www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Rocky Balboa , ชีวิตไม่ได้สำคัญว่าจะต่อยได้หนักแค่ไหน



...เราคงเคยเจอ พ่อ/แม่/ปู่/ย่า/อาก๋ง/อาม่า ที่พอเริ่มเข้าวัยชรา (แปลว่า หกสิบขึ้นไป) พวกเขาบ่นๆว่า อยากกลับไปทำงาน อยากทำโน่นทำนี่เหมือนสมัยก่อน เช่น อยากออกมาขายของหน้าร้าน หรือ อยากจัดการบัญชี เหมือนที่เคยทำมาตลอด จนเราก็มักจะสงสัยว่า โธ่ คุณลุงคุณป้าคุณตาคุณยาย จะทำไปทำไม อายุมากแล้วอยู่บ้านเฉยๆให้ลูกให้หลานเลี้ยงดีกว่า

จนเมื่อถึงวัยนั้น เราก็จะค่อยๆได้ค้นพบด้วยตัวเองว่า ที่ อาก๋งอาม่าคุณตาคุณยาย ถามหางานที่เคยทำ หวนหาอดีตที่เคยมี ไม่ใช่เป็นแค่เพราะพวกเขาไม่อยากแก่ แต่ พวกเขายังอยากรู้สึกถึงการมีคุณค่า ยังอยากสัมผัสตัวตนที่เคยมี ไม่ใช่หลงเหลือแค่ ความทรงจำอันหอมหวนในอดีต

เพราะการใช้ชีวิตแบบอยู่เฉยๆ ใช้ชีวิตแบบนั่งกินนอนกินไปเรื่อยๆ ใช้ชีวิตโดยคุยแต่หัวข้อสมัยหนุ่มๆสาวๆ มันคือ ชีวิตที่ว่างเปล่าสำหรับพวกเขาและเราๆที่จะไปถึงวัยนั้น

ร็อกกี้ก็เช่นกัน

การที่หนังเปิดฉากมาด้วยภาพ ร็อกกี้เลี้ยงเต่า เราคนดูก็คงต้องเริ่มเข้าใจแล้วว่า ภาคนี้ ร็อกกี้ ไม่ใช่ หนุ่มๆฟิตเปรี๊ยะแล้ว (เต่าเป็นสัตว์อายุยืน จึงมักเป็นตัวแทนของคนวัยชรา) ดังนั้นจะหวังเห็นฉากชกมวยครั้งแล้วครั้งเล่าก็คงต้องทำใจ

ด้วยวัยกลางคน หนังนักมวยอย่างร็อกกี้คงมีทางออกเหลือให้พระเอกเล่นอยู่ไม่กี่ทาง จะให้ไปชกบนสังเวียนดุดันมันๆไต่บันไดแชมป์ ร็อกกี้ก็อาจหัวใจวายตายตั้งแต่กลางเรื่อง



...หนังหาทางออกได้ดี กับ ตัวบทที่วางโครงเรื่องไว้อย่างน่าสนใจ

เรื่องของคนสามคน ที่กำลังตามหาบางอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ร็อกกี้ , ลูกชาย หรือ แชมป์คนปัจจุบัน





โรเบิร์ต ลูกชายคนเดียวของร็อกกี้ ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกเหมือนอาศัยอยู่ในร่มเงาของพ่อ ใครๆก็รู้จักพ่อของเขา เดินไปเจอใครๆก็ทักแต่พ่อ ขอถ่ายรูปของพ่อ เขาเข้าใจว่าใครๆที่ยอมรับเขาเป็นเพียงเพราะ เขาคือลูกของร็อกกี้ เขารู้สึกเหมือน ชื่อเสียงของพ่อครอบเงาเขาตลอดมา เขากำลังตามหา ตัวตนหรือความเป็นตัวของตัวเอง

เมสัน แชมป์วัยหนุ่ม แม้จะมีตำแหน่งแชมป์อยู่ในมือ แม้จะชนะมาตลอดสามสิบกว่านัดของการชกมวย แต่ ไม่เคยเลยสักครั้งที่คนดูจะชื่นชมยกย่องตัวเขา สิ่งที่เขาได้รับตรงข้ามกับ ร็อกกี้ ที่เป็นเสียงปรบมือ เพราะสำหรับเขาคือ ก้อนน้ำแข็งพร้อมเสียงโห่ จากคนดู ใครๆต่างก็คิดว่า แชมป์ที่เขาได้มา มิใช่ด้วยฝีมือ ได้มาเพราะเลือกชกแต่คู่แข่งไร้น้ำยา สิ่งที่เมสันไขว่ขว้า ไม่ใช่ ชัยชนะครั้งที่สามสิบสอง แต่คือ การเคารพและการยอมรับจากผู้คน

ร็อกกี้ ในวัยเข้าสู่หกสิบ เขามีการงานที่มั่นคง มีอดีตที่น่าจดจำ มีเรื่องเล่ากล่าวขานไปอีกหลายปีถึงอดีตอันเป็นตำนาน แต่ ร็อกกี้ก็ยังคงรู้สึกเหมือนกับมีบางสิ่งที่ขาดหายไป ร็อกกี้เหมือน คุณพ่อคุณแม่หรือผู้เฒ่าผู้แก่หลายๆคน ที่เมื่อเข้าวัยชราการต้องทิ้งสิ่งที่เป็นตัวตนในอดีตไป จากที่เคยขายของต้องมานั่งดูทีวี จากที่เคยไปสอนหนังสือต้องมานอนกินบำนาญ แม้จะสุขสบาย แต่ สิ่งที่ขาดหายไป คือ คุณค่าในชีวิตที่แท้จริง ร็อกกี้ สัมผัสได้ถึงพลังและรู้สึกมีชีวิตเสมอ ยามเมื่อเขาได้รำลึกถึงอดีตและคนรักที่จากไป แต่ มันก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดเมื่อพบว่า ทุกสิ่งนั้นล้วนอยู่ในอดีต มิใช่ปัจจุบัน



...การที่เขาได้พบ สองแม่ลูก มันก็ทำให้เขาเหมือนกับได้เติมเต็มหลายอย่างที่ชีวิตขาดหาย และ ช่วยทำให้สัมผัสถึง บางสิ่งที่ชีวิตตามหา แต่ แม้ลูกชายของเธอจะมาอยู่เคียงข้างเขาช่วยงานที่ร้าน หรือ ช่วยเลือกหมา จะอย่างไร เขาก็ยังไม่ใช่ลูกชายของร็อกกี้อยู่ดี และ นี่คืออีกสิ่งที่ ร็อกกี้ ก็ตามหา คือ ความเป็นครอบครัวและความรักจากลูกชายตัวเอง

...เมื่อเทียบกับ The Pursuit of Happyness ที่เข้าฉายไล่เลี่ยกัน จากหน้าหนังดูเหมือนว่า Rocky จะออกแนว”สู้โว้ย” แต่ปรากฎว่า อารมณ์นี้มีอยู่ใน The Persuit of Happyness มากกว่า ตรงกันข้ามกัน ผมเองเดาว่า The Pursuit of Happyness น่าจะซึ้งในความสัมพันธ์ของพ่อลูก แต่กลับเป็นว่า ความสัมพันธ์พ่อลูกใน Rocky กลับน่าสนใจมากกว่า

พ่อ ผู้ซึ่งขยับเข้าสู่วัยกลางคน ผู้มีพร้อมทั้งชื่อเสียงและอาชีพการงาน แต่ นับวันลูกชายยิ่งขยับตัวออกห่าง หลังจากภรรยาตายไป มันทำให้ ร็อกกี้ เหมือนต้องสูญเสียซ้ำสอง เขาไม่ทันฉุกคิดว่า ระยะห่าง ที่เกิดขึ้นมานั้น มันมาจากไหน เช่นเดียวกับ ระยะห่าง ที่เกิดขึ้นภายใน หลายๆครอบครัว

ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาส่วนใหญ่ นอกจากการไม่ทันตระหนักถึง ระยะห่าง แต่กลับยิ่ง ถ่าง มันมากขึ้นแทนที่จะ ปรับความเข้าใจเพื่อย่นระยะเข้ามา

ตัวอย่าง เช่น แม่ลูกในหนัง Volver ที่ระยะห่างยาวนานนับสิบปี เพียงเพราะ ความไม่เข้าใจทั้งที่ยังรักกัน

ร็อกกี้ ยังโชคดี เมื่อ สามารถมองเห็น ระยะห่างนั้นแจ่มชัด ในวันที่ลูกชายมาระเบิดอารมณ์ใส่ และ ฉากนี้นี่เอง เป็น ฉากที่ผมประทับใจที่สุด เมื่อ ร็อกกี้ สามารถย่นระยะนั้นและถ่ายทอดความรักของตัวเองออกมา

...ผมนั่งฟังเจ้าลูกชายพ่นอัดพ่อไม่ยั้งถึง เงาที่บดบัง ชีวิตตัวเอง จนผมคิดไม่ออกว่า ถ้าตัวเองเป็นร้อกกี้จะตอบลูกกลับไปอย่างไร ยังเดาว่า ร็อกกี้อาจจะถอนตัวจากเรื่องชกมวยไปก่อน หรือ จะอัดกลับซักเปรี้ยง

แต่บทหนังในตอนนี้เขียนออกมาได้เข้าที เมื่อร็อกกี้ ตอบกลับไปอย่างหนักหน่วงไม่แพ้หมัดอันทรงพลัง และ น่าจะเป็นบทสนทนาที่น่าจดจำฉากหนึ่งในหนัง ตัวซิลเวสเตอร์ สตอลโลนเองก็เล่นฉากนี้ได้ดี กับ การที่พยายามจะบอกถึง ความรักที่มีต่อลูก ความเชื่อมั่นและยอมรับในตัวลูก อีกทั้ง การพยายามจะสอนลูกให้คิดเป็น

และ มันก็ทำให้เราได้ฉุกคิดพร้อมกับย้อนมาดูตัวเอง

หลายครั้งๆที่เราเป็นอย่างโรเบิร์ต ลูกชายของร็อกกี้ เป็น คนที่ล้มเหลวในชีวิต หรือ ทำผิดพลาด แล้วก็โทษนั่นโทษนี่ แต่ไม่เคยเหลียวมองตัวเองว่า แล้วตัวเราละได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง เราต้องการหาคนอื่นมารับผิดชอบความล้มเหลวความผิดของตัวเอง แล้ว เราทำหน้าที่ เจ้าของชีวิต เต็มที่แล้วหรือยัง

...ร็อกกี้ ปล่อยหมัดเด็ดอีกหมัดที่ผมชอบเหลือเกินว่า ไม่สำคัญว่าจะปล่อยหมัดได้เด็ดแค่ไหน ซึ่งก็หมายถึง มันไม่ได้สำคัญหรอกว่าเราแน่แค่ไหนเวลาแก้ไขปัญหายากๆ แต่สำคัญที่ว่า เรารับมือกับหมัดหนักๆได้มากแค่ไหนมากกว่า ซึ่งก็หมายความว่า ในเวลายากลำบากหรืออุปสรรคที่ผ่านเข้ามา เรายืนหยัดรับมือมันได้มากเพียงใดกัน เพราะ ในชีวิตคนเราย่อมต้องเจอปัญหามากกว่าหนึ่งหน การจัดการเจ๋งๆแค่ครั้งเดียว ไม่ได้บอกว่า เราจะยืนทำเท่ณ.จุดนั้นได้ยาวนาน

แล้ว โรเบิร์ต เองก็จะค้นพบว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจาก เงาของพ่อ ที่บดบังตัวตนของเขา แต่ ปัญหาคือเขาเอง ที่ไม่พยายาม จะเดินออกมาจากเงานั้นด้วยตัวเอง






...Rocky Balboa เก็บเล็กผสมน้อยรายละเอียดจากภาคเก่าๆมาอยู่ในภาคนี้ ซึ่งก็เป็นข้อได้เปรียบกับคนที่เคยดูภาคก่อนๆน่าที่จะมีส่วนร่วมอินกับหนังมากขึ้น เมื่อเห็นตัวละครที่คุ้นเคย กิจวัตรที่คุ้นตา แต่ถึงคนดูจะไม่เคยดูภาคเก่าๆมาก่อนก็ไม่มีปัญหาอันใด เพราะในภาคนี้ ตัวหนังเองถือว่าทำออกมาให้ดูเข้าใจได้ดีไม่มีปัญหา

ต้องชมคนเขียนบท ด้วยสามารถเล่าเรื่อง ร็อกกี้ในวัยชราให้คนดูยังคง คึกคักในฉากชกมวยหรือในยามที่เพลงธีมขึ้น ยังคงสนุกกับการตามติดชีวิตร็อกกี้ ยังคงซึ้งกับช่วงเวลาดีๆหลายตอนที่หนังสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพ่อลูก หรือ ความสัมพันธ์ของร็อกกี้กับสาวคนใหม่ เสียดายนิดหน่อยก็ตรงที่ บทหนังเองก็แสดงให้เห็นชัดว่า ยังไม่เฉียบคมพอ หลายตอนที่หนังดูแหว่งๆไป

จุดที่หนังพลาดก็ตรงให้ความสำคัญกับบทสมทบอื่นๆนอกจากร็อกกี้น้อยเกินไป หนังเลือกเน้น บทพอลลี่ ที่เป็นตัวละครเก่าแก่ แต่ ในภาคนี้ บทที่มีความสำคัญและน่าจะพูดถึงได้มากกว่านี้ คือ บท เมสัน แชมป์ในเรื่อง ด้วยตัวบทเองมีความซับซ้อนมีปมขัดแย้งในตัวเอง แต่ หนังแค่เล่าเพียงผ่านๆ เหมือนกลัวว่าจะเด่นกว่า ร็อกกี้ อีกทั้ง นักแสดงที่มารับบทนี้ก็ยังถ่ายทอดตัวตนของตัวละครได้ไม่ดีพอ ทำให้ บทเมสัน ที่ควรจะเป็นคู่ปรับทัดเทียมร็อกกี้ กลับดูห่างไกล และ ทำให้หนังเรื่องนี้เป็น ร็อกกี้โชว์ มากไปนิด ทั้งที่เนื้อหาที่ว่ามาเอื้อต่อการเป็นหนังดราม่าที่ดีกว่านี้ได้อีก

สิ่งที่ชอบ

1.บท... ถือว่าหาทางออกให้กับร็อกกี้ในวัยกลางคนได้ดี สามารถมีทั้งฉากชกมวยและการหวนคืนเวทีที่ไม่เว่อร์เกินไป และ การเขียนบทความสัมพันธ์พ่อลูก หรือ บุคลิกลักษณะตัวละครแต่ละตัวที่มีบางอย่างในชีวิตขาดหายไป นั้น ถือว่าทำได้ดี

2.ฉากลูกอัดพ่อแล้วพ่ออัดกลับ ... การอัดด้วยคำพูดดีๆ และ ทัศนคติดีๆ และ มีความรักในตัวลูกชายเต็มเปี่ยม ทำให้ฉากนี้ยอดเยี่ยมน่าจดจำ

ชอบเหลือเกิน กับ ไดอะล็อคตอนนี้

Let me tell you something you already know.

The world ain't all sunshine and rainbows.

It is a very mean and nasty place and it will beat you to your knees and keep you there permanently if you let it. You, me, or nobody is gonna hit as hard as life.

But it ain't how hard you hit; it's about how hard you can get hit, and keep moving forward.

How much you can take, and keep moving forward.


สิ่งที่ไม่ชอบ

1.บทไม่เกลา ... คือบทนั้นดี แต่เหมือน ไม่มีคนคอยขัดเกลาให้เฉียบคม หลายตอนเลยดูออกมาทื่อๆหรือเหมือนแห้งแล้งไปนิด อีกทั้งรู้สึกเสียดายตัวบทของเมสัน เดอะแชมเปี้ยนที่ว่าไว้ตอนต้น ซึ่งหนังทำเสียของไปหน่อย

2.อ่านซับไตเติ้ลไม่รู้เรื่อง ... ไม่รู้ว่าเพราะร็อกกี้แก่และเมาหมัดจึงพูดหลายฉากไม่รู้เรื่อง หรือ เป็นที่คนแปลซับไตเติ้ลที่ทำเอาผมงงกับการบรรยายในหนัง เช่น ตอนเปิดเรื่อง หรือ ตอนร็อกกี้โต้ตอบคณะกรรมการที่อนุมัติใบอนุญาติ

สรุป... ดีกว่าที่คิดไว้ เพราะปกติก็ไม่ได้เป็นแฟนร็อกกี้ แต่ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน พิสูจน์ฝีมือการกำกับให้เห็นแล้วว่า ฝีมือการทำหนังของเขาไม่ใช่ขนมๆ ไม่ใช่ว่ากล้ามใหญ่แล้วจะไร้ฝีมือ เพราะ หลายฉากในหนัง หรือ กระทั่งตัวหนังโดยรวมเอง ให้ความรู้สึกอบอุ่นและรู้สึกดีกว่าหนังในแนวนี้อีกหลายๆเรื่องจากผู้กำกับมืออาชีพเสียด้วยซ้ำ




ขอฝาก"หนังสือรัก"ไว้กับผู้อ่านด้วยเน้อ กับ พ็อกเก็ตบุ้คเล่มแรก ที่หยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



(วางขายตามร้านหนังสือทั่วไป หาไม่เจอถามจากพนักงานขายได้เลยจ้า)






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป




Create Date : 16 มีนาคม 2550
Last Update : 16 มีนาคม 2550 1:45:30 น. 11 comments
Counter : 2458 Pageviews.

 
สงสัยว่าสตอลโลนจะมีหนังที่เชิดหน้าชูตาจากนักวิจารณ์ได้ก็แค่ร็อกกี้นี่แหละมั้ง 555+
เพราะเรื่องอื่นเหมือนทำอะไรก็ผิดไปหมด น่าสงสาร...


โดย: nanoguy (nanoguy ) วันที่: 16 มีนาคม 2550 เวลา:4:48:31 น.  

 
โอ้สตอลโลน ไม่เจอนานเลยนะนี่

เนื้อหาดีแบบนี้ เอาไปเลยคะแนนเยอะๆ
แต่จะได้ไปดูมั้ยล่ะเนี่ยเรา


โดย: juriojung วันที่: 16 มีนาคม 2550 เวลา:10:37:13 น.  

 
อุๆ ผมไม่เคยดู Rocky เลยซักภาค แม้แต่ภาคแรกที่ได้ออสการ์ก็ตาม ... อีกอย่างผมแพ้ทางหนังกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังต่อยมวย (อึดอัดมากๆ กับ The hurricane และรู้สึกดี แต่ไม่ถึงกับชอบมากกับ Millian dollar baby ... แล้วเลยถอดใจไม่ดู Cinderrella man ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นหนังดี) ... ดังนั้น ถึงแม้จะอ่านเจอมาว่า Rocky ภาคนี้มีดีอยู่พอตัว แต่คงต้องขอบายอ่ะครับ แหะๆ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 16 มีนาคม 2550 เวลา:10:44:22 น.  

 
สตอลโลน เป็นขวัญใจเราอีก 1 คนเลย


โดย: หัวใจสีชมพู วันที่: 16 มีนาคม 2550 เวลา:11:40:37 น.  

 
ขอสารภาพเลยครับ ว่ามองข้ามหนังเรื่องนี้ไปเลย ทั้งๆ ที่ตอนดูหนังตัวอยางรู้สึกว่า หนังน่าสนใจมาก แต่ก็ขอข้ามอีกเช่นเคย เพราะว่า ข้ออ้างเดิมๆ ครับที่ส่า ไม่มีเวลา ยังมาเยือนผมอยู่เลยครับ เลยขอมาอ่านแทนแล้วกันครับ


โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 16 มีนาคม 2550 เวลา:11:48:01 น.  

 
รอเป็น VCD~ดีกว่า เพราะคงลาโรงไปแล้วอ่ะตอนนี้

อยากดูเหมือนกัน แต่ไม่มีเวลา

เฮียสไลแกเขียนและกำกับเรื่องนี้เองแล้วได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกแบบนี้ น่านับถือๆ

แต่ถ้าเป็น RAMBO 4 นี่ ฮาแน่ๆ


โดย: โปงลางคุง IP: 124.120.102.147 วันที่: 16 มีนาคม 2550 เวลา:12:28:59 น.  

 
ผมเก็บ สะสมทุกภาค และรู้สึกว่าจะได้กำลังใจ และการฮึดต่อสู้กับชีวิตจากเรื่องนี้มาก แค่เพลงประกอบขึ้นก็เลือดสูบฉีดแรงแล้วแปลกจริงๆ


โดย: Movie Mania IP: 202.57.177.217 วันที่: 22 มีนาคม 2550 เวลา:0:30:35 น.  

 
อีกประโยคนึงที่ชอบ
"หัวใจเป็นสิ่งสุดท้ายในร่างกาย
ที่ยอมแก่ "


โดย: speech IP: 124.120.29.206 วันที่: 10 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:40:54 น.  

 
ดดีมากครับ เป็นหนังที่ให้ความหวังและกำลังใจดี


โดย: Makonikov IP: 161.246.1.36 วันที่: 24 พฤษภาคม 2550 เวลา:10:29:55 น.  

 
ซึ้งกับ ภาคแรก สะใจกับภาคสี่ สองสามเวอร์ไปหน่อย ห้าดับสนิท ภาคล่าสุดสอบผ่าน ไม่ชอบตรงเลียนแบบ การใช้คอมประเมินผลร็อคกี้ตัวจริงกับอาลี (แต่คู่นี้ไม่ได้ชกกันจิรง) เรื่องการฝึกซ้อมและฉากการชกมวยขาดพลัง ไม่เหมือนภาคแรกกับภาคสี่

ยังรัก สตาโลนเสมอครับ ทั้ง แรมโบ้และร็อคกี้


โดย: หมาป่าดำ IP: 125.24.49.169 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:4:20:55 น.  

 
ถือว่าเป็นหนังปิดตำนานได้ดีครับ


โดย: อรัญ IP: 223.24.61.97 วันที่: 28 มิถุนายน 2562 เวลา:17:55:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
16 มีนาคม 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.