www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

World Trade Center , เป็น"ฮีโร่"ไม่ได้วัดกันที่ผลลัพธ์



...ฮอลลีวูด มักจะมีอุบัติการณ์ใจตรงกัน สร้างหนังออกฉายชนกันอยู่เรื่อยๆ เช่น มดชนมด (A bug's life - Ant) ปลาชนปลา (Shark tale - Finding Nemo) ฯลฯ จะเป็นเพราะข่าวรั่ว อยากวัดใจ หรือ อะไรก็ตามแต่ แต่การสร้างงานออกมาชนกันลักษณะนี้ มักจะไม่เป็นผลดีกับเรื่องที่ฉายทีหลังนัก เพราะ ถ้าเรื่องแรกทำออกมาดีกว่า เรื่องหลังก็แทบจะปิดฝาโลงตัวเองได้ตั้งแต่หนังไม่ฉาย

หรือ แม้ว่าเรื่องแรกจะห่วย แต่การไปดูเรื่องหลังแม้จะดีเพียงใด คนดูก็มีภาพของเรื่องแรกที่ทำให้ลดความตื่นเต้น ความน่าสนใจที่ควรจะได้จากเรื่องหลังลงไปเยอะ

และปีนี้ ก็เป็นการชนกันของ 9/11 ระหว่าง United 93 กับ World Trade Center

ทั้งคู่คือหนัง 9/11 เหมือนๆกัน แต่ในตัวตนของหนังนั้น แตกต่างกันมากมาย

United 93 มากับทีมนักแสดงที่ไม่ใช่คนเด่นดัง ส่วน World Trade Center มากับทีมนักแสดงที่ชื่อชั้นเหนือกว่าชัดเจน

United 93 มากับผู้กำกับที่กำลังมาแรงขึ้นทุกขณะจิต (พอล กรีนกราสส์) เรียกได้ว่ากำลังอยู่ช่วงขาขึ้นยิ่งวัดจากผลงานเรื่องล่าสุด (The Bourne Supremacy) ในขณะที่ World Trade Center นำทัพโดยผู้กำกับเก๋าเกมส์ขึ้นหิ้ง (โอลิเวอร์ สโตน) ที่หลายคนเริ่มสงสัยว่าจะเป็นขาลงแล้วหรือไม่ จากผลงานที่ล้มเหลวของหนังเรื่องก่อน (Alexander)

United 93 เน้นความสำคัญกระจายไปกับตัวละครหลายคน World Trade Center ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับคนสองคน

United 93 เล่าเรื่องแทบจะไม่แตะเรื่องราวในตึกเลย ส่วน World Trade Center พาคนดูเข้าไปสู่ใจกลางตึกหลังจากโดนเครื่องบินลำแรกพุ่งเข้าชนก่อนที่จะถล่มพังพาบลงมา

United 93 สะท้อน ความหดหู่ ความโหดร้ายในตัวมนุษย์ ผ่านออกมาในเหตุการณ์ 9/11 ส่วน World Trade Center แสดงให้เห็นอีกด้านของมนุษย์ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ว่า ท่ามกลางความเลวร้าย มนุษย์ยังมีความดีงามหลงเหลืออยู่


...บังเอิญที่ผมดู United 93 ไปแล้ว และ ก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ ที่จะฟันธงในใจว่า United 93 นั้น ดีกว่า ทรงพลังมากกว่า สมจริงกว่า กุมอารมณ์ได้มากกว่าหลายช่วงตัวนัก และ เป็นไปอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ถึงกรณี การสร้างหนังชนกัน แม้ว่าเรื่องที่ฉายทีหลังจะมีประเด็นที่ทำได้ดี แต่หากเรื่องแรกทำออกมาแล้ว ก็ยากที่จะรู้สึกได้ดีเท่า

ตัวอย่างเช่น อารมณ์ประมาณว่า ควรทำดีกับคนที่เรารักในตอนที่มีเวลา ก่อนที่จะสายเกินไป ฉากผู้โดยสารโทรศัพท์กลับบ้านบนเครื่องบินจาก United 93 ชนะฉาก ตัวละครของนิโคลาส เคจ ที่ระลึกถึงภรรยาในซากตึก ชนิดชนะน้อกเอาท์

...กระนั้นก็ดี World Trade Center ก็ไม่ใช่หนังที่ทำออกมาตกเกณฑ์มาตรฐานแต่อย่างใด เรียกได้ว่า เป็นงานกู้ชื่อของโอลิเวอร์ สโตน กลับมาจาก Alexander เสียด้วยซ้ำ

...เรารู้ดีตั้งแต่ตัวละครตื่นนอนว่า เช้าวันนั้นเขาและชาวโลกต้องพบเจอกับอะไร เรารู้ว่าจุดจบของตัวละครและเครื่องบินเป็นอย่างไร น่าสงสารที่วันนั้น ตัวละครในหนังและใครต่อใคร ไม่ได้รู้ล่วงหน้ามาก่อน

สิบเอกจอห์น แม็คลัฟลินพร้อมลูกทีมต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เขาสารภาพอย่างจริงใจว่า ไม่เคยเตรียมเพราะไม่เคยคิดว่าจะต้องเจอ

ณ.จุดนั้น จะมีกี่คนกันที่กล้าเดินเข้าไปเพื่อช่วยเหลือผู้คน เดินเข้าไปยังสถานการณ์ทีไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร



... หนังใช้เวลาส่วนมากไปกับสิบเอกจอห์น แม็คลัฟลิน และ ลูกน้อง กับการติดแหง็กในซากปรักหักพังของตึกที่ถล่มลงมา ในขณะที่เขาและลูกทีมตั้งใจเข้าไปช่วยคนตกค้างบนตึกหลังเครื่องบินพุ่งเข้าชน โดยทั้งคู่ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ได้แต่สนทนาส่งเสียงให้แก่กัน เป็นกำลังใจให้แก่กัน เพื่อรอคอยด้วยความหวังว่า จะมีใครรับรู้ว่าพวกเขาติดอยู่ใต้ซากตึกแฝดแห่งนี้ แต่ดูเหมือนโอกาสรอดชีวิตจะริบหรี่เต็มที เพราะไม่เพียงแต่ซากตึกที่กว้างใหญ่จะไม่มีใครหาเจอแล้ว ทั้งคู่ยังถูกก้อนอิฐตกทับจนอาจมีเลือดตกใน กระดูกหัก และ ขาดน้ำขาดอาหาร แถมยังต้องหายใจเข้าไปแต่ฝุ่นควันของซากตึก



การติดอยู่กับที่รอความตายนี้เอง ที่หนังได้ฉายภาพชีวิตของทั้งสองคนให้เราได้รับรู้ คนสองคนที่ถูก เหตุการณ์ครั้งนี้ทำร้ายชีวิตและได้ย้อนมองเห็นชีวิตของตัวเอง



...จอห์น แม็คลัฟลิน กับ ภรรยา กำลังมีปัญหาความสัมพันธ์ที่ห่างเหินและขาดความเอาใจใส่ความรู้สึกให้แก่กัน จน 9/11 เกือบจะทำให้ต้องจากโลกใบนี้ไป โดยไม่มีโอกาสให้แก้ตัว เรามักไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องใกล้ตัวเพราะเรามองข้ามไปให้ความสำคัญกับเรื่องนอกตัว และ น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่มักจะเห็นคุณค่าเรื่องเช่นนี้ ในวันที่มักจะไม่มีโอกาสแก้ตัวทัน นั่นคือ ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต



...วิลล์ จิมีโน่ อีกหนึ่งนายตำรวจที่อาสาตามเข้าไปในตึก ก็กำลังจะได้ต้อนรับสมาชิกคนใหม่ของบ้าน เมื่อภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง ทั้งคู่มีชีวิตครอบครัวที่สุขสดใส และ เช่นเดียวกัน 9/11 กำลังจะพรากความสุขนี้ไปจากเขาและครอบครัว

...เมื่อตัวละครหลักที่เป็นแกนกลาง คือ สองตัวละครนี้ หนังก็น่าจะให้ความสำคัญที่จะพัฒนาเนื้อหาเรื่องราวจากพวกเขา น่าเสียดาย ที่หนังกลับไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกผูกพันไปกับสองตัวละครนี้เท่าไหร่นัก ความรู้สึกร่วมของคนดูกลับจะไปผูกพันกับตัวละครอื่นๆมากกว่าไม่ว่าจะเป็น สองภรรยา หรือ หญิงผิวสีที่สูญเสียลูกในตึก

นั่นเป็นเพราะ บท จอห์น แม็คลัฟลิน ของ นิโคลาส เคจ ยังขาดรายละเอียดความสัมพันธ์ของเขากับภรรยา ที่จะปูให้เราเห็นและเข้าใจ หนังแสดงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแค่ผิวเผินเกินไป อีกทั้งการตัดสลับเวลาในอดีตไม่ได้ช่วยให้เข้าใจตัวละครหรือรู้จักครอบครัวเขามากขึ้น แต่เป็นการไปเน้น ฉากทำซึ้งเสียมากกว่า และ เมื่อพยายามบิวท์อารมณ์โดยยังไม่ได้ปู มันก็เป็นเรื่องยากที่จะดึงอารมณ์คนดูส่วนใหญ่ให้คล้อยตามต่อเนื่อง ในขณะที่ชีวิตคู่ของจิมีโน่ ก็ดูจะขาดรายละเอียดไปหน่อย มีแค่ความสวยงามในความสัมพันธ์ชนิดดูดีตื้นๆ หนังไม่ทำให้คนดูรู้จักเขามากไปกว่านี้

การแสดงของ นิโคลาส เคจ และ ไมเคิล พีน่า (ช่างกุญแจจาก crash) ก็ไม่ได้ยอดเยี่ยมหรือย่ำแย่ แต่ บังเอิญที่การแสดงของ มาเรีย เบลโล่ + แม็กกี้ จิลเลนฮาล เด่นและกินขาดมากกว่า กับบทสองภรรยาที่ต้องทนทุกข์กับการรอคอยข่าวสามีด้วยหัวใจที่พร้อมจะแตกสลายทุกวินาที จึงทำให้เธอสองคน เป็นตัวละครที่คนดูจดจำได้หลังหนังจบมากกว่า รวมไปถึงบทเล็กๆเช่นสาวผิวดำที่สูญเสียลูกไปก็เล่นได้ดีเช่นกัน



แรกเริ่มเดิมทีที่เห็นหนังตัวอย่างของ World Trade Center แทบจะไม่อยากเชื่อว่า เป็นผลงานของผู้กำกับที่ถนัดงานในเชิงจริงจังดุดัน อย่าง โอลิเวอร์ สโตน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจกับภาพจากหนังตัวอย่างที่เร้าอารมณ์กันเต็มที่และดูนุ่มไม่แข็งกระด้างเหมือนผลงานเก่าๆของเขา และยังน่าลุ้นว่า เขาจะเรียกฟอร์มตัวเองกลับมาได้หรือไม่ หลังจากเสียรังวัดไปพอสมควรกับ Alexander

จะว่าไป Alexander ไม่ใช่หนังที่เลวร้าย นักแสดงเล่นได้ดี เนื้อหามีการเจาะลึกและแสดงปมในใจของตัวละครตั้งแต่เด็ก ช่วยให้คนดูสามารถเข้าใจพฤติกรรมของเขาเมื่อโตขึ้น ทั้งเรื่องการคบหาคู่ครองและการต่อสู้อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น (ใครมองหาหนังที่พูดถึง Oedipal complex ตามทฤษฎีของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ แนะนำ Alexander ) แต่ ปัญหาของหนังที่ทำให้คนดูออกจากโรงด้วยความเซ็งๆ มาจากการเล่าเรื่องที่ดูไม่ต่อเนื่อง ไม่กระชับ และ ไม่เป็นปึกแผ่นเท่าไหร่ ส่งผลให้อารมณ์ของหนังมาเป็นระลอกคลื่นเดี๋ยวมีพลังเดี๋ยวน่าเบื่อ อีกทั้งหลายฉากหลายตอนก็โชว์ลีลาลูกเล่นในการถ่ายทำจนคนดูเวียนหัว (เช่น การส่ายกล้องในฉากรบพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น ฯลฯ)

มาถึง WTC ดูเหมือน โอลิเวอร์ สโตน ทำได้ดีขึ้น กระนั้นก็ดี ถึงจะเป็นการพัฒนาขาขึ้นจาก Alexander แต่จุดอ่อนของหนังก็ยังตกที่นั่งเดิม คือ หนังมีนักแสดงที่เล่นได้ดี แต่หนังยังปัญหาลูกเล่นที่พยายามจะใช้เพื่อมาอธิบายความรู้สึกของตัวละคร เช่น ฉากที่สะท้อนศรัทธาทำให้มีพลังสู้ชีวิตที่ไปฉายภาพพระเยซู ดูแล้วก็รู้สึกว่าขัดๆ เหมือนกับตอนที่ใช้สีเข้าไปในฉากรบของ Alexander หนังยังมีบทและการเล่าเรื่องที่เป็นจุดอ่อนอยู่ เพียงแต่ไม่สาหัสเท่า Alexander

เข้าใจว่า ไม่ใช่แค่บทเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ WTC ไปได้ไม่ถึงที่สุด น่าจะเป็น การเลือกสไตล์ของงานที่ไม่ใช่สไตล์ของตัวเอง

เหมือนกับ จะเอาคนมองโลกในแง่ดีอย่างสปีลเบิร์กมาทำหนังสะท้อนความโหดร้ายของมนุษย์ ตัวอย่างเก่าๆที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่า เขาทำออกมาได้ดีจริง เพราะตัวผู้กำกับมีฝีมือ แต่ มันก็ไม่ใช่งานที่ทำอยู่ในระดับมาสเตอร์พีซเหมือนงานหนังเรื่องอื่นๆของเขา เช่นเดียวกัน จะเอาคนที่ทำหนังจริงจัง หนักแน่น และ อัดแน่นด้วยความรุนแรง อย่าง โอลิเวอร์ สโตน (หนังทุกเรื่องของเขาชัดเจนในเรื่องของ แรงขับแห่งความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การลอบสังหาร การต่อสู้ ฯลฯ เพียงแต่ว่าบางเรื่องอาจไม่ได้สื่อสารออกมาตรงๆ) มาสร้างหนังที่ดึงอารมณ์ร่วมแบบบิวท์อารมณ์คนดู ก็ดูจะทำได้ไม่เข้าทาง เพราะเขาทำออกมาได้แปร่งๆไม่ชวนให้คนดูต้องอินชนิดเศร้าซึ้งไปกับตัวละครอย่างที่ควรจะเป็น


... ตัวอย่างที่เห็นชัดๆคือ ช่วงเวลาของหนังที่พยายามจะให้คนดูรับรู้ชีวิตที่ผ่านมาของสองตัวละคร ด้วยการตัดสลับเหตุการณ์ปัจจุบันของตัวละครกับอดีต ทำได้ดี แต่ ที่ว่าดีนั้นคือเมื่อไม่ได้เทียบกับเรื่องอื่น เพราะหากใครเคยดู Ladder 49 ที่บอกเล่าชีวิตนักดับเพลิงที่ไปติดในซากตึกไฟไหม้ซึ่งหนทางรอดริบหรี่คล้ายๆกัน และ หนังก็เล่าเรื่องโดยการตัดสลับเหตุการณ์ปัจจุบันในตึกกับอดีตที่ผ่านมาระหว่างเขากับภรรยา เหมือนกับ World Trade Center จะต่างกันก็ตรงที่ Ladder 49 ให้ผลลัพธ์ทางอารมณ์กับคนดูมากกว่าหลายเท่า คนดูรู้สึกอินไปกับตัวละครในเรื่องและสะเทือนใจกับหนังอย่างต่อเนื่องมากกว่า World Trade Center ที่ช่วงเวลาเล่าแฟลชแบ็คนั้น ได้อารมณ์เศร้าเป็นส่วนน้อยและน่าเบื่อเป็นส่วนใหญ่

รวมไปถึง การบิวท์อารมณ์ของ โอลิเวอร์ สโตน ที่ทำได้แค่สอบผ่านแต่คะแนนการบิวท์นั้นยังไม่ดีนัก นักวิจารณ์หลายคนบอกเล่าว่า หนังเรื่องนี้ไม่เชิดชูอเมริกัน ไม่บิวท์อารมณ์ ผมกลับรู้สึกตรงข้ามเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ผมกลับรู้สึกว่า หนังแฝงเชิดชูความเป็นฮีโร่ของอเมริกันอย่างแนบเนียน โดยเฉพาะตัวละครนาวิกโยธินที่โผล่มาแบบ บุรุษในอุดมคติ รวมไปถึง ฉากตอนท้ายที่ช่วยตัวละครออกมาโดยมีเหล่าตำรวจกลุ่มใหญ่ยืนต่อแถวยืนปรบมือและจับมือยินดีนั้น ดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง (แม้หนังจะสร้างมาจากเรื่องจริงก็ตามที)

นั่นจึงทำให้ผมซึ่งได้ดู United 93 มาก่อนแล้ว เห็นความแตกต่างของสองเรื่องนี้ชัดเจน เพราะ United 93 คือตัวอย่างของการไม่พยายามบิวท์อารมณ์ และ ไม่ได้เชิดชูความเป็นอเมริกัน แต่ เน้นเรื่องราวความเป็น “คน” มากกว่าชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้น หากพูดถึงการจำลองเหตุการณ์ในวันนั้น หรือจะเป็น ความสมจริง แม้ World Trade Center จะฝ่าควันเข้าไปถึงภายในเวิลเทรด แต่กลับไม่สามารถดึงคนดูให้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์ในวันนั้นเท่ากับ United 93 ฉากเดียวที่หนังทำได้อย่างน่าทึ่งคือ ตอนที่ตึกถล่มลงมาและถล่มซ้ำๆ จนทำให้หัวใจคนดูหนักอึ้งและอยากบอกว่า "พอทีเถอะ"

กระนั้นก็ดี สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเหมือนๆกันคือ เรื่องของ "ฮีโร่"

ตัวละครหลักๆทั้งสองเรื่องนี้ (United 93 / World Trade Center) ล้วนล้มเหลวในปฏิบัติการณ์ที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้ เหล่าผู้โดยสารใน United 93ไม่สามารถยึดเครื่องบินให้แล่นลงอย่างปลอดภัย และ ทีมตำรวจจาก World Trade Center ต้องเสียชีวิตและถูกฝังทั้งเป็นในตึกโดยที่ยังไม่ได้ทันมีโอกาสจะช่วยใคร

แต่พวกเขา ล้วนสมควร กับการได้รับการยกย่องเป็นฮีโร่ เพราะ บางครั้งความเป็นฮีโร่ เราไม่ได้วัดกันเฉพาะที่ผลงาน

...ผู้โดยสารในเครื่องบิน อาจจะยึดเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง แต่ เขาก็ทำเพื่อคนที่รออยู่ทางบ้าน เขาทำเท่าที่ทำได้ และ ไม่ยอมปล่อยให้ผู้ร้ายไปถึงเป้าหมายที่จะทำลายอีกหลายชีวิต

...เหล่านายตำรวจที่เข้าไปในตึก ก็เช่นกัน การตัดสินใจเดินเข้าไปในตึกด้วยสภาพที่เหมือนกับคนตาบอดเพราะ ไม่เคยมีแผนการณ์รับมือสภาวการณ์เช่นนี้มาก่อน แถมยังไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นๆแน่ๆ รอบข้างล้วนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่พวกเขาไม่รีรอและไม่ลังเลใจที่จะเดินก้าวเข้าไปเพื่อช่วยผู้คนภายในตึกนั้น



ในยุคสมัยที่ผู้คนชื่นชม คน กันที่ผลลัพธ์ของความสำเร็จ จนลืมไปว่า สิ่งที่น่ายกย่องนอกเหนือไปจากนั้นคือ ความคิดและอุดมการณ์ของมนุษย์มากกว่า ยังมี ผู้คน อีกหลายคนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี ทำสิ่งที่ดีงามเพื่อโลกใบนี้ เพียงแต่ว่า ผลงานของพวกเขา ไม่ได้ออกมาเป็นชิ้นเป็นตัวเป็นตน บางคนก็ล้มเหลว แต่พวกเขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างไม่หยุดหย่อน และ ไม่ได้หวังผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

ตรงข้าม กับบางคนที่มีผลงานให้คนชื่นชม แต่ เจตจำนงของการสร้างผลงานไม่ได้มุ่งหวังในการช่วยเหลือใคร เพียงแค่เติมเต็ม คำสรรเสริญเยินยอให้กับตัวเอง และคอยเก็บเกี่ยว ความเป็นฮีโร่ ที่ถูกจัดแต่งให้เท่านั้นเอง

ดังนั้นไม่ใช่แค่คนสองคนที่จะได้เห็น ความดีงาม ท่ามกลางความชั่วร้ายทีเกิดขึ้นใน 9/11 แต่ หนังก็ถ่ายทอดให้สายตาคนดูอีกเป็นล้านๆได้เห็นเช่นกันว่า ในวันนั้น ความดีงาม ยังมีอยู่ทุกแห่งหน และ พร้อมจะกำเนิดมาต่อสู้กับความชั่วร้ายบนโลกใบนี้เสมอ ตราบใดที่ผู้คนยังไม่ละทิ้งความรักและศรัทธาในกันและกัน แม้โลกจะบอบช้ำและเจ็บป่วยเท่าใด ก็สามารถจะเยียวยาฟื้นฟูได้ทุกเวลา

สิ่งที่ชอบ

1.มาเรีย เบลโล่ + แม็กกี้ จิลเลนฮาล ... ทั้งสองคนเป็นนักแสดงที่ไม่ดังมาก แต่ผมเองชอบมากทั้งคู่ รายแรกเพิ่งผ่านตาและยังติดภาพเลิฟซีนบนบันไดใน A history of violence ไปหมาดๆ ส่วนรายหลังผมกับเธอได้รู้จักกันจาก Secretary (แหม อยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้มากๆ) ตั้งแต่นั้นมาได้ดูเธอเล่นหนังเรื่องไหน แม้หนังจะไม่ดังมากแต่เธอก็คือส่วนที่ดีที่สุดของหนังอยู่เสมอ

ทั้งคู่รับบทภรรยาหัวใจสลายกับข่าวร้ายที่ไม่ได้รับการยืนยันได้อย่างเยี่ยมยอด โดยมีความแตกต่างกันก็ตรงที่ รายแรกต้องพยายามคุมสถานการณ์ในครอบครัวให้สงบ ส่วนรายหลังครอบครัวต้องช่วยกันคุมเธอไม่ให้สติแตก

2.ฉากตึกถล่มจากด้านใน ... ทำได้สมจริงจนน่ากลัว แถมตามมาด้วยการถล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งสร้างความอึดอัดกดดันเอาใจช่วยจากคนดูได้มากยิ่งขึ้น

3.มุมมองที่มีต่อ 9/11 … การต้องการสะท้อนความดีงามที่มีอยู่ของมนุษย์ บนซากปรักหักพังจากความชั่วร้ายของมนุษย์ เป็น อีกมุมมองที่ฉีกตัวเองได้น่าสนใจ ทำให้ไม่ซ้ำกับหนังหลายเรื่องๆที่มักจะสะท้อนแต่ความเลวร้าย ของ เหตุการณ์อันเป็นโศกนาฏกรรม

สิ่งทีไม่ชอบ

1.ไปไม่ถึง ... จะให้ได้อารมณ์สะเทือนใจ ซึ้งตามแบบฉบับหนังดราม่าเร้าอารมณ์ก็พอได้ แต่ ดูแล้วก็อดเทียบกับ Ladder 49 ไม่ได้ซึ่งเรื่องนั้นก็ทำได้ดีกว่า ครั้นจะให้ได้ความสมจริง ทรงพลัง และ มีอารมณ์ร่วมไปกับผู้คนในวันนั้นก็ดูจะห่างไกลจาก United 93 เรียกได้ว่า หนังทำได้ดีแต่ไปได้ไม่ถึงสุดๆทั้งสองทาง

2.ระลอกคลื่น ... อารมณ์ของหนังยังคงไม่ต่อเนื่องเหมือนกับตอนดู Alexander คือ บางช่วงก็รู้สึกอินไปกับตัวละคร ไม่กี่นาทีต่อมากลับรู้สึกเบื่ออยากให้ฉากผ่านไปไวไว

3.บิวท์ไม่อิน ... ผมเองไม่ค่อยมีปัญหากับหนังจงใจบิวท์อารมณ์ แต่เรื่องนี้บิวท์ไม่ขึ้น มิหนำซ้ำยังดูแปร่งๆในหลายฉากที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น จะว่าไป ผมออกจะประทับใจ+อินกับหนังตัวอย่างมากกว่าหนังทั้งเรื่องเสียด้วยซ้ำ

สรุป ... ใครได้ดู United 93 แล้วชอบ สำหรับเรื่องนี้จะดูก็ได้ไม่ดูก็ไม่น่าเสียดายรอแผ่นได้ แต่ถ้ายังไม่ได้ดู ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ 9/11 ที่ทำให้คุณประทับใจได้ เพียงเสียดายที่ว่า หนังมีศักยภาพที่น่าจะไปได้ดีกว่านี้ อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าได้ผู้กำกับที่อยู่ในสายบิวท์อารมณ์คนดูเก่งๆ หรือ เปลี่ยนอารมณ์ของหนังโดยลดความอบอุ่นอ่อนโยนลงไปแล้วเลือกนำเสนออย่างแข็งแกร่งดุดันอย่างที่ โอลิเวอร์ สโตน ถนัด ดูจะน่าสนใจมิใช่น้อย

ป.ล. วันนี้ไปดูหนังฝรั่งเศสเรื่อง L' Enfant ขอเชียร์ครับ เข้าฉายที่ลิโด้ เสียดาย อีกหนึ่งหนังดีที่การโปรโมทย่ำแย่ หนังสนุกดีและเข้าใจหยิบเรื่องมาสร้าง ชนิดดูจบอาจต้องคิดว่า ทั้งเรื่องมีแค่นี้เนี่ยนะ แต่กลับมีประเด็นอะไรหลายๆอย่างที่สอดแทรกไว้อย่างไม่รู้ตัว หนังไม่มีหักมุม ไม่ซับซ้อน แต่ดูจบแล้วมีอะไรให้พูดให้คุยได้เยอะเหมือนกัน แถมยังเล่าเรื่องได้ชวนให้ต้องติดตามตลอด แต่ทำใจกับตอนจบที่ เอ่อ ยังไม่บอกดีก่า


เริ่มต้นอ่าน Blog นี้มีข้อสงสัย + แวะเวียนมาพูดคุยถาม-ตอบ คลิกไปคุยกันที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป




 

Create Date : 25 กันยายน 2549
16 comments
Last Update : 26 กันยายน 2549 1:27:57 น.
Counter : 1671 Pageviews.

 

อื่ม...
เท่าที่อ่านจากบทวิจารณ์ที่เขาแปลมาจากอเมริกา ส่วนใหญ่ก็ว่าดี แต่ดีไม่เท่า United 93 เลยเตรียมใจเอาไว้ก่อนนานแล้วล่ะครับ..

สอบเสร็จเมื่อไหร่ทั้ง WTC แล้วก็ The Child (L'Enfant) เสร็จผมแน่

 

โดย: nanoguy IP: 203.113.35.12 25 กันยายน 2549 1:13:27 น.  

 

+ อืม ... เรื่องหนังชนกันนี่จริงเลยครับ อื่นๆ ที่ผมนึกออกก็มี ภูเขาไฟชนกัน (Dante's peak / Volcano), ดาวหางชนกัน (Deep impact / Armageddon) เป็นต้น
+ ผมมีความรู้สึกว่า หนังตัวอย่างสั้นๆ ของเรื่องนี้(ที่ได้ดูไปหลายรอบเหลือเกิน ก่อนดูฉบับจริง) บิวต์อารมณ์ผมได้มากกว่าเรื่องเต็มทั้งเรื่องแฮะ หนังตัวอย่างนี่ดูกี่รอบก็น้ำตาซึมๆ ทุกทีเลยอ่า
+ สำหรับ มาเรีย เบลโล ได้ดูเธอมาก็หลายเรื่องตั้งแต่เรื่องแรกๆ ที่จำได้ก็คือบท เจ้าแม่ Coyote ใน Coyote ugly (1 ในหนังน้ำเน่าที่ผมชอบ) และยิ่งได้ดูเธอในเรื่องถัดๆ มาก็ยิ่งได้เห็นฝีมือเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ... ถ้าทำได้ท็อปฟอร์มระดับนี้ น่าได้ออกการ์เข้าสักวันครับ ........ ส่วน เมกกี กิลเลนฮาลนั้น ฝีมือเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าน้องชายอย่างหนุ่มเจค เลย และถ้าสังเกตดู จะพบว่าคนดูอย่างเราจะได้เจอเธอตามหนังอินดี้ แหวกแนว หลุดโลก หรือดราม่าที่ต้องใช้อารมณ์อย่างมากซะเป็นส่วนใหญ่ นับเป็นการแคสติ้งดารานำหญิงทั้ง 2 คนที่ถูกต้องแล้วล่ะครับ
+ เห็นด้วยว่าฉากแฟล็ชแบ็ค ยังปูที่มาที่ไปได้ไม่แข็งแรงพอ ... ประเด็นใหญ่ที่ผมขัดอารมณ์ ก็คือเรื่องนายนาวิกโยธินที่มาค้นจนเจอนั่นแหละ มันดูประหลาดเหลือเชื่อเกินไปหน่อย ... ส่วนตอนที่เห็นพระเยซู เข้าใจว่าเป็นอาการของคนใกล้ตาย แต่คงเป็นเพราะเราเป็นชาวพุทธ ก็เลยไม่อินเท่าไหร่มั้งครับ
+ L'Enfant หนังค่อนข้างจะนิ่ง และเรื่อยๆ ตามสไตล์หนังยุโรปโดยทั่วๆ ไป จนทำเอาผมแอบง่วงนิดๆ เป็นบางช่วง (ถ้าใครไม่ชินกับหนังสไตล์นี้ก็เตรียมใจไว้นิดนะครับ ถ้าจะดู) ... มีประหลาดใจเล็กน้อยกับการพลิกล็อคในตอนท้าย ... ไว้เขียนเพิ่มเติมถ้าคุณ จขบ. เขียนถึงแล้วกันครับผม

 

โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 25 กันยายน 2549 10:09:36 น.  

 

ไปดูเพราะได้บัตรฟรีค่ะ
ปกติไม่ชอบดูหนังแนวนี้
หลังจากดูหนังจบแล้ว คิดว่าดีแล้วที่ไม่ได้เสียเงิน

 

โดย: knin IP: 210.167.165.67 25 กันยายน 2549 12:11:11 น.  

 

ดูมาแล้วทั้งสองเรื่องค่ะ ทั้ง United 93 และ World Trade Center ชอบเรื่องหลังมากกว่า เพราะดูเข้าใจง่ายกว่าเรื่องแรกที่เน้นเป็นหนังสารคดี (จริง ๆ แล้วไม่ได้รังเกียจหนังสารคดีนะคะ เพราะ

 

โดย: Tai-Sarunya 25 กันยายน 2549 13:08:11 น.  

 

(ขออภัยค่ะ เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค)

ดูมาแล้วทั้งสองเรื่องค่ะ ทั้ง United 93 และ World Trade Center ชอบเรื่องหลังมากกว่า เพราะดูเข้าใจง่ายกว่าเรื่องแรกที่เน้นเป็นหนังสารคดี (จริง ๆ แล้วไม่ได้รังเกียจหนังสารคดีนะคะ เพราะเรื่อง
An Inconvenient Truth ก็ชอบมาก ๆ)เดี๋ยวจะกลับไปอ่าน review เรื่องนี้ของคุณค่ะ

ส่วนเรื่อง L' Enfant มีคนชมเยอะมาก ๆ สองจิตสองใจว่าอาทิตย์หน้าจะไปดูเรื่องอะไรดีระหว่างเรื่องนี้กับเรื่อง Blue ที่เป็นหนังชายไม่จริง หญิงแท้ (อิ อิ) ช่วงนี้หนังน่าดูทั้งนั้นเลยค่ะ เลือกไม่ถูกเลย เวลาก็มีจำกัดเสียด้วยสิ แหะ แหะ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรน่าดูเลยนะคะ

 

โดย: Tai-Sarunya 25 กันยายน 2549 13:13:29 น.  

 

ใจจริงอยากดูเรื่องนี้มากเลยนะเนี่ย ชอบตัวอย่างหนัง โดยเฉพาะฉากที่มีข้อความว่า I LOVE YOU
แต่พี่สาวบอกว่าไม่ค่อยสนุก เลยไม่ค่อยแน่ใจ ช่วงนี้ใกล้สอบด้วย สงสัยต้องรอดูแผ่นน่ะครับ

 

โดย: Mint@da{-"-} 25 กันยายน 2549 18:20:59 น.  

 

ก็ ใช้ได้นะผมว่า..... ความรัก ความกล้า ความหวัง .... คือสิ่งที่จะได้แต่จะได้มากน้อยก็แล้วแต่คนดูครับ แหะๆ

 

โดย: kengCAD 25 กันยายน 2549 20:29:57 น.  

 

อยากดูครับ เหตุผลคือเพราะมีแม๊กกี้ จิลเลนฮาลเล่นด้วยครับ มีฝีมือโคตรๆ

 

โดย: Moonlight Mile 25 กันยายน 2549 20:30:42 น.  

 

จะไปดูเพราะอยากรู้ความรู้สึกตัวเองแหละค่ะว่าดูแล้วจะเป็นยังไง ในเมื่อชอบยูไนเต็ดมาก่อนแล้ว


แต่..ยังไม่ได้ดู และไม่รู้ว่าจะได้ดูหรือเปล่าเลยค่ะ

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 25 กันยายน 2549 22:51:54 น.  

 

ได้ข่าวมาว่า จาออกหนังสือเหรอครับ ชื่ออะไร สำนักพิมพ์ไหนเหรอครับ เด๋วงานหนังสือจาได้ไปอุดหนุนนะครับ เกี่ยวกับหนังรึเปล่า ?

 

โดย: poser (poser ) 26 กันยายน 2549 0:24:07 น.  

 

แก่นของเรื่องดีนะครับ
แต่ผมว่าถ่ายทอดออกมาได้ไม่สนุก มันตื้นๆ
ยังไม่รู้สึกถึงอารมณืร่วม

 

โดย: hAmlet IP: 124.121.140.60 26 กันยายน 2549 2:36:59 น.  

 

ผมจำมาเรีย เบลโล่ไม่ได้เลยครับ มองหาตั้งนานว่าอยู่ไหน... ที่แท้เจ๊ผมทองนี่เอง - -

ส่วนเรื่องนี้ผมว่า แม็กกี้ จิลเลนฮาลฝีมือจริงๆครับ.. ชักอยากดู Secretary ขึ้มาแล้วสิเนี่ย ส่วนหญิงผิวสีในโรงพยาบาลก็สุดๆเหมือนกัน..

อีกฉาก (จริงๆคือหลายฉาก แต่มีใจความเดียวกัน) คือการที่คนอเมริกันทั้งหลายมองว่า พวกเขาเป็นผู้ถูกกระทำและน่าสงสารเป็นยิ่งนัก ทั้งที่จริงๆแล้ว สหรัฐอเมริกาเป็นผู้กระทำมาก่อน และนี่แหละคือผลตอบแทนที่ได้รับ...
พูดเรื่องนี้แล้วชักอยากดู Syriana ขึ้นมาติดหมัด (เกี่ยวกันแค่ อเมริกา แหละครับ - -*)

ไม่ค่อยชอบฉากพระเยซูเหมือนกัน.. ผมเป็นพวกไม่เชื่อในพระเจ้าน่ะครับ เหอๆๆ

แต่ว่าใน United 93 และเรื่องนี้ มีพลังพอกันนะครับในการบีบใจคนดูช่วงก่อนที่เครื่องบินจะชนตึก แม้ว่าสองเรื่องนี้จะใช้ต่างวิธีกัน โดย United 93 เน้นไปที่ความวุ่นวายของศูนย์การบินที่ได้รับข้อมูลการจี้เครื่องบิน แต่ WTC ฉายให้เห็นภาพอันเงียบสงบ ปกติธรรมดาของนิวยอร์กในช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุการณ์ แล้วค่อยๆบีบอารมณ์คนดูว่า "มันใกล้แล้วนะ ใกล้แล้ว"

ปล. จริงๆยังสอบไม่เสร็จหรอกครับ แต่ลักไก่ไปดูมาก่อน ฉลองที่วันนี้ทำข้อสอบได้ 555+ ส่วน The Child ไว้ค่อยรอหาโอกาสต่อไป แต่คงต้องรีบหน่อย เพราะว่ารอบฉายคงถูกลดลงอย่างรวดเร็ว

 

โดย: nanoguy IP: 203.113.34.8 27 กันยายน 2549 2:11:53 น.  

 

WTC ผสมยานอนหลับด้วยครับ
ดูไปสักครึ่งเรื่องจะเริ่มง่วงนอน...
ตั้งความหวังไว้พอตัวเลยนะเรื่องนี้ แต่ก็ นะ...
จริงอย่างที่ว่าครับ Ladder49 ให้ผลลัพธ์ทางอารมณ์ได้ดีกว่าจริงๆ...

 

โดย: assholy IP: 124.120.216.32 28 กันยายน 2549 16:13:06 น.  

 

เพิ่งไปดูมาเมื่อคืนค่ะ เห็นด้วยกับเรื่องฉากย้อนอดีตอะ งืมๆ ^^

ปล. ขออนุญาตลิงก์บล็อคนี้ไปที่บล็อคของไอซ์หน่อยน้า ^^

 

โดย: Clear Ice 2 ตุลาคม 2549 8:47:24 น.  

 

6.5/10 คะแนน

เรื่องนี้ผมอาจจะดูแล้วไม่ค่อยอินเท่าไหร่ มันออกเป็นหนังชีวิตมากกว่า มีแต่การเล่าเรื่องกันภายใต้ซากปรักหักพังของตึกเวิร์ล เทรด

ฮ่าว...ง่วงเหลือเกิน สำหรับเรื่องนี้มันคงยังไม่ใช่สำหรับผม แต่คนที่ชอบก็มีเยอะนะครับ

 

โดย: นักวิจารณ์สมัครเล่น IP: 125.24.181.222 3 พฤศจิกายน 2550 13:39:51 น.  

 

เรื่องนี้ไม่ได้ไปดู
แต่ดู VCD
ชอบดีเพราะว่ามันทำให้รู้ว่า
การเป็นฮีโร่ เป็นคนดี สามารถช่วยเหลือคนได้มากแค่ไหน
ทำให้คนเห็นคุณค่าของความดี
ฮีโร่ไม่ได้ปกป้องแค่ชีวิตผู้ประสบภัย
แต่ช่วยทำให้ครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายสมบูรณ์ด้วย

 

โดย: ฉันอยู่ข้างหลังคุณอีกที IP: 202.28.181.9 3 พฤศจิกายน 2550 15:55:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กันยายน 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
25 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.