www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Failure to launch , Success to love



ข้อมูล:หนังมีความยาว 97 นาที / กำกับโดย Tom Dey จาก Showtime , Shanghai Noon ฯลฯ / หนังได้รับเรท PG-13 / ใน IMDB.com ให้คะแนนเรื่องนี้ 5.5/10 ส่วนใน //www.rottentomatoes.com ให้เรื่องนี้ Rotten ด้วยคะแนน 29%

…Tripp (Matthew McConaughey) เป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่ เขาอายุ 30 กว่าปีแล้วแต่ยังทำตัวเป็นเด็กที่อยู่ในบ้านพ่อแม่ให้พ่อแม่คอยดูแล ห้องของเขายังคงรกรุงรัง กินขนมที่ไหนวางถุงทิ้งไว้ที่นั่น ตื่นนอนตอนเช้าต้องให้แม่มาพับผ้าห่ม พับเสื้อผ้า เตรียมอาหารไว้ให้ ก่อนจะออกไปรวมแก๊งค์กับเพื่อนอีกสองคน เขากิ๊กสาวไปทั่วราชอาณาจักร และ เมื่อไรก็ตามที่เขาเริ่มรู้สึกว่าสาวคนนั้นกำลังจะจริงจัง เขาจะพาเธอกลับมาบ้าน เพื่อให้รู้ว่าเขายังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ และ เมื่อนั้น สาวๆก็จะชิ่งจากเขาไปตามที่เขาต้องการ

พ่อแม่ของเขา ไม่อยากจะเห็นลูกต้องเป็นเช่นนี้อีกต่อไป จึงวางแผนที่จะจัดการ จำหน่ายเขาออกไปมีชีวิตของตัวเองเหมือนชายหนุ่มคนอื่นๆ

… Paula (Sarah Jessica Parker) หญิงสาวสวยเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือ อาชีพของเธอคือ ช่วยทำให้ชายหนุ่มลูกแหง่ติดพ่อแม่ทั้งหลาย ได้พบกับความรัก จนสามารถถีบตัวเองออกมามีชีวิตอิสระของตัวเอง แต่ เมื่อพบลูกค้าอย่าง Tripp เธอกลับพบว่า มันไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ และ Tripp ต่างจากลูกค้าทั่วไปตรงทำให้เธอว้าวุ่นใจมากกว่าปกติธรรมดา


...ปกติเด็กที่ไม่สามารถออกมาเป็นตัวของตัวเองได้ มักเกิดจากลักษณะการเลี้ยงดูที่พ่อแม่คอยปกป้องมากเกินไป คอยโอ๋คอยทะนุถนอมมากเกินไป(over-protective) จนทำให้เด็กไม่สามารถจะเป็นตัวของตัวเองได้ และ ต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพิง(dependence)มากจนเกินไป เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดความมั่นใจ ต้องมีที่ปรึกษา ไม่กล้าตัดสินใจ ทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็น

คนเราส่วนหนึ่งมักเข้าใจผิด คิดว่า การโตแล้วหรือการไม่เป็นลูกแหง่ คือ การย้ายออกไปอยู่คอนโด ไปมีบ้านของตัวเอง แต่แท้จริงแล้ว ประเด็นของการโตหรือไม่โต มันไม่ได้เกิดจาก การอยู่หรือไม่อยู่บ้านหลังเดียวกัน แต่ มาจาก ตัวคนๆนั้นสามารถพัฒนาวุฒิภาวะให้มีความเป็นผู้ใหญ่ได้สมกับวัยหรือไม่

.... เพราะในสังคมตะวันออก เราก็จะเห็นลูกหลานอาศัยอยู่ในครอบครัวพ่อแม่ต่อไป ขยายจากครอบครัวเดี่ยว(nuclear family)เป็นลักษณะครอบครัวขยาย(extended family) ซึ่งข้อดีหนึ่งของลักษณะครอบครัวขยาย คือ มันช่วยให้เด็กๆที่เติบโตมาได้รับการเลี้ยงดูและคำสอนจากผู้หลักผู้ใหญ่หลายรุ่น และ หากรุ่นพ่อแม่เกิดความขัดแย้งในบ้านที่เป็นครอบครัวเดี่ยว(พ่อ – แม่ – ลูก) ลูกก็อาจไม่มีทางหนีหลีกเลี่ยงไปไหน แต่ในครอบครัวขยาย ยังมีรุ่นปู่ย่าคอยให้คำสอนแนะนำเรื่องชีวิตคู่แก่พ่อแม่และคอยกันเด็กออกไป

ดังนั้น ความเป็นลูกแหง่หรือติดพ่อติดแม่นั้น ไม่ได้หมายถึงการอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ความหมายของ การติดหรือพึ่งพิงพ่อแม่ ไม่ได้ไปด้วยกันกับ การอาศัยร่มไม้ชายคาเดียวกัน เสมอไป บางคนอยู่บ้านหลังเดียวกับพ่อแม่แต่ก็สามารถมีความเป็นตัวของตัวเองได้ เป็นผู้ใหญ่ที่โตพอ มีชีวิตมีรากแก้วตัวเอง แต่บางคนอาจแยกไปอยู่บ้านคนละหลัง ก็ยังมีชีวิตเหมือนคนไร้รากหลัก มีแต่รากฝอยคอยอาศัยดูดอาหาร เงินทอง จากพ่อแม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่สามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาแก่คนรุ่นอื่นๆต่อไป

… Paula พบว่า Tripp ไม่ได้มีลักษณะลูกแห่งสูตรสำเร็จตรงกับที่กล่าวมาข้างต้นแม้แต่น้อย เขาสามารถดูแลตัวเองได้เมื่อต้องการ เขามีการมีงานของตัวเอง แล้วเพราะอะไร เขาจึงยังเป็นเหมือนลูกแหง่ติดบ้าน นั่นเป็นเพราะ Paula ก็เหมือน เราๆที่เคยชินกับการตัดสินคนจากที่เห็นภายนอกเร็วเกินไป เพราะ เมื่อ Paula สำรวจความจริงก็จะพบว่า บางครั้งมันก็เป็นการผิดที่ด่วนสรุปคนจากเพียงพฤติกรรม เพราะ คนทุกคนล้วนมีเหตุที่มาของการกระทำนั้นๆตามแต่ปัจเจกบุคคล(Psychic determinism)

Tripp ไม่สามารถพาตัวเองออกจากบ้าน ใช้ชีวิตแบบเพลย์บอยไปวันๆ เพราะ ความกลัว ที่จะต้องมีความรักแท้และสูญเสียมันไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

เช่นเดียวกับ

Paula จมอยู่กับการช่วยเหลือลูกแหง่ทั้งหลาย เป็นเหมือนแฟนตาซีในใจตัวเอง(rescue fantasy) ที่วาดหวังจะแก้ไขอดีตที่เคยผิดหวัง จนกลายเป็นพฤติกรรมซ้ำๆที่วนเวียนอยู่กับการสร้างรักปลอมๆ และ กลัวที่จะอยู่กับรักแท้จริง

... ที่มาของจิตใจของทั้งสองคนแม้จะแตกต่าง ก็นำมาซึ่งผลลัพธ์เดียวกัน คือ ทั้งคู่ต่างไม่สามารถพบรักแท้และไม่สามารถสร้างอนาคตที่มั่นคง ทั้งสองคนต่างติดอยู่กับอดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้ ทั้งที่มีปัจจุบันเป็นรักแท้รออยู่ ดังนั้นสิ่งที่สองคนต้องหาทาง launch ออกมาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ launch ออกจากบ้าน แต่เป็นการ launch จากอดีตและความกลัว


...วันหยุดยาวสงกรานต์แบบนี้มีหนังอารมณ์เดียวกัน(ขำขำ ผ่อนคลาย เบาสบาย) ให้เลือกพร้อมกันถึงสามเรื่อง คือ Ice age 2 , The Wild และ Failure to launch ซึ่งเรื่องหลังชิงความได้เปรียบก่อนด้วยการฉายตัดหน้า 1 วัน จึงเป็นเหตุให้ผมได้เข้าไปดูในโรงก่อนหลบฉากจากกรุงเทพไป ตัวผมเองนั้นมีความคาดหวังตั้งใจไว้กับ Ice age 2 และ Red Light ที่ตั้งใจว่ากลับกรุงเทพเมื่อไหร่จะไปดู และ ไม่มีความคาดหวังใดๆกับ Failure to launch เนื่องจากเสียงวิจารณ์ที่ออกมาย่ำแย่ แต่ด้วยว่ามีเพียงเรื่องเดียวให้เลือกหน้าโรงหนัง การเข้าไปดูอย่างไร้คามคาดหวังใดๆก็ทำให้ผมมีความสุขไม่น้อย เพราะมันทำให้ผมผ่อนคลายเพลิดเพลินได้มากกว่าที่คิด

...ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้ว หากสนใจในแง่ความเป็นหนังรักโรแมนติก หนังยังทำคะแนนตรงนี้ได้ไม่ดีนัก ทั้งคู่เหมือนคนมีเสน่ห์สองคนมาโปรยเสน่ห์ใส่กันและก็กิ๊กกันออกเดทกัน มากกว่าจะดูเป็นคู่รักที่เกิดรักแท้จนสามารถเอาชนะอดีตของตัวเอง

เหตุหนึ่งคงเป็นเพราะหนังเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจในการผูกเรื่องราวหรือให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาการความสัมพันธ์อะไรทั้งนั้น เพราะ หนังดูเหมือนตั้งใจที่จะโชว์เสน่ห์ของสองนักแสดงออกมาขายเป็นหลัก ดูได้จากหลายฉากในหนังไม่ได้มีขึ้นเพื่อช่วยในการเดินเรื่องแต่อย่างใด แต่ มีเพื่อขายความเป็น Matthew McConaughey และ Sarah Jessica Parker เท่านั้น เช่น ฉากเล่นเพนต์บอล ฯลฯ โชคดีที่ทั้งสองคนมีเสน่ห์ในปริมาณที่มากพอ และ เป็นเสน่ห์ที่มีคุณภาพ การขายส่วนนี้จึงขายได้และทำให้คนดูไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในเนื้อหาที่เหมือนจะว่างเปล่า

… จุดเด่นหนึ่งในเสน่ห์ของสองนักแสดงนำคู่นี้คือ ความเป็นธรรมชาติ แม้จะเล่นหนังเล่นละครมานาน แต่หลังจากที่ผมเริ่มรู้จักเธอจริงจังจาก Sex and the City มันทำให้ผมชอบ Sarah Jessica Parker มากขึ้นเรื่อยๆ เธอเป็นคนที่ไม่ต้องพยายามทำตัวสวยแต่สามารถที่จะสวยได้ภายในตัวเอง และ เธอก็มาช่วยให้หนังที่เธอเล่นมีความผ่อนคลายสบายๆโดยไม่ต้องทำอะไรมากมาย Matthew McConaughey ไปได้สวยเสมอกับบทชายหนุ่มขายเสน่ห์ในหนัง romantic-comedy ที่ผ่านมา หลายครั้งหลายหนที่ใครต่อใครเชื่อว่า เขาจะขึ้นแท่นเป็น The Star ของวงการ แต่ ทุกๆครั้งที่เขากำลังจะฉายความเป็น The Star ประชาชนทั้งประเทศก็ไม่ให้เขาได้ไปต่ออยู่ร่ำไป เพราะ เขาต้องตกไปอยู่ในหนังที่พาเขาเงียบหายเข้ากลีบเมฆทั้งที่การแสดงของเขาก็ไม่ได้ตกลง บทของตายที่ดูจะเป็นบทที่เหมาะสมกับเขามากที่สุดหากเขาต้องการกลับมาแจ้งเกิดในวงการ คงต้องเป็นบทผู้ชายขายเสน่ห์ในหนังรักแบบในหนังเรื่องนี้

ซึ่งดูๆไปแล้ว ชะตากรรมของตัวละครที่เขาเล่นก็คล้ายคลึงกับใน How to Lose a Guy in 10 Days ไม่ผิดเพี้ยน เมื่อเขาต้องมาเป็นชายหนุ่มที่ตกอยู่ในแผนของสาวสวยที่มาแกล้งรัก และ สุดท้ายสาวสวยก็ตกหลุมรักเขาจริง ส่วนเขาก็รู้สึกเหมือนถูกทรยศหักหลัง จนเกิดการกระเง้ากระงอด และ งอนง้อมาคืนดีกันในที่สุด

...สิ่งที่ต้องชมว่ามีส่วนเป็นอย่างมากที่ทำให้หนังสนุก นอกจากเสน่ห์ของสองนักแสดงแล้ว ยังมาจาก นักแสดงสมทบและสิงสาราสัตว์ทั้งหลายในเรื่อง(กระรอก , ปลาโลมา , กิ้งก่า , mocking bird) พล็อตหลักของหนังที่พูดถึงคู่พระ-นาง ยังดูไม่น่าสนใจเท่าพล็อตย่อยทั้งหลายแหล่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวของ mocking bird เป็นเรื่องราวสนุกสนานมากที่สุดในเรื่อง เพราะมันค่อยๆปูพื้นมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง และ ทำให้ไคลแมกซ์ในฉากช่วยชีวิตเป็นฉากที่ตลกมากๆ และเป็นฉากตลกที่สุดของหนังที่ได้ดูของปีนี้ (เรียกได้ว่าตลกเป็นอันดับสองรองลงมาจาก ฉากหมูป่า ใน Swing girl ได้เลย)

… Failure to launch เป็นตัวอย่างหนึ่งของหนังที่แม้จะมีบทที่แสนจะธรรมดา แต่การมีองค์ประกอบอื่นๆที่มีพลังมากพอในการขับเคลื่อนตัวหนัง ก็สามารถทำให้หนังสนุกได้ นักแสดงสมทบในเรื่องทุกคนเล่นได้อย่างสนุกสนานเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด จนเหมือนเราได้ไปเยี่ยมเพื่อนบ้านแล้วฟังพวกเขาเล่าเรื่องตลกให้ฟังท่ามกลางบรรยากาศสบายๆของวันหยุด

...Kathy Bates ในบทแม่ของ Tripp และ Terry Bradshaw ในบทพ่อ ช่วยสร้างภาพครอบครัวให้ดูอบอุ่นน่ารักยิ่งขึ้น การแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหนังเรื่องนี้ตกเป็นของ Zooey Deschanelผู้รับบทรูมเมทเพื่อนนางเอกที่ดูป่วยจิตเล็กๆ การแสดงของเธอเข้าตาเป็นอย่างยิ่ง มีเสน่ห์ในความแปลกประหลาด และ สามารถปล่อยมุกหน้าตายได้ผลทุกครั้งไป เธอคือตัวสร้างสีสันให้กับหนังสูตรสำเร็จเดาได้เรื่องนี้ไม่จำเจน่าเบื่อ เป็นตัวขโมยซีนตัวจริงชนิดที่ว่า คนดูอาจรอคอยเธอให้ออกมาในจอมากกว่ารอคอย พระเอกนางเอกปรากฎตัว

และหนังสูตรสำเร็จสูตรประเภทว่า ตัวเอกถูกหลอกแกล้งรัก ด้วยเหตุผลบางอย่าง ก่อนที่แต่ละฝ่ายจะพบว่า ความจริงแล้วในใจก็เกิดความรักขึ้นมาจริงๆ เมื่อมาถึงตอนจบมักจะมีฝ่ายหนึ่งรู้ความจริงแล้วรู้สึกเหมือนถูกทรยศหลอกลวงเกิดอาการงอนตุ๊บป่องไป การหาทางคลี่คลายให้ทั้งสองฝ่ายกลับมารักกันในฉากจบ เป็นตัวที่จะทำให้หนังเรื่องนั้นดีขึ้นหรือแย่ลงได้ในพริบตา อย่าง Hitch มีการจบที่น่าประทับใจน่าจดจำ ยิ่งทำให้หนังที่ดีมาอยู่แล้วยิ่งอยู่ในความทรงจำ แต่ใน How to Lose a Guy in 10 Days สำหรับผมแล้วกลับจบได้ราบเรียบธรรมดา สิ่งที่จดจำได้มีแค่หุ่นบางๆของ Kate Hudson กับ มาดหล่อของ Matthew McConaughey มาถึง Failure to launch ตอนจบในเรื่องถือว่าทำออกมาได้ดี ดูเป็นตอนจบที่เข้าท่า ไอเดียดี และ อย่างที่บอกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า การที่หนังมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว เสน่ห์ของหนังมาจากนักแสดงทุกคนไม่ใช่แค่พระเอกนางเอก จึงทำให้ฉากจบสุดท้ายน่ารักได้ดังที่ผู้กำกับตั้งใจอยากจะให้เป็น

สิ่งที่ชอบ

1.เสน่ห์ของสองนักแสดงนำ และ นักแสดงสมทบทั้งหลาย

2. Zooey Deschanel … ความสนุกกับความมีชีวิตชีวาในเรื่อง และ ความที่หนังสามารถหลุดพ้นจากความซ้ำซากจำเจ ต้องยกเครดิตให้เธอเป็นปัจจัยสำคัญ เธอคือดาวเด่นของหนังเรื่องนี้

3.mocking bird … ที่เกริ่นๆไว้ตอนแรกแค่ ยิ้มๆ แต่พอถึงไคลแมกซ์แล้วบอกได้ว่า มุกนี้ ฮา (เหมือนมุกถูกกัด กัดครั้งแรกแป้ก แต่กัดครั้งสุดท้าย ฮา)

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.ซ้ำๆ ... ใช่ว่าการเป็นหนังสูตรสำเร็จจะต้องซ้ำๆย่ำรอยเดิมๆตลอด ที่จริงแล้ว ในส่วนของปมพื้นหลังของพระเอกนางเอก อันเป็นเหตุให้คนหนึ่งไม่ออกจากบ้าน กับ อีกคนหนึ่งเลือกทำอาชีพนี้ ถ้าจะขยายความมากขึ้น น่าจะทำให้หนังมีอะไรมากขึ้นไปกว่านี้มีความลึกซึ้งมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่แค่เอามาพูดผ่านปากเพื่อนพระเอกแค่ประโยคเดียว

2.เรื่องราวของคู่พระ-นาง ... เนื้อหา การผูกเรื่อง ไม่ได้มีความน่าสนใจชวนติดตาม สิ่งที่ทำให้สนุกสนานเวลาดูหนังเรื่องนี้มาจาก นักแสดงและสัตว์ในเรื่อง ไม่ใช่จาก เนื้อเรื่อง หลายฉากมีขึ้นไม่ได้เพื่อเล่าเรื่องแต่เพื่อขายดาราเท่านั้น

สรุป ... ตอนดูหนังตัวอย่างดูแล้วรู้สึกว่าเป็นหนัง comedy ธรรมดาไม่น่าจะมีอะไร จึงไม่คาดหวัง ผลออกมาคือมันก็ธรรมดาและไม่มีอะไรจริง แต่มันก็ดูสนุกดูสบายๆ ไม่เครียด ไม่ฝืด ความเป็น comedy ทำได้ดีกว่าความ romantic ปล่อยใจสบายๆไม่คาดหวัง นี่เป็นหนังที่ดูได้เพลิดเพลินไม่เสียดายตังค์ แถมยังมีหลายฉากขำๆฮาๆหลายฉาก โดยเฉพาะฉาก mocking bird และ ฉากทั้งหลายที่มีเพื่อนนางเอกอยู่ด้วย น่าจะติดฉากฮาประทับใจของปีนี้



ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง




ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 16 เมษายน 2549
Last Update : 16 เมษายน 2549 1:54:59 น. 7 comments
Counter : 1585 Pageviews.

 
จะไปดูบ้างแล้วนะค้า


โดย: Mocha Macchiato วันที่: 16 เมษายน 2549 เวลา:8:14:21 น.  

 
มาทักทายหลังสงกรานต์ค่ะ

ดู romatic comedy เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของปีเลย เนื้อเรื่องอ่อนจริง ๆ ค่ะ เข้าไปดูดาราอย่างเดียว


โดย: ยาคูลท์ IP: 58.136.98.64 วันที่: 16 เมษายน 2549 เวลา:8:17:14 น.  

 
ผมชอบดูหนังที่พระเอกคนนี้แสดงครับ


โดย: Zantha วันที่: 16 เมษายน 2549 เวลา:9:44:48 น.  

 
ถึงแม้ว่าผมจะชอบ Sarah Jessica Parker แต่ผมคงรอ VCD ครับ เพราะเลือก Ice Age 2 ไว้แล้ว


โดย: เข็มขัดสั้น IP: 124.120.238.121 วันที่: 16 เมษายน 2549 เวลา:12:23:22 น.  

 
อารมณ์นี้ สงสัยต้องเสียตังค์ไปดูเรื่องนี้ซะแล้ว


โดย: hAmlet IP: 124.121.135.251 วันที่: 16 เมษายน 2549 เวลา:23:35:43 น.  

 
เรื่องนี้เฉยๆครับ...
เหมือนส่วนใหญ่นักวิจารณ์ฝรั่งจะไม่ค่อยชอบเรื่องแนวนี้เนาะ... ผมอ่านที่เค้าแปลลง Starpics เรื่องนี้ได้ C รึ C- ไม่แน่ใจ...


โดย: nanoguy IP: 203.113.34.61 วันที่: 16 เมษายน 2549 เวลา:23:57:59 น.  

 
อืม ... เรื่องนี้ผมก็คงบายเหมือนกันครับ อาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากกลับมาจากบ้าน ตจว. ก็ไปเก็บ Red lights กับ Broken flowers มา แต่ก็ยังเหลือ Ice age-II อีกเรื่องที่ค้างอยู่ ส่วนอาทิตย์นี้ก็คงดู Perhaps love ... ไม่เหลือสล็อตว่างแล้วอ่ะคับ เหอะๆๆ


โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 19 เมษายน 2549 เวลา:0:02:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
เมษายน 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
16 เมษายน 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.