“ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง
สองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย
ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ
และเจริญมั่นคง มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”
*พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๓๒

~ นิราศดวงเดือน โดย "รวิปรียา" ~





นิราศดวงเดือน
ผู้เขียน : รวิปรียา
ผู้พิมพ์ : สนพ.ดับเบิ้ลนายน์(พิมพ์ครั้งแรก ธ.ค. ๒๕๔๓)
๓๐๖ หน้า ราคา ๑๗๐ บาท


สั้น ๆ จากหน้าคำนำ:


นิราศดวงเดือน คือบทบันทึกการตามหาความฝันของเด็กสาว
ที่ยังอยู่ในวัยแสวงหา การเดินทางไปสู่หมู่บ้านกันดารในชนบท
เพื่อเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง
และค้นพบคำตอบของชีวิตที่ตนเองต้องการ



โปรยปกหลัง:

ความฝันของเธอ...
เป็นเหมือนแสงจันทร์ส่องสว่างอยู่กลางใจ
เพราะแสงจันทร์อันอบอุ่นละมุนตา...
ทำให้เธอมีแรงใจที่จะติดตามค้นหา
คำตอบในชีวิตที่ตัวเองต้องการ

แต่ใครจะคิดนะว่า...
การเดินทางที่มีแสงจันทร์ส่องนำทางครั้งนี้
จะทำให้เธอได้พบทั้งความรัก...และความฝัน
ที่กลายเป็นแสงสว่างให้หัวใจเธอตลอดไป

นิราศดวงเดือน...
บันทึกการเดินทางของหัวใจ
เพื่อค้นหาสิ่งที่ขาดหายไปของชีวิต






หลังอ่าน...

นิยายรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ของนักเขียนนามไม่คุ้น
ด้วยออกผลงานมาแค่ ๑-๒ เล่ม แล้วก็หายเงียบไป

เรื่องย่อค่อนข้างยาก เพราะเป็นเรื่องเล่าของหนุ่มสาวในยุคแสวงหา
ที่ผู้เขียนจะเน้นนำเสนอธีมเป็นหลัก
และเป็นเรื่องเล่าผ่านมุมมองของนางเอก โดยใช้สรรพนามบุรุษที่ ๑
จึงเป็นเหมือนบทบันทึกส่วนตัวมากกว่า

แต่ก็จะพยายามย่นย่อพอเข้าใจนะคะ

นางเอกเป็นนักศึกษาสาขาพัฒนาชุมชนที่ต้องเดินทางไปฝึกงานในหมู่บ้านชนบทแถบอีสาน
เธอจับฉลากได้หมู่บ้านโนนอีเกิ้ง(อันเป็นที่มาแห่งชื่อนิยายทีเหมือนจะโรแมนติกเล่มนี้นี่เอง...
คำว่าอีเกิ้งเป็นภาษาอีสาน หมายถึงพระจันทร์)

เธอรู้สึกว่าเธอโชคดี เพราะช่วงที่ต้องมาเก็บข้อมูลเมื่อปิดภาคเรียนก่อน เธอก็ได้มาที่หมู่บ้านนี้
ได้รู้จักคุ้นเคยกับชาวบ้านเป็นอันดีอยู่แล้ว...

เมื่อกลับมาครั้งนี้ เธอจะต้องพักอยู่ที่นี่ถึงสองเดือนเต็ม ๆ
ด้วยพลังกายพลังใจที่มุ่งมั่น
เธอคาดหวังว่าเธอจะสามารถทำงานเพื่อ"พัฒนา"ชุมชนได้อย่างเต็มที่
สมกับที่ได้ร่ำเรียนมา

แต่เพียงวันแรกที่กลับมาที่นี่...แม้จะยังได้รับการต้อนรับอย่างเป็นมิตรและอบอุ่นเช่นเดิม...
แต่เธอก็ได้พบว่า...หมู่บ้านโนนอีเกิ้งได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายเหลือเกิน...

เพราะค่านิยมทางวัตถุและการพนันรุกคืบเจ้ามาในหมู่บ้าน

เธอได้พบกับนายดิน ผู้ที่บอกกับเธอว่าเขาเป็นนักศึกษาแพทย์ที่เข้ามาเซอร์เวย์ค่าย
ด้วยท่าทียียวนกวนประสาทกับความสนิทสนมที่เขามีต่อเด็ก ๆ
ทำให้เธอรู้สึกหมั่นไส้ แต่อะไรบางอย่างในท่าทางของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกไว้ใจเขาง่าย ๆ

เขาเข้ามาใกล้ชิดพัวพัน และให้ความช่วยเหลือเธอทุกอย่าง
คอยปลุกปลอบให้กำลังใจยามที่เห็นเธอทดท้อต่อปัญหาและอุปสรรค
ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนจึงค่อย ๆ พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนว่าการมาฝึกงานของเธอครั้งนี้ จะทำให้เธอได้พบกับผลพลอยได้เป็นความรักที่อ่อนหวาน อบอุ่น...
ถ้าไม่เพียงแต่...ในภาวะที่สิ้นหวังจากความล้มเหลวของโครงการที่เธอตั้งใจทำ...
เธอกลับได้รับรู้ถึงเบื้องหลังที่คาดไม่ถึงของเขา...

เธอจะจัดการอย่างไรกับความรู้สึกเหมือนถูกหลอกครั้งนี้...?





นิยายน้ำดีอีกเล่มที่อยากนำเสนอมาก
มีประเด็นทางสังคมให้ขบคิด มีสาระแห่งชีวิตให้ติดตาม
และมีกลิ่นอายที่บริสุทธิ์ของธรรมชาติในชนบทที่แสงสีและเทคโนโลยียังเข้าไม่ถึง
ทั้งด้วยสำนวนภาษาที่ลื่นไหลและการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจ
กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนอ่านให้ต้องอ่านไปเรื่อย ๆ
ไม่จบก็ไม่อยากวาง...

เรื่องราวที่ดูเหมือนจะหนักและชวนเครียด...
แต่ผู้เขียนเขาก็แทรกบทกุ๊กกิ๊ก แง่งอนของพระ-นางไว้อย่างน่ารัก ถูกจังหวะจะโคน
ทำให้เรื่องราวนุ่มนวลลง มีความอ่อนหวาน
และรสชาติของนิยายรักเข้ามาเจือให้ชุ่มชื่นหัวใจบ้าง

นอกจากคู่พระ-นางที่เป็นเด็กหนุ่มสาวในวัยแสวงหากับความหวังความฝัน
และความรักที่สดใสแล้ว
ยังมีเรื่องราวความรักแบบนุ่ม ๆ เย็น ๆ ของคู่รองอย่างพี่หลิน-พัฒนากรสาว
กับน้าจอม-ผู้นำหมู่บ้านหัวก้าวหน้า
ผู้ทีนางเอกเรียกว่า"สุภาพบุรุษแห่งโนนอีเกิ้ง"(ซึ่งคู่นี้น่าจะป็นคู่เอกเสียด้วยซ้ำ)
ท่ามกลางปัญหาและความขัดแย้งแบบบ้าน ๆ ในหมู่บ้านห่างไกล...

ที่คนอ่านบ้านนอกอย่างจขบ.อ่านแล้วค่อนข้างอินทีเดียว

จุดที่ชอบมาก ๆ อีกจุดหนึ่งในนิยายเรื่องนี้ก็คือการใช้ภาษา
การใช้สัญลักษณ์เปรียบเปรย

เช่นบทสนทนาตอนหนึ่งระหว่างพระเอกกับนางเอก...

"ชีวิตคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไรเพียงอย่างเดียวหรอก...
ความสำเร็จมันไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเมื่อเราทำงานครั้งแรก...
ก้าวแรกใคร ๆ ก็พลาดได้ ล้มได้ ..."

"ความฝันของฉันมันก็เหมือนกับพระจันทร์นั่นแหละ มันเคยยิ่งใหญ่เต็มฟ้า
แล้วก็ค่อย ๆ เลือนรางไปเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ
และในที่สุดก็จะหายไปจากท้องฟ้าอย่างคืนนี้"

........

"แล้วบุ้งไม่คิดจะแหงนหน้ามองพระจันทร์ในคืนพรุ่งนี้และคืนต่อ ๆ ไปบ้างหรือครับ
ไม่คิดจะมองวันที่พระจันทร์ค่อย ๆ เกิดขึ้นใหม่ทีละเสี้ยวเล็ก ๆ
จนกระทั่งกลับมาสว่าง สุกใสเต็มฟ้าอีกครั้งบ้างเลยหรือ....
ทำไมบุ้งไม่ให้โอกาสตัวเองเริ่มใหม่อีกสักครั้ง..."



อ่านแล้วรู้สึกดีนะ...มันให้ความหวังและกำลังใจ
พร้อม ๆ กับการสะกิดเตือนให้ยอมรับความเป็นจริงของสรรพสิ่งว่า...
ใช่จะมีเพียงด้านเดียว

อ่านจบไปสด ๆ ร้อน ๆ เลยรีบมาชวนอ่านต่อค่ะ
ไม่งั้นเดี๋ยวลืมอารมณ์ที่อยากเล่าไปเสียก่อน












 

Create Date : 12 กันยายน 2555    
Last Update : 13 กันยายน 2555 12:51:02 น.
Counter : 1746 Pageviews.  

~ มายารักเคียงดาว โดย "นิลปานัน" ~





~ มายารักเคียงดาว
ผู้เขียน : นิลปานัน
ผู้พิมพ์ : อรุณ (ครั้งแรก/ก.ค. ๒๕๕๕)
๒๖๐ หน้า ราคา ๑๙๕ บาท


ย่อ ๆ จากสำนักพิมพ์:


คุณเคยได้ยินไหม...
ที่มีคนบอกว่าผู้หญิงมาจากดาวอังคาร
ส่วนผู้ชายมาจากดาวศุกร์ แล้วจึงมาพบกันบนโลกใบนี้

เรื่องราวของดีไซเนอร์สาวสู้ชีวิตที่วันๆเอาแต่ทำงาน
เพราะเธอคิดว่าการทำงานเท่านั้นที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข
ที่สำคัญเธอเป็นคนคิดบวก จึงมีเพื่อนที่รักเธออย่างจริงใจ
และทำให้ชีวิตของเธอไม่เงียบเหงาจนเกินไปนัก

ทว่าความวุ่นวายก็เกิดขึ้นจนได้
เมื่อความโชคร้ายมาเยือนจนดีไซเนอร์สาวเกือบเอาชีวิตไม่รอด
จากอุบัติเหตุรถชนกันบนทางด่วนเพราะเธอหลับใน
ที่สำคัญคู่กรณีของเธอคือดาราหนุ่มสุดฮ็อตที่สาวๆทั่วประเทศอยากใกล้ชิด...
รวมทั้งเธอด้วย!

งานนี้จะเรียกว่าโชคร้ายหรือโชคดีกันนะ...
เพราะตั้งแต่วันนั้นเขาก็เหมือนจะเข้ามาอยู่ในชีวิตของเธอจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว






หลังอ่าน...
เรื่องย่อ ๆ ก็ตามข้างบนนั่นเลยค่ะ เพิ่มเติมอีกนิด ๆ

ไอรีณ หญิงสาววัยทำงานที่มีชีวิตแสนจะธรรมดา
ทว่าโชคชะตาบันดาลให้มาพบกับเอริค กวินทรา โรเซนเบิร์ค
ดารานายแบบหนุ่มลูกครึ่งที่กำลังฮอตฮิตติดอันดับ

เขาไม่ยักกะเหมือนภาพดาราหนุ่มคนดังที่เธอเคยเห็นผ่านสื่อเลยสักนิด
ตรงกันข้าม...เขาเป็นชายหนุ่มที่อ่อนโยนและใจดีเป็นที่สุด

เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่เขาคุยด้วยแล้วสบายใจ...
เพราะเธอไม่มีทีท่าว่าจะกระโจนเข้าใส่เขาเวลาเข้าใกล้...
เหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ

เรื่องราวรัก ๆ ที่เต็มไปด้วยความอ่อนหวานจึงเริ่มต้นขึ้น
ท่ามกลางกระแสข่าวที่โหมกระพือ...

ใครบอกว่ารักกับดารามันง่าย ไม่ใช่เลยสักนิด!





เป็นเรื่องแรกของนักเขียนคนนี้ที่ได้อ่านค่ะ
ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนว่าเธอจะได้รับความนิยมพอสมควรทีเดียวในโลกนิยายออนไลน์

ก็...โอเคนะคะ จากพล็อตง่าย ๆ ธรรมดา ๆ แต่ด้วยสำนวนภาษาที่เรียบลื่น
และมีการดำเนินเรื่องที่แปลกไปจากนิยายรักทั่วไปอยู่หน่อยตรงที่เป็นเรื่องเล่าจากสองฝั่ง
คือให้นางเอกกับพระเอกผลัดกันเล่าเรื่องจากมุมมองของตัวเองผ่านสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง
(แต่นางเอกได้เล่าเยอะกว่าหน่อย)

ก็ทำให้กลายเป็นนิยายรักที่น่าสนใจได้อีกระดับหนึ่ง

ส่วนตัวอ่านสะดุด ๆ นิดหน่อยตรงบทสนทนา...
หรืออาจจะเป็นเพราะเขากำหนดให้พระเอกเป็นหนุ่มลูกครึ่ง
ภาษาที่พูดคุยกันมันถึงเจือกลิ่นนมกลิ่นเนยอยู่บ้างเล็กน้อย...
ทำให้ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่...
แต่ก็เล็กน้อยจริง ๆ อย่างที่บอก ในส่วนของการบอกเล่าบรรยายก็ลื่นไหลดีไม่มีสะดุดค่ะ

ชื่อว่านิยายรักก็ต้องมีซีนหวาน ๆ ใช่ไหมล่ะคะ...
เล่มนี้ก็ค่อนข้างแหวกขนบของนิยายค่ายอรุณพอสมควร
ตรงที่มีเลิฟซีนวาบหวิว หวามหวานจนคนอ่านเคลิบเคลิ้มอยู่หลายตอนเหมือนกัน

แต่ก็พอสมเหตุสมผลหรอกค่ะ ไม่ถึงกับพร่ำเพรื่อ หรือเร่าร้อนรุนแรงมากมายนัก
เรียกได้ว่าอ่านสบาย ๆ ก็แล้วกัน
น่าจะเหมาะสำหรับคนที่ชอบนิยายรักหวาน ๆ อยู่หรอก

หนังสือเล่มไม่หนาไม่บาง อ่านแป๊บเดียวจบค่ะ
หยิบมาชวนอ่าน เผื่อใครเจอะเจอตามชั้น(ไม่ว่าจะร้านเช่าหรือร้านขาย)ก็ลองสอยมาลองดูนะคะ

อยากสนับสนุนนักเขียนหน้าใหม่ ๆ บ้างน่ะค่ะ
เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาได้พัฒนาฝีมือกันต่อไป





*ขอบคุณภาพปกและเรื่องย่อจากเว็บ amarinpocketbook ค่ะ







 

Create Date : 11 กันยายน 2555    
Last Update : 11 กันยายน 2555 14:40:11 น.
Counter : 2406 Pageviews.  

~ บุญบรรพ์ บรรพ ๑-๒ : นิยายอิงประวัติศาสตร์ สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดย ศรีฟ้า ลดาวัลย์ ~





บุญบรรพ์ บรรพ ๑-๒
ผู้เขียน : ศรีฟ้า ลดาวัลย์
ผู้พิมพ์ : สนพ.เพื่อนดี
บรรพ ๑ พิมพ์ครั้งที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
บรรพ ๒ พิมพ์ครั้งที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๙



บรรพ ๑



จากปกหลัง(บางส่วนจากคำนำผู้เขียน):


จุดประสงค์ของการเขียนเรื่อง"บุญบรรพ์" ซึ่งน่าจะแสดงไว้ก่อนนั้นมีอยู่สองประการ
ประการหนึ่ง เพื้อเฉลิมพระเกียรติบุรพกษัตริย์ ตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นต้นมา
อีกประการหนึ่ง เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๓
ซึ่งเมื่อสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์แล้ว ท่านเป็นสามัญชนพระองค์แรกที่ทรงพระอิสสริยยศ"สมเด็จพระพันปีหลวง"
และเมื่อเสด็จสวรรตพระบรมศพได้ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ทว่ามิใช่เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระวาสนาบุญญาบารมีของพระองค์
หากแต่เฉลิมพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็น"แม่"ผู้ประเสริฐ
ทรงอบรมเลี้ยงดูพระบรมราชโอรส ให้ทรงคุณธรรมอันวิเศษ
จนกระทั่งเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
ผู้ทรงเห็นแก่บ้านเมืองยิ่งกว่าประโยชน์สุขส่วนพระองค์

และในฐานะที่ทรงเป็น 'เมีย' ผู้ประเสริฐ
ยึดมั่นในความสุขสบายพระราชหฤทัยของพระบรมราชสวามีเป็นที่ตั้ง





ผู้เขียนเริ่มจับความตั้งแต่ปลายรัชสมัยกรุงธนบุรีเป็นต้นมา
โดยอาศัยเรื่องราวในชีวิตของสมเด็จพระศรีสุลาลัยเป็นแกนหลักในการดำเนินเรื่อง
นับตั้งแต่ถือกำเนิดนั่นทีเดียว

โดยมี "ทองมา" ตัวละครที่โดดเด่นที่คาดว่าผู้เขียนได้สร้างขึ้นมา
เพื่อให้เป็นประหนึ่งผู้บอกเล่าเรื่องราวและความเป็นไปต่าง ๆ
ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ และเหตุการณ์ภายนอก

ทองมาเป็นกึ่ง ๆ ญาติ กึ่ง ๆ พี่เลี้ยงของเจ้าจอมมารดาเรียม(พระนามเดิมของสมเด็จพระศรีสุลาลัย)
ที่ดูแลกันมาตั้งแต่วัยเด็ก...
มีอุปนิสัยร่าเริงรักสนุก ช่างพูดช่างเจรจาและซื่อสัตย์ จงรักภักดีเป็นที่สุด

เรื่องราวต่าง ๆ ที่ดำเนินไปตามร่องรอยประวัติศาสตร์
ตามทีปรากฏในพงศาวดารบ้าง จากจดหมายเหตุบ้าง
รวมถึงเรื่องเล่าบอกต่อที่ผู้ขียนเรียกว่าเป็นพงศาวดารกระซิบกระซาบนั้น
เมื่อรับรู้ผ่านมุมมองของทองมาจึงกลายเป็นนิยายที่มีชีวิตชีวา
มีสีสัน อรรถรส ประกอบด้วยมุกด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

ทั้งด้วยสำนวนโวหารอันดาลใจของผู้เขียนก็สามารถสะกดคนอ่านให้เกิดอารมณ์ร่วม
ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์รัก ซาบซึ้ง ตลกขบขัน โศกเศร้า สะเทือนใจ...
จนอ่าน ๆ ไปเผลอน้ำตาซึมไม่รู้ตัว...

ในบรรพที่ ๑ นี้ ฉากที่สะเทือนใจที่สุดน่าจะเป็นตอนที่ร.๒ กำลังจะเสด็จสวรรคต
แล้วสมเด็จพระอัครมเหสี(พระราชชนนีในรัชกาลที่ ๔)จะเสด็จไปเฝ้า แต่ไม่ทันกาล...

หากได้พบกับพระราชชายานารี(เจ้าฟ้ากุณฑลฯ)...
ผู้ซึ่งจะว่าไปก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้พระองค์ขัดเคืองใจในพระราชสวามี
จนหันหลังให้พระองค์ท่านมาตลอดตราบสิ้นพระชนม์

"...ฉับพลันนั้น พระอัครมเหสีกลับทรุดองค์ลงโอบกอดพระราชชายาไว้ในอ้อมพระกร
น้ำพระเนตรซึ่งทรงกลั้นเก็บไว้ก็ไหลพรั่งพรู สองพระองค์ทรงกันแสงร่ำไห้อยู่ด้วยกัน ณ ที่นั้น..."



ในบรรพ ๑ นี้ หนังสือได้จบความลงที่การเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
ด้วยการเห็นพ้องต้องกันของขุนนางผู้ใหญ่ รวมทั้งพระอัครมเหสี พระมารดาในเจ้าฟ้ามงกฏฯ
ซึ่งตามหลักแล้วน่าจะเป็นองค์รัชทายาทตัวจริง ที่จะต้องสืบสันตติวงศ์ต่อจากพนะชนกนาถ
หากเป็นด้วยพระองค์ทรงอ่อนชันษากว่าพระเชษฐา และไม่ทรงถนัดในการปกครองแผ่นดิน
โดยเฉพาะในยุคที่ยังมีศึกเสือเหนือใต้รุมเร้ารอบด้าน
พระองค์ทรงสมัครพระทัยผนวชเป็นพระภิกษุ ศึกษาพระธรรมต่อไป
ภายใต้การสนับสนุนของพระเชษฐาธิราช

ในตอนนี้ ประทับใจในคำเตือนของเจ้าจอมมารดาที่มีต่อองค์พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่...

ขออนุญาตคัดบางบทบางตอนมาลงไว้ที่นี้สักเล็กน้อย

"บัดเดี๋ยวนี้ขุนหลวงก็เป็นถึงเจ้าแผ่นดิน เจ้าชีวิตของคนทั้งหลายทั้งปวงแล้ว
เป็นที่สุดที่แม่จักสอนจักเตือน ด้วยทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างแก่พระทัยเป็นอันดีแล้ว
ตะว่า...นั่นแล เถิงกระนั้นแม่ก็ยังมิอาจละห่วงใยเสียได้
ด้วยมนุษย์ปุถุชนคนเรานั้น มีอยู่มิน้อยที่ทอดทิ้งคุณงามความดีไปเสียด้วยสิ่งใดเล่า
คือด้วลืมตัวของตัว...
..............
ขอขุนหลวงจงอย่าได้เชื่อในบุญวาสนาของตัวเองจนลืมตัว
ด้วยบุญวาสนาตะปางใดก็ตามทีเถิด
หากแม้นมิประกอบคุณงามความดีในปรัตยุบันนี้ บุญวาสนาก็หาเป็นสิ่งยั่งยืนไม่...
..............

ขึ้นชื่อว่าขุนหลวงพระมหากษัตริย์เป็นเจ้า มิว่าดีมิว่าชั่ว
พระนามนั้นเขาต้องจดต้องจำกันไปในภายภาคหน้าหาลืมไม่
หากดีเขาก็จักยกขึ้นมาสรรเสริญ หากชั่วเขาก็จักขุดขึ้นมาด่าว่าประจาน
ร้อยปีพันปีมิมีลืมเลือน ขอให้ขุนหลวงของแม่จงเป็นประดุจเพชร
แม้นจักมีผู้กล่าวโทษใด ๆ ในภายภาคหน้าก็ยังคงเป็นเพชร มิมัวหมองไปได้ "







'บุญบรรพ์'บรรพ ๒


'บุญบรรพ์' บรรพที่สองนี้เป็นนวนิยายเฉลิมพระเกียรติบูรพกษัตริย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้ปกครองบ้านเมืองให้รอดพ้นจากอริราชศัตรูบ้านใกล้เรือนเคียง
และการล่าอาณานิคมจากประเทศตะวันตก
นอกจากนั้นยังทรงปูพื้นฐานการปกครองและการค้า นำประเทศสยามสู่ยุคทองทางด้านเศรษฐกิจ


จากปกหลัง:


....ที่จะให้บังคับให้ท่านผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดินบังคับไม่ได้
ขอเสียเถิด ให้พระญาติประยูรวงศ์กับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยประนีประนอมกัน
สมมติจะให้พระองค์ใดหรือผู้ใดขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดิน ก็สุดแต่จะเห็นพร้อมกันเถิด
ให้เห็นแก่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
กับสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวด้วย อย่าให้ฆ่าฟันกันเสียนักเลย
จงช่วยกันรักษาแผ่นดินไปด้วยกันเถิด...





บอกเล่าหลังอ่าน...

ในบรรพนี้ "ทองมา" ซึ่งตอนนี้ได้เป็นเจ้าคุณทองมาแล้ว ยังคงเป็นตัวชูโรงอยู่เช่นเดิม
แต่ความที่อายุมากขึ้น อาจจะประพฤติตัวเป็นเด็ก ๆ เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว
ผู้เขียนจึงเพิ่มตัวละครขึ้นมาอีกหนึ่งตัว
คอยทำหน้าที่เก็บคำกระซิบกระซาบ
จากทั้งนอกวังในวังมาเล่าต่อเจ้าคุณทองมาอีกที
นั่นก็คือ "หง" ซึ่งหากนับเนื่องไปก็เป็นญาติห่าง ๆ ของเจ้าคุณทองมานั่นเอง

ซึ่งบรรพนี้ได้เน้นให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓
ซึ่งทรงมีอยู่แทบจะทุกด้านทีเดียว...

ทั้งน้ำพระทัยที่เปี่ยมพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล...
ท่านรัก เทิดทูนและเชื่อฟังพระชนนีเป็นอย่างยิ่ง

และในฐานะ"พี่ชายคนโต"ท่านก็รักและเมตตาน้อง ๆ ของท่านทุกคน
แม้บางคนจะต่อต้าน หรือปฏิบัติตนแหวกแนวออกไป ท่านก็ทรงอภัยให้มิถือสาหาความ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการสถาปนาพระอัครมเหสีกับการแต่งตั้งวังหน้า
(ซึ่งน่าจะเทียบเท่ากับการแต่งตังรัชทายาท) ท่านก็ไม่ทรงแต่งตั้งผู้ใด...
ด้วยมีพระดำริที่ไม่อยากให้มีการแย่งชิงบัลลังก์ แล้วต้องมีการฆ่าฟันกันเช่นในสมัยกรุงเก่า...

จะขอยกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมาให้เห็นกันสักเล็กน้อย

ในปลายรัชสมัยของพระองค์ ได้มีการติดต่อสื่อสารกับฝรั่งที่เข้ามาในสยาม...ท่านได้มีพระดำรัสต่อผู้ใกล้ชิดไว้ว่า...

"การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว
จะมีอยู่แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้
การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจักร่ำเรียนเอาไว้ ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว”








ตอนที่ประทับใจที่สุดของจขบ.ในบรรพนี้ก็เห็นจะเป็นเรื่องราวของคุณพุ่ม บุษบาท่าเรือจ้าง
คุณพุ่มเป็นธิดาของพระยาราชมนตรี(ภู่) เคยทำหน้าที่เป็นพนักงานเชิญพระแสงให้บิดา
เธอเป็นคนหัวสมัย ชมชอบและเชี่ยวชาญในเรื่องของบทกวี

วันหนึ่งเธอก็กราบถวายบังคมลาออกจากวังหลวงกลับไปอยู่บ้านเดิมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือจ้างนัก...

วันดีคืนดีก็มีคนมาเล่าให้เจ้าคุณทองมาฟังว่า
บัดนี้คุณพุ่มได้ตามเสด็จไปอยู่กับสมเด็จพระน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์(เจ้าฟ้าน้อย)แล้ว...
คนเล่าตบท้ายว่า....

"วงสักวาเลยเลิกเล่นเลิกร้อง ด้วยนางบุษบาเธอข้ามไปอยู่ถ้ำทองกะองค์อิเหนาระเด่นมนตรีเสียแล้ว"

ว่ากันว่าทูลกระหม่อมฟ้าน้อยนั้นทรงรูปงามยิ่งนัก
อีกทั้งถ้อยวาจาและบทสักวาก็ไพเราะอ่อนหวานจนจับหัวใจคุณพุ่ม

ดังสักวาบทนี้...

'สักรวาเวลาก็ดึกดื่น
น้ำค้างชื้นเมฆหมอกออกหนาวหนาว
เสียงไก่แจ้แซ่ขันกระชั้นเช้า
จนฟ้าขาวเดือนดับลับโพยม
จะขอลาครรไลไปสถาน
ไม่เนิ่นนานก็จะกลับมาชมโฉม
เสียดายนักความรักจะทรุดโทรม
จะทุกข์โทมนัสหาสุดาเอย'


กระนี้แล้วจะไม่ให้คุณพุ่มหลงเสน่ห์พระองค์ท่านได้อย่างไร...
ทว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในวังกับท่านเข้าจริง ๆ กลับเสมือนห่างไกล คุณพุ่มรู้สึกเงียบเหงา
หนำซ้ำยังบาดตาบาดใจเมื่อเห็นบรรดาหม่อมน้อยใหญ่หลายคนในวัง
จนเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไประยะหนึ่ง เธอจึงกลับเข้าวัง และเข้าถวายตัวตามธรรมเนียมราชประเพณี...

...ชะรอยจักทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทอยู่แล้ว จึงเมื่อคุณพุ่มเปิดกรวยดอกไม้ และหมอบกราบถวายบังคมก้มหน้าอยู่นั้น
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ ทรงมีพระราชดำรัสเป็นกลอนสักวาขึ้นลอย ๆ ด้วยพระสุรเสียงมิดังมิเบานัก ทว่าได้ยินได้ฟังกันโดยชัดเจน

"เจ้าช่อมะกอก เจ้าดอกมะไฟ
เจ้าเห็นเขางาม เจ้าตามเขาไป
เขาทำเจ้ายับ เจ้ากลับมาไย
เขาสิ้นอาลัย เจ้าแล้วฤาเอย"


ตนอ่านอ่านแล้วเจ็บแปลบในอารมณ์...
แต่คุณพุ่มเธอกลับมิได้มีความน้อยเนื้อต่ำใจแต่อย่างใด
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณทีทรงมีต่อเธอและบิดาเสมอมา





นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ประทับใจในนิยายอิงประวัติศาสตร์ชุดนี้
ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คงจะเล่าให้หมดไม่ไหวเป็นแน่...

ในท้ายเล่มทั้งบรรพที่ ๑ และ ๒ ผู้เขียนยังได้เรียบเรียงคู่มือการอ่านบุญบรรพ์
อันประกอบไปด้วยพระราชประวัติ พระประวัติ และประวัติของบุรพกษัตริย์
เจ้าจอมมารดาทั้งหลาย พระโอรสธิดาบางพระองค์ เชื้อพระวงศ์
ตลอดถึงขุนนางผู้ใหญ่ที่มีความใกล้ชิดในราชวงศ์บางท่าน

รวมทั้งเกร็ดน่ารู้ทางวัฒนธรรมและโบราณราชประเพณีบางอย่างที่ปรากฏในนวนิยายเรื่องนี้

เพื่อผู้อ่านจะได้ศึกษารายละเอียดของบุคคลและเหตุการณ์บางช่วง
ประดุจดัง'เบื้องหลัง'อันมีชีวิตชีวาและมีคุณค่าในความรู้...
ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์แล้ว
เราจะได้ทราบว่าเหตุใดประเทศไทยจึงได้มีบุญมาแต่ปางบรรพ์

ขอปิดท้ายบล็อกนี้ด้วยโคลงบทนี้ค่ะ

บุญ บรรพ์กรุงจักรแก้ว ก่อมา
บรรพ์ บุญบุรพกษัตรา ท่านเกื้อ
ลุล่วง ถึงสมัยประชา เป็นใหญ่
ร่มเย็น เพราะพระเอื้อ โอบอุ้มแผ่นดิน







**สุดท้ายจริง ๆ
ขอหมายเหตุถึงสำนักพิมพ์นิดหนึ่ง เนื่องจากอ่านแล้วเจอคำผิดนิดหน่อย เล่มละสองสามจุด...

ในบรรพ ๑ หน้า ๓๐๓ ตรงหมายเหตุ บรรทัดรองสุดท้าย
"วันที ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๕๐" น่าจะเป็น "วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐" มากกว่า

หน้า ๓๘๙ คำว่า อุตส่าห์ พิมพ์เป็น อุตส่า

บรรพ ๒ หน้า ๓๑ บรรทัดที่ ๓ คำว่า นุ่งห่ม พิมพ์เป็น นุ่มห่ม
หน้า ๕๘ บรรทัดที่ ๖ จากล่าง คำว่า พระบรมมหาราชวัง ตกม.ม้าไปหนึ่งตัว
หน้า ๓๑๗ คำว่าโจทก์ พิมพ์เป็น โจทย์
หน้า ๓๒๒ คำว่า ตัดไปเสียแต่หัวลม น่าจะเป็นตัดไฟเสียแต่หัวลม(หรือเปล่า?)

อ่านแล้วสะดุด เสียดายนิด ๆ เลยหมายเหตุไว้
เผื่อทางสำนักพิมพ์จะได้แก้ไขในการจัดพิมพ์คั้งต่อ ๆ ไปค่ะ








 

Create Date : 10 กันยายน 2555    
Last Update : 10 กันยายน 2555 15:17:34 น.
Counter : 6386 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  

BlogGang Popular Award#13


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 168 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


~ เดเปอโร รักยิ่งใหญ่จากใจดวงเล็ก/เคท ดิคามิลโล/เขียน งามพรรณ เวชชาชีวะ/แปล ~

~สูญมนุษย์วันสิ้นโลก/Z for Zachariah/Robert C. O'Brien/เขียน วิลาส วศินสังวร/แปล ~

~ บ้านใหม่บนดิน The People of Sparks/ฌานน์ ดูโปร เขียน/แสงตะวัน แปล~

~ บ้านริมทะลสาบ/เข็มพลอย~

~ อาคม/ชลนิล~

~กลรักเกมเลือด/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ห้วงลวงรัก/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ ไพรีนฤมิต/ญนันธร~

~ รื่นรักรมย์ลวง@หัวหิน/กิ่งฉัตร~

~ เมียเจ้า/Amy Tan (นรา สุภัคโรจน์/แปล)~

~ความฝันครั้งที่สอง/ว.วินิจฉัยกุล~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.