www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Munich , ผลของการสาดน้ำมัน(ความรุนแรง)เพื่อดับไฟ(แค้น)



ข้อมูล: Munich มีความยาว 164 นาที , หนังดัดแปลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่การสังหารหมู่ที่โอลิมปิคปี1972และการล้างแค้นถัดจากนั้น , หน้งได้รับเรท R มีหลายฉากที่รุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อ และ มีฉากเปลือย ใน IMDB.com ให้คะแนนเรื่องนี้ 7.8 /10 ส่วนใน //www.rottentomatoes.com ให้เรื่องนี้ Fresh ด้วยคะแนน 78 %


... นอกจากจะเป็นผู้กำกับที่มีความสามารถแล้ว Steven Spielberg ยังมีสายตาของนักการตลาดที่เฉียบแหลม สังเกตจากงานหลายเรื่องในยุคหลังมีความน่าสนใจมากๆตั้งแต่โครงการณ์ยังเป็นวุ้น เพราะหน้าหนังที่เขาเลือกหยิบมาทำมีแรงดึงดูดน่าสนใจสูง

ผมเองมีปัญหากับหนังในยุคหลังๆของสปีลเบิร์กคือมักจะขัดใจกับ การจบหนังไม่ลงในจุดที่มันควรจะเป็น ทำให้หลายครั้งอารมณ์คนดูถูกลากยาวไปและไม่มีพลังพอ เช่น Catch Me if You Can – จบดีแต่น่าจะจบก่อนหน้านั้นซัก10 นาที ,The Terminal - หลังจากออกจากสนามบินคือส่วนเกินที่สวยงามแต่แปลกแยก , A.I. – หนังน่าจะจบตั้งแต่องก์สองใต้น้ำจะทำให้หนังเป็นที่น่าจดจำได้มากกว่าแต่ความใจดีของเขาก็ทำให้มีองก์สามออกมา หรืองานล่าสุดอย่าง War of the worlds ฉากจบแสนงามที่บอสตันคือฉากจบที่ขัดแย้งความรู้สึกอย่างแรงกับการมองโลกในแง่ดีของผู้กำกับ และมันก็สะท้อนอีกจุดอ่อนของสปีลเบิร์กคือในความเป็นพ่อมดผู้รังสรรค์โลกจินตนาการสำหรับเด็กได้อย่างดี เมื่อใดก็ตามที่เขาลงมือทำหนังที่เป็นโลกของผู้ใหญ่ เขาเองไม่สามารถสลัดความเป็นเด็กในตัวได้พ้นและมันก็แสดงออกมาในหนังแทบทุกครั้งไป โลกมืดบนจอเซลลูลอยด์ของเขามักมีแสงสว่างรออยู่ปลายทางเสมอ ไม่เว้นแม้แต่ Schindler’s List หนังที่ดูเหมือนจะสะท้อนสังคมที่โหดร้ายแต่มันก็ยังลงท้ายเหมือนคนแก่ใจดี เมื่อเขาหยิบ Munich มาทำ มันกระตุ้นเร้าให้ผมอยากรู้ว่า ครั้งนี้เขาจะถ่ายทอดส่วนที่มืดมนในใจคนออกมาอย่างไร

War of the worlds และ Munich มีลักษณะการมองเหตุการณ์เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ ทั้งสองเรื่องมองโลกผ่านสองระดับ ระดับมนุษย์ (Ray Ferrier - พ่อที่พยายามกอบกู้ความเป็นพ่อ , Avner – พ่อที่กำลังสูญเสียจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์) และ ระดับสังคม (โลกที่วุ่นวายจากการรุกรานและความเห็นแก่ตัว , โลกที่วุ่นวายจากการล้างแค้นไปมา)

...ปี 1972 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 20 จัดขึ้นที่เมืองมิวนิค ในประเทศเยอรมันตะวันตก วงกลมห้าห่วงมีความหมายถึงการสมัครสมานสามัคคีของแต่ละประเทศ แต่ในครั้งนั้นโอลิมปิกมีความหมายตรงกันข้าม เมื่อผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าไปยึดหมู่บ้านนักกีฬา และ จับนักกีฬาชาวอิสราเอลเป็นตัวประกัน เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษ เหตุการณ์นั้นลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม เมื่อทางการใช้ความรุนแรงเข้าสยบผู้ก่อการร้ายส่งผลให้ส่วนหนึ่งของผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต และ ผู้ก่อการร้ายทำการสังหารตัวประกันทั้งหมดเสียชีวิตด้วยเช่นกัน กลุ่มผู้ก่อการร้ายนั้นใช้ชื่อกลุ่มว่า "กันยาทมิฬ (Black September)"

...Munich เล่าเรื่องถัดจากนั้น เมื่อชาวอิสราเอลรวบรวมกลุ่มคนเพื่อทำการล้างแค้นจัดทีมปฏิบัติการเพื่อลอบสังหารผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น

Avner(Eric Bana) ชายหนุ่มที่กำลังจะเป็นพ่อคนและตัวเขาเองเป็นลูกของอดีตฮีโร่ของประเทศ ได้รับข้อเสนอจากเบื้องบนให้เป็นผู้นำทีมปฏิบัติการสังหารในเขตทวีปยุโรปพร้อมลูกทีมอีก4คน

...เขาถูกเลือกมาไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นมือดีอันดับหนี่งแต่เพราะเขาเป็นคนธรรมดาสามัญที่ไม่เตะตาใคร งานที่เขาทำต้องปิดเป็นความลับ เขาจะมีสถานภาพเหมือนไร้ตัวตนเพราะจะไม่มีหน่วยงานใดเปิดเผยหนุนหลังยามที่ผิดพลาด การตัดสินใจรับงานของเขาทำให้เขาหมดโอกาสที่จะพบหน้าลูกยามเกิด

ช่วงเวลาของหนังถัดจากนี้ในช่วงแรก ให้ความรู้สึกเหมือนดู Ocean’s eleven ที่เหล่ามือสังหารมาวางแผนกันฆ่าเป้าหมายตามประเทศต่างๆในทวีปยุโรป การวางแผนปฏิบัติการณ์ที่รอบคอบ ซับซ้อน ก่อนที่จะมีการเลี้ยงฉลองเมื่อเสร็จภารกิจ จะแตกต่างจาก Ocean’s eleven ตรงว่าหนังไม่ได้จบแค่นั้น หนังค่อยๆเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นหนังประเภทสายลับนักฆ่า มุ่งเข้าสู่ ประเด็นที่ว่า ความรุนแรงเปลี่ยนแปลง คน และ สังคม ไปได้อย่างไร

...ในงานชิ้นแรก Avner ฆ่าเป้าหมายด้วยมือที่สั่นไหว ใจที่ลังเล เขามีลักษณะที่ papa หัวหน้ากลุ่มที่ขายข้อมูลชาวฝรั่งเศสบรรยายลักษณะตัวเขาไว้ว่ามี มือของคนฆ่าสัตว์แต่มีใจที่อ่อนโยน (Butcher's hands, gentle souls.) หลังภารกิจแรก เขาและลูกทีมกลับมานั่งกินอาหารร่วมกันเหมือนงานสังสรรค์ปกติ และ รับงานชิ้นต่อๆไปเพื่อให้ครบเป้าหมายทั้ง 11 คนที่อยู่ในมือ เขาเลือกทำหน้าที่ตามกฎอย่างเคร่งครัด เขาไม่ฆ่าคนอื่นที่อยู่นอกบัญชีแม้จะรู้ว่าคนๆนั้นมีส่วนกับเหตุการณ์มิวนิค เขาพร้อมจะยกเลิกปฏิบัติการหากมีผู้บริสุทธิ์ต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

…Avner เริ่มต้นเหมือนคนที่จิตใจขาวบริสุทธิ์ มีศีลธรรม( SuperEgo )อยู่ในระดับหนึ่ง แต่ในโลกของความเป็นจริงต่อให้เป็นคนที่มีจิตใจดีงามเพียงใดแต่หากไปเกลือกกลิ้งอยู่ในวงการที่สกปรกยากยิ่งนักที่จะไม่เลอะเทอะไปด้วย ต่อให้เราจะเป็นคนดีมีหลักการเพียงใด แต่หากต้องไปทำงานกับเจ้านายที่ไร้จริยธรรมซุกหุ้นขายชาติหรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับการโกงกิน ก็ยากนักที่ใจสีขาวของเราจะยังขาวสะอาดต่อไปได้ หากเรามองเห็นจิตใจ Avner ก็จะพบว่ามันค่อยๆหมองหม่นเป็นสีเทาจนสุดท้ายกลายเป็นดำสนิท

....จากการฆ่าที่ระมัดระวังผู้บริสุทธิ์ กลายเป็น ไม่สนใจว่าคนอื่นจะตายไปด้วยหรือไม่ขอให้เป้าหมายถูกกำจัด

...จากการฆ่าเฉพาะในบัญชีรายชื่อ เป็น การฆ่านอกบัญชีเมื่อรู้ว่ามีคนมาทำหน้าที่แทนคนที่ตายไป

...จากการฆ่าที่ทำเพื่อชาติตามหน้าที่ เป็น การฆ่าเพื่อการแก้แค้นให้เพื่อนตามโทสะในใจ



...ฉากที่นายทหารมาตบไหล่เขาหลังเสร็จปฏิบัติการ สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงคำถามในใจว่าทั้งหมดที่ทำไปมันเพียงเพื่อเท่านี้จริงๆหรือ สิ่งที่เขาสูญเสียล้วนไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ เพื่อนคนแล้วคนเล่าต้องจากไป แม้แต่ Ephraim (Geoffrey Rush) คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คนสุดท้ายที่เขาเหลืออยู่ ก็ยังปฏิเสธการเป็นเพื่อนกับเขา มิหนำซ้ำวงจรการเข่นฆ่าก็ยังไม่สิ้นสุดลง

...หลังจากการสังหารครั้งแล้วครั้งเล่า การสูญเสียคนรอบตัวไปคนแล้วคนเล่า จากพ่อคน จากพ่อครัว ยิ่งเขาถลำลึกลงไป จริยธรรมที่เขายึดมั่นมันก็ค่อยๆเลือนลางหายไป สภาพจิตใจก็ถูกกัดกร่อน จากผู้ล่ากลายมาเป็นผู้ถูกล่า ฉากเขากลับไปซ่อนตัวในตู้เสื้อผ้าไม่สามารถนอนบนเตียงเหมือนนักฆ่าในเรื่องเล่าของเพื่อ หรือ การหวาดระแวงรถที่ขับผ่าน สะท้อนสภาพคนที่ตกอยู่ในฝันร้ายตลอดเวลาได้อย่างชัดเจน

สุดท้าย จากที่ papa บอกเขาไว้ว่าเขามี มือของคนฆ่าสัตว์แต่มีใจที่อ่อนโยน จิตใจที่อ่อนโยนของเขาก็สูญสลายไป หลงเหลือไว้แค่ มือของคนฆ่าสัตว์ที่กลับฆ่าได้อย่างหนักแน่นใจเย็นขึ้น และจิตใจที่ฝังไว้ซึ่ง บาป และ ความหวาดกลัว

... Avner และลูกทีมบางคนอาจเกิดความคิดได้ แต่ความคิดได้ของคนเราบางครั้งมันก็สายเกิน เพราะตอนลงมือทำนั้นมันเป็นการทำโดยไม่ได้คิด แต่ทำเพราะต้องการตอบสนองความรู้สึก เช่น ตอนที่ฆ่าหญิงสาวแล้วปล่อยให้อยู่ในสภาพเปลือย เพียงเพราะความรู้สึก เคียดแค้น เกลียดชัง อยากจะให้เธอมีสภาพเหมือนเพื่อนตัวเองที่ถูกฆ่า ก่อนที่จะรู้ตัวว่า สิ่งที่ทำไปนั้น ไม่ได้ทำให้ตัวเองมีความสุขอย่างที่หวังไว้ แถมสิ่งทีได้แถมมา คือ บาปในใจ ที่ไม่อาจถอดถอนไปอีกชั่วชีวิต

....หนังไม่ได้เล่าแค่สภาพจิตวิญญาณของคนที่ถูกปู้ยี่ปู้ยำ แต่ยังทำให้เราเห็นภาพใหญ่ขึ้นของสังคมที่นิยมการสาดดับไฟด้วยน้ำมัน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากฝ่ายหนึ่ง ถูกอีกฝ่ายหนึ่งพยายามใช้ความรุนแรงเข้ามาสยบ มันทำให้ปฏิกิริยาโต้ตอบเกิดซ้ำกันไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน ความเป็นจริงไม่ได้จบลงด้วยการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโค่นอีกฝ่าย แต่เป็นเหมือนอย่างที่ Avner พบว่า เมื่อเขาฆ่า 1 คนตายไป ฝ่ายตรงข้ามกลับยิ่งหาคนใหม่ที่ร้ายยิ่งกว่ามาแทนที่ เมื่อเขาฆ่าไป 1 คน ฝั่งตรงข้ามกลับผุดขึ้นมาอีก 6 สิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทุกชนชาติ ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล ปาเลสไตน์ หรือ ชนชาติไหนๆ

...ฉากหนึ่งหลังการปะทะของสองทีมสังหารใน Safe house สองตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมาสนทนากันอย่างออกรส ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยถึงเป้าหมายของการต่อสู้ การต่อสู้ของแต่ละคนล้วนมีเหตุผลที่มารองรับ และ บ้าน คือเหตุผลหนึ่งของการต่อสู้ ชาวอิสลามบอก Avner ว่า จะกี่ปีก็ตามเขาก็ยินดีรอต่อสู้เพื่อให้ได้มีบ้านเพื่อรอให้กลับ Avner เองก็มักจะพูดเสมอถึงการกับบ้าน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายล้วนไม่มีบ้านให้กลับไป ฉากถัดมาที่ Avner ยิงชายคนนี้ต่อหน้าต่อตา คือ จุดสิ้นสุดของบ้านที่วาดหวังของทั้งสองคน เพราะสำหรับ Avner ถึงจะได้กลับไปอยู่บ้านพบลูกและภรรยา แต่ก็ต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวง มันไม่ใช่บ้านหลังเดิมที่สุขสงบอบอุ่นอีกต่อไป

Munich...ไม่ได้พูดถึงแค่ยิวหรือปาเลสไตน์ แต่หนังพูดถึง การตัดสินใจของคนที่เลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการทำลายคน ที่สุดท้ายแล้ว มันก็กลับกลายเป็นว่า ความรุนแรงต่างหากที่ใช้คนเป็นเครื่องมือให้ทำลายกันเอง การจบภาพสุดท้ายที่ตึกเวิลด์เทรด เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของอนาคตสำหรับลูกหลานของ Avner ที่ต้องเติบโตมาพบชะตากรรมของการเข่นฆ่าที่ไม่เคยสงบลง เหมือนวงกลมที่หาปลายเส้นหรือจุดสิ้นสุดไม่เจอ และ มันก็จะเป็นชะตากรรมของลูกหลานเราต่อไปด้วยเช่นกัน หากยังมีแต่คนคิดเหมือนกับ Ephraim ว่ามนุษย์ต้องตัดเล็บทุกครั้งที่ยาวขึ้นมา เขาคิดว่า การตัดเล็บที่งอกคือการกำจัดศัตรูและความรุนแรง แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย มันเป็นแค่การทำเพื่อตอบสนองความต้องการภายในของตัวเองเสียมากกว่า

...ในทฤษฎีจิตวิเคราะห์เชื่อว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะทำอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีความรุนแรง เพราะหนึ่งในโครงสร้างของจิตใจคือ id หรือ drive นั้นมีแรงขับของ aggressive drive ที่รอคอยการตอบสนองอยู่ และ สิ่งที่คอยยับยั้งไม่ให้คนเราทำอะไรดังใจคิดผิดศีลธรรมคือ Superego ที่เป็นมโนธรรมคอยยับยั้งการทำผิด ดังนั้น สังคมจะสงบสุขได้ก็ต้องเริ่มต้นจากองค์ประกอบปลีกย่อยในสังคมนั่นคือ มนุษย์ ที่อยู่ในสังคมนั้นๆที่จะรู้จักการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ใช้ชีวิตตามความต้องการหรือแรงโทสะในใจ แต่มีดำรงไว้ซึ่งหลักธรรม การรู้จักเมตตา การรู้จักปล่อยวาง รู้จักวางเฉย และ รู้จักให้อภัย เป็นหนทางเดียวทีจะหยุดวงโคจรความรุนแรงนี้ได้ มิเช่นนั้น มิวนิค2,3,4 ก็คงตามมาไม่มีวันจบ

... ผมเองมีปัญหากับหนังของสปีลเบิร์กมาโดยตลอดในช่วงหลังๆดังที่กล่าวไว้ตอนต้น เรื่องนี้ก็เช่นกันที่ผมยังคงสะดุดกับจุดเดิมๆกับหนังของสปีลเบิร์ก เพียงแต่ว่ามันเป็นงานที่เหมือนรู้จุดอ่อนตัวเองแล้วพัฒนาขึ้น นี่เป็นหนึ่งในหนังสปีลเบิร์กในช่วงหลายปีหลังที่ถือว่ามีฉากจบที่ดีที่สุด กระนั้นก็ดี กว่าจะถึงฉากจบหนังก็ออกอาการลากมาพอสมควร ช่วงท้ายของหนังที่พยายามจะเล่นกับสภาพของผู้ที่ถูกล่าของแอฟเนอร์ทำให้หนังยืดออกไปอีกจนรู้สึกว่าหนังมันยาวเกินไป และ ความยาวบวกกับความล้นเกินบางช่วงของหนัง และ ช่วงแรกที่เป็นเหมือนหนังแอคชั่นทีมสายลับนักฆ่านี่เอง ที่จะเป็นตัวลดทอนคุณค่าของหนังลงในยามที่ขึ้นเวทีต่อสู้ล่ารางวัลกับหนังเรื่องอื่นๆ

สำหรับในแง่ของการเล่นกับสภาพจิตใจที่ดำมืดของมนุษย์ งานนี้ของสปีลเบิร์กถือว่าสอบผ่านได้ดี แม้ว่าจะมีกลิ่นไอของการเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่บ้าง แต่หนังก็สามารถสำรวจสภาพจิตวิญญาณที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงจากผ้าขาวเป็นสีดำของตัวละครได้อย่างน่าเชื่อถือ ฉากรุนแรงในเรื่องหลายๆฉากรวมไปถึงฉากเซ็กส์ในตอนท้ายมันทำให้คนดูหดหู่และกดดันอย่างรู้สึกจริงไม่ได้ปรุงแต่ง หนังไม่พยายามที่จะให้ความหวังหรือแสงสว่างที่ดูดีจนเกินไปอย่างที่เคยปรากฎในงานของสปีลเบิร์ก

... องค์ประกอบอื่นๆอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ช่วงแรกของหนังดำเนินเรื่องถอดมาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎขึ้นไม่ว่าจะเป็นการบุกเข้าหมู่บ้านนักกีฬาโดยมีนักกีฬาชาติอื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้าช่วยเหลือ , การยึดตัวประกันบนที่พักและการที่ผู้ก่อการร้ายรู้การเคลื่อนไหวของทางการผ่านการถ่ายทอดโทรทัศน์ ฯลฯ

หนังตรึงอารมณ์คนดูได้อย่างอยู่หมัด การถ่ายภาพและจัดวางรายละเอียดทำให้ภาพในหนังค่อยๆกระหน่ำความรุนแรงตามมาพร้อมความรู้สึกหดหู่ตามมาเสมอ หนังฉุดจิตใจคนดูและตัวละครให้ต่ำลงไปพร้อมๆกัน มีหลายฉากที่หนังลำดับภาพแล้วบีบคั้นอารมณ์คนดูได้ดี เช่น ฉากแผนการณ์วางระเบิดผิดพลาดเพราะลูกสาวของเป้าหมายมารับโทรศัพท์แทน หรือ ฉากระเบิดด้านจนลูกทีมต้องไประเบิดด้วยตัวเอง ทำให้คนดูใจระส่ำเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่บางฉากก็ดูจงใจและง่ายๆเกินไป เช่น ฉากตัดสลับพระเอกกับเพื่อนก่อนระเบิดที่กระท่อม

การเล่าเหตุการณ์โอลิมปิคนองเลือดในมิวนิคแบบไม่ครบแล้วค่อยๆเลาะออกมาเล่าเฉลยต่อทีละช็อตๆจนถึงตอนจบ มีผลในการสร้างอารมณ์ร่วมให้กับคนดูได้เป็นอย่างดี มันทำให้คนที่ได้ดูความจริงทั้งหมดได้เห็นความรุนแรงสองเหตุการณ์ไปพร้อมๆกันคือ 1. ความรุนแรงในโอลิมปิคเลือด 2.ความรุนแรงจากการลอบสังหาร ทั้งสองเหตุการณ์นี้จบลงไปพร้อมๆกันในหนังแต่มันไม่ได้จบในชีวิตจริง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า

หาก Avner ได้มาดูหนังเรื่องนี้พร้อมคนดู ได้เห็นภาพตั้งแต่ต้นจนจบและเห็นผลกระทบของการกระทำไม่ใช่แค่ได้รู้จากข่าว เขาจะยังยินดีมีทัศนคติเข้าร่วมกับมอสสาดอีกหรือไม่ เพราะเขาอาจได้คำตอบตั้งแต่แรกว่า การรับงานนี้ที่เคยคิดว่าเป็นการต่อสู้เพื่อชาติเพื่อลูกหลานตัวเองนั้น แท้จริงแล้ว เขาไม่ได้สู้เพื่ออะไรเลยนอกจากเพื่อตอบสนองโทสะของตัวเองและเพื่อนร่วมชาติ

สิ่งที่ชอบ

1.Eric Bana ... รับบทชายหนุ่มที่มีความเจ็บช้ำในใจติดๆกันมาแล้วสามเรื่องแล้วตั้งแต่ Hulk , Troy มาจนถึงเรื่องนี้ เขาเล่นได้ดีในการแสดงพัฒนาการของชายหนุ่มที่อ่อนโยนบริสุทธิ์ไปเป็นชายหนุ่มที่จมอยู่ในฝันร้ายหวาดระแวง และ ไม่สามารถมองโลกได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ฉากโทรศัพท์ไปคุยกับลูกที่โรงแรมและฉากในช่วงท้าย เป็นงานแสดงที่ดีที่สุดของเขาเท่าที่ผมเคยดูมา

2.ความเข้มข้น กดดัน หดหู่ ... สปีลเบิร์กทำในส่วนเหล่านี้ได้ถึง เขาพาคนดูลงไปได้ถึงจุดที่มืดมนและไม่สร้างความหวังในแง่ดีจนเกินไป ยิ่งครึ่งหลังไม่มีช่วงเวลาใดที่ผ่อนคลายจนอาจทำให้คนดูต้องรู้สึกเหนื่อยหลังดูจบ

3.ดนตรีประกอบ... ผลงานของ John Williams มีส่วนช่วยในการกดดันอารมณ์คนดูอย่างมาก

4.ประเด็น ... หนังไม่เอนเอียงฝักใฝ่ฝ่ายใดมากจนเกินไป การสะท้อนผลกระทบของการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ที่มีผลต่อสังคมและต่อคนแต่ละคน หนังทำออกมาได้ดีมาก

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.การขาดความสม่ำเสมอของหนัง ... หนังทำให้ผมรู้สึกในบางช่วงเวลาว่ามันยาวเกินไป หนังไม่สามารถคุมอารมณ์ได้คงที่ตลอดความยาว 160 นาทีของหนัง มันมีบางช่วงเวลาที่น่าจะตัดทิ้งได้และขยับให้หนังกระชับมากกว่านี้ ช่วงแรกที่เหมือนหนังสายลับนักฆ่าดูสนุกดีแต่หลุดธีมของหนังไปนาน แม้หนังจะปิดฉากสุดท้ายได้ดีแต่ ช่วงท้ายของหนังก็เหมือนการลากยาวจนคนดูอ่อนระโหยโรยแรงมากพอสมควรแล้ว

สรุป ... Munich เป็นหนังดราม่าที่ให้ข้อคิดเรื่องความรุนแรงว่าส่งผลกระทบอะไรได้อย่างตรงประเด็นและชัดเจน หนังให้อารมณ์หดหู่และหนักอึ้งตลอดสองชั่วโมงกว่าๆ คอหนังดราม่าไม่ควรพลาด ในแง่หนังหนักๆของสปีลเบิร์กนี่เป็นงานของสปีลเบิร์กที่ดีแต่ก็ยังไม่ที่สุด และ อาจไม่สามารถคว้ารางวัลใดๆในช่วงเทศกาลล่ารางวัลจากความที่หนังยังไม่กระชับพอ แต่มันก็เป็นหนังที่ควรค่ากับการเสียเงินเข้าดูและเป็นหนังของสปีลเบิร์กที่ผมชอบมากที่สุดในหลายปีหลังพอๆกับ The Terminal



ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2549 0:33:11 น. 33 comments
Counter : 3959 Pageviews.

 
สำหรับเรื่องนี้ ผมกลัวเครียดจึงไม่กล้าดูครับ
ยอมรับว่าผิดหวังกะสปีลเบิรก์มาหลายเรื่องแล้วครับ
เรื่องนี้จึงขอเวลาทำใจก่อนสักระยะนึง พร้อมแล้วจึงจะไปหยิบหามาดูครับ
จะรออ่านคำวิจารณ์เรื่อง BB Moutian ครับ


โดย: ตี๋น้อย (Zantha ) วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:11:24:59 น.  

 
ตอนแรกคิดว่าจะผะอืดผะอมกับภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะหน้าหนังเครียดเหลือเกิน แต่พอเข้าไปดูจริง ๆ กลับรู้สึกว่าน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเลย

ที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษคือ Eric Banah ค่ะ ฉากที่ได้ยินเสียงลูกเรียกตัวเอง ทำให้ดิฉันสะเทือนใจได้เหมือนกัน


โดย: Tai-Sarunya วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:12:36:10 น.  

 
ยังไม่อ่าน ๆๆ

วันนั้นว่าจะไปดูเรื่องนี้ แต่พ่อตัวดีอยากดูกระสือวาเลนไทน์ เลยต้องตามใจ..ปรากฎว่าดีค่ะ

ส่วนเรื่องนี้จะหาโอกาสไปดูค่ะ


โดย: ชิด-ชิด เข้ามาอีกหน่อย วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:03:44 น.  

 
ชอบเหมือนกันคะ อย่างที่บอกว่าดีกว่าหนังในช่วงหลังๆของ spielberg ไปดู walk the line กับ brokeback mt. มาแล้วคะ รออ่าน comment อยู่นะคะ ชอบทั้งสองเรื่องแหละคะ แต่จะชอบ หุบเขาเร้นรักมากว่าหน่อย ไม่ได้อินแต่ซึ้งคะ


โดย: tong IP: 202.28.181.10 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:28:05 น.  

 
เข้าไปดูเรื่องนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงเลย อยากดูมาก ไม่ยอมอ่านเรื่องย่อหรือดูโฆษณาก่อน
ดูจบความรู้สึกคงคล้ายๆ คุณเจ้าของบล็อก(แต่บรรยายได้ไม่ดีเท่า แหะ แหะ )
ชอบหนังที่สื่อให้เห็นว่า ขอบเขตของการทำเพื่อชาติ(ชาตินิยม)
จนต้องมุ่งทำลายสิ่ง/คนที่มุ่งร้ายชาตินั่น ขอบเขตควรอยู่ที่ตรงไหนกันแน่
สิ่งที่ Avner ทำ น่าชื่นชมเค้าเป็นคนแก้แค้นให้เพื่อนร่วมชาติ
แต่คนที่โดน Avner ทำลาย เพื่อนร่วมชาติของคนเหล่านั้น
ก็เป็นเหมือน Avner เค้าก็ต้องมาแก้แค้นชาติของ Avner เช่นกัน
กลายเป็นวัฏจักรทำลายล้างไม่จบสิ้น ...นี่เองที่มาของสงคราม

ชอบฉากที่ Avner คุยโทรศัพท์กับลูกเหมือนกัน มันเศร้า


โดย: ชิวเทียน วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:20:46:27 น.  

 
ตอนที่มีคนบอกว่าหนังเรื่องนี้"หนัก" เราเข้าใจว่า"หนักหัว" คือต้องขบคิดและตีความเพิ่มเติม แต่หลังดูจบเรากลับพบว่าแท้จริงแล้วกลับเป็น"หนักใจ" คือมันกดและบีบหัวใจเหลือเกิน หลายๆฉากในหนังที่โชว์ความรุนแรงอย่างไม่ปิดบัง สร้างความรู้สึกหดหู่ได้ตลอดเวลาจริงๆ

เราคิดว่าหนังดึงเอาอารมณ์ร่วมของคนดูได้ดีนะคะ ฉากที่เด็กผู้หญิงมารับโทรศัพท์แทนพ่อนั้น มีเสียงคนดูถอนหายใจเฮือกใหญ่ทั้งโรงเลยล่ะค่ะ รวมทั้งอีกหลายๆฉากก็มีเสียงจากคนดูเป็นระยะๆ ทั้งฉากนาสยดสยองและฉากที่เศร้าสลดของพระเอก

ตอนที่ดู Troy มีเพื่อนเราหลายคนที่กรี๊ด Eric Bana ไปเลย แต่ตอนนั้นเรายังเฉยๆ พอมาเรื่องนี้นี่รู้สึกว่าเค้าเท่จังเลยแฮะ และมีฉากที่ติดตาเหมือนที่พี่บอกเลยค่ะ ทั้งฉากคุยโทรศัพท์กับลูกและฉาก sex ในช่วงท้าย

ถึงจะชอบในหลายๆอย่าง แต่ก็ยังไม่โดนใจเราถึงที่สุดนะคะ คิดว่า"บทหนัง" รวมไปถึง"บทสนทนา" ยังไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ค่ะ


โดย: azzurrini วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:21:41:54 น.  

 
รออ่าน หุบเขาเร้นรัก และ อ้อมกอดรักก้องโลก เช่นกันค่ะ

(อ้าว โพสต์ผิดหน้า)


โดย: โยเกิร์ตรสสตอว์เบอร์รี่ วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:9:31:39 น.  

 
ตอนดูจบผมเครียดมากเลยครับ Avner ทำให้ผมหดหู่สุดๆ หนังทำได้ดีมากเลยครับ ทำให้ผมนึกถึงคำที่ Miss Universe พูดครับ "World Peace"


โดย: เข็มขัดสั้น IP: 202.183.190.14 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:13:11:17 น.  

 
ก็ดีนะคะ ทำได้น่าติดตาม
รออ่าน Walk the line อยู่นะคะ
ปล. คุณจะมีโอกาสเลือกดู Crazy in love มั๊ยคะ คือดูมาแล้ว ส่วนตัว รู้สึกผิดหวังอย่างแรง เลยอยากอ่าน comment ของคุณ เผื่อจะเห็นมุมต่างค่ะ


โดย: คากินั๊ง IP: 61.91.96.232 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:13:40:47 น.  

 
CHATCHAWAN


โดย: 20 กุมภาพันธ์ 2549 IP: วันที่: 14:18:30 เวลา:20.139.250.201 น.  

 
ทำไมเรื่อง Brokeback Mountain ยังไม่ออกมาเสียที่ครับ รออ่านอยู่นะครับ
Chat156@hotmail.com


โดย: CHATCHAWAN IP: 20.139.250.201 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:14:20:44 น.  

 
ชอบหนังเรื่องนี้แต่ไม่โดนมากอะค่ะ เลยไม่ได้เขียนถึง


ชอบประเด็นที่เค้านำเสนอ ชอบความเป็นกลางของสปีลเบิร์กในเรื่องนี้ด้วย




คือ..ดูแล้วเข้าใจว่าทำไมต้องทำแบบนั้นทั้งสองฝ่าย


และก็เห็นด้วยกับสปีลเบิร์กว่า มันไม่สิ้นสุดหรอก ถ้าวิธีการยังเป็นอย่างนี้อยู่น่ะค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:14:57:01 น.  

 
คากินั๊ง ... Crazy in love คงรอดูแผ่นครับ คนไปดูมาก็ได้ยินว่าไม่ได้น่าประทับใจมากนัก / walk the line เพิ่งดูเมื่อวานไม่แน่ใจว่าจะเขียนทันหรือไม่

CHATCHAWAN ... พอดีเพิ่งไปดูมาเมื่อวันพฤหัสครับ เขียนใกล้เสร็จแล้วไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้คงได้เอามาลงครับ

ขอบคุณสำหรับทุกๆความเห็นครับ



โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:15:26:50 น.  

 
ผมชอบเรื่องนี้นะครับ ถึงบางช่วงบางตอนจะตามเหตุการณ์ไม่ค่อยทันก็เถอะ...

ผมสะดุดกับคำพูดของ Louis น่ะครับ ที่เขาพูดกับ Avner ตรงหน้าร้านที่เป็นจุดนัดพบว่า "บ้านแพงเสมอ"

จะบ้านชื่อ "สยามประเทศ" "สหรัฐอเมริกา" "สหภาพโซเวียต" รึว่า "อิสราเอล" ก็ล้วนแล้วแต่ได้มาด้วยความสูญเสียมากมายทั้งนั้น...

Walk the Line ดูแล้วเหมือนกันครับ อยากเขียนถึงทุกเรื่องที่ดู แต่ว่าคงต้องหลังเอนท์น่ะครับผม


โดย: Admission Boy (nanoguy ) วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:16:41:05 น.  

 
เป็นอีกเรื่องที่เข้ามา Confirm ตั๋วใน Blog คุณครับ
ขอบคุณครับ ^__^


โดย: Ruudy IP: 203.118.114.23 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:17:15:13 น.  

 
รู้สึกว่า ตลอดเรื่อง ทำให้หัวใจเต้นช้ามาก ( ช่วงแรก ) ถึงเต้นเร็วมาก ( ช่วงกลาง )
ไม่น่าเชื่อว่า ความหวาดระแวง จะเกิดขึ้นกับผมราวกับว่าเป็นตัว avner เอง

หลายคนมองว่า หนังได้ชิงoscar เพราะบารมีผู้กำกับ ..อันนี้ไม่เถียงครับ แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด เพราะผมชมประเด็นความเป็นกลางของผกก. ( แฟร์ดีนะผมว่า )

สรุปว่า เป็นหนังดี ที่ผมโชคดีที่ได้ดูในโรงหนัง เพราะถ้าเปลี่ยนเป็นดู vcd ที่หออาจสะดุ้งอีกทีตอนมีเสียงระเบิด

ชื่นชมข้อเขียนมากๆครับ สารภาพว่าเดี๋ยวนี้จะตัดสินใจไปดูหนังเรื่องอะไร จะเข้ามาอ่านบทความของคุณ"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"ก่อนไม่อยาก"หว่าน"ดูทุกเรื่องเพราะยังอยู่ ปี4 ไม่มีรายได้เป็นของตัวเองครับ

ป.ล.(นอกเรื่อง) ขอขอบพระคุณสิ่งใดๆที่มี brokeback ให้ได้ดูในเชียงใหม่ สาธุว่า สักวันจะมี walk the line กับ transamerica ด้วย

อ้อ ขอบคุณ คุณ"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ด้วยครับสำหรับประเด็นเรื่อง "i swear"


โดย: โกโต้ เคนสุเกะ IP: 202.28.27.5 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:17:10:59 น.  

 
คืออยากถามคุณ"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ด้วยครับ(นอกเรื่อง)ว่า
อะไรเป็นตัวตัดสินว่า จะเอาหนังเรื่องนี้มาฉาย และจะฉายทุกโรงหรือจะฉายแค่บางโรง
ผมเคยคิดว่าเป็นที่ดาราดึงดูด แต่ก็มีข้อขัดแย้งกับกรณีของ walk the line ( รีส ดังจะตายไป )

อาจจะเป็นที่แนวหนัง ก็ไม่น่าใช่อีก เพราะ ขนาด constant gardener ยังมีทีท่าว่าเชียงใหม่จะได้ดู( เห็นบอกไว้หน้าโรงหนัง )

จะว่าเป็นประเด็นเรื่องทำเงิน ผมก็เคยเห็นบางเรื่องที่ทุกอย่างดีหมด(รวมทั้งเงิน) แต่ก็ฉายแค่บางโรง
...สับสน ปน หงุดหงิดครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ


โดย: โกโต้ เคนสุเกะ IP: 202.28.27.5 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:17:25:50 น.  

 
ชอบบทวิจารณ์ ของ"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"ครับ
ขอบอกว่าหนังดูยาก แต่สามารถเข้าใจเนื้อเรื่องโดยรวม จะมางงในรายละเอียดปลีกย่อย ผมดูหนังไปก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามตลอดเวลา ใครเข้าใจเหตุการณืที่เกิดขึ้น ตอนที่ avner ทานอาหารกับ Papa บ้างครับ ไห้ความกระจ่างผมที


โดย: amin IP: 61.90.73.155 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:22:10:05 น.  

 
โอวว ... ผมไปต่างจังหวัดกลับมา 3 วัน มีทั้งสิ่งผมอยากอ่านและอยากเขียนเล่าให้อ่านกันรออยู่เต็มไปหมด แต่วันนี้เพิ่งไปเก็บ Walk the line มา (บ้ามะเนี่ย ขนาดเพิ่งกลับมานะ ... ไม่เป็นไร บ้าแต่มีความสุขก็ยอมฟระ!) ช่วงนี้ผมบอกเพื่อนๆ ไว้เลยครับว่า เฮ้ย! ถ้ากรูจะหายหน้าหายตาไปก็อย่าสงสัยนะ กำลังอยู่ในช่วง "Movies mode" คงได้รีเซ็ตอีกทีราวๆ เดือนหน้า 555 ... เพราะนับถึงวันนี้ ผ่านมา 22 วัน ผมดูไปแล้ว 8 เรื่อง (รอบปกติและหนัง BKK.IFF.) และที่ค้างสต็อกซื้อตั๋วไว้แล้วหรือตั้งใจว่าจะดูแน่ๆ มีอีกอย่างน้อยก็ 4 เรื่องแหละ

ถ้าเล่าคร่าวๆ เท่าที่มีแรงเขียนไหวตอนนี้ก็
1. ผมชอบเรื่อง Paradise now (หนังเทศกาลฯ) มากกว่า Munich แฮะ ทั้งๆ ที่ Munich จัดว่าดีแล้วนะ (เด๋วพรุ่งนี้จะไปอ่านที่บรรยายกันข้างบนนะครับ) ... แล้วจะมาเล่าอีกทีว่าทำไม
2. ดีใจที่เกือบทุกเรื่องที่ได้ดูอยู่ในระดับดีถึงดีมากเกือบทั้งหมด ที่ "โดน" เลยก็ Welcome to Dongmagkol กับ Paradise now หรืออย่าง Walk the line วันนี้ก็ถือว่าดีมากๆ อีกเรื่องนึง (มันมีทั้งอารมณ์ที่คล้ายและต่างจากปีที่แล้ว) ... ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ได้อารมณ์เกือบหมดครับ


โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:0:41:37 น.  

 
แฮะๆ รีบพิมพ์ ตกไปหน่อย เขิลล์ ...
ตรงประโยคท้ายๆ ในวงเล็บ ผมจะบอกว่า มันมีทั้งอารมณ์ที่คล้ายและต่างกับเรื่อง Ray ปีที่แล้ว ซึ่งผมชอบทั้ง 2 เรื่อง แต่ผมว่า Walk the line อ่อนหวานกว่า แล้วก็มีปัจจัยที่ทำให้คนหลงรักเรื่องนี้ได้มากกว่าอ่ะครับ


โดย: บลูยอชท์ (อีกที) IP: 210.1.33.130 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:0:45:10 น.  

 
กลับมาประจำการแล้วครับผม ... ว่ากันถึง Munich ก่อน จริงๆ ผมกลัวที่จะดูเรื่องนี้นะ (Syriana ก็เช่นกัน) เพราะถ้าตัวหนังมันเครียดหรือซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากๆ ผมจะเอ๋อ จับต้นชนปลายไม่ถูกน่ะครับ ... แต่พอได้เข้าไปดูจริงๆ กลับไม่ใช่แฮะ ... มีช่วงที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับแก๊ง Papa เท่านั้นที่ดูซับซ้อนหน่อย นอกนั้นก็ตรงไปตรงมาตลอด ถือว่าดูไม่ยากมาก ตัวหนังก็พูดถึงปรัชญาการก่อการร้ายได้ดีทีเดียวเหมือนที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณบรรยายไว้ ... ผมชอบช่วงท้ายๆ ที่ เอริค บานา เค้าแสดงให้เห็นว่าเค้าสูญเสียจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว แล้วก็ความเหี้ยมของเจฟฟรี่ รัชด้วย แสดงกันได้ดีทั่งคู่ครับ ตัวหนังเองก็ใส่อารมณ์อบอุ่นในแง่ครอบครัวเข้ามา ทำให้หนังดูซอฟท์ลงพอสมควรเหมือนหนังสปีลเบิร์กเรื่องอื่นๆ ... ในส่วนอื่นๆ ก็คงคล้ายๆ กับที่เขียนกันไว้ทั้งหมดข้างบนอ่ะครับ

ขอย้อนกลับไปเท้าความถึงหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของสปีลเบิร์กนิดนึง คือ War of the worlds เป็น 1 ในหนังไม่กี่เรื่องที่ผมผิดหวังมากของปีที่แล้ว ที่ดูก็เพราะปกติผมชอบงานเก่าๆ ของเค้าอยู่แล้ว ... แต่ไม่น่าเชื่อว่า War เค้ากำกับแล้วอารมณ์หนังมันจะออกมาเป็นแบบนั้น ผมว่าอารมณ์ดราม่าระหว่างพ่อลูกก็ดูเฟคๆ ไม่น่าเชื่อถือ ตัวบทก็ไร้เหตุผลในหลายๆ ตอน ... ยิ่งตอนสุดท้ายที่ลูกชายโผล่จากไหนไม่รู้ มาอยู่บ้านแม่ได้แล้วเฉย ... แถมทำท่าคล้ายๆ จะเข้าใจพ่อแล้ว (ทั้งๆ ที่ไม่ได้มาด้วยกัน) เนี่ย ขัดใจเป็นอย่างยิ่งอ่ะครับ หุๆๆ ... ไม่รู้จะมีใครรู้สึกเหมือนผมบ้างป่าวนะ

มาว่ากันถึงเรื่อง Paradise now ที่ผมมีโอกาสได้ดูในงานเทศกาล BKK IFF. แล้วชอบมากกว่า Munich ... ถ้าจะให้เขียนในเชิงเปรียบเทียบกัน ผมว่า Munich เนี่ยเป็นหนังแนวก่อการร้าย-การเมืองที่เจือปนอารมณ์ดราม่า ... แต่ Paradise น่ะ เป็นหนังดราม่าเชิงจิตวิทยาที่ว่าด้วยการก่อการร้ายครับ (มีข้อพิสูจน์คือ ใน Munich มีฉากระเบิดอยู่หลายฉาก แต่ใน Paradise ไม่มีให้เห็นจะๆ เลยแม้แต่ฉากเดียว!) ที่ชอบมากกว่าก็เพราะ Munich ว่าด้วยองค์รวมของก่อการร้ายทั้งระบบ ที่ต่อให้จะเกิดความสูญเสียมากแค่ไหน ฟันเฟืองแห่งไฟแค้นมันก็จะยังดำเนินต่อไปอยู่ดี ... ส่วน Paradise มันเจาะลึกลงไปถึงองค์ประกอบที่ย่อยที่สุดของการก่อการร้ายคือมือระเบิดพลีชีพ ว่าในใจเค้าคิดอะไร เป็นการต่อสู้กันระหว่าง "ศรัทธา-ในพระเจ้าและศาสนา (คงคล้ายๆ ภาคใต้บ้านเราที่อ้างศาสนามาบังหน้าเพื่อก่อเหตุ)" กับ "เหตุผลที่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น" ... แล้วก็หนังมันดูดิบกว่า และพูดถึงปรัชญาการก่อการร้ายแบบตรงๆ เลยน่ะครับ


โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:22:28:33 น.  

 
อ้าว ลืมไป ระหว่างเฝ้าบล็อก (บรู๊ววว ...) ตอนคุณเจ้าของบล็อกไม่อยู่ ว่าจะจ่ายค่าใช้บริการด้วยการช่วยตอบคำถามหมู่มวลสมาชิกซะหน่อย แบบว่าช่วยกันทำมาหากินอ่ะคับ แหะๆ ...

#ตอบน้องโกโต้ เคนสุเกะ (16-17) : ประเด็นนี้น่าเอามาถกกันเหมือนกันนะครับ มันเหมือนเป็นการลิดรอนสิทธิผู้บริโภค ว่าทำไมหนังอินดี้ที่ไม่ค่อยดังมาก ไม่มีสิทธิ์เข้าฉายที่โรงเชียงใหม่ ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่ก็ได้ฉายในโรงกรุงเทพฯ เกือบทุกเรื่อง ... ผมว่าอันนี้มันเป็นเรื่องระดับนโยบายของค่ายใหญ่เค้าอ่ะครับ เพราะเค้าจะเน้นพาณิชย์มากว่าความเป็นศิลปะ เค้าคงยังไม่มั่นใจว่าคนดูจะมากแค่ไหน เลยต้องเอาหนังเมนตรีมเข้าโรงไว้ก่อนไงครับ (คงต้องลองหาวิธีสื่อสารให้เค้ารู้ เช่น อีเมล์ไปที่เว็บกลางของเค้า ประมาณเนี้ยะมั้งครับ)

# ตอบคุณ amin 18 : แหะๆ ตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันครับ ... แต่เหมือนบท Papa เนี่ยน่าจะใส่เข้ามาเพื่อให้รู้ว่าจริงๆ แล้ววงการก่อการร้ายมันซับซ้อนกว่าที่เห็น ข้อมูลของแต่ละฝ่ายจะถูกขายให้อีกฝ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ ... แล้วอีกอย่างตัว Papa เนี่ย มันดูเจ๋งดี เพราะผ่านอะไรมาเยอะ สิ่งที่เค้าทำหรือพูดมันเลยเหมือนเป็นสัญลักษณ์ที่ต้องตีความทั้งหมด ... อย่างเช่นตอนสุดท้ายที่พระเอกสติแตกแล้วโทรไปถามว่าได้ขายข้อมูลครอบครัวของเค้าให้ฝ่ายตรงข้ามไปรึยัง หรือตอนคำพูดที่หั่นเนื้อในครัว ที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณเขียนไว้ข้างบนแล้วอ่ะครับ ...


โดย: บลูยอชท์ (อีกที) IP: 210.1.33.130 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:23:06:17 น.  

 
บลูยอชท์...โอ้ ขอบคุณมากๆครับ ดีออกครับ ช่วยๆกันตอบได้ความรู้ความเห็นที่หลากหลายกัน น่าอิจฉาได้ไปกวาดหนังในเทศกาลนะครับ Paradise now ใครๆเขาก็ว่ากันว่าดีและสนุก ผมก็ได้แต่หวังว่าจะมีเข้ารอบปกติแต่ถ้าไม่มีก็รอแผ่นเอา ดูใกล้ๆกับ Munich นี่ท่าจะดีนะ พูดถึงประเด็นใกล้เคียงกันเลย ขอบคุณมากครับที่มาเล่าสู่กันฟังเผื่อแผ่คนไม่ได้ดู / เห็นด้วยครับว่า Walk the line อ่อนหวานกว่า ส่วนในแง่ความชอบผมเองห่างจาก Ray ไม่มากครับ

โกโต้ เคนสุเกะ ... การตัดสินผมไม่รู้เหมือนกันครับ เดาว่าน่าจะขึ้นกับเจ้าของโรงว่าจะเลือกเรื่องนี้มาฉายหรือไม่เลือก หรือ ก็อย่างที่คุณ บลูยอชท์ บอกไว้


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:0:38:30 น.  

 
ขอบคุณ คุณผมอยู่ข้างหลังคุณมากครับที่เข้าใจ (ตอนแรกผมกลัวเหมือนกันว่าจะโดนข้อหาว่าขโมยซีนเจ้าของบล็อก แหะๆ) ... พอดีนิสัยผมเป็นเงี้ยะแหละคับ ปากมอม ชอบออกความเห็นนั่นนี่แบบตรงๆ ... ขอสารภาพว่าที่ผมเข้ามาอ่านบล็อกคุณแล้วติดหนึบ (เหมือนยาเสพย์ติด เด๋วนี้ต้องอ่านทุกวัน ไม่งั้นนอนไม่หลับ) เพราะบรรยากาศหลายๆ อย่างในนี้, ผู้คนที่มาแสดงความเห็นอันหลากหลายในแง่มุมต่างๆ กัน แต่ก็เป็นบรรยากาศฉันท์มิตร ถกกันแบบสร้างสรรค์ , ประเด็นถัดมาก็คือ บรรยากาศของบล็อก เพราะสิ่งที่คุณเขียนมันไม่สูงเกินไป คนธรรมดาๆ ที่อาจยังดูหนังมาไม่มาก ก็อ่านเข้าใจได้
... แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ความเป็นคนเฟรนด์ลี่ ทักทายและตอบคำถามคนที่เข้ามาแจม / ความมองโลกในแง่ดี / ความเป็นประชาธิปไตย ของคุณผมอยู่ข้างหลังคุณเนี่ยแหละครับ ที่ทำให้เป็นเสน่ห์ของบล็อกนี้ เพราะคนติสต์ๆ เนี่ย ส่วนใหญ่อีโก้และเซลฟ์จะสูง แต่ของคุณผมว่าผมมองไม่เห็นนะ ... อีกอย่างผมว่าอารมณ์หนังที่คุณเขียน ส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กับที่ผมรู้สึกด้วยเหมือนกันอ่ะครับผม เลยชอบอ่าน

นี่ผมบ้า และกล้าเกินไปมั้ยเนี่ย ที่มาเขียนอะไรแบบนี้ ... ไม่ได้มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ ... แค่อยากบรรยายความรู้สึกประทับใจต่อบล็อกคุณเฉยๆ อ่ะ ... ขอเป็นกำลังใจให้มีแรงเขียนสิ่งที่ดีๆ ให้พวกเราทุกคนอ่านต่อไปตราบเท่าที่รักจะเขียนนะครับผม ^_^


โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:0:57:37 น.  

 
ตกไปอีกนิด แหะๆ ... แต่จะบอกว่าถึงแม้จะรู้สึกคล้าย ... แต่คุณอ่านหนังได้ขาดและลึกกว่าผมเยอะ เพราะบางประเด็นที่ผมไม่ทันคิดหรือสังเกต ก็มาสังเกตแล้วย้อนกลับไปคิดจากการอ่านบล็อกนี้แหละ ... หรือยิ่งถ้าเป็นหนังที่เป็นสัญลักษณ์ ต้องใช้การวิเคราะห์ตีความเนี่ย พอดูจบก็ต้องรีบแจ้นมาอ่านเลยอ่ะครับ เผื่อคุณจะเขียนไว้หรือมีคนอื่นๆ ถกกันไว้ ...


โดย: คนข้างบนแหละ พอดีเขียนไม่ครบ IP: 210.1.33.130 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:1:04:56 น.  

 
ไม่เคยติดอยากดูหนังเรื่องนี้ซักนิดเลยค่ะ
แต่พออ่านจบแล้วเสียดายมากที่ไม่ได้ดู
คงต้องหวังดูจาก DVD ซะแล้ว


โดย: แมวน้อยในลังส้ม IP: 58.106.38.50 วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:13:54:29 น.  

 
//www.youtube.com/watch?v=mjqX0UTYcy8&search=outlandish

//www.youtube.com/watch?v=VKQqItZu4Is&search=outlandish

//www.youtube.com/watch?v=DGE1NdZj-hE&search=outlandish



โดย: ^ ^ ให้ดูอีกมุมนะคะ ในมุมที่คงไม่ได้เห็นในหนังฮอลีวูด IP: 72.178.243.184 วันที่: 22 กรกฎาคม 2549 เวลา:11:35:50 น.  

 
เพิ่งดูที่บ้านเมื่อวานค่ะ ชอบการแสดงของ Eric จังเลย
-ฉากที่คุยโทรศัพท์กับลูก ร้องไห้ตามเลย
-ตอนที่พระเอกฆ่าอาลี ภาพที่อาลีนอนตายมันยังติดตาอยู่เลย
-สีหน้าพระเอกในฉาก sex ตอนท้ายเรื่อง มันทำให้รู้สึกกลัวพระเอกไปเลย เหมือนเขาแอบเสียสติไปพักนึงเมื่อนึกถึงภาพร้ายๆ
โลกเราทุกวันนี้ มันเป็นอย่างที่พี่บอก ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เพราะมันง่ายที่จะทำ การที่จะให้อภัยคนที่ทำร้ายคนที่เรารัก ในความเป็นจริง จะมีกี่คนที่ทำได้ สุดท้าย เป็นวงจรอุบาท ทำร้ายกันไปมาเรื่อยๆ ดูเรื่องนี้แล้วรู้สึกแอบหดหู่


โดย: heartfelt melody IP: 58.9.57.210 วันที่: 27 สิงหาคม 2549 เวลา:20:03:00 น.  

 
เพิ่งดูไปเมื่อวานครับ งงไปกับหลายๆซีน แต่ก็พอเข้าใจขึ้นเมื่อมาอ่านจากบทความของคุณนะครับ



โดย: Cyberbean IP: 210.86.128.231 วันที่: 11 กันยายน 2549 เวลา:16:04:22 น.  

 
เอ่อ จะสายไปหน่อยไหม จะขอรบกวนถามถึงตอนท้าย ๆ ของเรื่อง ...
>> ตอนที่ Avner กำลัง XXX กะแฟน แล้วมีภาพการก่อการร้ายที่มีเฮลิคอปเตอร์ ตัดๆไป ตัดมา แล้วจบที่ผู้ก่อการร้ายฆ่าตัวประกันทั้งหมด แล้วตัวเองก้อโดนยิงตายด้วย >> อันนี้หมายถึงใคร หรือ ยังไงคะ งงๆ

ขอบคุณค่ะ


โดย: hangdapsopien IP: 202.57.129.12 วันที่: 15 กันยายน 2549 เวลา:17:13:44 น.  

 
ชอบอ่านคอมเมนต์ รีวิว ...หนังมาก ๆ เลยค่ะ พอดีลอง search ดู เพิ่งเจอ เลยเพิ่งได้อ่าน ได้ความรู้เยอะแยะมากมาย ....จะค่อย ๆ อ่านให้ครบทุกเรื่องเลยค่ะ


โดย: เลือดจี๋เหลือง IP: 58.8.120.80 วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:1:00:25 น.  

 
ดูแล้วรู้สึก หดหู่ รันทด ท้อ เหลือแรงค่ะ
การฆ่ามิใช่จุดจบ มันเป็นการเริ่มต้นของการฆ่าต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แต่ชอบนะคะ แม้บางช่วงจะทำให้รู้สึกอึดอัดไปบ้าง


โดย: คุณนายเอ๊นท์ (คุณนายเอ๊นท์ ) วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:21:58:01 น.  

 
9/10 คะแนน

ข้อเสียเพียงข้อเดียวคือหนังยาวไป อย่างอื่นทำได้ดีแล้ว หนังเรื่องนี้เป็น Drama ที่ชวนระทึก และมีหลายฉากแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยม น่ากลัว

เป็นหนัง Drama ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงได้สมจริงมากๆ และคุณค่าที่มีในหนังเรื่องนี้มากๆอย่างนึงคือ การปฏิบัติการตามล่าอาชญากรต่างเผ่าพันธุ์ เค้าทำกันยังไง



โดย: นักวิจารณ์สมัครเล่น IP: 125.24.181.222 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:17:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
18 กุมภาพันธ์ 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.