กระเจี๊ยบแดง (Roselle)
 https://goo.gl/etK1LP
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L. ชื่อสามัญ : Roselle, Rosella, Jamaican Sorrel, Red Sorrel วงศ์ : Malvaceae (วงศ์ชบา)
ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง); ส้มเก็งเค็ง (ภาคเหนือ); ส้มพอดี (อีสาน); ส้มตะเลงเครง (ตาก); ส้มปู (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน); แบลมีฉี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), แต่เพะฉ่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ปร่างจำบู้ (ปะหล่อง)
กระเจี๊ยบแดง (Roselle) เป็นไม้พุ่มล้มลุกขนาดเล็กอายุปีเดียว สูงประมาณ 50-180 ซม. มีหลายสายพันธุ์ขนาดลำต้นประมาณ 1-2 ซม. แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น ต้นอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่ ลำต้น และกิ่งมีสีแดงม่วง เปลือกลำต้นบางเรียบ สามารถลอกเป็นเส้นได้ ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีชมพู หรือ เหลือง ตรงกลางดอกสีม่วงแดง
 https://goo.gl/1liM63
กระเจี๊ยบแดง มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน และแถบประทศในทวีปแอฟริกา พบบันทึกการปลูก ในไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2510 โดยกรมประชาสงเคราะห์ได้นำกระเจี๊ยบแดงพันธุ์ซูดานเข้ามา ปลูกที่นิคมสร้างตนเอง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี https://goo.gl/3Dlq55
 https://goo.gl/WtGS6
ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออกดอกตามซอกใบ มีกลีบดอกสีชมพูหรือสีเหลือง บริเวณกลางดอก จะมีสีเข้มกว่าคือสีม่วงแดง ดอกมีเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ก้านดอกสั้น มีริ้วประดับเรียวยาว ปลายแหลม มี 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงจะแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ดไว้ มีสีแดงเข้มและหักง่าย เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร
 https://goo.gl/1B5Umi
กลีบดอกร่วงโรยไป กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงก็จะเจริญเติบโตเป็นสีม่วงแดงเข้ม หุ้มเมล็ดเอาไว้ภายใน ซึ่งจะกลายเป็นผลแห้ง แตกได้ มีเมล็ดเล็ก ๆ อยู่ภายใน
 https://goo.gl/MPbVKF - https://goo.gl/Q14MDb
เปลือกหุ้มเมล็ดหรือกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำที่หุ้มเมล็ดนี้ มีรสเปรี้ยว ส่วนนี้แหละ นำมาทำ น้ำกระเจี๊ยบ หรือนำมากวน ทำแยมผลไม้ ส่วนที่เป็นสีเขียวเป็นเปลือกชั้นในที่หุ้มเมล็ด
 https://goo.gl/2cqPKc
ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว มีหลายลักษณะ ลักษณะคล้ายรูปฝ่ามือ 3 แฉก หรือ 5 แฉก ใบเว้าลึกหรือ เรียบ หรือใบเป็นรูปรีแหลม หรือรูปเรียวแหลม ขอบใบมีจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีความกว้างและ ความยาวใกล้เคียงกันประมาณ 8-15 เซนติเมตร และก้านใบมีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร
 https://goo.gl/VGd6gf
ผล กระเจี๊ยบแดงเจริญจากดอก ถูกหุ้มอยู่ด้านในกลีบเลี้ยง ลักษณะเป็นรูปไข่ กลมรี ยาวประมาณ 2.5 ซม. มีจงอยสั้น ๆ มีขนสีเหลืองปกคลุม
การเก็บผลกระเจี๊ยบ
สามารถเก็บได้ทั้งในระยะดอกตูมหรือหลังจากดอกบานและร่วงแล้ว แต่โดยธรรมชาติ ดอกกระเจี๊ยบในระยะดอกตูมจะให้รสเปรี้ยวน้อยกว่าระยะติดเมล็ดหลังดอกบาน การเก็บดอก กระเจี๊ยบจะไม่สามารถเก็บในระยะเดียวกันได้พร้อมกันหมด เนื่องจากแต่ละดอกในกิ่งมีอายุ ไม่เท่ากัน ดังนั้น ระยะแรกจะเก็บดอกจากโคนกิ่งก่อน
 https://goo.gl/Q14MDb - https://goo.gl/XKXaVp
การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดปลูก ควรปลูกในหน้าฝน พรวนดินก่อนปลูก ขุดหลุมปลูก หลุมละ 2-3 เมล็ด ระยะห่างของหลุมประมาณ ½-1 เมตร พอต้นอ่อนงอกออกมาแล้วให้ ถอนต้นที่อ่อนแอกว่าออกไป เอาต้นที่แข็งแรงไว้ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กำจัดวัชพืชออกให้หมด
 https://goo.gl/Pm0MQz - https://goo.gl/aFhtqb
สรรพคุณและประโยชน์ของกระเจี๊ยบ https://goo.gl/nXB5Td
ช่วยลดระดับไขมันเลว เพิ่มระดับไขมันดีในร่างกาย แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณ มากใกล้เคียงกับผลบลูเบอร์รี เชอร์รี และแครนเบอร์รี เพราะอย่างนี้กระเจี๊ยบแดงจึงมีสรรพคุณ ช่วยต้านมะเร็ง และชะลอวัยได้อีกด้วย ส่วนของกระเจี๊ยบที่นิยมนำมาบริโภคก็คือ ผลและกลีบเลี้ยง นำมาคั้นเป็นน้ำกระเจี๊ยบแดงหรือนำมาทำเป็นสารสกัดกระเจี๊ยบแดง
 https://goo.gl/5dHo5P
 https://goo.gl/YP1FQz
คุณค่าด้านอาหาร : น้ำกระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นำดอกกระเจี๊ยบแดงมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาล ดื่มแก้ร้อนในกระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนำมาทำขนมและแยม หรือใช้เป็นสารแต่งสีอาหาร ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็นผักทานได้ ใช้แกงส้มรสเปรี้ยวกำลังดี เป็นที่มาของชื่อเรียกอีกชื่อว่า "ส้มพอเหมาะ" ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง น้ำกระเจี๊ยบแดงที่ได้สีแดงเข้ม มีสาร Anthocyanin และโพลีฟีนอลซึ่งมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูล อิสระ ช่วยป้องกันไม่ให้มะเร็งมากล้ำกราย แถมชะลอความชราได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์เป็นยาระบายไม่ควรดื่มมากเกินปริมาณเพราะอาจทำให้เกิดท้องเสียได้ นอกจากนี้น้ำกระเจี๊ยบสามารถใช้ทดสอบสารอาหารที่มีโปรตีนได้ โดยอัตราส่วน 1:2 สีแดงของน้ำกระเจี๊ยบจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือสีอื่น

อ้างอิง : https://goo.gl/w8VcQy https://goo.gl/CJ2fmV https://goo.gl/ZkDbEF
 Chamras Saewataporn
| Create Date : 20 มีนาคม 2560 |
| Last Update : 24 ตุลาคม 2568 14:35:50 น. |
|
18 comments
|
| Counter : 9707 Pageviews. |
 |
|
ส่องไปเรื่อยเปื่อย 4 คลิกที่นี่ค่ะ