“ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง
สองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย
ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ
และเจริญมั่นคง มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”
*พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๓๒
~ ลิขิตชีวิต : หรือต้องฆ่า...หากการุณย์...? โดย "พงศกร" ~





ลิขิตชีวิต
ผู้เขียน : พงศกร
ผู้พิมพ์ : บ.กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง
๖๓๑ หน้า ราคา ๔๘๐ บาท


บางส่วนจากบทเปิดเรื่อง...


.................

“อันความกรุณาปราณี...จะมีใครบังคับก็หาไม่”

ขณะที่แขนสองข้างที่กดหมอนลงบนใบหน้าและลำคอของพ่อเกร็งแน่น
แม่ก็สะอื้นไห้และร้องเพลงประจำวิชาชีพของแม่ไปพร้อมกัน

“หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ...จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน...”

มือ ที่พิกลพิการของสัตว์ประหลาดบนเตียงคนไข้ ยังคงเอื้อมสะเปะสะปะ
เหมือนจะไขว่คว้าอะไรบางอย่าง เสียงลมหายใจครืดคราดสะดุดเป็นห้วง
ก่อนจะหยุดนิ่งในท้ายที่สุด
เด็กชายยกมือขึ้นอุดปากของตัวเองจนแน่น พยายามบังคับไม่ให้ร้องไห้โฮออกมา
เพราะไม่อยากให้แม่รู้ว่าเขาแอบอยู่ตรงนั้น

เสียงลมหายใจดังน่าหวาดกลัวนั้นหยุดลงแล้ว...

ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงัด เหลือแต่เพียงเสียงร่ำไห้
ด้วยหัวใจที่แตกสลายของผู้เป็นมารดาของเด็กชาย

เสียงสะอื้นนั้นสะท้อนก้องกลับไปกลับมา ราวไม่มีวันจะสิ้นสุด...






เรื่องย่อ(ย่อเอง) :

หมอพัด - พัทธยา ศัลยแพทย์มือดีแห่งรพ.อรรถเวช
ได้พบกับพลอยโกเมนที่อิตาลี
เพราะนาตาลี เพื่อนหมอคนหนึ่งของเขาไหว้วานให้เขาทำหน้าที่ดูแลเธอ
ระหว่างที่เธอเดินทางจากอเมริกา ที่ที่เธอเพิ่งเรียนจบทางด้านศิลปะ
มาแวะที่นั่นเพื่อท่องเที่ยว ก่อนกลับไทย

จากเบื้องแรกทั้งคู่ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกชะตากันเท่าไหร่
แต่หลังจากที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้งคู่ก็สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

เมื่อกลับถึงเมืองไทย พลอยโกเมนก็ต้องเจอกับข่าวร้าย
เมื่อบิดาของเธอที่กำลังป่วยเป็นโรคไต ได้เกิดอุบัติเหตุจนเกิดอาการสมองตาย
เขาเข้ารักษาตัวอยู่ที่รพ.อรรถเวชและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ท่ามกลางความเศร้าโศกและความรู้สึกผิดของพลอยโกเมน
เพราะเธอไม่มีโอกาสดูแลพ่อในวาระสุดท้ายของท่าน

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทางรพ.อรรถเวชก็เกิดคดีความ...

เมื่อจู่ ๆ คนไข้รายหนึ่งที่เป็นคนมีชื่อเสียงเข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่งโดยหมอพัทธยา
เกิดอาการแพ้ยาจนช็อคและเสียชีวิต
พัทธยาถูกสอบและถูกพักงาน

พัทธยาต้องสืบหาให้ได้ว่า ใครกันที่เป็นผู้เปลี่ยนใบสั่งยาที่คนไข้แพ้
แต่ยิ่งสืบค้น เขาก็ยิ่งตระหนก เมื่อพบว่าคนไข้หลายรายที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้
ไม่ได้เสียชีวิตด้วยสาเหตุแห่งโรคตามธรรมชาติ
แต่พวกเขาได้รับการทำการุณยฆาต - - ฆ่าด้วยความปรานี
เพื่อให้คนไข้พ้นไปจากความทุกข์ทรมาน!

เมื่อความตายและฆาตกรวนเวียนอยู่ไม่ไกล
จึงเป็นหน้าที่ของชายหนุ่ม ที่จะต้องหยุดยั้งมันเอาไว้ให้ได้
ก่อนที่ความตายนั้นจะมาถึงพลอยโกเมน...หญิงสาวที่เขารักจนสุดหัวใจ







หลังอ่าน...
เป็นนิยายแนวหนักหน่วง กึ่ง ๆ ธีมนิยายปนสืบสวนสอบสวน
ว่าด้วยประเด็นการุณยฆาต - - การฆ่าด้วยปรานี
โดยมีเรื่องราวความรักซาบซึ้งเป็นตัวช่วยทำให้นิยายมีโทนนุ่มนวลลง...

หลังจากที่ได้อ่าน(ผ่าน ๆ )นิยายชุดผีผ้าของคุณหมอนักเขียนท่านนี้ไปสองเล่ม
บอกตัวเองว่า...งานของคุณหมอคงไม่ต้องจริตเราสักเท่าไหร่
มันมีจุดเล็กจุดน้อยที่คอยดึงรั้ง ทำให้อ่านสะดุด ๆ อยู่เรื่อย ๆ
ไม่ว่าจะเป็นด้วยพล็อต ด้วยเนื้อหาเรื่องราว หรือบุคลิกตัวละคร...
ที่ดูเหมือนว่าจะมีแพทเทิร์นเดียวกันหมด เปลี่ยนแต่ชื่อตัวละครกับรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น
ตลอดถึงสำนวนภาษาที่ยังขาดความนุ่มนวล ขาดความเป็นธรรมชาติอยู่มาก
โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นบทสนทนา...
รู้สึกว่าอ่านเล่มเดียวก็เหมือนกับได้อ่านสี่ถึงห้าเรื่องไปพร้อม ๆ กัน
ก็เลยพานให้ข้ามผ่านงานของนักเขียนนามนี้ไปหลายเล่มเลย

จนมาถึงเล่มนี้ มันวางสงบอยู่บนชั้นมาพักใหญ่ ๆ แล้ว ...
(ด้วยชื่ออันจืดสนิทกับขนาดรูปเล่มอันหนาเตอะ ทำให้มันยังคงสถิตอยู่ตรงนั้นมาเนิ่นนาน)

เผอิ๊ญ...วันก่อนมีน้องคนหนึ่งทักถามมาถึงนิยายที่มีตัวเอกเป็นหมอ
แว่บแรกเลยนึกถึงบรรดาคุณหมอจอมเฮี้ยวของนักเขียนค่ายแจ่มใสท่านหนึ่ง
แต่น้องเขาบอกไม่เอาแบบนั้น ต้องการหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวในแวดวงการแพทย์โดยตรง
ก็เลยลองอัญเชิญหนังสือเล่มนี้ลงจากชั้น
ในเมื่ออ่านคร่าว ๆ จากคำโปรยปกหลังกับภาพหน้าปกคิดว่าน่าจะเข้าข่าย
ซ้ำคนเขียนเองก็เป็นคุณหมอด้วย...

แต่ก่อนจะส่งต่อให้คนอื่น เราก็ต้องลองอ่านผ่าน ๆ ดูก่อน...
แล้วก็เป็นไปดังคาด





เปิดมาบทแรกก็สะดุดกึกเลยค่ะ...
ที่สะดุดไม่ใช่ความซ้ำความเหมือนอย่างที่เกริ่นถึงนิยายเล่มอื่น ๆ ของนามปากกานี้
หากแต่สะดุดกับความแปลก ความแหวกแนวที่น่าสนใจต่างหาก
คุณนักเขียนเปิดเรื่องมาบทแรกได้น่าสนใจและชวนติดตามมาก ๆ

เด็กผู้ชายคนหนึ่ง เคยมีชีวิตที่สดใสเป็นสุข
แต่จู่ ๆ โลกของเขาก็ต้องหม่นมัวลงชั่วกาล เมื่อเขาต้องมองเห็นผู้เป็นแม่
ปลิดชีวิตพ่อของเขาต่อหน้าต่อตา...
ซึ่งนั่นก็กลายเป็นปมติดตัวเด็กชายมากระทั่งเติบโต
และเลือกเดินเส้นทางชีวิตเป็นนายแพทย์
เพื่อจะได้ดำเนินรอยตามกรรมกิริยาของผู้เป็นมารดา...
จึงฆ่า...ด้วยการุณย์

..........

ดังนั้น หลังจากอ่านบทแรกผ่านไป นิยายก็ดำเนินเรียบเรื่อยตามขนบ
พระเอกนางเอกพบกัน รู้จักและรักใคร่กันในระยะเวลาอันสั้น
ทำให้อ่านได้เรื่อย ๆ
ความที่นางเอกเป็นศิลปิน เรื่องราวก็จะมีแง่มุมทางศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องประปราย
และด้วยธีมหลักของนิยายเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วยและความตาย
ผู้เขียนก็ได้สอดแทรกธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้อย่างสอดคล้องกับบริบท
ด้วยสำนวนภาษาที่นุ่มนวล เรียบรื่นไม่ซับซ้อน อ่านแล้วเข้าใจง่าย
เหมือนกับผู้เขียนกำลังพยายามกล่อมเกลาให้ผู้อ่านได้รับรสแห่งธรรมนั้นไปพร้อม ๆ กับตัวละครในเรื่อง

ส่วนนี้ต้องขอชมเลยค่ะ

ในส่วนของการสืบสวน-สอบสวนหาตัวฆาตกรในเสื้อกาวน์
ที่กระทำการ"ลิขิต"ชีวิตคนไข้ โดยอาศัยคำว่า"การุณยฆาต"เป็นข้ออ้าง ผู้เขียนก็ทำได้ดีทีเดียวค่ะ
มีการหลอกคนอ่านอย่างเนียน ๆ ชวนให้ลุ้นให้ติดตามอย่างสนใจใคร่รู้ว่าจะใช่คนที่เราสงสัยหรือเปล่านะ...

ไม่อยากสปอยล์เนื้อหานะคะ แต่แง้ม ๆ ได้นิดหน่อยว่านิยายจบเศร้าค่ะ
แต่เป็นความเศร้าที่งดงามและสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว

ท้ายเล่ม...ผู้เขียนยังมีบทความสั้น ๆ ว่าด้วยประเด็นการุณยฆาต - Euthanasia
ทั้งในแง่มุมทางการแพทย์ และในมุมมองทางศาสนาที่น่าสนใจ
ให้ข้อคิดและทัศนคติต่อชีวิตและความตาย...

"ผู้คนมากมายที่ร้องขอความตายนั้น
เป็นเพราะกลัวว่าความตายเป็นเรื่องที่มิอาจจะทนทานได้
กลัวว่าตนเองจะขยับเขยื้อนไม่ได้ คลุ้มคลั่ง
หรือเจ็บปวดอย่างสุดแสนทนมานและไร้จุดสิ้นสุด
แต่หากเรายึดมั่นในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา
ใช้วิจารณญาณพิจารณาความตายด้วยสติ
หันมาทำความเข้าใจกับความตายและความกลัวภายในจิตใจ ...
บางทีเราก็จะได้พบกับความสงบงามแห่งความตาย..."


อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง พร้อมกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไปต่องานเขียนของนักเขียนนามปากกานี้

ขอสารภาพบาปกับผู้เขียนไว้ตรงนี้ว่า...
อคติใด ๆ ที่เคยมีก่อนหน้านี้
บัดนี้มันได้ถูกหักกลบลบหายไปแล้วด้วยความงดงามของนิยายเล่มนี้ค่ะ

ขอบคุณที่เปิดโลก(และเปิดใจ)ของคนอ่านคนนี้ให้กว้างขึ้น...

ป.ล. นิยายเรื่องนี้เป็นหนังสือเล่มแรกของสนพ.นี้ที่ได้อ่าน พบว่าเจอคำผิดเยอะพอสมควรเลยค่ะ หนังสือความหนากว่า ๖๐๐ หน้า แต่เจอคำผิดถึงสิบกว่าจุด ส่วนตัวคิดว่าเยอะไปหน่อยค่ะ












Create Date : 01 กรกฎาคม 2558
Last Update : 1 กรกฎาคม 2558 16:04:32 น. 9 comments
Counter : 1188 Pageviews.

 
เป็นเรื่องที่ชอบมากเรื่องหนึ่งของคุณหมอเลยครับ แม้หลายคนจะบอกว่าค่อนข้างเครียด อีกเรื่องที่ชอบมากๆ เป็นเรื่องที่เล่นกับประเด็นจิตวิทยาก็คือ มายาเงา ครับ


โดย: สามปอยหลวง IP: 122.154.3.131 วันที่: 1 กรกฎาคม 2558 เวลา:19:01:58 น.  

 
บังเอิญหลังจากอัพบล็อกนี้ไปแล้ว ได้รับข้อความจากฟอเวิร์ดไลน์ที่เพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้พอี ขออนุญาตก๊อปมาแปะไว้ตรงนี้ เผื่อมีคนสนใจนะคะ

พินัยกรรมชีวิต-สิทธิการตายโดยชอบด้วยกฏหมาย’
โอภาส บุญล้อมรายงาน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2558 ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาคดีสำคัญที่ประชาชนคนไทยควรรู้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องสิทธิในชีวิตและร่างกายของทุกคน

คดีดังกล่าว เป็นคดีที่กลุ่มแพทย์กลุ่มหนึ่ง นำโดย นพ. ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และ นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น เป็นจำเลย ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ศาลพิพากษาให้ยกเลิกกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 12 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่ว่าด้วยการให้สิทธิการตายกับผู้ป่วย หรือการขอละเว้นการรักษาในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต

ทั้งนี้ สาเหตุที่แพทย์กลุ่มดังกล่าวยื่นฟ้อง เพราะเห็นว่า กฎกระทรวงที่ให้สิทธิกับผู้ป่วยในการปฏิเสธการรักษาของแพทย์ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตนั้น เป็นการขัดต่อจรรยาบรรณของแพทย์ ที่ห้ามแพทย์หยุดการรักษาผู้ป่วย

สำหรับ มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 บัญญัติว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

วรรคสอง บัญญัติว่า การดำเนินการตามหนังสือเพื่อแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

วรรคสาม บัญญัติว่า เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง

แต่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา "ยกฟ้อง" โดยประเด็นสำคัญในคำพิพากษา คือ ศาลเห็นว่า 1.กระบวนการร่างกฎหมายเป็นไปตามขั้นตอนครบถ้วน 2.มีการรับฟังความคิดเห็นจากสภาวิชาชีพและองค์กรต่างๆ 3.สอดคล้องตามมาตรา 38 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพและประกาศสิทธิผู้ป่วยของแพทยสภา รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศของแพทยสมาคมโลก 4.การทำหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาพยาบาลนั้น เป็นการแสดงสิทธิในชีวิตและร่างกาย โดยเป็นการยื่นความประสงค์ไว้ล่วงหน้าเพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบความประสงค์ของตนว่าจะใช้สิทธิเช่นใด จึงไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

นั่นเท่ากับว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ได้รับรองว่า กฎกระทรวงว่าด้วยการให้สิทธิการตายกับผู้ป่วยที่จะปฏิเสธการรักษาจากแพทย์ในช่วงระยะสุดท้าย ชอบแล้ว


โดย: แม่ไก่ วันที่: 2 กรกฎาคม 2558 เวลา:13:15:06 น.  

 
สิทธินี้มีมาตั้งแต่ ปี 2550 แล้ว แต่ผ่านมา 8 ปี ปรากฏว่าคนไทยใช้สิทธินี้ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากไม่รู้ถึงสิทธิดังกล่าว

แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องด้วยว่า 1.การที่บุคคลแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับการรักษาซึ่งมีผลทำให้แพทย์ต้องเคารพการตัดสินใจดังกล่าวนั้น ไม่ใช่สิทธิเลือกที่จะไม่มีชีวิตอยู่ แต่เป็นสิทธิในการเลือกที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลเพื่อที่จะได้ตายตามธรรมชาติ 2.แพทย์ไม่มีหน้าที่ทำให้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับการรักษา ถึงแก่ความตาย เพราะหากทำจะมีความผิดตามกฎหมายฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา จะเห็นได้ว่ากรณีสิทธิการตายของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่การการุณยฆาต หรือปรานีฆาต ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า “euthanasia” หรือ “mercy killing” ที่สามารถทำให้บุคคลตายโดยเจตนาด้วยวิธีการที่ทำให้ตายอย่างสะดวก เช่น การใช้ยาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างเพื่อยุติชีวิตผู้ป่วยเพื่อระงับความเจ็บปวดอย่างสาหัสของบุคคลนั้นหรือในกรณีที่บุคคลนั้นป่วยเป็นโรคอันไร้หนทางเยียวยา

3.ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา ยังคงได้รับการดูแลจากแพทย์แบบประคับประคองจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต จึงไม่ใช่การปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยงดเว้นไม่ให้การรักษา 4.หากผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาระบุในหนังสือแสดงเจตนาให้งดเว้นการรักษาหรือใช้ยาและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างเพื่อยุติชีวิตที่ไม่ใช่วาระสุดท้าย ซึ่งเป็นการเร่งการตาย แพทย์ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ หากปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว แพทย์จะใช้มาตรา 12 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มายกเว้นความผิดของตนเองไม่ได้

และในเรื่องทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษา มีตัวอย่างให้เห็นซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงด้วย คือ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551

มีใจความว่า “ในขณะที่ี่เขียนหนังสือแสดงเจตนารมณ์นี้ ผมมีสติสัมปชัญญะเป็นปกติดีทุกประการ โดยมีญาติของผมเป็นพยาน ผมขอใช้สิทธิตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 โดยขอยืนยันสิทธิของผมดังนี้ ในกรณีที่ผมป่วยด้วยสาเหตุใดก็ตาม จนตกอยู่ในสภาวะที่ไม่อาจรักษาให้หายกลับมามีชีวิตได้อีก และผมไม่มีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาเกี่ยวกับแผนการรักษาของผมได้แล้ว หากหัวใจผมหยุดเต้น ผมขอไม่รับการกระตุ้นหัวใจด้วยวิธีการต่างๆ หากการหายใจผมล้มเหลวลง ผมขอไม่รับการเจาะคอหรือใช้เครื่องช่วยหายใจ ผมขอรับการรักษาเพียงเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน ไม่ขอรับการรักษาหรือรับการกระทำใดที่จะยืดการตายของผมออกไปโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้เพื่อให้ผมเสียชีวิตไปโดยธรรมชาติ”


โดย: แม่ไก่ วันที่: 2 กรกฎาคม 2558 เวลา:13:16:36 น.  

 
ก่อนหน้านี้ เคยมีการจัดสัมมนากันในเรื่อง “การให้สิทธิการตายกับผู้ป่วย" ตามมาตรา 12 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ซึ่งมีบุคลากรทางการแพทย์ไปร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยเพราะกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการออกแบบการตายให้เร็วขึ้นตามเอกสารเพียงหนึ่งใบ และผลักภาระความรับผิดชอบมาให้แพทย์ โดยเฉพาะหากเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เมื่อผู้ป่วยยังไม่ถึงวาระสุดท้ายที่จะตาย

“กฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดปัญหาผู้ป่วยตายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะอาจไม่ทราบว่าตนจะรักษาหายหรือไม่ หรือญาติอยากให้ตายเพราะอยากสิ้นสุดภาระการดูแล ย้ำว่า ไม่ได้กลัวการฟ้องร้อง แต่กลัวบาปติดตัว และมองว่าไม่จำเป็นต้องทำตามคนไข้ทุกอย่าง ถ้าขัดกับมโนสำนึกของแพทย์”

ด้าน ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ๊งประพันธ์ ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ บอกว่า หลักการของ “หนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Living will)”เป็น “การแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า” ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ปฏิบัติได้ถูกต้องมีหลักการ และยังเห็นว่า วิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ที่มีเครื่องมือช่วยยืดชีวิตผู้ป่วย บางครั้งทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “ฟื้นก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ลง” กล่าวคือ ผู้ป่วยจะต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจเพื่อจะได้รับออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ผู้ป่วยอาจจะไม่มีความรู้สึกตัว หรือมีเพียงเล็กน้อยจนไม่มีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้ การช่วยชีวิตแบบดังกล่าวทำให้ความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยลดลง ผู้ป่วยจึงควรมีสิทธิที่จะตายโดยปฏิเสธการรักษาดังกล่าวได้ เพื่อให้กระบวนการตายมีสภาพเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

"สิทธิที่จะตายจึงเป็นสิทธิตามธรรมชาติ มนุษย์สามารถกำหนดว่าตนเองจะใช้สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ (the right to life) หรือสิทธิที่จะตาย (the right to die) ได้ตามความประสงค์ของแต่ละคน เป็นการยอมรับสิทธิในการเป็นเจ้าของร่างกายตนเองของมนุษย์ รวมทั้งความมีอิสระในการตัดสินโชคชะตาของตนเอง (the right to self-determination) สิทธิที่จะตายจึงแฝงเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นอิสระเสรีของมนุษย์นั่นเอง"


โดย: แม่ไก่ วันที่: 2 กรกฎาคม 2558 เวลา:13:18:05 น.  

 
ส่วน นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การอยู่โรงพยาบาลนานๆ โดยใส่เครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ไม่ใช่สิ่งดี เพราะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่เราเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าสามารถยืดอายุได้ ซึ่งทำให้เกิดความทรมานต่อผู้ป่วย ให้เอาประโยชน์คนไข้เป็นที่ตั้ง

ผศ.ดร.ทัศนีย์ ทองประทีป วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะเสียชีวิตที่โรงพยาบาล การตายเป็นเรื่องสำคัญ การวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งแพทย์พยาบาลเป็นคนกลางในการทำหน้าที่รักษา การมีกฎกระทรวงทำให้เราสบายใจขึ้น แต่แพทย์และผู้ใช้บริการต้องพูดคุยกันมากขึ้นในเรื่องเจตนา เพราะผู้ป่วยภาวะอารมณ์ไม่มั่นคงในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของญาติด้วย”

“สิทธิการตาย” ถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ในต่างประเทศมีมานานแล้ว สำหรับเมืองไทยที่ถกเถียงเรื่องนี้มีความชัดเจนมากขึ้นหลังมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดออกมา



โดย: แม่ไก่ วันที่: 2 กรกฎาคม 2558 เวลา:13:19:11 น.  

 
น่าสนใจจังค่ะ แต่ท่าทางจะเครียดน่าดู จบเศร้าอีกต่างหาก

ขอบคุณสำหรับรีวิวค่ะ
(เดี๋ยวพรุ่งนี้มาโหวตให้นะคะ)


โดย: piramon IP: 1.46.171.43 วันที่: 2 กรกฎาคม 2558 เวลา:18:57:46 น.  

 
เป็นเรื่่องที่น่าสนใจมากค่ะ


โดย: ชลบุรีมามี่คลับ วันที่: 3 กรกฎาคม 2558 เวลา:9:37:31 น.  

 
เรื่องนี้พู่อ่านแล้วชอบมากเลยค่ะพี่แม่ไก่
อึน หน่วง แต่ว่าเข้าใจเลยนะคะว่า การทำแบบนี้
มันมองได้สองอย่างจริงๆ ค่ะ ...


โดย: JewNid วันที่: 3 กรกฎาคม 2558 เวลา:17:20:57 น.  

 
น่าอ่านมากๆ ค่ะ ขอบคุณที่มาบอกเล่ากันนะคะ

ไม่งั้น เราคงปล่อยผ่านไปเหมือนกัน


โดย: คอเล่า IP: 223.206.38.9 วันที่: 4 กรกฎาคม 2558 เวลา:21:31:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 168 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


~ เดเปอโร รักยิ่งใหญ่จากใจดวงเล็ก/เคท ดิคามิลโล/เขียน งามพรรณ เวชชาชีวะ/แปล ~

~สูญมนุษย์วันสิ้นโลก/Z for Zachariah/Robert C. O'Brien/เขียน วิลาส วศินสังวร/แปล ~

~ บ้านใหม่บนดิน The People of Sparks/ฌานน์ ดูโปร เขียน/แสงตะวัน แปล~

~ บ้านริมทะลสาบ/เข็มพลอย~

~ อาคม/ชลนิล~

~กลรักเกมเลือด/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ห้วงลวงรัก/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ ไพรีนฤมิต/ญนันธร~

~ รื่นรักรมย์ลวง@หัวหิน/กิ่งฉัตร~

~ เมียเจ้า/Amy Tan (นรา สุภัคโรจน์/แปล)~

~ความฝันครั้งที่สอง/ว.วินิจฉัยกุล~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.