www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

L'Enfant (The child) , เด็กไม่รู้จักโต



... ผมเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่หนังเรื่องนี้ จะเข้าโรงแบบเงียบๆ และ ลาจากโรงหนังไปอย่างเงียบๆ จนดูเหมือนว่าทีมการตลาดของคนนำเข้าหนังเรื่องนี้จะไม่ได้ทำงานทำการบ้านอะไรเลย เพราะหนังเข้าอย่างเงียบงันเหมือนหนังผิดกฎหมาย ผมรู้ได้ก็จากคุณบลูยอชต์ที่มาบอกไว้ในหน้าแรกของ บล็อก ก่อนจะเห็นโปรแกรมในหน้าหนังสือพิมพ์

... น่าเสียดาย เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งหนังรางวัล ที่ดี และ มีคุณค่า ดูง่าย ดูสนุก อีกเรื่องหนึ่ง

จริงอยู่ หนังใช้เนื้อที่แค่สองสามบรรทัดก็สามารถเล่าหนังเรื่องนี้ได้จบ

เพราะเนื้อเรื่องมีอยู่แค่ว่า

"คุณแม่ยังสาวคลอดลูก พาลูกกลับมา แม่กับพ่อยังรักกัน แต่วันหนึ่ง คนพ่อเอาลูกไปขาย คนแม่ช็อคปางตาย คนพ่อไปเอาลูกคืน คนแม่โกรธ คนพ่อไปวิ่งราว -จบ-"

...ภายในเรื่องย่อสองบรรทัด หากดูแบบเอาเนื้อเรื่อง ก็อาจรู้สึกว่าไม่มีอะไร แต่ ในความน้อยของเนื้อหา หนังกลับเต็มไปด้วย ฝีมือในการเล่าเรื่อง การแสดงในระดับยอดเยี่ยม และ การสะท้อนสังคมที่น่าชื่นชม และ ทำให้หนังที่ดูเหมือนจะน่าเบื่อเรื่องนี้ ไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย

ครึ่งแรกของหนัง ให้ความสำคัญกับตัวละครสามคน นั่นคือ Bruno , Sonia และ เด็กทารกแรกเกิด

...หลังจากคลอดลูก Sonia พาลูกกลับออกมาจากโรงพยาบาลมาหา Bruno ผู้เป็นพ่อ ทั้งคู่ยังเป็นวัยรุ่นที่ยังคิดยังเล่นอะไรเหมือนเด็ก Bruno ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการลักของไปขายโดยอาศัยเด็กๆไปขโมยมา

Bruno ไม่ได้มีทีท่ารู้สึกดีอกดีใจกับลูกคนนี้ แต่ เขาก็ไม่ได้มีทีท่ารังเกียจหรือต่อต้าน จนวันหนึ่งคนกลางที่ติดต่อรับซื้อสินค้าของโจรจากเขา ให้ข้อเสนอว่า เขาสามารถเอาเด็กคนนี้ไปขายต่อให้กับครอบครัวที่พร้อมจะจ่ายและดูแลได้

...ครั้นพอถึงครึ่งหลัง เนื้อหาของหนังก็พลิกผันไป เพราะ เด็กทารกคนนี้ แทบจะถูกตัดออกจากตัวหนังไป ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญเหลือเพียงคนเดียวนั่นคือ Bruno ที่ต้องหาทางเอาตัวรอดจากกลุ่มมิจฉาชีพที่ตามทวงหนี้จากเขา ในขณะที่เขานั้นก็ถูกคนรักตัดขาดความสนใจ

... เราจะพบว่าแม้ครึ่งหลัง เด็กทารก จะหมดบทบาทไป แต่ The child ตามชื่อเรื่องไม่ได้หายไปไหน เพราะ แท้จริงแล้วตัวละครเอกในหนังเรื่องนี้คือ ความเป็นเด็ก ในตัว Bruno ที่ไม่ยอมโตตามวัย

...ภาพของพ่ออย่าง Bruno ใน L'Enfant สามารถนำไปซ้อนทับ ภาพของแม่ใน Nobody Knows นั่นคือ ภาพของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น และ ยังไม่โตเพียงพอที่จะมีความสามารถเป็นพ่อหรือแม่ใคร หรืออาจกล่าวได้ว่า กายพร้อมแต่ใจไม่พร้อม

แม่ใน Nobody Knows ที่รักลูกได้ แต่ เลี้ยงลูกไม่ได้ และ ไม่ได้เติบโตพอที่จะเสียสละชีวิตส่วนตัวให้กับความเป็นแม่ มีผลให้ลูกตัวเองกลายเป็น เด็กที่ถูกทอดทิ้ง หรือที่เรียกกันว่า Neglected child และ เด็กกลุ่มนี้ก็จะตามมาด้วยปัญหาทั้งทางสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ บางส่วนก็เสียชีวิตไปโดยที่ไม่มีใครสนใจ

ส่วนพ่อใน L'Enfant ก็แทบจะไม่ต่างกันนัก เพราะ Bruno กับ เด็ก ไม่ได้เกิดความผูกพัน (attachment) ในแง่ พ่อ-ลูกแม้แต่น้อย เด็กคนนี้เป็นเพียงวัตถุหนึ่งในสายตา Bruno

เขาไม่ได้เกิดความผูกพันกับเด็กในฐานะพ่อ หนังได้บอกคนดูตั้งแต่ฉากแรกแล้วว่า เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตัวเขาเองมีบทบาทพ่อเข้ามาเพิ่มในชีวิต ผ่านบทสนทนาที่ว่า เขาไม่เคยเข้าไปเยี่ยมลูกเมียเลยนับตั้งแต่ Sonia เข้ารพ.เพื่อคลอดลูก และ วันที่ Sonia พาลูกมาให้เขาเชยชม แววตาท่าทางเขาแสดงออกชัดเจนว่า เขาเห็น ลูกตัวเอง ไม่ต่างอะไรจากวัตถุชิ้นหนึ่งหรือตุ๊กตา เขามัวแต่ให้ความสนใจกับงานตรงหน้าโดยไม่ได้เกิดความรู้สึกสนใจใยดีลูกตัวเอง

ลูกของเขา มีความหมายเพียง สินค้าที่ใช้แลกเงินเวลาเข็นรถเข็นไปตามถนน

ลูกของเขา มีค่าเพียงเงินก้อนหนึ่งที่จะใช้ไปวันต่อวัน

...หนังแสดงตัวตนเขาได้ชัดขึ้นจากประโยคที่เขาบอก Sonia ด้วยความงุนงงที่เห็นเธอโกรธเมื่อเขาขายลูกไป ว่า เขาผิดอะไรที่ทำเช่นนี้ เขาคิดว่า อย่างมากเธอก็มีลูกคนใหม่ได้



ตัวละคร Bruno เป็นตัวละครที่ผมมองว่าน่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับหนังหลายเรื่องที่ได้ดูในเดือนสองเดือนนี้ รู้สึกว่ามีตัวละครที่มีรายละเอียดที่น่าสนใจหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ตัวละคร Romain Duris จาก The Beat That My Heart Skipped / สามตัวละครหลักจาก The King and the Clown ฯลฯ

ตัวละครเหล่านี้มีมิติและตัวหนังก็ทำให้ตัวละครเหล่านี้มีความน่าสนใจติดตาม และ ทำให้คนดูอยากรู้จักพวกเขามากยิ่งขึ้น

...L'Enfant (The child) ทำให้ผมต้องลุ้นตลอดว่า ตกลง Bruno เป็นคนเช่นไร? และ บทสรุปสุดท้ายของ Bruno จะเป็นอย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่เราสรุปได้ชัดเจนได้ตั้งแต่ตอนต้นคือ ไม่ใช่แค่ ความเป็นพ่อทีไม่ได้กำเนิดขึ้นมาในตัว Bruno แต่ ความเป็นเด็กของ Bruno ก็ยังคงอยู่โดยไม่ได้โตตามตัว ส่งผลให้เขาเหมือนวัยรุ่นที่ขาดวุฒิภาวะ(immaturity) และ ความเป็นวัยรุ่นที่ไร้เข็มทิศ คิดอะไรไม่เป็น ใช้ชีวิตวันต่อวันโดยไม่มีอนาคต

หนังสื่อสารตรงนี้อย่างชาญฉลาดโดยไม่ได้บอกโต้งๆผ่านคำพูด แต่ แสดงออกมาจากการกระทำ เช่น

- ฉากที่เขากับ Sonia เล่นกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันข้างทางห่างออกไป ทิ้งลูกอายุไม่กี่วันไว้หลังรถเปิดประทุนเพียงลำพัง

- ฉากที่เขามีเงินอยู่ 200 ก็ใช้ซื้อของที่อยากได้ 200 ทั้งที่ของนั้นไม่ได้มีความจำเป็น แล้วเมื่อเงินหมด ก็ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรนอกจากไปทำงานผิดกฎหมายหาเงินต่อไปวันๆ

ภาพส่วนนี้ของ Bruno เราเดินไปในสังคมไทยก็พบได้มากมาย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นในสถานบ้านพินิจ หรือ วัยรุ่นที่ทำผิดกฎหมายเป็นประจำ

...คำถามคือ วัยรุ่นเหล่านี้ หรือ Bruno เป็น คนเลวร้ายหรือไม่ ศีลธรรมในตัวพร่องสึกหรอไปหรือเปล่า ครึ่งแรกของหนังตั้งคำถามที่น่าสนใจนี้ไว้ผ่านความสงสัยในพฤติกรรมของ Bruno

ในขณะที่ครึ่งหลังซึ่งเป็นเรื่องราวของ Bruno มาเฉลยให้คนดูได้รับรู้ว่า เขาไม่ใช่คนชั่ว เขายังมีศีลธรรม(Superego) แต่สิ่งที่เขาขาดไปคือ เข็มทิศในตัวที่จะบอกว่าชีวิตต้องเดินทางไปเช่นไร และ เมล็ดพันธุ์ของสามัญสำนึกที่ไม่ได้ถูกปลูกฝังมา

การตัดสินใจในครี่งหลังระหว่างเขากับ Steve เด็กที่เป็นลูกน้องลักข้าวของ บ่งบอกว่า ในระดับหนึ่งเขายังคิดเป็น ยังรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพราะ สำหรับ เขากับ Steve มีความผูกพันเกิดขึ้น อาจเป็นเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่รุ่นน้อง ไม่ฐานะใดก็ฐานะหนึ่ง ในขณะที่ระหว่างเขากับลูก นั้นไม่มีความรู้สึกตรงจุดนี้

...ความไม่มีพ่อของ Bruno และ สูญเสียแม่ไปให้คนอื่น ในระดับจิตใต้สำนึกอาจส่งผลให้เขารักและเชิดชู Sonia ที่มาชดเชยในบทบาทแม่ที่สูญเสียไป ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเขาถึงกับยอมคุกเข่ากอดขาเธอเพื่อขอให้เธอกลับมา และ เขาพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้เธอมีความสุข

ความรักของเขาที่มีต่อ Sonia เป็นความรักที่จริงใจ มิได้หวังผลตอบแทน น่าเสียดาย ที่มันเป็นเหมือนความรักของเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ติดแม่ และ ไม่ได้โตเพียงพอที่จะเป็น คนรัก และ เป็นพ่อของลูก

น้ำตาของ Bruno ในตอนท้ายที่พรั่งพรู จะมีต่อไปในโลกใบนี้ กับ เด็กหลายคนที่ไม่รู้ว่าอะไรคือความผิดชอบชั่วดี เขาไม่ใช่คนชั่วร้ายที่ขาดศีลธรรม แต่ เขาแค่ทำในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ สามัญสำนึกที่มีในตัวเขาจะบอกให้ทำได้เท่านั้นเอง

เหมือนกับ ที่ Bruno ร้องขอการให้อภัย ทั้งที่เขาเองไม่รู้ตัวว่าเขาทำผิดอะไร เขาแค่รู้ว่า เขาผิดต่อ Sonia

เขาสำนึกผิดจริงที่ทำให้ Sonia เสียใจ แต่ เขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่า การขายลูก นั้นมันผิดถูกอย่างไร เพราะความเป็นพ่อไม่ได้ก่อเกิดขึ้นในตัว ความรับผิดชอบไม่มี และ ความเป็นเด็กที่ยังคิดอะไรไม่เป็น

ความไม่พร้อมของคนที่จะเป็นพ่อแม่คน ก่อปัญหาสังคมหมักหมมรุ่นต่อรุ่น เพราะคนที่ไม่ได้รับความรักตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้น ก็ยากที่จะรู้จักรักและผูกพันกับคนอื่น และ ก็จะส่งต่อคนอย่าง Bruno รุ่นต่อรุ่นในอนาคต หากสังคมหรือผู้มีความรับผิดชอบละเลยที่จะเข้ามาช่วยเหลือ

การแก้ปัญหาไม่ใช่การปรับพฤติกรรม แต่คือ การที่จะทำให้เด็กวัยรุ่นเติบโตมาพร้อมกับ EQ ที่ดี มีคุณธรรม และ รู้จักผิดชอบชั่วดี



…L'Enfant สนุกและชวนติดตามอย่างเหลือเชื่อ (ตอนแรกผมเดาไว้ว่าหนังอาจจะออกมาน่าเบื่อ) จากครึ่งแรกของหนัง ที่ทำให้คนดูคอยลุ้นชะตากรรมของเด็กน้อย แต่กลับกลายเป็นว่า เรารู้ชะตากรรมของเด็กตั้งแต่กลางเรื่อง แล้วหนังก็พลิกผันทิศทางของเรื่องไปใน ครึ่งหลัง

แม้ทิศทางจะเปลี่ยนแปลง ปรากฏว่า หนังก็ไม่ได้น่าเบื่อลง หนังกลับส่งต่อ มุมมองใหม่ให้เราอยากรู้ชะตากรรมของคนอีกคน นั่นคือ ตัวละคร Bruno ก่อนที่จะปิดฉากจบที่ค่อนข้างจะร้าวร้านในใจตัวละคร และ เป็นการปิดฉากจบในหนังไม่กี่เรื่องที่คนดูไม่ทันจะดูดน้ำจากขวดลงคอ ก็ต้องตกใจ พร้อมครางฮือว่า อะไรกันหว่า

ผู้กำกับคู่พี่น้อง (Jean-Pierre Dardenne + Luc Dardenne
) เล่าเรื่องไม่เร่งเร้า ไม่อืดอาด แต่ปล่อยเนื้อเรื่องลื่นไหลไปตามธรรมชาติ หลายฉากที่หนังแช่กล้องนิ่งๆโดยไม่ทำอะไร ในความนิ่งนั้น ไม่ใช่ความน่าเบื่อ แต่เป็นความอึดอัดและความรู้สึกไม่สบายใจที่จะเกิดกับคนดู หนังโยนความกดดันมาให้คนดูแทบทุกฉากที่หนังแช่ภาพนิ่ง เพราะ ฉากนั้นวางตัวละครที่ไม่มีทางสู้ให้ต้องตกในภาวะเสี่ยงจนเราต้องเอาใจช่วยไม่ให้เกิดอะไรขึ้น เรียกได้ว่ามีความเป็น ทริลเลอร์เงียบๆคอยกดดันคนดูให้ต้องตึงเครียด กับภาพ ทารกถูกทิ้งบนรถ ,ทารกกำลังจะถูกขาย ,เด็กจมน้ำ ฯลฯ

นักแสดงนำ Jérémie Renier ในบท Bruno เล่นได้ดีและดูเป็นธรรมชาติอย่างเหลือเชื่อ เขาดูน่ารังเกียจ และ น่าสงสาร ไปกับความไม่รู้ในตัวไปพร้อมๆกัน จนคนดูไม่รู้ว่าจะให้อภัยหรือควรจะสั่งสอนให้เข็ดหลาบกับความผิดของการกระทำ

สิ่งที่ชอบ

1.การเล่าเรื่อง ... ชวนให้ต้องลุ้นอย่างเงียบๆตลอดเวลา ครึ่งแรกเดาไม่ถูกว่า ตัวละครจะทำหรือไม่ทำ เด็กจะรอดหรือไม่รอด หลายฉากที่หนังใช้ภาพเล่าเรื่องได้อย่างน่าทึ่ง

2.การสะท้อนสังคม ... หนังเรื่องนี้สื่อสารปัญหาสังคมออกมาได้ดีไม่แพ้ Nobody Knows แต่ไม่ได้หดหู่หรือเนิบเนือยเท่า เป็นหนังที่เหมาะให้กับวัยรุ่นหรือเยาวชนดูพร้อมกับมีคนคอยชี้แนะ หรือ ให้คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลวัยรุ่นได้ดูและหาทางที่จะเข้าช่วยเหลือ

3.ตัวละคร Bruno … น่าสนใจ และ ช่างเหมือนกับวัยรุ่นที่มีปัญหาในแทบทุกประเทศ เป็นตัวละครที่มีบทบาทนำหนังเดินหน้าบนพล็อตที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากมาย และ มีอิทธิพลทำให้หนังเรื่องนั้นชวนติดตาม

สรุป ... สนุก ดี มีคุณค่า น่าหามาดู เสียดายที่ถูกทอดทิ้งจากเจ้าของหนังเช่นนนี้


เริ่มต้นอ่าน Blog นี้มีข้อสงสัย + แวะเวียนมาพูดคุยถาม-ตอบ คลิกไปคุยกันที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง

jjjjffhgjhgj


ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 28 กันยายน 2549
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2549 19:43:49 น. 11 comments
Counter : 1830 Pageviews.

 
เห็นโปรแกรมที่ลิโด้แว้วววว
อยากดูมากกกกก

=)


โดย: hunjang วันที่: 28 กันยายน 2549 เวลา:8:15:17 น.  

 
+ โอ๊ยโหยย ... ขอบคุณคุณ จขบ. มากๆ ครับ อุตส่าห์ให้เครดิตที่ผมเขียนตอนเห็นหนังเรื่องนี้ในโปรแกรมด้วย ... ตอนแรกที่เห็นผมยังงงเลย เพราะจำได้ว่าเป็นหนังรางวัล แต่ไม่เคยเห็นโปรแกรมฉาย, โปสเตอร์ หรืออะไรมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้เข้าโรงฉายในเมืองไทยด้วย แล้วอยู่ไม่อยู่ ก็โผล่ออกมาเฉยๆ ซะงั้น ก็เลยรีบเขียนถึง เผื่อจะมีคนไปดูกันเยอะๆ อ่ะครับ
+ ต้องขอสารภาพว่า คุณ จขบ. ดูแล้ววิเคราะห์หนังได้ลึกและละเอียดกว่าผมมากๆ ... ตอนผมดู ผมรู้สึกว่าหนังเนือยๆ ไปนิด (อย่างว่า หนังอารมณ์ยุโรป นิ่ง ลึก แสดงน้อยได้มากก็เงี้ยะ) จริงๆ ก็พอจะเก็ท 'สาร' ที่ผกก.ส่งมาให้อยู่เหมือนกัน (ได้ก็ไม่ลึกนัก) ... แต่พอได้มาอ่านบทวิเคราะห์ชิ้นนี้แล้ว ... โห ... ลึกจิ๊บเป๋ง นับถือเลยอ่ะครับ
+ คงคล้ายๆ กับ เปาบุนจิ้น ตอนที่เพิ่งได้ดูเมื่อ 1-2 อาทิตย์ก่อน ที่มีลูกชายของขันทีใจคด และมีพี่สาวเป็นนางสนม กระทำย่ำยีชาวบ้าน โดยฮ่องเต้ไม่กล้าทำอะไรเพราะเกรงใจเมียกับพ่อตา ... สุดท้าย เจ้าคนนั้นก็มีคนไปจี้ต่อมมโนสำนึก เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีขึ้นมา จนต้องขอร้องให้ท่านเปาใช้เครื่องประหารจัดการตนเอง และโทษพ่อว่าเลี้ยงตนเองมาแบบให้มีรู้จักว่าผิดชอบชั่วดี สิ่งที่ผิด-ถูก บาปบุญคุณโทษคืออะไร ... เนี่ยแหละครับ ทำให้สังคมในทุกวันนี้มันน่ากลัวมากขึ้น เพราะนับวันก็จะมีคน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน ... ที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก) แบบนี้เยอะขึ้นๆ และทำให้สุจริตชนอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องเดือดร้อนจากการกระทำของพวกเค้าเพิ่มขึ้นด้วย ... กว่าเค้าจะสำนึกได้ อาจก่อคดีร้ายแรง ทำให้ผู้อื่นเสียหาย บาดเจ็บ หรือถึงแก่ชีวิตไปแล้วก็เป็นได้
+ ตอนดูเรื่องนี้ ผมไม่ได้นึกถึง Nobody knows เลยนะครับ เพราะถึงแม้ประเด็นในสังคมบางส่วนจะคล้ายๆ กันอย่างที่คุณ จขบ. วิเคราะห์มา แต่อารมณ์หนังมันต่างกันมาก ก็เลยนึกไม่ถึง ... ดูเรื่องนี้จบ มันลึก, เรื่อยๆ ต้องใช้ความคิด แต่ไม่ค่อยสะดุด 'อารมณ์' เท่าไหร่ ... แต่ Nobody knows ดูจบมันจะรู้สึกร้าวรานใจ เศร้าและจมดิ่งลงเรื่อยๆ กับภาพ(ที่ดูเหมือน)ความจริงที่เพิ่งได้ดูจบไป ... เป็น 1 ไม่กี่เรื่องที่ผมเศร้าหลังจากดูจบเป็นอาทิตย์เลยอ่ะครับ


โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 วันที่: 28 กันยายน 2549 เวลา:14:07:20 น.  

 
วิเคราะห์ได้ลึกซึ้งจริง ๆ น่าดูมากค่ะ แต่ไม่รู้จะดูทันมั้ย หนังดี ๆ เยอะเหลือเกิน


โดย: unwell วันที่: 28 กันยายน 2549 เวลา:17:07:06 น.  

 


โดย: yhko IP: 203.113.77.73 วันที่: 29 กันยายน 2549 เวลา:9:50:36 น.  

 
จะได้ดูมั้ยน้อเรา


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 29 กันยายน 2549 เวลา:17:20:55 น.  

 
อ่านหกบรรทัดแรกก็หยุดเลย...

ไม่รู้เป็นไร...ถูกชะตากับหนังฝรั่งเศสทุกเรื่องที่มีโอกาสได้ดูเลย ไว้เดี๋ยวไปดูเรื่องนี้แล้วจะกลับมาอ่านใหม่ ^^

แต่...กลัวแต่ว่า...มันจะออกไปซะก่อนนี่สิ...เห็นด้วยกับคุณ unwell ... หนังดีๆ เยอะเหลือเกิน... นี่ก็ออกไปหลายเรื่องแล้ว

ใครพอแนะนำได้มั่งอ่ะคะ...ว่าหนังลิโด้หลายๆ เรื่องอ่ะค่ะ จะไปหาดีวีดีดูได้จากไหน... เพราะร้านแถวบ้านก็ขาดแคลนเหลือเกิน


โดย: SnowBelL.. ^^ IP: 58.136.100.67 วันที่: 30 กันยายน 2549 เวลา:2:16:15 น.  

 
มีโอกาสดูแผ่นก่อนแล้ว ไม่นึกว่าจะเข้าฉายด้วย(ก็หนังมันตั้งปีนึงมาแล้ว) แต่ดีครับชอบหนังแบบนี้ นิ่งๆและกดดัน
ไม่น่าใจว่าใช่ผู้กำกับคนเดียวกับ the son (หนังเบลเยียม)รึเปล่า เพราะหนังออกมาแนวเดียวกัน พูดถึงคนธรรมดาที่ต้องเจอปัญหาในชีวิตประจำวัน, ใช้กล้อง hand-held เหมือนกัน และกดดันเหมือนกัน
--เป็นอีกหนึ่งหนังที่เข้าไปอยู่ใน list หนังโปรดของผมด้วย


โดย: mayhem IP: 58.147.66.161 วันที่: 30 กันยายน 2549 เวลา:11:53:07 น.  

 
เหลือรอบหกโมงครึ่งรอบเดียวแล้วครับ
ต้องรีบไปดูแล้ว - -


โดย: nanoguy IP: 203.113.35.10 วันที่: 1 ตุลาคม 2549 เวลา:2:23:52 น.  

 
ไม่ได้ดูแน่ๆ เลย ครับ เรื่องนี้ เห็นรอบแล้วคงหมดสิทธิ์


โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 1 ตุลาคม 2549 เวลา:20:05:29 น.  

 
ดูมาแล้วครับ..
เป็นหนังที่ "นึกจะจบก็จบ" ยอดเยี่ยม 55+..

หนังไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกครับ. แต่ก็ไม่ได้ชอบมากมายอะไรเท่าไหร่ สงสัยผมคงไม่ชอบหนังสไตล์นี้ล่ะครับ


โดย: nanoguy IP: 203.153.170.132 วันที่: 1 ตุลาคม 2549 เวลา:22:12:43 น.  

 
จะหาเวลาไปดูค่ะ


โดย: ลิปดา-พิลิปดา IP: 161.200.255.164 วันที่: 2 ตุลาคม 2549 เวลา:21:50:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กันยายน 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
28 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.