า อ่าน Subtitle ไม่ทันอ่ะครับ 555) แต่ชอบฉากขับรถมันส์ดี แล้วก็เรื่องราว ในหนังก็ทำให้คิดตามไปได้เรื่อยๆอ่ะครับ แต่ ผมอยากให้จบแบบ แก้ไขอดีตไม่ได้มากกว่า มันจะดูสมจริงกว่านี้อ่ะครับ แล้วก็สงสัยอยู่อย่างนึงอ่ะครับ ถ้าหลังจากตอนจบ ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ พระเอกจะตายซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้มั้ยอ่ะครับ เพราะพระเอกในปัจจุบัน ย้อนกลับมาตายในอดีต แล้วพอดำเนินมาถึงปัจจุบัน พระเอกจะต้องย้อนกลับมาตายอีกมั้ยอ่ะครับ งงๆๆ 555


โดย: Woodyhanks IP: 203.146.244.49 วันที่: 13 ธันวาคม 2549 เวลา:11:05:00 น.  

 
อยากจะบอกว่าชอบSpy Gameมากๆเหมือนกัน เป็นหนังสายลับที่สมจริงดีมาก ประมาณว่าเนี่ยแหละ โลกของสายลับบนความเป็นจริง
หลังจากได้ดูเรื่องspy game ผมนิยามหนังสายลับให้เป็น2แนว คือreality และ fantasy แนวแรกก็แบบspy gameเนี่ยแหละ ส่วนอีกแนวก็พวกMI,007อะไรทำนองนั้น
แต่Bourne ผมให้เป็นส่วนผสมของreal+fan ได้อย่างลงตัว

ขออภัยครับที่บ่นนอกเรื่อง คือยังไม่มีเวลาไปดูเลย แหะๆ


โดย: the red IP: 203.155.247.76 วันที่: 13 ธันวาคม 2549 เวลา:15:17:33 น.  

 
อืม พระเอกไม่ได้ยอมสละชีวิตย้อนเวลาไปช่วยนางเอกคนเดียวนะครับ
กะจะช่วยคน 500 คนตะหาก

ผมชอบตอนขับรถสองเวลาอ่ะ ตอนแรกก็งงว่าทำไมต้องเป็นฮัมเมอร์ด้วย
พอเห็นพระเอกขับก็ อ่อ มันเป็นอย่างงี้นี่เอง 555


โดย: Avalance7 IP: 203.188.41.65 วันที่: 13 ธันวาคม 2549 เวลา:21:52:52 น.  

 
ชอบการคอมเมนท์หนังของคุณจริงๆค่ะเท่าที่เคยแฝงตัวอ่านมา
เรื่องนี้ไปดูแล้วเราเองก็ชอบมากเหมือนกัน

แต่มีจุดที่คิดไม่ตรงกันนิดนึงตรงที่เราคิดว่าพระเอกที่มาจากโลกAนั้นไม่ได้ตาย...
เป็นเพราะว่าเรือไม่ระเบิดตามเวลาตัวเขาจึงไม่ได้มาอยู่ณ ตรงนั้น...ในเวลานั้น เหมือนรีไวเทปกลับมาเริ่มใหม่ได้ทันทีที่เกิดระเบิดตามเวลา
ถ้าจำไม่ผิด ตามเรื่องตอนอธิบายเรื่องแม่น้ำเขาบอกว่าสายเดิมจะหายไปเลยไม่ใช่หรือคะ ที่คนอธิบายเอาปากกาไวท์บอร์ดขยี้ๆเส้นแม่น้ำสายเดิมทิ้งไปน่ะค่ะคือเปลี่ยนได้หลายแบบแต่อันเดิมจะหายไป
ถ้าเปลี่ยนแปลงอดีตได้โลกแบบเดิมจะหายไปหายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหายสูญ แต่หายไปจากเรื่องตรงหน้าเรา คือกลายเป็นมิติคู่ขนานที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องน่ะค่ะ
จริงๆก็รู้สึกเร้าใจ+ฉุกละหุกจนจับผิดไม่ทันอยู่เหมือนกัน ถ้าเราปล่อยไก่อะไรไปก็แย้งได้นะคะยินดีเสมอ


โดย: อุมาเทV IP: 124.121.61.70 วันที่: 15 ธันวาคม 2549 เวลา:13:16:26 น.  

 
ลืมพิมพ์ภาพรวมความเข้าใจของเราไปน่ะค่ะแหะๆ
เราแบ่งโลกเป็น3ไทม์ไลน์คือโลก ก.-ข.-ค.
โลกที่เรื่องเริ่มมาเป็นโลก ข. ที่เคยได้มีพระเอกซึ่งมาจากโลก ก.เข้ามาแก้ไขไว้แล้วแต่ทำไมสำเร็จ

ความเป็นจริงในโลก ก.คือนางเอกตายในชุดกางเกงตอนถูกจับมัดไว้และถูกตัดนิ้ว(คนละชุดกับศพในชุดลายจุดแดงที่กลับมาเปลี่ยนที่บ้านโลกข.)และเรือก็ระเบิด เป็นสาเหตุให้พระเอกโลกก.มาทำสิ่งที่ได้ทิ้งหลักฐานไว้ในปัจจุบันคือโลกข.เช่นรอยนิ้วมือ ผ้าก๊อตเปื้อนเลือดฯลฯ
แต่ต่างกันและมีจุดเปลี่ยนตรงที่พระเอกโลกก.เปลี่ยนแปลงอดีตได้แค่ช่วยนางเอกกลับมาจนเปลี่ยนชุดที่บ้านแต่ก็ตายเหมือนเดิมเพราะพี่จิมคาวีเซลตามมาฆ่าตัดนิ้วถึงบ้านก่อนไประเบิดเรือและพระเอกข.ฉุกใจคิดได้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าว่าเอ๊ะชักจะเข้ารอยเดิมที่เคยเห็นมาเลยชวนนางเอกไปด้วยกัน ทำให้ตอนจบเปลี่ยนไปเป็นแบบค.คือ เมื่อเรือไม่ระเบิด พระเอกก็เลยไม่ได้เล่นตามเนื้อเรื่องแบบข.จนมาตายแต่เจอนางเอกที่ท่าเรือแทนซึ่งเป็นโลกในแบบค.


โดย: อุมาเทV IP: 124.121.61.70 วันที่: 15 ธันวาคม 2549 เวลา:13:34:10 น.  

 
**สปอย**


คิดเหมือน คห.15
มีเพิ่มเติมด้วย ตรงที่พระเอกอาจจะย้อนกลับมาช่วยนางเอก (ตามเนื้อเรื่อง ข. ของ คห.15) หลายครั้งมากๆๆแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จซะที จนในที่สุดก็ทำสำเร็จจนได้ (กลายเป็นเนื้อเรื่อง ค.) สังเกตุได้จากตอนพระเอกจะเข้าเครื่องย้อนเวลา เห็นพูดว่า "เหมือนจะเคยเจอเหตุการณ์นี้ หรือ ไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้งก็จะทำ" แปลว่าอาจจะทำมาหลายครั้งจนคุ้นๆเหมือนว่าจะเคยเห็น

แต่ตรงนี้เราก็มีข้อโต้แย้งส่วนตัวเหมือนกัน เพราะพระเอกในแต่ละโลกก็น่าจะถือซะว่าเป็นคนละคนกันอย่างสิ้นเชิง (ก็สมองคนละก้อนนี่) พระเอกจึงไม่น่าที่จะเกิดอาการคุ้นหูคุ้นตาได้ในทางทฤษฎี

แถม: จริงๆแล้วเดจา วู เกิดจากไฟฟ้าในสมองลัดวงจร ทำให้สมองสับสนนึกว่าเคยเจอเหตุการณ์นี้มาแล้ว ไม่มีเรื่องทางจิตวิญญานเกี่ยวข้องแต่อย่างใด


โดย: TIK IP: 124.120.219.75 วันที่: 16 ธันวาคม 2549 เวลา:4:41:55 น.  

 
ไปดูมาเมื่อคืน คนน้อยมากๆ O_o
ตื่นเต้นสมคำร่ำลือค่ะ ชอบสายตาของจิมเช่นเดียวกัน (แถมคำพูดที่ดูดีมีหลักการทำให้ชวนคิดถึงตอนเล่นเป็น Jesus ^^" จาก god มาเป็น devil )
ดีใจที่ดูเรื่องนี้ตอนไม่ค่อยมีคนในโรง เพราะดูไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะฉากหลังๆที่เริ่มเฉลยตำแหน่งข้าวของต่างๆในบ้านนางเอก หรือเรื่องรถพยาบาล ก็ต้องส่งเสียง "อ๋ออ" แล้วก็พยักหน้าเป็นระยะ -"- ..

ฉากระเบิดเรือต้องบอกว่า ค่อนข้างตกใจที่มันระเบิดใหญ่โตขนาดนั้น (คงจะเป็นอย่างที่พี่เจ้าของบลอคบอกว่า ช่วงนี้หาดูฉากแบบนี้ไม่ค่อยได้ ^^)

ขัดใจตอบจบที่ happy ever after เพราะตอนนั่งดูตัวเองก็พยายามคิดล่วงหน้าไปด้วยว่า มันจะต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้น โดยยึดหลักว่า "เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรทุกอย่างก็ต้องมีผลเหมือนเดิม" เช่นฉากที่นางเอกตัดสินใจตามไปบนเรือ แล้วเจอพี่จิมที่ลานจอดรถ ตอนนั้นก็คิดล่วงหน้าไปแล้วว่า โดนจับกลับไปฆ่าแน่นอน (เอ้อ มาคิดได้ตอนพิมพ์ว่า มันก็คงจะมีปัญหาเรื่องเวลาการตายอีกสิเนอะ -"- ..มองข้ามมันไปก่อนแล้วกันนะคะ) หรือตอนที่นั่งอยู่ด้วยกันในรถแล้วเสียงวิทยุในรถดังขึ้น ก็คิดว่า ระเบิดแน่นอน ตายกันทั้งหมดเหมือนเดิมเนี่ยล่ะ (อืมม ก็คิดขึ้นมาได้อีกว่า .. แล้วศพนางเอกที่โดนตัดนิ้วล่ะ - ถ้าคิดซะว่าโดนใบพัดเรือด้านล่างตัดขาดแทนจะได้ไหม ^^")

เพราะตอนที่หนังช่วงท้ายกำลังดำเนินก็คิดถึงฉากระเบิดตอนต้นว่า มันไม่ได้ให้รายละเอียดว่า ตรงไหนกันแน่ที่ระเบิดก่อน มีแค่ฉาก จนท. เดินไปดูข้างกระจกรถ แล้วก็อุปกรณ์ระเบิด เห็นอีกทีก็ตู้มทั้งเรือแล้ว .. แล้วคิดเอาเองว่า จุดตรงนี้คือ"ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต" และมันก็จะปรากฎให้เห็นเองในจอสโนว์ไวท์เมื่อถึงเวลา

".. บางครั้งชะตาชีวิตก็ต้องยอมให้เบื้องบนแทรกแซงบ้าง" เบื้องบนก็คือสโนว์ไวท์
".. แต่ผู้เปลี่ยนแปลงมันจะก่อให้เกิดความพินาศ" = สุดท้ายก็ระเบิดโดยตัวเองมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ (หรือแม้แต่ที่โน๊ตของพระเอกส่งคู่หูไปตาย)

มั่วเอาเองเป็นเรื่องเป็นราว ดันจบซะแฮปปี้สุดๆ ทำร้ายจิตใจกันจริงๆ ..

*คุณน้องผู้หญิงที่เล่นเป็นมารีอาใน The Nativity story นี่ใช่ ไพเคียจาก Whale Rider รึเปล่าคะ เข้าโรงช้า ได้ดูแว๊บเดียว T-T


โดย: Abstract Life IP: 61.47.66.196 วันที่: 16 ธันวาคม 2549 เวลา:9:16:25 น.  

 
ลืม ^^"

แต่บทสรุปที่พี่ผมอยู่ข้างหลังคุณเขียนเอาไว้
"
ตัวละครพูดถึงการเข้าไปแทรกเวลา เหมือนมีแม่น้ำสายหนึ่ง เราไปขัดขวางเส้นทางน้ำ ไม่ได้แปลว่า สายน้ำจะเปลี่ยนแปลง แต่มันอาจทำให้เกิดแม่น้ำสายใหม่ โดยที่สายเก่าก็ยังดำเนินอยู่ต่อไป

อาจมี โลกคู่ขนาน"

ก็อุดทุกช่องโหว่จริงๆ


โดย: Abstract Life IP: 61.47.66.196 วันที่: 16 ธันวาคม 2549 เวลา:9:22:20 น.  

 
(ตอบคุณ Abstract life #17) ถูกต้องนะคร้าบบบ ... พระแม่มารีในหนัง(ตัวอย่าง)เรื่อง The nativity story เธอคือ ไคชา แคสเซิล ฮิวจ์ ซึ่งเคยได้เข้าชิงนำหญิงออสการ์จากเรื่อง Whale rider นั่นเอง (ข่าวล่ามาเร็ว แจ้งว่าตอนนี้เธอเป็นคุณแม่คนเรียบร้อยแล้วด้วยนะครับ! ยังไม่ 18 เลยมั้งนั่น เหอๆ)


โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 วันที่: 20 ธันวาคม 2549 เวลา:13:20:40 น.  

 


โดย: นาวา IP: 125.24.131.21 วันที่: 25 ธันวาคม 2549 เวลา:12:51:49 น.  

 
ไปดูวันแรกที่หนังเข้าโรงเพราะชอบ จิม คาวีเซลที่สุดในเรื่องแม้บทบาทจะไม่ใช่พระเอกแต่ก็ทำได้ดีรวมไปถึงดีเซล วอชิงตันและคนอื่นๆและผมว่าเรื่องนี้เวอร์ไปหน่อยแต่การดำเนินเรื่องและฉากบู๊เยื่ยมจริงครับเลยทำให้คนที่ชอบหนังบู๊ไปดูกันเยอะมากผมคิดว่าพวกเขาคงทำได้ดีแล้วล่ะครับ


โดย: เอก IP: 125.24.131.21 วันที่: 25 ธันวาคม 2549 เวลา:13:05:07 น.  

 
ชอบการคอมเมนท์หนังของคุณ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
จะดูเรื่องนี้เร็วๆ นี้ ..คาดว่าคงไมผิดหวัง


โดย: goodwill IP: 222.228.27.237 วันที่: 22 มีนาคม 2550 เวลา:11:16:40 น.  

 
ผมรู้สึกถึงความกิ๊กก๊อกของ ตามบทในเรื่องนี้อย่างมากและมันก็กระทบต่อความรู้สึกไหลลื่นที่ผมน่าจะมีต่อหนังกว่านี้
การคิดค้นสโนไวท์ขึ้นมาได้, แม้จะเป็นช่วงแรก, ก็น่าจะต้องมีการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดเพื่อป้องกันความผิดพลาดทุกประการที่อาจทำให้กระทบอดีตแล้วปัจจุบันปั่นป่วน ซึ่งที่หนังปล่อยออกมาก็คือความใจอ่อนของเจ้าหน้าที่แค่คนสองคนเนี่ยนะ สถานที่ตั้งเครื่องฯ ก็ให้ความรู้สึกโกดังร้าง หรือโรงรถที่นักศึกษาสติเฟื่องทดลองอะไรกันเล่น ๆ โอ นี่หรือการเล่นกับเส้นเวลาในหนังบรัคไฮม์เมอร์


โดย: Seoup IP: 124.121.36.195 วันที่: 30 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:50:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
10 ธันวาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.