'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า(The Ballad of The Sad Café) By Carson McCullers ~




บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า
(The Ballad of The Sad Café)
ผู้เขียน : Carson McCullers
แปลโดย จุฑามาศ แอนเนียน 
พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ไลบรารี่ เฮ้าส์, ตุลาคม 2560
93 หน้า ราคา 170 บาท

ปกหลัง(บางส่วนจากเนื้อใน)

“ความรักเป็นประสบการณ์ร่วมระหว่างคนสองคน 
แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นประสบการณ์ร่วม มิได้หมายความว่า
สองคนที่เกี่ยวข้องในความรักนั้นจะมีประสบการณ์เดียวกัน
มีคนที่เป็นผู้รักและผู้ถูกรัก…
บ่อยครั้งที่ผู้ถูกรักเป็นเพียงสิ่งกระตุ้นความรักทั้งมวลที่ถูกกักเก็บไว้ 
ซึ่งฝังตัวเงียบเชียบภายในผู้รักมาเนิ่นนาน 
และผู้รักทุกคนรู้เรื่องนี้ดี เขารู้ลึกลงไปในดวงจิตว่า
ความรักของเขาเป็นสิ่งโดดเดี่ยว เขารู้จักความเปลี่ยวเหงาประหลาด
อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน 
และการได้รู้นี่เองที่ทำให้เป็นทุกข์”

...........

The Ballad of the Sad Café หรือ บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า 
คือท่วงทำนองของหลายชีวิตที่เชื่อมโยงกันด้วยความโหยหา 
ความเปลี่ยวเหงา และความรักที่ต้องการแบ่งปันและเข้าใจ 
ผลงานของคาร์สัน แม็คคัลเลอร์ส นักเขียนหญิงชาวอเมริกัน 
ผู้ถักทอร้อยเรียงองค์ประกอบแห่งบทเพลงแสนเหงาเศร้า
ให้เป็นนวนิยายขนาดสั้น
 จนทำให้หัวใจนักอ่านไหวสั่นได้อย่างประหลาดลึกผิดธรรมดา





โอยยยย...จะบอกเล่ายังไงถึงจะตรงกับใจที่รู้สึกและอยากจะสื่อ...
นิยายเล่มบาง บางมากไม่ถึงร้อยหน้า
 แต่ความเข้มข้น ความหน่วงหนืดมาเต็มแบบเน้นๆ เนื้อๆ

เปิดเรื่องด้วยภาพของเมืองที่หม่นเหงาเทาทึมเมืองหนึ่ง
 ผู้คนอยู่กันอย่างอืดเอื่อยเนือยนายด้วยไม่มีอะไรทำ 
ชีวิตชีวาของพวกเขาดูเหมือนจะลับเลือนหายไป
กับการล่มสลายของคาเฟ่แห่งนั้นไปเสียสิ้น 

คาเฟ่เพียงแห่งเดียวในเมืองที่เคยเป็นประหนึ่งศูนย์รวมจิตใจ
 เป็นความภาคภูมิใจของพวกเขา.... 

ไม่ว่าจะยากดีมีจนไม่ว่าจะคนหนุ่มสาว คนสูงวัย หรือกระทั่งเด็กๆ 
พวกเขาจะพากันไปที่คาเฟ่นั้น ราวกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 
และเฝ้าดูความเป็นไปของผู้ที่อยู่ที่นั่น
อย่างสนอกสนใจใคร่รู้...อย่างลุ้นระทึก

นั่นคือเรื่องราวแห่งความรักสามเส้า เราสามคนของหนึ่งหญิงสองชาย
 โดยหนึ่งหญิงนั้นก็คือมิสอมีเลีย เจ้าของคาเฟ่แห่งนั้นนั่นเอง
มิสอมีเลียเป็นหญิงสาวรูปร่างสูงใหญ่ ผู้แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวราวบุรุษ
 เธอเป็นคนค่อนข้างแปลกแยก ทำอะไรคาดเดาได้ยาก...





คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิที่ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปเหมือนเช่นเคย
 ก็มีชายหลังค่อมคนหนึ่งเดินทางรอนแรมมาหาเธอ
 แล้วแนะนำตัวเองว่าเป็นญาติของเธอ ชาวเมืองต่างจับจ้อง
 ซักถามถึงความเป็นมาของเขา
 แต่เขาไม่ได้ตอบในส่วนนั้น เอาแต่พูดพล่ามย้ำๆ 
ว่าเขาเป็นญาติมิสอมีเลียทางไหนยังไง 

ผู้คนต่างนึกเห็นใจเขาเพราะคิดว่า
ประเดี๋ยวเขาคงถูกมิสอมีเลียไล่ออกจากร้านแน่ๆ

แต่ผิดคาด...มิสอมีเลียไม่เพียงแค่ยอมรับคุณญาติไลม่อนผู้นี้
ให้พักอาศัยอยู่ด้วย แต่เธอยังกางปีกปกป้องเขาทุกครั้ง
ที่มีใครกล้าแตะต้องเขาเพียงนิด
 แม้เขาจะทำตัวกร่างเกรียนวางโตแค่ไหนก็ตาม

ไม่มีใครรู้ว่าคนทั้งคู่มีความสัมพันธ์ฉันใดในขณะอยู่ตามลำพังในคาเฟ่นั้น...
แต่ทุกคนดูออกว่ามิสอมีเลียเอาใจใส่คุณญาติไลม่อนเป็นอย่างดี...
บางคนพูดถึงความผิดบาปหากเขาสองคนมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว
 แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามไถ่ซอกแซก


กระทั่งผู้ชายอีกหนึ่งคนกลับมา...
มาร์วิน เมซี่เป็นอดีตสามีของมิสอมีเลีย 
เขาเคยหลงรักมิสอมีเลียมากจนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้แต่งงานกับเธอ
 แล้วเขาก็ทำได้สำเร็จ... แต่ชีวิตแต่งงานของคนทั้งคู่ช่างสั้นนัก
 มันสิ้นสุดเพียงสิบวันเท่านั้น มิสอมีเลียขับไล่ไสส่งเขาออกจากบ้าน 
เขาประชดชีวิตด้วยการกลายเป็นโจรและถูกจับเข้าคุก...
ตอนนี้เขาพ้นโทษแล้ว และกลับมาอยู่ในเมืองนั้น...

........

มิสอมีเลีย - คุณญาติไลม่อน - มาร์วิน เมซี่ 
คนทั้งสามจะมีชะตากรรมเกี่ยวพันกันเช่นไรในเวลาต่อมา...
จนถึงจุดจบแห่งคาเฟ่อันแสนเศร้าแห่งนั้น?

เล่าไม่ได้ อยากให้อ่านกันเอาเองจริงๆค่ะ





ครั้งหนึ่งเมื่อนานมากๆ แล้วเคยได้อ่านบทละครสั้นๆ เรื่องหนึ่ง
ซึ่งค่อนข้างประทับใจมาก จนจำชื่อผูเขียนได้ติดตราตรึงใจ
 ซึ่งก็คือ Carson McCullers ผู้เขียนนิยายขนาดสั้นเล่มนี้นี่เอง 
พอได้มาเห็นเล่มนี้ เห็นชื่อผู้เขียนจึงไม่รีรอที่จะหยิบยืมมาอ่าน
 แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ อย่างที่เปรยๆ ไว้ตอนต้นว่า...
หนังสือเล่มบางๆ แต่จัดแน่นจัดเต็มในเนื้อหาเรื่องราวที่ทั้งเข้มข้นและหน่วงในอารมณ์ 
มันไม่ได้โศกเศร้าน้ำตารินอย่างที่ชื่อมันชวนให้คิด
 แต่อ่านแล้วมันตื้อ มันจุก แล้วก็สัมผัสได้ถึงความหม่น ความเหงา ความโหยหา
ของบรรยากาศจนรู้สึกสงสารอย่างบอกไม่ถูก...

มีถ้อยคำสำนวนชวนให้ใจละลายอยู่หลายบทหลายตอน...
ดังที่ยกมาด้านบนนั้นก็บทหนึ่งล่ะ

แต่ที่ส่วนตัวอ่านแล้วรู้สึกรู้สมที่สุดคือบทที่ว่าด้วยความหวาดกลัวต่อความเดียวดายของมิสอมีเลีย...

"...เมื่อคนเราได้อยู่กับอีกคนแล้ว 
การต้องอยู่ตามลำพังนั้นเป็นความทรมานใหญ่หลวงนัก...
.ให้รับเอาศัตรูตัวฉกาจเข้ามาอยู่ในบ้าน
ยังดีเสียกว่าต้องเผชิญกับความน่าประหวั่นใจ
ของการต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง"

อ่านแล้ว...โหยยยย Smiley



ป.ล.หนังสือเล่มนี้ยืมมาจากเพจ #ปันกันอ่าน:Immortalbook ค่ะ 
รู้สึกขอบคุณและดีใจที่ได้อ่าน







 

Create Date : 06 กันยายน 2561    
Last Update : 6 กันยายน 2561 12:20:10 น.
Counter : 89 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

~ ยายฝากบอกว่าขอโทษ / My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry By Fredrik Backman /ปราชญ์ อัส




ยายฝากบอกว่าขอโทษ  
(My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry)
ผู้เขียน: Fredrik Backman
ผู้แปล: ปราชญ์ อัสนี
สนพ.แมร์รี่โกราวนด์/พิมพ์(ต.ค. 60)
362 หน้า ราคา 320 บาท


จากปกหลัง

เอลซ่าเป็นเด็กเจ็ดขวบที่ “ไม่เก่งกาจอะไรในการเป็นเด็กเจ็ดขวบ”
เธอทำหลายสิ่งที่เด็กเจ็ดขวบไม่ทำ 

การที่เธอต่างจากเด็กส่วนใหญ่ทำให้เธอเข้ากับใครไม่ได้ 
แต่ถึงอย่างนั้นเอลซ่าก็หาได้แคร์ไม่ 

“คนที่เจ๋งที่สุดจะต้องไม่เหมือนใคร” ยายเคยบอกไว้ 
และเอลซ่าบันทึกประโยคนี้ไว้ในหัวขณะเผชิญโลกดาร์คๆของเธอตามลำพัง

ยายของเอลซ่าเป็นหญิงชราอายุเจ็ดสิบเจ็ดที่
 “ไม่เก่งกาจในการเป็นคนอายุเจ็ดสิบเจ็ด” เช่นกัน

ยายเคยเป็นหมอ ก่อนที่สังคมจะตัดสินว่ายายแก่เกินกว่าจะเป็นหมอได้อีกต่อไป

ยายสร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนทุกครั้งที่มีโอกาส ปาอึใส่ตำรวจ 
สูบบุหรี่ในโรงพยาบาล และเรื่องห่ามๆ เกินเด็กทั้งหลายที่เอลซ่าทำ 
ก็มียายเป็นหัวโจกทั้งนั้น 
แต่ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เอลซ่ารู้ว่ายายรักเธอยิ่งกว่าใคร 
และในทางกลับกัน เอลซ่าก็นับว่ายายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่เธอมีอยู่

“เด็กเจ็ดขวบทุกคนคู่ควรกับการมีซูเปอร์ฮีโร่เป็นของตัวเอง”
ครั้งหนึ่งยายเคยบอกไว้
และสำหรับเอลซ่า ยายคือคนคนนั้น





หลังอ่าน...(ยาวๆไปค่ะ)

เรื่องราวเล่าผ่านความรู้สึกนึกคิดของเอลซ่า เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ(ใกล้แปดขวบ)
ที่อาจจะไม่เหมือนเด็กเจ็ดขวบทั่วๆไป เพราะเธอมียายของเธอเองเป็นไอดอล...

เอลซ่าเป็นเด็กฉลาดและโตเกินวัย 
ในวัยเจ็ดขวบเธออ่านแฮร์รี่ พ็อตเตอร์จบทั้ง 7 ภาค 
จดจำแผนที่ที่ปรากฎในหน้าแรกของลอร์ดออฟเดอะริงได้อย่างแม่นยำ
 รู้จักบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ประดามีในโลกนี้แทบจะทุกตัว

เธอมีผ้าพันคอสีเขียวของกริฟฟินดอร์เป็นประหนึ่งเครื่องรางประจำตัว
มีวิกิพีเดียเป็นคัมภีร์ใช้อ้างอิงทุกสิ่งอย่างที่เธออยากรู้...

ที่โรงเรียนคุณครูมักจะบอกว่าเธอมีปัญหาเรื่องสมาธิ
 ในขณะที่เพื่อนนักเรียนคอยไล่ล่ารังแกเธอเพียงเพราะเธอแตกต่าง

เอลซ่าเป็นเด็กบ้านแตก เธออยู่กับแม่กับจอร์จ
แฟนใหม่ของแม่ แล้วก็ฮาลฟี่...น้องครึ่งหนึ่งของเธอที่ยังอยู่ในท้องของแม่ 
เอลซ่าไม่อยากให้ใครๆรู้ว่าเธอไม่ค่อยรักน้องครึ่งหนึ่งของเธอเท่าไหร่

สุดสัปดาห์พ่อจะมารับเธอไปอยู่ด้วย ที่บ้านพ่อเธอจะได้อยู่กับลิแซตต์ 
แฟนใหม่ของพ่อที่มีเสน่ห์จนไม่มีใครไม่อาจไม่รักเธอได้

แต่โดยหลักๆจริงๆแล้ว ตลอดชีวิตเจ็ดปีของเอลซ่าเธอ
เกาะเกี่ยวอยู่กับยายมากที่สุด
เพราะยายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเอลซ่ายังไงล่ะ...
เธอไม่เคยต้องกลัวหรือหวาดหวั่นต่ออะไรเลยตราบใดที่เธอมียายคอยปกป้อง

ยายกับเธอมีภาษาลับที่ใช้สื่อสารกันในเวลาที่ไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้
ยายพาเธอไปยังดินแดนที่มีแต่เธอกับยายเท่านั้นจะรู้จัก...
ที่นั่นยายแต่งตั้งให้เอลซ่าเป็นอัศวิน

แต่แล้ววันหนึ่ง โลกของเอลซ่าก็สั่นสะเทือน...
เมื่อยายป่วยเป็นมะเร็ง แล้วจากไป...

แต่ราวกับยายจะรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องเตรียมการอย่างไร
ให้เอลซ่าได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงโดยไม่มียาย

ยายเขียนจดหมายหลายฉบับ ถึงผู้คนหลายคนที่เคยผูกพัน 
มีความสัมพันธ์กับยายไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง 
แล้วฝากฝังสั่งเสียให้เอลซ่ารับหน้าที่เป็นผู้นำจดหมายเหล่านั้นไปส่ง...

"เอาจดหมายไปให้คนที่รออยู่ เขาจะไม่อยากรับ 
แต่บอกเขาว่ามันมาจากยาย บอกเขาว่ายายของแกฝากความระลึกถึงมาให้ 
และฝากมาบอกว่าขอโทษ"

แม้จะโกรธที่ยายตายและหายไปจากชีวิตของเธอ 
แต่เอลซ่าก็มุ่งมั่นที่จะทำตามคำสั่งของยาย...

นั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เอลซ่าได้ก้าวข้ามช่วงชีวิต ช่วงเวลาอันเลวร้าย
อย่างเรียนรู้ ยอมรับความจริงและเข้าอกเข้าใจทั้งตัวเองและผู้อื่น
 เท่าที่เด็กเจ็ดขวบ(ใกล้แปดขวบ)คนหนึ่งจะเข้าใจและยอมรับได้




จะว่าไป หนังสือเล่มนี้ไม่อาจเรียกว่าวรรณกรรมเยาวชนได้
 แม้จะดำเนินเรื่องผ่านเด็กหญิงเจ็ดขวบ

มันมีความเป็นคอเมดี้ จากพฤติกรรม'ดีดๆ'ของยาย
กับความไม่เหมือนใครของเอลซ่า 
 มีมุมทึมเทา มีร่องรอยเสียดสี ประชดประชัน
มีมุกขันปนขื่น มีปมโศกซึ้งรันทดผสมผสานคละเคล้ากันไป

โดยเฉพาะปมขมในใจของเอลซ่าเกี่ยวกับวันเกิดของเธอ...
เอลซ่าเกิดหลังวันคริสต์มาสสองวัน...แล้วก็ให้บังเอิญวันที่เธอเกิด
 มีผู้คนนับร้อยต้องเสียชีวิตด้วยภัยพิบัติสึนามิในอีกซีกโลกหนึ่ง
 และยายก็ดูเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของเอลซ่า 
ยายจึงมักจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อวันเกิดของเอลซ่า

"มีหัวใจหลายดวงแตกสลายในวันที่เอลซ่าเกิด...
มีคนตายมากเกินกว่าที่หัวใจของคนจะรับได้ไหว"

..........

ตัวละครทุกตัวมีมิติ มีตัวตนชัดเจน แต่ละคนมีเรื่องมีราว
มีปูมหลังชีวิตที่กลายเป็นเหตุเป็นผลของการกระทำ...
ไม่มีใครดีแสนดี แต่ก็ไม่มีใครร้ายไปเสียทั้งหมด

"ไม่ใช่อสุรกายทุกตนที่เลวร้ายมาตั้งแต่แรกเริ่ม 
 บางตนกลายเป็นอสุรกายเพราะความเศร้าโศก"




โอยยย...ยังมีอีกมากมายหลายหลากที่อยากเล่า อยากพูดถึง...
ผู้เขียนเล่าเรื่องได้อย่างมีเสน่ห์อะ 
เต็มไปด้วยภาษาสัญลักษณ์ สำนวนคารมคมคาย บาดลึก กัดกินใจ...

เช่น...มีตอนนึงเมื่อเอลซ่าคุยกับแม่ 
ถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับยายที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยราบรื่น 
อบอุ่นนัก เพราะยายเป็นหมอที่ต้องไปนู่นมานี่ตลอดเวลา
ไม่ค่อยมีเวลาให้แม่เท่าไหร่ 
เอลซ่ารู้สึกผิดหวังที่ยายเป็นแม่ที่ทิ้งลูกตัวเอง...
(แม้จะทิ้งไปช่วยคนอื่นก็เถอะ)

"คนเราไม่ควรมีลูก ถ้าไม่อยากดูแลลูกตัวเอง"

จุกนะ...

บางช่วงบางตอนก็กล่อมเกลาปลอบประโลมด้วยเทพนิยาย
ที่ปลุกเร้าความรัก ความหวังความฝันและจินตนาการ

 แต่ในขณะเดียวกันก็คอยจับจูงให้เรามองโลกแห่งความเป็นจริง
อย่างเปิดใจ อย่างยอมรับในความเป็นไปในชีวิต

ยายบอกเอลซ่าตอนหนึ่งว่า...

"ถ้าลบความทรงจำแย่ๆไม่ได้ ก็ต้องเอาเรื่องดีๆ มาถมไว้"

ถือเป็นวรรณกรรมแนวสะท้านทรวงสะเทือนซางอีกเล่ม
ที่อ่านด้วยความซาบซึ้งตรึงใจมากกกก...

บทขำก็ขำกิ๊ก บทเศร้าก็ทำเอาน้ำตาไหลพรากๆ
แต่อ่านจบแล้วอิ่มเอม อบอุ่นในใจเป็นที่สุด

รักมากค่ะ  SmileySmileySmiley




จากหน้าคำนำ

หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับ

“ใครก็ตามที่เป็นยาย เป็นแม่ เป็นหลาน
มียาย มีแม่ มีหลาน
เป็น เคยเป็น กำลังจะเป็น คนอายุเจ็ดสิบเจ็ด ย่างเจ็ดสิบแปด
ที่มีรายการคนที่อยากจะขอโทษยาวเป็นหางว่าว
ใครก็ตามที่เป็น เคยเป็น คนอายุเจ็ดขวบ ย่างแปดขวบ
ใครก็ตามที่มีซูเปอร์ฮีโร่เป็นของตัวเอง”

ดีใจที่ได้อ่านค่ะ...😘


SmileySmileySmileySmileySmiley


ป.ล.(1)เดี๋ยวต้องตามหา"ชายชื่ออูเว"มาอ่านมั่งแล้วล่ะค่ะ คนเขียนคนเดียวกัน

ป.ล.(2)อีกนิด...(ฝากถึงสำนักพิมพ์) เจอคำผิดเยอะอยู่เหมือนกันนะคะ
จุดเล็กจุดน้อย (อ้อ...อันนี้ไม่เกี่ยวกับจ.ม.ของยายในบทสุดท้ายนะคะ 
จุดนี้เข้าใจว่า...'การสะกดคำของยายพังพินาศ'😏)




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2561    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2561 15:43:00 น.
Counter : 256 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

~ทุกสิ่งอันที่เรามิเคยเอื้อนเอ่ยต่อกัน (Toutes ces Choses Qu’on Ne s’est Pas Dites)/ มาร์ก เลอวี ~






ทุกสิ่งอันที่เรามิเคยเอื้อนเอ่ยต่อกัน
 (Toutes ces Choses Qu’on Ne s’est Pas Dites)
ผู้แต่ง : มาร์ก เลอวี / ผู้แปล: อธิชา มัญชุนากร
แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ 2552
298 หน้า ราคา 210 บาท


เรื่องย่อๆ(จากปกหลัง)

จะเป็นอย่างไร ถ้าวันหนึ่งหลังจากพิธีฝังศพของพ่อ
ซึ่งแท้จริงแล้วควรจะเป็นวันแต่งงานของคุณ เกิดมีลังใบใหญ่ที่ภายในคือคุณพ่อคุณในภาคโคลน ผู้มาพร้อมกับรีโมตคอนโทรล
และเสนอเวลาหกวันที่คุณจะได้เดินทางตามรอยความทรงจำของเขา
ได้ทำความรู้จักกับเขาเพื่อชดเชยคืนวันอันห่างเหิน 
เพื่อเดินทางย้อนไปในเส้นทางแห่งอดีตที่ความรักครั้งวัยเยาว์ ยังคงรอคอยคุณออกติดตาม...
"เพื่อเราจะได้มีวันที่ขาดหาย มีชั่วโมงอันยาวนานที่จะลอยลับไปชั่วนิรันดร์ เพื่อให้ลูกกับพ่อมีโอกาสแลกเปลี่ยนทุกสิ่งอันที่เราไม่เคยเอื้อนเอ่ยต่อกันได้ในที่สุด"

'จูเลีย'ตัดสินใจจะลองเดินตามเส้นทางนั้น และเธอได้พบว่าอัศจรรย์แห่งรักที่เกิดขึ้นมิใช่ปาฏิหาริย์ 
หากเป็นทุกสิ่งอันที่เธอได้ยื่นมือไขว่คว้ามาสู่ใจด้วยตัวของเธอเอง...





เรื่องย่อๆก็ตามด้านบนนั่นเลยค่ะ...

เป็นนิยายรักโรแมนติกที่เจือความลึกลับราวกับปาฏิหาริย์กลายๆ 
จากนักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่เคยอ่านงานของเขามาแล้ว...
อย่างน้อยๆก็สองเล่มล่ะ

เล่มนี้ก็โทนเดียวกันกับเรื่องที่เคยอ่านเลยค่ะ
 เน้นเรื่องราวความสัมพันธ์อันอบอุ่นอ่อนโยนกับร่องรอยความทรงจำ
ที่ต้องการการเติมเต็มเพื่อการเดินหน้าต่อโดยไม่มีสิ่งใดตกค้างให้ต้องนึกเสียใจภายหลัง

จูเลียเกือบจะแต่งงานกับแอดัมอยู่แล้ว แต่พ่อของเธอก็เกิดจะมาเสียชีวิตลง...
ทำให้เธอต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป 
หลังจากฝังศพพ่อเสร็จ จู่ๆ พ่อของเธอก็กลับมาหาเธอ
ในรูปของหุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่พูดและทำอะไรๆได้ทุกอย่างเหมือนคนจริงๆ

พ่อบอกว่าพ่อมีเวลาอยู่กับเธอแค่หกวัน...ตามอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
 พ่อชวนเธอออกเดินทางไปด้วยกันเพื่อย้อนรอยอดีต
และเพื่อชดเชยวันเวลาที่ขณะมีชีวิตอยู่พ่อค่อนข้างเหินห่างกับเธอ เพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับงาน

จูเลียตัดสินใจไปกับพ่อ โดยไม่ได้บอกความจริงกับแอดัม และแสตนลีย์ เพื่อนสนิทที่รู้จักรู้ใจเธอที่สุด...
และโดยที่เธอไม่ได้คาดหวังว่านั่นจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ยังไงๆเธอก็ยังรู้สึกโกรธและเหินห่างกับพ่ออยู่ดี
..............
พ่อพยายามโน้มน้าวให้จูเลียปฏิบัติตัวตามปกติและอย่าคิดว่าพ่อตายแล้ว
แต่เธอไม่วายแสดงอาการหงุดหงิดใส่เขา
เธอรู้สึกว่า...เหมือนพ่อจะวางแผนล่วงหน้าที่จะตายในวันที่เธอกำลังจะแต่งงาน 
เพื่อขัดขวางเธอกับแอดัม เหมือนที่พ่อเคยขัดขวางเธอกับทอมัส...
เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน

แต่กลับมารอบนี้ พ่อพยายามเตือนเธอเรื่องการแต่งงานกับแอดัม
โดยที่ยังมีความทรงจำเกี่ยวกับทอมัสอยู่ในใจ...

"การแต่งงานน่ะเป็นเรื่องหนึ่ง...การใช้ชีวิตทั้งชีวิตร่วมกับคนอีกคนซึ่งเป็นคนอื่น
 มันต้องมีความรัก มีพื้นที่มากมาย มีเขตแดนที่เราสร้างร่วมกันสองคน
 และเป็นที่ที่เราต้องไม่รู้สึกว่าคับแคบ"

และที่สำคัญ...พ่อบอกกับเธอว่า...
ทอมัสยังมีชีวิตอยู่...!!!
และภายในเวลาหกวันที่เหลืออยู่นี้ เขายินดีสนับสนุนเธอเต็มที่ในการตามหาทอมัส





เป็นพล็อตที่แหวกแนวมากค่ะ แต่ไม่เกินคาดสำหรับนักเขียนนามนี้ 
เป็นโรแมนติกซึ้งๆ ที่ไม่ได้เน้นเรื่องความรักของคนหนุ่มสาว
หากแต่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาว เพื่อนกับเพื่อน
 และความรักครั้งวัยเยาว์ที่เคยคิดว่าตายจากกันไปเนิ่นนานแล้ว...

ช่วงแรกๆ อ่านด้วยความหงุดหงิด รำคาญใจในท่าทีของจูเลียที่แสดงออกต่อพ่อของเธอ..
.แต่อ่านไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆอิน ค่อยๆ เข้าใจ...แล้วก็แสนจะซาบซึ้งประทับใจในที่สุด

ผู้เขียนเล่าเรื่องได้เรียบเรื่อย มีการย้อนอดีตเป็นช่วงๆ
 เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงความเป็นมาของความสัมพันธ์ของแต่ละคน 
จูเลียกับพ่อ...กับทอมัส...กับสแตนลีย์ 
และกับแอดัม...
คู่ขนานไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ 
เพราะทอมัสเป็นนักข่าวชาวเยอรมันตะวันออก...
ที่มีบทบาทพัวพันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเยอรมัน..
.นั่นคือการทลายลงของกำแพงเบอร์ลินนั่นเอง

ชอบมากกกกก...
ชอบช่วงเวลาที่จูเลียร่วมเดินทางไปกับพ่อ แล้วค่อยๆซึมซับรับรู้ถึงความรักความผูกพันมากมายที่พ่อมีต่อเธอ...
บางช่วงบางตอนถึงกับน้ำตาซึม...

แง่คิดและมุมมองในเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ 
และการใช้ชีวิตที่พ่อคอยติงและเตือนจูเลียนั้นมันเป็นประหนึ่งบทเรียนสำหรับผู้อ่านด้วยเช่นกัน
เป็นนิยายอีกเล่มที่อ่านจบด้วยความรู้สึกอิ่มเอมและเต็มตื้น








 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2561    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2561 15:48:38 น.
Counter : 404 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

~ สตีเฟ่น...รักเดียวในใจแม่/Stephen Lives! :เรื่องจริง หรือเพียงมโนสำนึก...? โดย แอนน์ เพอร์เยียร์ ~





สตีเฟ่น...รักเดียวในใจแม่/Stephen Lives!
ผู้เขียน : Anne Puryear แอนน์ เพอร์เยียร์
ผู้แปล : ศิขริน
สนพ. Oh My God /พิมพ์(มี.ค. 54)
363 หน้า ราคา 250 บาท


เรื่องราว...(จากปกหลัง)


เรื่องจริงสะเทือนใจ!
บันทึกการสื่อสารข้ามภพระหว่างดวงวิญญาณของลูกชายวัย 15 ปี ที่ฆ่าตัวตาย
กับแม่ผู้ยังมีชีวิตอยู่เพื่อมอบบทเรียนชีวิตแก่ผู้อ่านทุกคน
“...การตัดสินใจฆ่าตัวตายของผมเป็นการตัดสินใจที่ผิด
แต่จากการตัดสินใจที่ผิดนี้ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับแม่และคนอื่นๆ
นอกจากนั้นเรายังมีโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือคนอื่นร่วมกัน
แม่ก็ช่วยจากทางฟากของแม่ ผมก็จะช่วยจากทางฟากของผม
แม่ครับ นี่คือหนังสือเล่มแรกที่เราจะร่วมกันเขียนขึ้น”

********

มีไม่กี่ครั้งที่เราจะได้รับความเข้าใจแง่มุมเกี่ยวกับชีวิตและความตาย ความรักและความสัมพันธ์
การเวียนว่ายตายเกิดและภพชาติจิตวิทยาและจิตวิญญาณ
ซึ่งถ่ายทอดจากมุมมองของดวงวิญญาณที่อยู่อีกฟากมิติหนึ่งซึ่งผ่านการฆ่าตัวตายมาโดยตรง
ได้รับรู้สภาวะที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ข้อผิดพลาด วิธีป้องกัน
รวมถึงความร้าวรานของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนี้จะให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ
ความหวัง การปลอบประโลม การเยียวยา แด่หัวใจของผู้อ่านทุกท่าน
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องผ่านการสูญเสียผู้เป็นที่รัก พ่อแม่ผู้ปกครอง
รวมถึงผู้สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับ “ชีวิตหลังความตาย” และ “การกลับมาเกิดใหม่”






เป็นประหนึ่งบันทึก หรือเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดออกมา โดย"แม่"คนหนึ่งที่ล้มเหลวในชีวิตคู่
จนนั่นอาจจะเป็นปมเหตุสำคัญที่ทำให้เธอต้องสูญเสียลูกชายวัยรุ่นคนหนึ่งไป
จากการทำอัตตวินิบาตกรรม

แอนน์ เพอร์เยียร์ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมนักเมื่ออายุเพียง 17 ปี
เธอจึงต้องแต่งงานกับสามีคนแรกเมื่ออายุยังน้อย และให้กำเนิดลูกชายสองคน บ๊อบบี้กับสตีเฟ่น
เมื่อสตีเฟ่นอายุยังไม่ครบขวบ...เธอก็แยกทางกับสามี และเลี้ยงลูกทั้งสองตามลำพังอยู่หนึ่งปีเต็ม ๆ
ก่อนจะตัดสินใจแต่งงานครั้งที่สอง กับริชาร์ดที่ดูเหมือนจะรักใคร่และช่วยเธอเลี้ยงดูเด็กๆ อย่างจริงใจ
หลังจากนั้นไม่นาน แอนน์กับริชาร์ดก็รับเด็กผู้หญิงอีกสองคนมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม...

ในระหว่างนั้น แอนน์กับริชาร์ดมักจะมีความขัดแย้งระหว่างกันอยู่เรื่อย ๆ
โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าด้วยการอบรมเลี้ยงดูเด็กๆ
ริชาร์ดเป็นคนจริงจังและเข้มงวดกับทุกสิ่งทุกอย่าง
บางครั้งเขาจะทำโทษลูกๆ ด้วยวิธีรุนแรงโดยไม่มีเหตุอันควร ทำให้แอนน์และลูกๆรู้สึกกดดัน
จนวันหนึ่งเมื่อสตีเฟ่นอายุได้สิบขวบแอนน์ก็ตัดสินใจขอหย่ากับริชาร์ด
และแต่งงานใหม่กับทอม...บาทหลวงคนหนึ่งทีเธอพบที่โบสถ์
แอนน์คิดว่าชีวิตของเธอคงจะพบความสุขเสียทีหลังจากที่หลุดพ้นจากริชาร์ดมาได้...
แต่สตีเฟ่นไม่คิดเช่นนั้น เขาแยกตัวเองโดดเดี่ยวอยู่บ่อยครั้ง...
และครั้งสุดท้าย เขาหนีเข้าไปในป่า และไม่กลับมาอีกเลย





แอนน์ใจแทบสลายเมื่อตำรวจมาบอกว่ามีคนพบสตีเฟ่นผูกคอตายใต้ต้นไม้ในป่า
เธอพร่ำรำพันก่นโทษตัวเอง โทษริชาร์ด ทอม และใครต่อใครรอบข้างว่าเป็นต้นเหตุแห่งการฆ่าตัวตายของสตีเฟ่น
เธอเฝ้าตระเวนไปทั่วเพื่อตามหาผู้นำทางวิญญาณที่จะสามารถช่วยให้เธอได้สื่อสารกับสตีเฟ่น
และแล้ววันหนึ่ง หลังจากสตีเฟ่นจากไปครบหนึ่งปี...เขาก็กลับมาหาเธอ!
และบอกเล่าถึงสาเหตุ แรงจูงใจกับชีวิตหลังความตายของเขาให้เธอฟังเพื่อที่จะให้เธอได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น...
.............
ยาวค่ะ...แต่เป็นหนังสือแนวเรื่องเล่าจากชีวิตจริงที่อ่านแล้วติดหนึบ สะท้อนสะทือนใจ
แม้ในช่วงแรก ๆ จะรู้สึกตงิด ๆ รำคาญนิด ๆ กับความเวิ่นเว้อของแอนน์
แต่มาช่วงหลัง...หลังจากที่เธออ้างว่าเป็นส่วนที่เธอเขียนตามคำบอกของสตีเฟ่น
เนื้อหาจะเน้นหนักไปในด้านจิตวิทยาวัยรุ่น ความรู้สึกนึกคิด จิตใต้สำนึก...
:ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าน่าสนใจมาก...
สิ่งใดกันที่มีแรงผลักดันมากพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งตัดสินใจยุติชีวิตของตนลง...?

ส่วนนี้ต้องชมผู้แปลด้วยค่ะที่แปลออกด้วยสำนวนชวนอ่าน และชวนเชื่อ
แม้คนที่ไม่เคยเชื่อในเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ก็สามารถคล้อยตามได้
ทั้งยังอาจหาสมมติฐานในแง่จิตวิทยามาอ้างอิงความคิดความเชื่อนั้นๆ ได้





ยังมีอะไรอีกเยอะที่อยากพูดถึงหนังสือเล่มนี้...
แต่ขออนุญาตสรุปด้วยคำกล่าวสั้น ๆ แต่ได้ใจความ
ของนายแพทย์ท่านหนึ่งที่กล่าวไว้.....

“ผมปรารถนาจากใจจริงให้ สตีเฟ่น..รักเดียวในใจแม่ มีผู้อ่านมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะสารแห่งความหวังที่หนังสือเล่มนี้พยายามนำเสนอ
จะช่วยให้หลายต่อหลายคนจัดการกับแง่มุมลึกซึ้งเกี่ยวกับความตายและภาวะเข้าสู่ความตาย
ทั้งยังช่วยให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นถึงของขวัญล้ำค่าแห่งชีวิต
ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เยี่ยมยอด ซึ่งมาพร้อมสารอันสำคัญ”.

นายแพทย์ริชาร์ด เกอร์เบอร์
ผู้เขียน Vibrational Medicine















 

Create Date : 12 ตุลาคม 2560    
Last Update : 12 ตุลาคม 2560 13:34:48 น.
Counter : 748 Pageviews.  

~ กลรักเกมเลือด L'APPEL DE L'ANGE โดย กีโยม มุสโซ( จรัมพร หาญพล แปล)~





กลรักเกมเลือด L'APPEL DE L'ANGE
ผู้เขียน : กีโยม มุสโซ / ผู้แปล :จรัมพร หาญพล
ผู้พิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
374 หน้า ราคา 275 บาท

เรื่องย่อ ๆ (ปกหลัง)



เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นได้เสมอ...
วันหนึ่งก่อนคริสต์มาส ที่สนามบินจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในนิวยอร์ก
โทรศัพท์ของ 'แมเดอลีน กรีน' กับ 'โจนาธาน ล็องเปอเรอร์' สลับกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
เธอเป็นเจ้าของร้านดอกไม้แสนสวยที่ปารีส ส่วนเขาเป็นเจ้าของร้านอาหารแสนอบอุ่นที่ซานฟรานซิสโก
เรื่องคงจะเรียบร้อยดีถ้าต่างคนต่างส่งโทรศัพท์คืนอีกฝ่าย
แต่ทั้งแมเดอลีนและโจนาธานกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง
พวกเขาค้นลึกเข้าไปในโทรศัพท์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง
ดูเผินๆ ก็ปกติดีแต่ในนั้นมีความลับบางอย่างที่ซ่อนไว้ซึ่งส่งผลถึงชีวิต...

"คุณยังรักอดีตภรรยาอยู่หรือเปล่า"

"ผมสงสัยว่าทำไมคุณถึงทำให้คนรอบตัวคิดว่าคุณพยายามมีลูก
ทั้งที่คุณทำทุกอย่างเพียงเพื่อไม่ให้มี..."

เวลาโทรศัพท์หาย นอกจากจะเสียดายของแล้ว
คุณยังมีอย่างอื่นให้กลัวอีก...จริงไหม?








เล่มนี้เป็นเล่มที่ 4 ของนักเขียนนามนี้ที่ได้อ่านค่ะ
ยังคงยืนยันคำเดียวคำเดิมสำหรับโรแมนติกซัสเปนซ์ของนักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสผู้นี้ว่า...แยบยล

เรื่องราวเริ่มต้นด้วยเหตุบังเอิญง่าย ๆ ธรรมดา ๆ
ที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ในสังคมโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนสับสนอลหม่าน
และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุบังเอิญนั้น ก็ยังคงเป็นเรื่องธรรมดา ๆ สามัญอีกเช่นกัน
นั่นคือ...เมื่อโทรศัพท์ของโจนาธานกับแมเดอลีน กรีนเกิดสลับกัน
ในช่วงที่"บังเอิญ" ยังไม่สามารถส่งคืนโทรศัพท์คืนเจ้าของได้
ต่างฝ่ายต่างก็ถูก"ความอยากรู้อยากเห็น"อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
กระตุ้นให้สำรวจลึกลงไในโทรศัพท์ของอีกฝ่าย
ที่ไม่น่าเชื่อว่า...ในนั้น มันได้ซุกซ่อน เก็บงำความลับความหลังต่าง ๆ มากมายเหลือเกิน

และที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้น...ความลับความหลังของเจ้าของโทรศัพท์ทั้งสองเครื่องนัน
มันดันมาพัวพันสอดคล้องกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่าง...เหลือเชื่อจริง ๆ





อ่านจบแล้วชอบมาก
ตกหลุมรักนักเขียนหนุ่มคนนี้เป็นรอบที่สี่แล้ว และยังอยากตกหลุมรักเค้าอีกเรื่อย ๆ
จบเล่มนี้ว่าจะตามล่าหางานของเค้ามาอ่านให้หมด

แม้จะเปิดเรื่องได้อย่างค่อนข้างจะเอื่อยเฉื่อยเล็กน้อย
แต่นั่นก็เป็นแนวในการปูเรื่องของเขา
แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงน่าติดตามเมื่อเขาค่อย ๆ เปิดปม
เปิดประเด็นที่น่าสงสัยในเบื้องหลังชีวิตของทั้งคู่

หลังจากผ่านไปเกือบ ๆ ครึ่งเล่ม เมื่อตัวเชื่อมของทั้งสอง
อย่างเด็กสาววัยรุ่นที่ชื่ออลิซปรากฏบทบาทขึ้น
เรื่องราวต่อจากนั้นก็เข้มข้นขึ้นจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า...วางไม่ลงเลยทีเดียว

บอกซ้ำ ๆ อีกครั้งว่ากีโยม มุสโซเป็นนักเขียนที่มีวิธีเล่าเรื่องได้แยบยลจริง ๆ
ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ










 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2560 15:08:20 น.
Counter : 785 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 179 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ อ้อมฟ้าโอบดิน/"คีรี" เขียน ~

~ บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า(The Ballad of The Sad Café)/Carson McCullers:เขียน/จุฑามาศ แอนเนียน : แปล ~

~ ทัณฑ์ลวงรัก/"FoxxTrot" เขียน ~

~ ดับแดนดารา/"อสิตา" เขียน ~

~ เทียบท้าปฐพี 1-3/ชิงหลิงเยวี่ย : เขียน/ กระบี่หลงทิศ : แปล ~

~ My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry(ยายฝากบอกว่าขอโทษ)/Fredrik Backman:เขียน/ปราชญ์ อัสนี : แปล ~

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.