'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ ชั่วโมงรัก / Hourglass & จักรวาลรัก By Inn (อินธน์) ~





ชั่วโมงรัก / Hourglass
ผู้เขียน : Inn (อินธน์)
สนพ.ฟิสิกส์เซ็นเตอร์(ก.พ. 52)
346 หน้า ราคา 220 บาท


เรื่องย่อ(จากเว็บ)


เรื่องราววุ่น ๆ เกิดขึ้นเมื่อคุณหนูเจ้าอารมณ์ ที่มีรูปร่างหน้าตา
ทรัพย์สมบัติและชื่อเสียง จนใครๆ ต่างก็พากันต้องอิจฉาเธอกันทั้งนั้น
ต้องคำสาปของตระกูล
จากนางหงส์กลับกลายมาเป็นแค่หงส์ปีกหักที่ถูกลืม
แถมไม่พอยังพกพาเอาความซวยชนิดที่ไม่มีใครสามารถเทียบเทียมได้
ติดตัวมาด้วยตลอดเวลาอีกต่างหาก และวิธีแก้คำสาปนั้นก็คือตามหารักแท้
ซึ่งทำให้เธอต้องไล่ตามจีบขอความรักจากนายแบบหนุ่มสุดเซ็กซี่
ที่เธอเคยสบประมาทเขาเอาไว้อย่างรุนแรง
ฟางหลินจำเป็นจะต้องใช้เสน่ห์ที่แทบจะไม่มีเหลือ
เพื่อทำให้จื่อซินตกหลุมรักเธอให้ได้ แลกกับความโชคดี เงินทอง
ชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติอีกมากมายที่เธอสูญเสียไป







เม้าท์มอยก่อน...
เป็นเรื่องแรกของอินธน์ที่ได้อ่านค่ะ หลังจากได้ยินชื่อเสียงถึงความแนว
ความอินดี้ของเธอมาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็คิดอยู่ว่าน่าสนใจ
แต่ยังไม่มีจังหวะได้อ่านเสียที
เพราะดูเหมือนว่าหนังสือของเธอหลายเล่ม ขึ้นหิ้งกลายเป็นของหายากอยู่พอสมควร
ส่วนตัวเป็นคนง่าย ๆ ค่ะ ไม่ค่อยชอบอะไรที่มันมีชื่อว่ายาก
เลยไม่ได้ใส่ใจเสาะแสวงหา แล้ววันดีคืนดีหนังสือสองเล่มของอินธน์ก็ลอยมาถึงมือ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายดองต่ออีกระยะหนึ่ง ประมาณว่าเพิ่มอรรถรสในการอ่าน ฮ่า ๆ





หลังอ่าน...
เรื่องย่อก็ประมาณด้านบนนั้นเลยค่ะ
เป็นเรื่องราวของคนในวงการบันเทิงไต้หวัน
นางเอกหลินฟางหลิน เคยเป็นดารานางแบบที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
เป็นคุณหนูจากตระกูลไฮโซ จู่ ๆ พ่อกับแม่ของเธอก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ธุรกิจก็ประสบปัญหา เธอจึงกลายเป็นบุคคลล้มละลาย
แล้วก็ต้องหายตัวไปจากวงสังคมในที่สุด...

เวลาผ่านไปหกปี ฟางหลินกลับมาอีกครั้ง เธอมาวนเวียนอาศัยอยู่ใกล้ ๆ กับจื่อซิ่น
นายแบบหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเธอเคยร่วมงานกับเขา
และเคยขัดแย้งกันรุนแรงถึงขั้นประกาศตัดเป็นตัดตาย
ชาตินี้ชาติไหนอย่าได้เจอะเจอกันอีก

แต่มาคราวนี้เธอมาในมาดของหงส์ปีกหัก พาตัวเข้าหาจื่อซิน
ซึ่งบัดนี้กลายเป็นนายแบบสุดฮ็อตของวงการไปแล้ว
เพื่อขอความรักจากเขา...

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเธอเชื่อในคำทำนายของหญิงชราผู้หนึ่งที่บอกเธอว่า...
ชะตาชีวิตของเธอจะดีขึ้น ถ้าเธอได้รับความรักที่แท้จริง
จากผู้ชายที่สามารถทำให้นาฬิกาทรายของเธอขยับได้...
นาฬิกาทรายอาถรรพณ์ที่เธอได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากพ่อและแม่
ที่ทรายไม่เคยไหลลงสู่เบื้องล่างเลย...
ยกเว้นครั้งเดียว ครั้งที่เธอได้พบกับจื่อซินนั่นเอง

แต่มาพบกันหนนี้หลังจากหกปีผ่านไป จื่อซินเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เขากลายเป็นชายหนุ่มที่มีบาดแผลและปมอดีต จนค่อนข้างเย็นชา

มาเอาใจช่วยฟางหลินกันค่ะว่าเธอจะสามารถทำให้จื่อซินรักเธอจนหมดใจได้หรือไม่
และนั่น...จะช่วยถอนคำสาปออกจากชีวิตติดเคราะห์กรรมของเธอได้หรือไม่






เป็นโรแมนติกดราม่าที่แฝงแนวพารานอร์มอลไว้นิด ๆ ที่อ่านได้สนุก
ชวนติดตามในระดับหนึ่งค่ะ
อาจจะเป็นเพราะตัวเองทิ้งเวลาในการอ่านเนิ่นไปนิดนึง
ทำให้หลายเรื่องราวออกจะล้าสมัยไปหน่อย
ฉากของเรื่องเกิดขึ้นในประเทศไต้หวันทั้งหมด ตัวละครก็เป็นคนไต้หวันเช่นกัน
ฉะนั้นเวลาอ่านก็จะได้บรรยากาศและกลิ่นอายของซีรีส์ไต้หวันแบบจัดเต็ม

พระเอกดูจะเป็นหนุ่มเย็นชาอยู่สักหน่อย
แต่เขาก็มีมุมอ่อนโยน ช่างยั่วอยู่บ้างในยามรัก
ส่วนนางเอกก็อย่างที่บอกตอนต้นว่าเธอเป็นคุณหนูไฮโซที่ถึงแม้จะตกอับ
แต่ก็ยังคงมีนิสัยเอาแต่ใจดื้อรั้นติดอยู่ บางทีก็มีแอบรำคาญความวีนความเหวี่ยงของหล่อนนะ
แต่ไม่เกลียดอ่ะ หลายครั้งก็เอาใจช่วยอีกต่างหาก

สำนวนภาษาคนเขียนนุ่มนวลลื่นไหล อ่านเพลินเชียวค่ะ
ส่วนตัวชอบเลยแหละกับสำนวนภาษาแบบนี้ มีความเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวค่อนข้างสูง
โดยเฉพาะเลิฟซีนที่วูบๆ วาบๆ ชวนเคลิ้มคล้อย
ไม่ถึงกับรรยายเสียจนหมดเปลือก
แต่ก็มีมุมให้คนอ่านได้เติมต่อจินตนาการเอาเอง

สรุปว่าอ่านจบแล้วค่อนข้างชอบค่ะ
เพียงแต่รู้สึกออกจะงงๆ ปนสับสนเล็กน้อยกับตอนจบ...
แต่ก็ชอบให้จบแบบเนี๊ยะ












 

Create Date : 01 มิถุนายน 2559    
Last Update : 1 มิถุนายน 2559 12:30:55 น.
Counter : 924 Pageviews.  

~ ๒ เล่มจากชุด"บ้านน้อยซอยเดียวกัน" บ้านตุ๊กตา /ดวงตะวัน กับ ต้องฤทธิ์รัก/อุมาริการ์ ~





บ้านตุ๊กตา
ผู้เขียน : ดวงตะวัน
สำนักพิมพ์ : คำต่อคำ
470 หน้า / ราคา 320 บาท


เรื่องย่อ ๆ จากปกหลัง :


ศิรัณย์
: นักเขียนนิยายพาฝันที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมบ้านกับยักษ์ - -
เพื่อนรักซึ่งเป็นนักเขียนสารคดี
เช้าวันหนึ่งเขาพบหญิงสาวความจำเสื่อมนอนอยู่ในโรงรถ หล่อนจำอะไรไม่ได้เลย
ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้า เงินหนึ่งหมื่นบาท และตุ๊กตาหนึ่งตัว
หลังพยายามถามไถ่และหว่านล้อมให้ไปจากบ้านของเขาไม่เป็นผลสำเร็จ
ศิรัณย์ใจอ่อนยอมให้หล่อนอยู่ร่วมบ้านด้วยสองวัน เขาเรียกหล่อนว่า...ตุ๊กตา


>ยุกติ : ชายหนุ่มมองเห็นปัญหาที่จะตามมาหากรับหญิงสาวความจำเสื่อม
ให้อยู่ร่วมบ้านด้วยไม่ว่าจะกี่วันก็ตาม แต่เขาก็ใจไม่แข็งพอที่จะไล่หล่อนออกไป
ทว่าการมีหญิงสาวอีกคนมาอยู่ร่วมบ้านด้วยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ชีวิตในซอยทองคำสิบเอ็ดมีเรื่องชวนปวดหัวมากพออยู่แล้ว
ทั้งอาม่าจอมสอดรู้สอดเห็น เพื่อนบ้านเห็นแก่ตัว แม่บ้านสุดเนี้ยบ
ยังจะเรื่องราวของสาวข้างบ้านที่เพื่อนของเขาหลงรัก
และไหนจะงานสารคดีที่เขาจะเขียนส่งประกวดอีกล่ะ


ตุ๊กตา : สิ่งเดียวที่หญิงสาวจำได้ คือบางข้อความในหนังสือนิยายของศิรัณย์
“การพบกันครั้งแรกของคนสองคนอาจเป็นความบังเอิญ
การพบกันครั้งต่อมาอาจเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือคนบนฟ้าส่งสัญญาณบางอย่างบอกเรา
ให้เราลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะได้พบเจอใครคนนั้นอีกเป็นครั้งที่สาม ที่สี่ ...
ได้พบ ได้รัก และได้อยู่ด้วยกันไปตลอดกาล”






หลังอ่าน...
ปกหลังบอกเล่าเรื่องย่อเสียจนแทบจะไม่ต้องเล่าอะไรต่ออีกแล้ว
เล่มนี้เป็นโรแมนติกคอเมดี้ที่น่ารัก นัยว่าเป็นเรื่องเปิดซีรีส์
ชุด"บ้านน้อยซอยเดียวกัน"ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของผู้คนหลากหลายในซอยทองคำสิบเอ็ด

เล่มนี้จึงเป็นเสมือนเล่มเปิดตัวตัวละครประกอบ
ที่นอกเหนือจากตัวละครหลักของเรื่องสามตัวข้างบนนั่น
หลายตัวมีความจี๊ด ความฮา มีความเป็นธรรมชาติวิสัย
ตามแบบฉบับของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป
ที่ดึงดูดให้เราต้องตามติดความเป็นไปของพวกเขาอย่างน่าสนใจทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็นกลอยใจ แม่บ้านรายวันจอมเว่อร์
คุณโชติ เจ้าของบ้านหลังสุดท้ายปลายซอยผู้เห็นแก่ตัว
อาม่าหญิงชราจอมสอดแนม
ฯลฯ

การผูกเรื่องราวเนื้อหา การบรรยายฉากของเรื่อง
การสร้างสรรค์ตัวละครทำได้ค่อนข้างสมจริง
สมเหตุสมผล อ่านแล้วสามารถนึกภาพตามได้ง่าย ๆ

เป็นนิยายแนวร่วมสมัย ผลงานของคุณดวงตะวันที่เพิ่งได้หยิบมาอ่านในช่วงนี้
ให้อารมณ์กุ๊กกิ๊ก ชิวๆ ดีค่ะ









ต้องฤทธิ์รัก
ผู้เขียน : อุมาริการ์
ผู้พิมพ์ : สนพ.คำต่อคำ(ต.ค. 56)
415 หน้า / ราคา 280 บาท

เรื่องย่อ ๆ (จากปกหลัง)


ในที่สุด...ชาวซอยทองคำสิบเอ็ดก็มีเพื่อนบ้านคนใหม่ย้ายมาอยู่ด้วย
แต่เธอมาพร้อมกับข่าวฆาตกรโรคจิตมือสับออกอาละวาดในชุมชน!
ทุกคนเลยสงสัยว่าหญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในเรือนหอร้างเป็นใครกันแน่
ปอบหยิบ...แม่มด...หรือ...ฆาตกรโรคจิตนักหั่นศพ!

ต้องรักเป็นหญิงสาวธรรมดาที่มีอาชีพไม่ธรรมดา
เลยมีลูกนัยน์ตา แขน ขาไปถึงหัวปลอมโชกเลือดเป็นของแต่งบ้าน
และเรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหาถ้าเธออยู่คนเดียว

แต่จู่ๆ ต้องรักก็มีพันฤทธิ์ ชายหนุ่มผู้ลึกลับมาเป็นเพื่อนร่วมบ้านอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เขามาพร้อมกับแผงอกหนั่นแน่นและซิกซ์แพ็กละลายใจที่ทำให้เธอใจละลาย
แต่พฤติกรรมของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวสงสัยว่าเขาเป็นใครกันแน่
นักข่าว(ที่จะทำชีวิตเธอพัง) หรือ...ไอ้โรคจิต (ที่รอสับเธอเป็นท่อนๆ)

ต้องรักควรจะทำอย่างไรกับพันฤทธิ์ดี

๑.เล่นงานเขาจนสลบ แล้วจับมาเป็นแบบหล่อหุ่นอย่างที่ฝันไว้เป็นอย่างแรก
๒.เป็นแฟนกันก่อน เรื่องอื่นช่างมัน เพราะเธอ ‘ต้องฤทธิ์รัก’ เข้าให้แล้ว
๓.ตามล่าหาความจริงของเขาให้ได้
๔.ถูกทุกข้อ






อีกเล่มจากชุด"บ้านน้อยซอยเดียวกัน" จากนักเขียนที่ใหม่มากสำหรับตัวเอง
เพราะเพิ่งอ่านผลงานของเธอเล่มนี้เป็นเล่มที่สองเอง...
(อ่านเล่มแรกคือเล่มที่เป็นนิยายชุดอะค่ะ ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ เลยไม่ได้รีวิว แหะ ๆ )

เล่มนี้เป็นโรแมนติกปนสืบสวนสอบสวน
ที่พล็อตไม่ได้แปลกแหวกแนวอะไรมากนัก...
แต่โดดเด่นและดึงดูดด้วยเนื้อหากับบุคลิกตัวละคร

เกิดเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องในชุมชนซอยทองคำอันเป็นฉากของเรื่อง
พระเอกเป็นสายสืบที่ต้องแฝงตัวเข้ามาตามล่าตัวเจ้าฆาตกรโรคจิต
จับพลัดจับผลูต้องเข้าไปอยู่ร่วมบ้านกับนางเอก ที่กลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย
เพราะเจ้าหล่อนมีพฤติกรรมที่ไม่ธรรมดา...

ซึ่งจุดที่ทำให้นิยายเรื่องนี้แตกต่างไปจากนิยายแนว ๆ นี้เรื่องอื่น
ก็อยู่ที่ความไม่ธรรมดาของนางเอกนี่เลยค่ะ

ต้องรักเป็นสาวอาร์ตตัวแม่ ชอบแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นสาวกอธิค
ด้วยสีทึบๆทึมๆ แถมเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ราวกับแม่มดที่กลัวแสงแดด

อาชีพการงานของเธอก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
เพราะเธอเป็นคนที่สร้างสรรค์พร็อพให้กับหนังสยองขวัญระดับฮอลลีวู้ด
เธอยังมีสัตว์เลี้ยงที่ไม่เหมือนใครเขาอีก...
เจ้าติ๊ดตี่เป็นงูหลามสีทองตัวเขื่องที่ทำเอาพระเอกของเราถึงกับแทบทรุด
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมันจังๆ หน้า

นั่นยิ่งทำให้เขาเพิ่มความสงสัยในตัวเธอมากยิ่งขึ้น
แม้จะรู้สึกขัดแย้งในใจลึก ๆ ก็ตาม
ทั้งยังพฤติกรรมลับๆ ล่อ ๆ ของเธอกับเพื่อนร่วมงานนั่นอีกล่ะ

***********

ในทางกลับกัน การที่พันฤทธิ์แฝงตัวเข้ามาในชุมชนแห่งนี้
ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องแบบนี้
เขาก็ไม่พ้นที่จะตกเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตาของคนอื่น...
รวมทั้งต้องรักด้วยเช่นกัน

มาลุ้นกันค่ะว่า...ในทีสุดแล้ว พวกเขาจะสามารถตามล่าหาตัวเจ้าฆาตกรโรคจิตตัวจริงได้หรือไม่





ตัวละครทั้งตัวหลักตัวรองต่างก็มีบทบาท สร้างสีสันให้กับนิยายได้เป็นอย่างดี
บรรดาตัวละครประกอบจากเรื่องแรกของชุดอย่างเรื่องบ้านตุ๊กตาก็มีโผล่มาแจมเพียบ
ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา ยุกติ ศรัณย์ หนูอึ๋ม กลอยใจ...เพื่อนบ้านจอมเผือกทั้งหลาย
และคุณโชติ...ที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความเห็นแก่ตัวอย่างเสมอต้นเสมอปลาย 555
แต่ในเรื่องนี้มีเพิ่มมาให้คนอ่านได้ลุ้นอีก 2-3 ตัว

เช่นมินนี่ นักข่าวสาว เพิ่มมาให้คนอ่านลุ้นเล็ก ๆ
ว่านางจะเข้ามาเป็นมือที่สามในความสัมพันธ์อันง่อดๆแง่ด ๆของพระเอก-นางเอกหรือเปล่า

หรืออีกคนหลานชายคุณโชติ ที่มีคดีเก่าติดตัวมา กลายมาเป็นอีกหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในคดีนี้
รวมถึงเจ้าของร้านกาแฟสาวใหญ่ ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักทำโดนัตที่อร่อยที่สุดในโลก

...........

อ่านสนุก เร้าใจในระดับหนึ่งค่ะ ด้วยสำนวนภาษา
การเล่าเรื่องที่ลื่นไหล สอดคล้อง
การสร้างพล็อต ผูกปมที่น่าสนใจ กับการดำเนินเรื่องที่น่าติดตาม

จะเสียดายก็แต่ รู้สึกว่าตอนท้ายออกจะรวบรัดตัดจบเร็วไปนิดนึง
กับแอบขัดใจในตัวนางเอกนิดหน่อย...
ออกแนวสาวเท่ สาวอาร์ตมาแต่ต้นเรื่อง
ทำไมตอนท้ายยอมละลาย สลายตัวตนของตัวเองเอาเสียง่าย ๆ
เพียงเห็นแก่มัดกล้ามล่ำ ๆ กับซิกส์แพ็คเท่านั้นเรอะ หุหุ









 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2559 10:45:30 น.
Counter : 1049 Pageviews.  

~ ฤๅจะซับแต่ภาพซ้อนที่อ่อนไหว โดย สิริมา อภิจาริน ~





ฤๅจะซับแต่ภาพซ้อนที่อ่อนไหว
ผู้เขียน :สิริมา อภิจาริน
สนพ.อรุณ/พิมพ์ (ก.ย. 50)
383 หน้า ราคา 265 บาท

โปรยปกหลัง :


เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่เราเลือกมองได้
มองไปข้างหน้า เห็นในสิ่งที่เราอยากเห็น
มองไปข้างหลัง เลือกจำแต่สิ่งที่เราอยากจำ
อย่าให้อดีตทำร้ายเรา อดีตทำร้ายเราไม่ได้ถ้าเราไม่ยอม






อีกเล่มกับผลงานอันละเมียดละไม
ละมุนอารมณ์นักเขียนคนโปรด สิริมา อภิจาริน

'ฤๅจะซับแต่ภาพซ้อนที่อ่อนไหว' เป็นเรื่องราวของหญิงสาวสองคน
ที่โชคชะตาบันดาลให้ได้มาเจอกัน เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์คนเดียวกัน
แม้จะต่างรุ่นแต่มิตรภาพและสายสัมพันธ์ที่มีต่อกัน
มั่นคงแน่นเหนียวและยืนยาว ด้วยความเข้าอกเข้าใจที่มีให้กัน

เรื่องเล่าเรียบเรื่อย เริ่มจับความตั้งแต่การหย่าร้างของมุก
ข้าราชการสาวแสนสวย
เมื่อต้องอยู่คนเดียว เธอจึงชวนน้ำ หญิงสาวรุ่นน้องที่สนิทให้มาอยู่ด้วยกัน

เพื่อนสาวต่างวัยที่อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เอื้ออาทร
ปลุกปลอบให้กำลังใจกันยามทุกข์ท้อ แบ่งปันช่วงแห่งความสุขร่วมกัน
ในขณะเดียวกันก็เคารพในความคิดความเห็น
ความเป็นส่วนตัวของกันและกัน

โดยเฉพาะ...ประสบการณ์ชีวิตของมุก กลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับน้ำ
ในการที่จะเลือกวิธีที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
เพราะน้ำเองก็มีอดีตอันขมขื่นเจ็บปวด แต่ด้วยพลังใจจากมุก
ทำให้น้ำสามารถก้าวข้ามอดีตของตนเองแล้วยืนหยัดอย่างมั่นคงอีกครั้ง





เป็นนิยายชีวิตที่อ่านแล้วชอบมาก ชอบทุกบททุกตอนของเรื่องเลยทีเดียว
รู้สึกนับถือแกมชื่นชมผู้หญิงอย่างมุก เธอสวย ฉลาด มั่น เก่ง ครบสูตรเป๊ะ ๆ
อ่าน ๆ ไปมันให้รู้สึกเห็นด้วยและคล้อยตามในทุก ๆ
ความคิดและการกระทำของเธอจริง ๆ

อย่างตอนที่เธอตัดสินใจขอหย่าจากสามีที่รักกันมาสามปี แต่งงานอยู่กินกันสี่ปี...

"...มุกไม่เกลียดสันต์...มุกบอกเขา...แต่มุกไม่ชอบชีวิตที่สันต์ให้
ขืนอยู่ต่อไป มุกต้องเกลียดสันต์แน่ อย่าให้มุกต้องเกลียดสันต์เลย
ให้มุกคิดย้อนหลังไปแล้วนึกถึงความรักที่เราเคยมีต่อกันดีกว่า
อย่าให้มุกต้องนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่มุกเกลียด
ปล่อยมุกไปเสียก่อนที่มุกจะเกลียดสันต์เถอะนะ"






ถึงแม้มุกจะหย่า แต่เธอไม่ได้ปิดกั้นตัวเองหรือเข็ดขยาดกับความรัก
อย่างที่เธอบอกกับน้ำ...

""น้ำอย่าเอาแต่เก็บตัวซี่ เป็นดอกไม้สวยไม่ให้คนเห็นน่าเสียดาย...
ต้องให้เวลากับความรักบ้าง ต้องมีเวลาสำหรับหยุดดมดอกไม้
แล้วเวลามีความรักคอยรู้ทันแล้วกัน ว่ามีเกิดก็ต้องมีจบ
ถึงเวลาจะได้ไม่เจ็บ..."


กับคำถามของน้ำทีว่า...ความรักของคนที่รักกันจนแต่งงานกัน
แล้วกลายมาเป็นความเบื่อจนถึงไม่รักนี่...มันเป็นไปได้ยังไง?

""เป็นไปได้เลยแหละ...ผู้ชายเวลาที่เป็นแฟน กับคนที่กินนอน
เป็นสามีของเราบางทีมันคล้ายคนละคนนะน้ำ..."






มุกมีวิธีผ่อนคลายจากหน้าที่การงานอันเครียดเคร่ง...

"คนเรามันต้องทำอะไรสักอย่าง มุกคิด...
ทุกคนล้วนมีงานอดิเรก หล่อนก็มีงานอดิเรกของหล่อน..."

มุกสนทนาพาทีกับผู้ชายหลากหลายผ่านโปรแกรมสนทนาทางอินเทอร์เน็ต

"มันเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องของการค้นหา
ได้เปิดโลกส่วนตัวของคนเรา หลายชาติหลายภาษา
ค้นหาก้นบึ้งของมนุษย์ที่ตำราเรียนไม่มีแล้วเรื่องอย่างนี้
ใครจะไปศึกษาจากชีวิตจริง ๆ ได้ คนเรามีด้านมืดทุกคนแหละ...
มันมีความฝัน มีจินตนาการที่อยากหาคนแบ่งปัน
แล้วที่ไหนมันจะแบ่งปันกันได้ดีเท่ากับโลกที่คนเราไม่ต้องเห็นหน้า
เห็นตัวจริงของกันและกัน ไม่มีกรอบของสังคมมาบังคับกำหนด
ไม่ต้องมานั่งวางท่าสงบเสงี่ยมเป็นสุภาพบุรุษสุภาพสตรี..."






สถานภาพม่ายหมาด ๆ ของมุกทำให้เธอถูกแทะโลมจากหนุ่มๆ
ในที่ทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่างปรเมษฐ์ นักวิชาการหนุ่มใหญ่ท่แวะเวียนมาหา...

"การมีกิ๊กมั่ง ทำให้ชีวิตสดชื่นนะคุณมุก...ได้ออกไปสูดอากาศโรแมนติกบ้าง"

โรแมนติกปลอม ๆ กับสามีคนอื่นน่ะหรือ มุกมองไม่เห็นประโยชน์อันใดในการรับเชิญเป็นคู่กิ๊กของเขา

"คุณมุกยังสาว ชีวิตยังมีอะไรหวาน ๆ อีกเยอะ..."

มุกไม่อยากพูดออกมาให้กระทบกระเทือนผู้ชายแก่ที่มีลูกมีเมียแล้วอย่างเขาว่า
มุกไม่ปฏิเสธหรอกความหวานที่จะแต้มเติมให้กับชีวิต แต่ต้องไม่ใช่จากเขา

.............

ทั้งยังถูกหวั่นระแวงจากบรรดา"เมียๆ"ของเพื่อนร่วมงานอีกต่างหาก...
มุกเกิดอาการนอยด์... แม้จะมีหนุ่มโสดแสนดีอย่าง"กริช"เข้ามาพัวพัน...
เธอก็ต้องระวังตัว...เพราะเขาอาจจะเข้ามาเพียงเพื่อกันเธอไว้
ไม่ให้หว่านเสน่ห์เกลื่อนกลาดจนกลายเป็นอันตราย
ต่อชีวิตคู่ของใครต่อใครหลายคน





นอกจากเรื่องราวในชีวิตที่แสนจะสมจริงของมุกแล้ว
ยังมีเรื่องราวของ"น้ำ"ที่ดำเนินเคียงคู่กันไป
อย่างสมเหตุสมผล สมจริงสมจังไม่ต่างกัน...
มีความเป็นดราม่า มีเรื่องของความรัก ความใฝ่ฝัน ความคาดหวัง และความผิดหวัง
ความผิดพลาดอันเกิดจากความซื่อใสไร้เดียงสาแห่งวัยสาว

แต่เธอก้าวผ่านมันมาได้...ด้วยความเข้มแข็ง
ทั้งยังได้ช่วยประคับประคองเพื่อนที่ต้องเผชิญชะตากรรม
ซ้ำรอยกับเธอให้ก้าวข้ามไปด้วยกัน...

"... เราไม่จำเป็นต้องมองในสิ่งที่เราเห็นนะมายด์
เราไม่จำเป้นต้องจำในสิ่งที่เราไม่อยากจำ
สิ่งที่เราเห็นแล้วเจ็บปวด
เราก็อย่าไปเห็นมัน เราเลือกมอง เลือกเห็นได้..."






เป็นอีกเล่มที่อ่านแล้วช๊อบ-ชอบ...
อ่านแล้วอิ่ม อิน อุ่นไปถึงหัวใจ
คุณสิริมายังคงเป็นนักเขียนภาษาสวยที่สุดในใจคนอ่านคนนี้เสมอ
จึงหยิบมาบอกต่อชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ











 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2559 13:08:51 น.
Counter : 871 Pageviews.  

~ โถงสีเทา นวนิยายว่าด้วยชีวิตและโรคร้าย โดย "เข็มพลอย" ~





โถงสีเทา
ผู้เขียน : เข็มพลอย
สนพ.เพื่อนดี/พิมพ์(ต.ค.๕๔)
๖๕๐ หน้า ราคา ๔๔๐ บาท


โปรยปก


วันนี้คือวันดีที่สุด เพราะพรุ่งนีอาจสายไปเสียแล้ว

...................

ในโถงสีเทาที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
และความเครียดเคร่งเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์
ยังมีมุมเล็กๆ ที่ผ่อนคลายและเนิบช้าอยู่บ้าง
เป็นมุมเล็กๆ ที่มากไปด้วยน้ำใจและความรัก
ทั้งมุมนี้ยังอบอุ่นและจริงใจกับเขายิ่งนัก
จนเขารู้สึกว่าความเป็นไปในมุมนี้สามารถเติมเต็ม
ความโดดเดี่ยวของตัวเองได้
ชาญเวชชักรู้สึกว่าชีวิตเขากำลังโหยหาความรัก!
ใช่แล้ว คำนี้หลุดเข้ามาในสมองอย่างอึกทึกและไม่ทันตั้งตัว

ความรัก มันคือความรักจริงๆ หรือ
ถ้าความคิดถึงคือส่วนหนึ่งของความรักละก็ใช่แน่เลย
เขากำลังรักปานหทัย แล้วอย่างไรล่ะ
ความรักของเขาจะเริ่มต้นกันอย่างไร
จะดำเนินไปอย่างไรและมันจะจบลงอย่างไร...






หลังอ่าน...
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของนักเขียนคุณภาพนามนี้ที่ได้อ่านค่ะ
หลังจากอ่านแบบไม่ปะติดปะต่อนักผ่านตามหน้านิตยสาร...
ซึ่งต้องขอสารภาพเลยว่าในตอนนั้น อ่านแบบผ่าน ๆ จริง ๆ
ด้วยรู้สึกว่าเรื่องราวเนื้อหาช่างเนิบเนือยค่อนไปข้างน่าเบื่อด้วยซ้ำ
ทั้งสำนวนคนเขียนก็ออกแนวเอื่อยอ่อน ขาดแรงดึงดูดเท่าที่ควร
ทำให้ไม่ได้ติดตามเมื่อมีการรวมเล่ม

แต่จู่ ๆ ก็ได้รับหนังสือเล่มนีมาถือครอง อยู่ในกองดองมาพักใหญ่ ๆ
ความหนาของเล่มทำให้ลังเลที่จะหยิบมาอ่านหลายครั้ง
กระทั่งล่าสุด หลังจากมีคนใกล้ตัวทยอยจากไปด้วยโรคมะเร็งหลายต่อหลายคนเข้า
เลยเริ่มรู้สึกตัวว่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต โรคร้ายและความตายมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
นึกถึงบางบทบางตอนของนิยายเรื่องนี้ที่เคยได้อ่าน
เลยคิดได้ว่า ควรจะอ่านเรื่องเต็ม ๆ อย่างจริง ๆ จัง ๆ เสียที

แล้วก็พบว่าตัวเองพลาดไปถนัดที่เคยคิดว่านิยายเรื่องนี้น่าเบื่อ...
เพราะเพียงเริ่มต้นอ่านตั้งแต่บทแรก ความลื่นไหลต่อเนื่องของเรื่องราว
ก็ดึงดูดให้เราจ่อมจมอยู่กับหนังสือเล่มหนานี้อย่างเพลิดเพลิน...
อย่างครุ่นคิกคล้อยตาม...และอย่างตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความหมายของวลีที่โปรยปกหน้า...

'วันนี้คือวันดีที่สุด เพราะพรุ่งนีอาจสายไปเสียแล้ว'






เรื่องนี้เป็นธีมนิยายที่พุ่งประเด็นไปในแวดวงของหมอกับคนไข้...
โดยเฉพาะคนไข้โรคมะเร็ง

นางเอกปานหทัยต้องเผชิญกับโรคร้ายนี้อีกครั้งจากผู้เป็นแม่
หลังจากสูญเสียบิดาไปด้วยโรคนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า...
ครั้งนี้ แม้จะสับสนหวาดกลัว แต่ส่วนหนึ่งเหมือนเธอกับแม่จะมีบทเรียน
และประสบการณ์จากการที่เคยดูแลผู้เป็นพ่อมา
ทำให้มีความเข้าใจและมีการตระเตรียมทำใจล่วงหน้าได้ในระดับหนึ่ง
อีกอย่าง เธอมีกำลังใจที่ดีด้วยมีคุณหมอชาญเวช
คุณหมอหนุ่มใหญ่เจ้าของไข้แม่ที่ให้การดูแลเอาใจใส่ทั้งตัวคนไข้เอง
และทั้งลูกสาวด้วยความเข้าใจและเห็นใจ
จนกลายเป็นความรักความผูกพันในทีสุด

.............

เป็นนิยายชีวิตที่เรียลมาก อ่านด้วยความรู้สึกที่อินไปกับเรื่องราวเนื้อหา
ที่ช่างสอดคล้องกับความเป็นไปในชีวิตของผู้คนที่เราสามารถสัมผัสรับรู้ได้
อาจจะผ่านประสบการณ์ตรงของตัวเองหรือจากคนใกล้ตัว
หรือกระทั่งผู้คนในสังคมโดยทั่วไป

ประเด็นหลัก ๆ ที่ผู้เขียนต้องการมุ่งเน้นนำเสนอก็คือเรื่องของความสัมพันธ์
และทัศนคติที่มีต่อกันระหว่างคนป่วย(รวมทั้งญาติและครอบครัว)
กับบุคคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะคุณหมอ
โดยอาศัยตัวละครหลัก ๆ เป็นตัวแทนของแต่ละฝั่ง...

ฝั่งคนป่วยก็ฝากชีวิต ฝากความหวัง
ฝากหนทางรักษาโรคร้ายของตนเองไว้ในมือหมอ
มองหมอเป็นประหนึ่งเทวดาหรือพระเจ้า
จนบางครั้งอาจจะลืมเลือนไปว่าแท้จริงแล้ว หมอเองก็เป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่ง
ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตายได้เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนบนโลก

ในขณะเดียวกัน ฝั่งคุณหมอก็ต้องทำความเข้าใจในความคาดหวัง
ของคนป่วยและญาติ ๆ
นอกเหนือจากภาระความรับผิดชอบตามหน้าที่ที่ได้ร่ำเรียนมา






เรื่องราวดำเนินไปอย่างค่อนข้างเรียบเรื่อยนะคะ
แต่ทุกบททุกตอนจะมีแฝงแง่คิดมุมมองไว้เยอะมาก
มีมุมดราม่าให้รู้สึกเศร้าซึมน้ำตาคลอ

มีมุมรักโรแมนติกให้ได้จิ้นอยู่ประปราย แต่ก็เป็นไปแบบผู้ใหญ่ๆ...
ก็พระเอกของเราเป็นคุณหมอระดับอาจารย์ที่อายุอานามปาเข้าไปถึง ๔๘ ปี
แต่ที่ครองตัวเป็นโสดโดดเดี่ยวมาจนถึงปูนนี้ก็เพราะคุณหมอเองตรวจพบว่า
ตัวเองมีโรคร้ายอยู่ในตัว จึงไม่อยากดึงชีวิตของใครมาพัวพันด้วย...
จุดนี้เองนิยายจึงมีมุกมีมุมให้ได้ลุ้น
ให้คนอ่านได้เอาใจช่วยให้ความรักต่างวัยนี้ราบรื่นและสมหวัง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ผู้เขียนได้สอดแทรกไว้อย่างเหมาะสมสอดคล้อง
ทั้งสมจริงและสมเหตุสมผล

เช่นเรื่องของการใช้ทุนด้วยสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

เรื่องของการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องอาศัยทั้งแรงกายแรงใจรวมทั้งความรักความเข้าใจเป็นปัจจัยสำคัญ
(จุดนี้คนอ่านที่เคยผ่านประสบการณ์การดูแลคนป่วยเช่นนี้มาก่อน
ย่อมรู้ซึ้งแก่ใจดีถึงความยากลำบากในการวางตัววางใจ
ให้ยอมรับความเป็นจริงของชีวิตและก้าวข้ามมาได้โดยไม่เจ็บปวด)

หรือเรื่องของจิตอาสา ด้วยสำนึกแห่งความกตัญญูรู้คุณ
และความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของเพื่อนร่วมโลก ร่วมทุกข์
นับเป็นเป็นแง่มุมที่งดงามมากในนิยายเรื่องนี้

ทั้งยังมีมุมผ่อนคลายท่ามกลางความเครียดเคร่งของเนื้อหา
ผ่านตัวละครที่เป็นคุณหมอวัยหนุ่มสาว...มีมุมกุ๊กกิ๊กจุ๊กจิ๊ก
ทำให้โทนของเรื่องดูซอฟท์ลงเป็นบางช่วงบางตอน

เป็นหนังสือเล่มหนาที่อ่านเพลิน มีสาระข้อคิดได้เก็บเกี่ยวซึมซับมากมายที่มิอาจบรรยายได้หมดสิ้น
ขออนุญาตส่งท้ายบล็อกนี้ด้วยข้อความบางส่วนจากหน้าคำนำสำนักพิมพ์ดังนี้...

...เรื่องราวในโถงสีเทาแห่งนี้ มีอุทาหรณ์ให้เราคิดทั้งแง่ของคุณค่าเวลา
คุณค่าของความรัก รวมทั้งคุณค่าของชีวิต
และเมื่อเราเข้าใจถึงคุณค่าเหล่านี้ดีพอ ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่า
เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะพรุ่งนี้อาจสายไปเสียแล้ว





*** นวนิยายชีวิตเรื่องนี้มีรางวัลการันตีคุณค่าจากสองสถาบันแน่ะค่ะ
นั่นคือรางวัลหนังสือดีเด่นประเภทนวนิยายจากคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี ๒๕๕๕

กับอีกรางวัลคือรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ ๙ ปี ๒๕๕๕







 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2559 14:40:19 น.
Counter : 1140 Pageviews.  

~ ดุจรักเหนือฝัน & ม่านรักเหนือดาว : นิยายรักละมุนอารมณ์ โดย "เนวิกา" ~





ดุจรักเหนือฝัน
ผู้เขียน : เนวิกา
ผู้พิมพ์ : สนพ.อรุณ(ครั้งแรก ก.ค. ๕๘)
๔๓๕ หน้า ราคา ๓๖๕ บาท


โปรยปก :



เพราะเธอเปรียบดั่งฝันร้าย เขาจึงใช้กลอุบายเปลี่ยนให้กลายเป็นฝันรัก

ชีวิตคนเรามักเต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝัน และการเข้ามาของเขา…
ทำให้เธอได้รู้จักกับคำว่าความหมายที่แท้จริงของชีวิต

ไม่มีใครรู้ว่าดาราสาวภาพลักษณ์สวยงามราวนางฟ้าอย่าง ‘ดุจฝัน’
กลับมีเสี้ยวนางมารอย่างการหลอกให้รักแล้วหักหลังเพื่อผลประโยชน์มานับรายไม่ถ้วน
จนกระทั่งเธอได้พบอาจารย์หนุ่มนักเศรษฐศาสตร์หน้าซื่ออย่าง ‘ภาคภูมิ’
กลางรายการเกมโชว์ ที่นอกจากจะเสนอตัวเข้ามาเป็นเหยื่ออย่างเต็มใจแล้ว
เขายังย้ำกับเธออย่างมั่นใจว่า…
การพบกันระหว่างเธอและเขาจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อเวลาผ่านผัน ดุจฝันเริ่มรู้สึกว่าภาคภูมิเป็นคนเดียวที่เข้าใจในสิ่งที่เธอเป็น
ทว่าในเส้นทางหัวใจที่ดูเหมือนจะราบรื่น
กลับมีคลื่นใต้น้ำมวลใหญ่ที่รอเวลาผุดขึ้นมา
เพราะการกระทำอันเลวร้ายในอดีตของตนมันเริ่มแง้มออกมาช้าๆ
ด้วยฝีมือของผู้ไม่ประสงค์ดี
เช่นเดียวกับความลับที่เขาซ่อนเอาไว้ภายใต้รอยยิ้ม…
ที่พลิกชีวิตของเธอภายในพริบตาเดียว!






เรื่องราวเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย...
'ดุจฝัน' ดาราสาวระดับนางฟ้าแห่งวงการบันเทิง
ที่ไต่เต้าเข้าวงการมานานกว่าสิบปีด้วยภาพลักษณ์แสนจะงดงามไม่มีด่างพร้อย
แต่ใครจะรู้ เบื้องหลังชีวิตเธอมีปม"เกลียดผู้ชาย"ฝังอยู่อย่างลึกเร้น
จากความเจ็บปวดที่เห็นผู้เป็นพ่อเดินออกจากครอบครัวไปแต่งงานใหม่

ผู้ชายสำหรับเธอจึงเป็นเพียงเครื่องมือในการทำผลประโยชน์ให้กับเธอเท่านั้น
หลังจากหมดประโยชน์แล้ว เขาก็หมดความหมาย...
เช่นเดียวกับที่เธอทำกับชายหนุ่มคนล่าสุด พีท พิธกร
ที่หลังจากถูกเธอบอกเลิกก็เสียใจจนขับรถไปประสบอุบัติเหตุ
ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส

ภาคภูมิ อาจารย์มหาวิทยาลัยหนุ่มมาดขรึม
เขาก้าวเข้ามาหาดุจฝันอย่างมีเป้าหมาย หลังจากที่ทราบข่าวว่าน้องชายต่างมารดา
ที่เขารักสนิท ต้องอกหักยับเยินเพราะนางเอกสาว...
ด้วยบุคลิกอันอบอุ่นอ่อนโยน
และจังหวะเวลาอันบังเอิญเหมาะเจาะ
เขาก็สามารถสร้างความไว้วางใจให้ดุจฝันได้โดยง่าย

แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปตามแผนการที่เขาวางไว้ทุกประการ...
ทว่า ทำไมเขาไม่ยักรู้สึกยินดีกับการได้เห็นผู้หญิงคนนั้นต้องเจ็บปวดกับการกระทำของเขานะ





ความรู้สึกหลังอ่าน...
เป็นดราม่าพล็อตคุ้นเคยอีกเรื่องแล้วค่ะ
ประมาณรักในรอยแค้น พี่ชายมาแก้แค้นแทนน้องชายแล้วมาตกหลุมรักเป้าหมายเสียเอง
เพียงแต่เรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องมีมุกลักพาตัว ข่มขืน ตบจูบ
ประมาณ...'เจ็บแค้นเคืองโกรธ โทษฉันไย...' อะไร ๆ เทือกนั้น

เพราะแบบนั้นมันคงเอ้าท์ไปแล้วเมื่อเทียบกับยุคสมัย
ยุคนี้มันกลับกลายเป็นมุกหลอกว่าจะทำรายงานให้...
(อ้อ นางเอกเป็นดาราที่ใฝ่เรียน กำลังเรียนปริญญาโทอยู่
แต่ไม่มีเวลาค้นคว้าข้อมูลทำรายงานเลยหลอกล่อหนุ่ม ๆ
ที่แสนฉลาดปราดเปรื่องทั้งหลายมาทำให้)
แล้วกะจะแฉทีหลัง...

อ่านได้เรื่อย ๆ นะคะเล่มนี้ สำนวนภาษานุ่มนวลลื่นไหลในระดับที่โอเคเลยค่ะ
จะติดก็แต่ส่วนของเนือหาเรื่องราว กับลักษณะนิสัยบางอย่างของตัวละคร
(โดยเฉพาะตัวพระเอกนั่นแหละ)
มันมีหลายจุดหลายมุมที่อ่านๆไปต้องเอ๊ะ ต้องอ๊ะอยู่ตลอด

นางเอกร้าย หากก็เพราะเธอมีปม และจะว่าไป สิ่งที่เธอทำก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากนัก

แต่การที่พระเอก ผู้มีดีกรีระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย บุคลิกเคร่งขรึม มาดมั่น
แต่ฟังความข้างเดียว แล้ววางแผนจัดฉากเป็นขั้นเป็นตอน
แถมแสดงละครตบตาคนอื่นซะอย่างเนียน...

มันอาจจะดูเหมือนว่าเขาช่างเฉลียวฉลาดเสียนี่กระไร...
แต่เราไม่รู้สึกอย่างนั้นอ่ะ...กลับรู้สึกรังเกียจผู้ชายนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้น
ทั้งตื้นเขินงี่เง่า หูเบาอีกต่างหาก ...(นี่มันนิสัยนางร้ายในนิยายชัด ๆ )
รู้สึกพระเอกไม่แมนเท่าที่ควรอะ

จริง ๆ แล้วพล็อตแก้แค้นแทนเพื่อน พี่ น้องมันก็โออยู่หรอกนะ
มันเป็นพล็อตมาตรฐานที่อยู่คู่นิยายไทยมาตั้งแต่โบราณกาล
แต่ปัญหามันอยู่ที่วิธีการ...
เดิมทีวิธีการของพระเอกเรื่องนี้ก็เกือบจะผ่านแล้วนะคะ
ถ้าเขาจะเพียงพาตัวเข้ามาใกล้ หลอกให้เธอหลงรักแล้วสลัดทิ้ง
ถ้าเป็นแบบนั้นเรายังจะรู้สึกไม่กังขา
แต่นี่อะไร...(ไม่เล่าแล้วค่ะ อาจจะเข้าข่ายสปอยล์ ทั้งยังตอกย้ำความงี่เง่าของพระเอกเข้าไปอีก)

มันอ่านแล้วขัดแย้งกันเอง ทำให้พล็อตย่อยอื่น ๆ ที่โยงใยกัน
พลอยดูขาดน้ำหนัก ขาดความสมจริง
มีช่องโหว่ให้เราต้องสะดุด ตงิด ๆ ใจไปตลอดทั้งเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นมุกละครซ้อนนิยาย มุกนางร้ายกล่าวหานางเอก ใส่สีตีข่าว บลา ๆ ๆ ๆ
รวมทั้งปมอุบัติเหตุที่น้องชายพระเอกขับรถชนแล้วพระเอกเพ่งโทษนางเอกเต็มที่...
มันอ่านยังไง๊ยังไงมันก็ไม่อินอ่ะ...มันเบาโหวงเหวงไปหมด

แต่ก็อ่านจนจบนะคะ...แบบอีดอัดขัดข้องนิด ๆ










ม่านรักเหนือดาว
ผู้เขียน : เนวิกา
ผู้พิมพ์ : สนพ.อรุณ(ครั้งแรก ก.ค. ๕๘)
๔๐๓ หน้า ราคา ๓๓๕ บาท


โปรยปก :


'The course of true love never did run smooth'
’หนทางแห่งรักแท้ไม่อาจเป็นไปอย่างราบรื่น’

รักแรกของ เหนือดาว ก็เป็นดั่งคำกล่าวของเชคสเปียร์
เพราะมันจบอย่างเจ็บร้าวที่สุดด้วยความเข้าใจผิด...
จนเธอเลือกจะกลับไปรักษาหัวใจที่อังกฤษนานถึงเจ็ดปี
ก่อนกลับมาเมืองไทยอีกครั้งในฐานะนักประพันธ์ละครเวทีผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง
ทว่าบนเส้นทางใหม่อันสวยหรู โชคชะตาก็เล่นตลก
เมื่อสถาปนิกหนุ่มผู้เป็นรักแรกอย่าง สุดแดน เป็นหนึ่งในทีมงานสรรค์สร้างละครเวทีของเธอ

ในวินาทีที่แทบซวนเซเพราะเจออดีตอันเลวร้ายอีกครั้ง
เจ้าชายขี่ม้าขาวก็ปรากฏขึ้นในรูปแบบของพระเอกหนุ่มมาดขรึมนามปิลันธน์
เขามาพร้อมกับเรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษเขากับเธอซึ่งเกิดขึ้น ณ โรงละครแห่งนี้
และนอกจากวิกฤตในโรงละครที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
เขาก็คือคนที่พร้อมจะฉุดให้เธอกลับขึ้นมาหยัดยืนอย่างสมภาคภูมิ

เมื่อม่านละครแห่งชีวิตเปิดขึ้นอีกครั้ง เหนือดาวจึงจำต้องเลือก...
ว่าจะเขียนบทไปสู่ตอนจบใด
ระหว่างกลับไปหารักแรก...ตามคำเรียกร้องของหัวใจ
หรือก้าวไปสู่รักครั้งใหม่...ที่จะไม่มีวันอวสานดังเช่นที่ผ่านมา






หลังอ่าน...
เรื่องนี้ออกมาพร้อม ๆ กับเล่มข้างบน การตั้งชื่อเรื่องก็สอดคล้องพ้องพานกัน
แถมมีตัวละครที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะพระเอกของเรื่องนี้
ก็เป็นพระรองทีมีบทบาทโดดเด่นไม่น้อยในเรื่องก่อนหน้า

แต่ทั้งเนื้อหาเรื่องราว ทั้งพล็อตและธีมเรื่องแยกขาดจากกันเป็นคนละเรื่อง
ประมาณหนังคนละม้วนเลยทีเดียว

ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะคะที่บังเอิญหยิบเรื่องนี้อ่านก่อนเล่มข้างบน
เพราะว่าหลังจากอ่านเล่มนี้จบลงด้วยความปลื้มและประทับใจมาก
มันทำให้เราสามารถหยิบเรื่องข้างบนมาอ่านต่อโดยไม่ลังเล..
แต่แน่นอน...ในเมื่อชอบเรื่องนี้มาก ก็เลยเกิดเป็นความคาดหวังกับเรื่องข้างบนนั่นสูงมากด้วยเช่นกัน
และเมื่อตั้งความหวังไว้สูง เมื่อมันไม่เป็นไปดังใจ
มันก็เลยผิดหวัง...แบบค่อนข้างแรง แหะ ๆ

................


เล่มนี้เล่นกับปมอดีตอันน่าเจ็บปวดของนางเอก
ทำให้เธอก่อกำแพง ปิดกั้นตัวเอง
แม้ความรักครั้งใหม่ที่เข้ามาจะสวยสดงดงาม
แต่หัวใจของเธอก็ดูเหมือนว่าจะยังคงฝังจำอยู่กับความรักครั้งแรกอันขมขื่นมิรู้วาย

เรื่องย่อ ๆ ก็ประมาณโปรยปกด้านบนเลยค่ะ
นางเอกเป็นนักเขียนบทละครผู้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในต่างประเทศ
จนมีผู้สร้างจากเมืองไทยสนใจบทละครของเธอ
และจะจัดให้มีการแสดงในเมืองไทย
ทำให้เธอต้องเดินทางกลับมาเพื่อร่วมดูแลการแสดงด้วย

เมื่อกลับมาอยู่ในแวดวงเดิม ๆ
ทำให้เธอได้พบกับคนหลายคนที่เคยพัวพันกันในอดีต
โดยเฉพาะสุดแดน รุ่นพี่ที่เป็นรักแรกของเธอ
กับรัญรตี เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดผู้เคยป้ายสีใส่ใคล้
ทำให้เธอกลายเป็นนางร้ายในสายตาของพื่อน ๆ จนต้องหนีเตลิด

แต่กลับมาครั้งนี้ แม้ลึก ๆ เธอจะยังคงเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
แต่จากประสบการณ์ที่สั่งสม ทำให้บุคลิกของเธอดูกล้าแกร่งมั่นคงขึ้น

ทั้งมีผู้ช่วยที่แสนดีอย่างลูกพี่ลูกน้องชายหัวใจสาวอย่างแม้น-มานิต
กับพระเอกหนุ่มมาดนิ่งอย่างปริ้นซ์ - ปิลันธน์ คอยปลุกปลอบให้กำลังใจ
ทำให้เธอก้าวผ่านเรื่องร้าย ๆ ได้อย่างเข้มแข็ง





อย่างที่บอกตอนต้น เรื่องนี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากเรื่องข้างบนอย่างค่อนข้างจะสิ้นเชิง
ทั้งเนื้อหาเรื่องราว พล็อตหลักพล็อตรอง...
(ว่าด้วยเรื่องราวความรักของคนหนุ่มคนสาว กับเรื่องราวของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ในอดีต
ที่บังเอิญมาเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยยะ สมเหตุสมผล)
รวมถึงบุคลิกนิสัย
และการกระทำของตัวละครแต่ละตัวมันช่างสอดรับกันเหมาะสมกลมกลืนไปเสียหมด

ชอบมากกกก....

พระเอกก็แสนดี เป็นพระเอกในดวงใจจริงๆ ฉลาด มั่นคง ไม่งี่เง่าตื้นเขิน
นั่นยิ่งกดข่มให้ตัวรองในเรื่องอย่างสุดแดน...ที่เหมือนจะเป็นชายหนุ่มที่แสนดีอีกคนหนึ่ง
ทั้งยังเป็นรักแรกของนางเอกอีก...ต้องกลายเป็นคนซื่อบื้อ
น่าสมเพชพอๆ กับน่าสมน้ำหน้าเลยทีเดียว

สรุปเลยแล้วกันค่ะว่า...
ที่บอกว่าโชคดีที่หยิบเรื่องนี้มาอ่านก่อนก็เพราะว่า..
.ค่อนข้างเชื่อในนิสัยการอ่านของตัวเองว่า ถ้าบังเอิญได้อ่านเล่มบนก่อนเล่มนี้
จากเฟิร์ส์อิมเพรสชั่นที่ได้จากเล่มนั้นเราคงไม่หยิบเรื่องนี้มาอ่านแน่ๆ
แต่โชคร้ายก็อย่างที่บอก...พออ่านเล่มนี้จบปุ๊บ จากความประทับใจที่ได้รับ
มันกลับกลายเป็นความคาดหวังในการอ่านเล่มอื่นของนักเขียนคนเดียวกัน
พอคาดหวัง...แล้วมันไม่เป็นดังใจ
ผลมันก็เลยออกมาอย่างที่บอกเล่าไปในเล่มข้างบนนั่นเลยค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดทั้งมวลนั่นก็เป็นเพียงความรู้สึก ความคิดความเห็นส่วนตัวล้วน ๆ นะคะ
การอ่านนิยายเป็นเรื่องของรสนิยมค่ะ
คนอ่านคนนี้อ่านแล้วไม่ชอบ คนอ่านอีกคนอาจจะชอบมากกกก....
คนอ่านคนหนึ่งอ่านแล้วไม่โดน แต่คนอ่านอีกคนอาจจะอินสุด ๆ ก็เป็นได้ค่ะ

แค่อ่านแล้วหยิบมาบอกเล่ากัน เท่านั้นเอง










 

Create Date : 19 มีนาคม 2559    
Last Update : 19 มีนาคม 2559 11:10:28 น.
Counter : 1776 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  

Valentine's Month


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 173 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


~เล่ห์รักหักเหลี่ยมบัลลังก์/Su Xing Le/เขียน,เหมยสี่ฤดู/แปล ~

~แม่ทัพอยู่บน ข้าอยู่ล่าง(3เล่มจบ)/จวี๋ฮวาซั่นหลี่ เขียน/ Honey Toast แปล ~

~บุพเพสันนิวาส/รอมแพง ~

~ลิขิตรักด้ายแดง(3เล่มจบ)/หมิงเยวี่ยทิงเฟิง เขียน/เหมยสี่ฤดู แปล ~

~มีไว้เพื่อซาบ/อุรุดา โควินท์ ~

~ เรื่องเล่าของเหล่าปีศาจในเหลาสุรา (2)/เคอสุ้ยอวี้โหยวโจ่ว/เขียน ซินโป-หย่งชุน/แปล ~

~ ทุกสิ่งอันที่เรามิเคยเอื้อนเอ่ยต่อกัน/มาร์ก เลอวี เขียน/อธิชา มัญชุนากร แปล~

~ สตีเฟน รักเดียวในใจแม่/~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.