“ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง
สองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย
ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ
และเจริญมั่นคง มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”
*พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๓๒

~ทุกสิ่งอันที่เรามิเคยเอื้อนเอ่ยต่อกัน (Toutes ces Choses Qu’on Ne s’est Pas Dites)/ มาร์ก เลอวี ~






ทุกสิ่งอันที่เรามิเคยเอื้อนเอ่ยต่อกัน
 (Toutes ces Choses Qu’on Ne s’est Pas Dites)
ผู้แต่ง : มาร์ก เลอวี / ผู้แปล: อธิชา มัญชุนากร
แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ 2552
298 หน้า ราคา 210 บาท


เรื่องย่อๆ(จากปกหลัง)

จะเป็นอย่างไร ถ้าวันหนึ่งหลังจากพิธีฝังศพของพ่อ
ซึ่งแท้จริงแล้วควรจะเป็นวันแต่งงานของคุณ เกิดมีลังใบใหญ่ที่ภายในคือคุณพ่อคุณในภาคโคลน ผู้มาพร้อมกับรีโมตคอนโทรล
และเสนอเวลาหกวันที่คุณจะได้เดินทางตามรอยความทรงจำของเขา
ได้ทำความรู้จักกับเขาเพื่อชดเชยคืนวันอันห่างเหิน 
เพื่อเดินทางย้อนไปในเส้นทางแห่งอดีตที่ความรักครั้งวัยเยาว์ ยังคงรอคอยคุณออกติดตาม...
"เพื่อเราจะได้มีวันที่ขาดหาย มีชั่วโมงอันยาวนานที่จะลอยลับไปชั่วนิรันดร์ เพื่อให้ลูกกับพ่อมีโอกาสแลกเปลี่ยนทุกสิ่งอันที่เราไม่เคยเอื้อนเอ่ยต่อกันได้ในที่สุด"

'จูเลีย'ตัดสินใจจะลองเดินตามเส้นทางนั้น และเธอได้พบว่าอัศจรรย์แห่งรักที่เกิดขึ้นมิใช่ปาฏิหาริย์ 
หากเป็นทุกสิ่งอันที่เธอได้ยื่นมือไขว่คว้ามาสู่ใจด้วยตัวของเธอเอง...





เรื่องย่อๆก็ตามด้านบนนั่นเลยค่ะ...

เป็นนิยายรักโรแมนติกที่เจือความลึกลับราวกับปาฏิหาริย์กลายๆ 
จากนักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่เคยอ่านงานของเขามาแล้ว...
อย่างน้อยๆก็สองเล่มล่ะ

เล่มนี้ก็โทนเดียวกันกับเรื่องที่เคยอ่านเลยค่ะ
 เน้นเรื่องราวความสัมพันธ์อันอบอุ่นอ่อนโยนกับร่องรอยความทรงจำ
ที่ต้องการการเติมเต็มเพื่อการเดินหน้าต่อโดยไม่มีสิ่งใดตกค้างให้ต้องนึกเสียใจภายหลัง

จูเลียเกือบจะแต่งงานกับแอดัมอยู่แล้ว แต่พ่อของเธอก็เกิดจะมาเสียชีวิตลง...
ทำให้เธอต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป 
หลังจากฝังศพพ่อเสร็จ จู่ๆ พ่อของเธอก็กลับมาหาเธอ
ในรูปของหุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่พูดและทำอะไรๆได้ทุกอย่างเหมือนคนจริงๆ

พ่อบอกว่าพ่อมีเวลาอยู่กับเธอแค่หกวัน...ตามอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
 พ่อชวนเธอออกเดินทางไปด้วยกันเพื่อย้อนรอยอดีต
และเพื่อชดเชยวันเวลาที่ขณะมีชีวิตอยู่พ่อค่อนข้างเหินห่างกับเธอ เพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับงาน

จูเลียตัดสินใจไปกับพ่อ โดยไม่ได้บอกความจริงกับแอดัม และแสตนลีย์ เพื่อนสนิทที่รู้จักรู้ใจเธอที่สุด...
และโดยที่เธอไม่ได้คาดหวังว่านั่นจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ยังไงๆเธอก็ยังรู้สึกโกรธและเหินห่างกับพ่ออยู่ดี
..............
พ่อพยายามโน้มน้าวให้จูเลียปฏิบัติตัวตามปกติและอย่าคิดว่าพ่อตายแล้ว
แต่เธอไม่วายแสดงอาการหงุดหงิดใส่เขา
เธอรู้สึกว่า...เหมือนพ่อจะวางแผนล่วงหน้าที่จะตายในวันที่เธอกำลังจะแต่งงาน 
เพื่อขัดขวางเธอกับแอดัม เหมือนที่พ่อเคยขัดขวางเธอกับทอมัส...
เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน

แต่กลับมารอบนี้ พ่อพยายามเตือนเธอเรื่องการแต่งงานกับแอดัม
โดยที่ยังมีความทรงจำเกี่ยวกับทอมัสอยู่ในใจ...

"การแต่งงานน่ะเป็นเรื่องหนึ่ง...การใช้ชีวิตทั้งชีวิตร่วมกับคนอีกคนซึ่งเป็นคนอื่น
 มันต้องมีความรัก มีพื้นที่มากมาย มีเขตแดนที่เราสร้างร่วมกันสองคน
 และเป็นที่ที่เราต้องไม่รู้สึกว่าคับแคบ"

และที่สำคัญ...พ่อบอกกับเธอว่า...
ทอมัสยังมีชีวิตอยู่...!!!
และภายในเวลาหกวันที่เหลืออยู่นี้ เขายินดีสนับสนุนเธอเต็มที่ในการตามหาทอมัส





เป็นพล็อตที่แหวกแนวมากค่ะ แต่ไม่เกินคาดสำหรับนักเขียนนามนี้ 
เป็นโรแมนติกซึ้งๆ ที่ไม่ได้เน้นเรื่องความรักของคนหนุ่มสาว
หากแต่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาว เพื่อนกับเพื่อน
 และความรักครั้งวัยเยาว์ที่เคยคิดว่าตายจากกันไปเนิ่นนานแล้ว...

ช่วงแรกๆ อ่านด้วยความหงุดหงิด รำคาญใจในท่าทีของจูเลียที่แสดงออกต่อพ่อของเธอ..
.แต่อ่านไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆอิน ค่อยๆ เข้าใจ...แล้วก็แสนจะซาบซึ้งประทับใจในที่สุด

ผู้เขียนเล่าเรื่องได้เรียบเรื่อย มีการย้อนอดีตเป็นช่วงๆ
 เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงความเป็นมาของความสัมพันธ์ของแต่ละคน 
จูเลียกับพ่อ...กับทอมัส...กับสแตนลีย์ 
และกับแอดัม...
คู่ขนานไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ 
เพราะทอมัสเป็นนักข่าวชาวเยอรมันตะวันออก...
ที่มีบทบาทพัวพันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเยอรมัน..
.นั่นคือการทลายลงของกำแพงเบอร์ลินนั่นเอง

ชอบมากกกกก...
ชอบช่วงเวลาที่จูเลียร่วมเดินทางไปกับพ่อ แล้วค่อยๆซึมซับรับรู้ถึงความรักความผูกพันมากมายที่พ่อมีต่อเธอ...
บางช่วงบางตอนถึงกับน้ำตาซึม...

แง่คิดและมุมมองในเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ 
และการใช้ชีวิตที่พ่อคอยติงและเตือนจูเลียนั้นมันเป็นประหนึ่งบทเรียนสำหรับผู้อ่านด้วยเช่นกัน
เป็นนิยายอีกเล่มที่อ่านจบด้วยความรู้สึกอิ่มเอมและเต็มตื้น








 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2561    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2561 15:48:38 น.
Counter : 99 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

~ สตีเฟ่น...รักเดียวในใจแม่/Stephen Lives! :เรื่องจริง หรือเพียงมโนสำนึก...? โดย แอนน์ เพอร์เยียร์ ~





สตีเฟ่น...รักเดียวในใจแม่/Stephen Lives!
ผู้เขียน : Anne Puryear แอนน์ เพอร์เยียร์
ผู้แปล : ศิขริน
สนพ. Oh My God /พิมพ์(มี.ค. 54)
363 หน้า ราคา 250 บาท


เรื่องราว...(จากปกหลัง)


เรื่องจริงสะเทือนใจ!
บันทึกการสื่อสารข้ามภพระหว่างดวงวิญญาณของลูกชายวัย 15 ปี ที่ฆ่าตัวตาย
กับแม่ผู้ยังมีชีวิตอยู่เพื่อมอบบทเรียนชีวิตแก่ผู้อ่านทุกคน
“...การตัดสินใจฆ่าตัวตายของผมเป็นการตัดสินใจที่ผิด
แต่จากการตัดสินใจที่ผิดนี้ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับแม่และคนอื่นๆ
นอกจากนั้นเรายังมีโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือคนอื่นร่วมกัน
แม่ก็ช่วยจากทางฟากของแม่ ผมก็จะช่วยจากทางฟากของผม
แม่ครับ นี่คือหนังสือเล่มแรกที่เราจะร่วมกันเขียนขึ้น”

********

มีไม่กี่ครั้งที่เราจะได้รับความเข้าใจแง่มุมเกี่ยวกับชีวิตและความตาย ความรักและความสัมพันธ์
การเวียนว่ายตายเกิดและภพชาติจิตวิทยาและจิตวิญญาณ
ซึ่งถ่ายทอดจากมุมมองของดวงวิญญาณที่อยู่อีกฟากมิติหนึ่งซึ่งผ่านการฆ่าตัวตายมาโดยตรง
ได้รับรู้สภาวะที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ข้อผิดพลาด วิธีป้องกัน
รวมถึงความร้าวรานของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนี้จะให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ
ความหวัง การปลอบประโลม การเยียวยา แด่หัวใจของผู้อ่านทุกท่าน
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องผ่านการสูญเสียผู้เป็นที่รัก พ่อแม่ผู้ปกครอง
รวมถึงผู้สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับ “ชีวิตหลังความตาย” และ “การกลับมาเกิดใหม่”






เป็นประหนึ่งบันทึก หรือเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดออกมา โดย"แม่"คนหนึ่งที่ล้มเหลวในชีวิตคู่
จนนั่นอาจจะเป็นปมเหตุสำคัญที่ทำให้เธอต้องสูญเสียลูกชายวัยรุ่นคนหนึ่งไป
จากการทำอัตตวินิบาตกรรม

แอนน์ เพอร์เยียร์ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมนักเมื่ออายุเพียง 17 ปี
เธอจึงต้องแต่งงานกับสามีคนแรกเมื่ออายุยังน้อย และให้กำเนิดลูกชายสองคน บ๊อบบี้กับสตีเฟ่น
เมื่อสตีเฟ่นอายุยังไม่ครบขวบ...เธอก็แยกทางกับสามี และเลี้ยงลูกทั้งสองตามลำพังอยู่หนึ่งปีเต็ม ๆ
ก่อนจะตัดสินใจแต่งงานครั้งที่สอง กับริชาร์ดที่ดูเหมือนจะรักใคร่และช่วยเธอเลี้ยงดูเด็กๆ อย่างจริงใจ
หลังจากนั้นไม่นาน แอนน์กับริชาร์ดก็รับเด็กผู้หญิงอีกสองคนมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม...

ในระหว่างนั้น แอนน์กับริชาร์ดมักจะมีความขัดแย้งระหว่างกันอยู่เรื่อย ๆ
โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าด้วยการอบรมเลี้ยงดูเด็กๆ
ริชาร์ดเป็นคนจริงจังและเข้มงวดกับทุกสิ่งทุกอย่าง
บางครั้งเขาจะทำโทษลูกๆ ด้วยวิธีรุนแรงโดยไม่มีเหตุอันควร ทำให้แอนน์และลูกๆรู้สึกกดดัน
จนวันหนึ่งเมื่อสตีเฟ่นอายุได้สิบขวบแอนน์ก็ตัดสินใจขอหย่ากับริชาร์ด
และแต่งงานใหม่กับทอม...บาทหลวงคนหนึ่งทีเธอพบที่โบสถ์
แอนน์คิดว่าชีวิตของเธอคงจะพบความสุขเสียทีหลังจากที่หลุดพ้นจากริชาร์ดมาได้...
แต่สตีเฟ่นไม่คิดเช่นนั้น เขาแยกตัวเองโดดเดี่ยวอยู่บ่อยครั้ง...
และครั้งสุดท้าย เขาหนีเข้าไปในป่า และไม่กลับมาอีกเลย





แอนน์ใจแทบสลายเมื่อตำรวจมาบอกว่ามีคนพบสตีเฟ่นผูกคอตายใต้ต้นไม้ในป่า
เธอพร่ำรำพันก่นโทษตัวเอง โทษริชาร์ด ทอม และใครต่อใครรอบข้างว่าเป็นต้นเหตุแห่งการฆ่าตัวตายของสตีเฟ่น
เธอเฝ้าตระเวนไปทั่วเพื่อตามหาผู้นำทางวิญญาณที่จะสามารถช่วยให้เธอได้สื่อสารกับสตีเฟ่น
และแล้ววันหนึ่ง หลังจากสตีเฟ่นจากไปครบหนึ่งปี...เขาก็กลับมาหาเธอ!
และบอกเล่าถึงสาเหตุ แรงจูงใจกับชีวิตหลังความตายของเขาให้เธอฟังเพื่อที่จะให้เธอได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น...
.............
ยาวค่ะ...แต่เป็นหนังสือแนวเรื่องเล่าจากชีวิตจริงที่อ่านแล้วติดหนึบ สะท้อนสะทือนใจ
แม้ในช่วงแรก ๆ จะรู้สึกตงิด ๆ รำคาญนิด ๆ กับความเวิ่นเว้อของแอนน์
แต่มาช่วงหลัง...หลังจากที่เธออ้างว่าเป็นส่วนที่เธอเขียนตามคำบอกของสตีเฟ่น
เนื้อหาจะเน้นหนักไปในด้านจิตวิทยาวัยรุ่น ความรู้สึกนึกคิด จิตใต้สำนึก...
:ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าน่าสนใจมาก...
สิ่งใดกันที่มีแรงผลักดันมากพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งตัดสินใจยุติชีวิตของตนลง...?

ส่วนนี้ต้องชมผู้แปลด้วยค่ะที่แปลออกด้วยสำนวนชวนอ่าน และชวนเชื่อ
แม้คนที่ไม่เคยเชื่อในเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ก็สามารถคล้อยตามได้
ทั้งยังอาจหาสมมติฐานในแง่จิตวิทยามาอ้างอิงความคิดความเชื่อนั้นๆ ได้





ยังมีอะไรอีกเยอะที่อยากพูดถึงหนังสือเล่มนี้...
แต่ขออนุญาตสรุปด้วยคำกล่าวสั้น ๆ แต่ได้ใจความ
ของนายแพทย์ท่านหนึ่งที่กล่าวไว้.....

“ผมปรารถนาจากใจจริงให้ สตีเฟ่น..รักเดียวในใจแม่ มีผู้อ่านมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะสารแห่งความหวังที่หนังสือเล่มนี้พยายามนำเสนอ
จะช่วยให้หลายต่อหลายคนจัดการกับแง่มุมลึกซึ้งเกี่ยวกับความตายและภาวะเข้าสู่ความตาย
ทั้งยังช่วยให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นถึงของขวัญล้ำค่าแห่งชีวิต
ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เยี่ยมยอด ซึ่งมาพร้อมสารอันสำคัญ”.

นายแพทย์ริชาร์ด เกอร์เบอร์
ผู้เขียน Vibrational Medicine















 

Create Date : 12 ตุลาคม 2560    
Last Update : 12 ตุลาคม 2560 13:34:48 น.
Counter : 634 Pageviews.  

~ กลรักเกมเลือด L'APPEL DE L'ANGE โดย กีโยม มุสโซ( จรัมพร หาญพล แปล)~





กลรักเกมเลือด L'APPEL DE L'ANGE
ผู้เขียน : กีโยม มุสโซ / ผู้แปล :จรัมพร หาญพล
ผู้พิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
374 หน้า ราคา 275 บาท

เรื่องย่อ ๆ (ปกหลัง)



เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นได้เสมอ...
วันหนึ่งก่อนคริสต์มาส ที่สนามบินจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในนิวยอร์ก
โทรศัพท์ของ 'แมเดอลีน กรีน' กับ 'โจนาธาน ล็องเปอเรอร์' สลับกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
เธอเป็นเจ้าของร้านดอกไม้แสนสวยที่ปารีส ส่วนเขาเป็นเจ้าของร้านอาหารแสนอบอุ่นที่ซานฟรานซิสโก
เรื่องคงจะเรียบร้อยดีถ้าต่างคนต่างส่งโทรศัพท์คืนอีกฝ่าย
แต่ทั้งแมเดอลีนและโจนาธานกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง
พวกเขาค้นลึกเข้าไปในโทรศัพท์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง
ดูเผินๆ ก็ปกติดีแต่ในนั้นมีความลับบางอย่างที่ซ่อนไว้ซึ่งส่งผลถึงชีวิต...

"คุณยังรักอดีตภรรยาอยู่หรือเปล่า"

"ผมสงสัยว่าทำไมคุณถึงทำให้คนรอบตัวคิดว่าคุณพยายามมีลูก
ทั้งที่คุณทำทุกอย่างเพียงเพื่อไม่ให้มี..."

เวลาโทรศัพท์หาย นอกจากจะเสียดายของแล้ว
คุณยังมีอย่างอื่นให้กลัวอีก...จริงไหม?








เล่มนี้เป็นเล่มที่ 4 ของนักเขียนนามนี้ที่ได้อ่านค่ะ
ยังคงยืนยันคำเดียวคำเดิมสำหรับโรแมนติกซัสเปนซ์ของนักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสผู้นี้ว่า...แยบยล

เรื่องราวเริ่มต้นด้วยเหตุบังเอิญง่าย ๆ ธรรมดา ๆ
ที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ในสังคมโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนสับสนอลหม่าน
และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุบังเอิญนั้น ก็ยังคงเป็นเรื่องธรรมดา ๆ สามัญอีกเช่นกัน
นั่นคือ...เมื่อโทรศัพท์ของโจนาธานกับแมเดอลีน กรีนเกิดสลับกัน
ในช่วงที่"บังเอิญ" ยังไม่สามารถส่งคืนโทรศัพท์คืนเจ้าของได้
ต่างฝ่ายต่างก็ถูก"ความอยากรู้อยากเห็น"อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
กระตุ้นให้สำรวจลึกลงไในโทรศัพท์ของอีกฝ่าย
ที่ไม่น่าเชื่อว่า...ในนั้น มันได้ซุกซ่อน เก็บงำความลับความหลังต่าง ๆ มากมายเหลือเกิน

และที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้น...ความลับความหลังของเจ้าของโทรศัพท์ทั้งสองเครื่องนัน
มันดันมาพัวพันสอดคล้องกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่าง...เหลือเชื่อจริง ๆ





อ่านจบแล้วชอบมาก
ตกหลุมรักนักเขียนหนุ่มคนนี้เป็นรอบที่สี่แล้ว และยังอยากตกหลุมรักเค้าอีกเรื่อย ๆ
จบเล่มนี้ว่าจะตามล่าหางานของเค้ามาอ่านให้หมด

แม้จะเปิดเรื่องได้อย่างค่อนข้างจะเอื่อยเฉื่อยเล็กน้อย
แต่นั่นก็เป็นแนวในการปูเรื่องของเขา
แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงน่าติดตามเมื่อเขาค่อย ๆ เปิดปม
เปิดประเด็นที่น่าสงสัยในเบื้องหลังชีวิตของทั้งคู่

หลังจากผ่านไปเกือบ ๆ ครึ่งเล่ม เมื่อตัวเชื่อมของทั้งสอง
อย่างเด็กสาววัยรุ่นที่ชื่ออลิซปรากฏบทบาทขึ้น
เรื่องราวต่อจากนั้นก็เข้มข้นขึ้นจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า...วางไม่ลงเลยทีเดียว

บอกซ้ำ ๆ อีกครั้งว่ากีโยม มุสโซเป็นนักเขียนที่มีวิธีเล่าเรื่องได้แยบยลจริง ๆ
ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ










 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2560 15:08:20 น.
Counter : 568 Pageviews.  

~ ห้วงลวงรัก/Parce Que Je t'aime โดย กีโยม มุสโซ ( จรัมพร หาญพล/แอปล) ~





ห้วงลวงรัก/Parce Que Je t'aime
ผู้เขียน กีโยม มุสโซ/ผู้แปล จรัมพร หาญพล
ผู้พิมพ์ แพรว สนพ.(พ.ค.2557)
282 หน้า ราคา 225 บาท


เรื่องราวย่อๆ(จากปกหลัง)



ชีวิตของ 'มาร์ค' และ 'นิโคล แฮธาเวย์' ลงตัวดีทุกอย่าง
ทั้งคู่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และทั้งคู่มีลูกสาวแสนน่ารักวัยห้าขวบที่ชื่อว่า 'เลย์ลา'
แต่ชีวิตผกผันรวดเร็ว เมื่อวันหนึ่งเลย์ลาหายตัวไปจากกลางย่านธุรกิจของลอสแอนเจอลิส
บิดามารดาที่หัวใจแตกสลายของเธอลงเอยด้วยการแยกทางกัน

ห้าปีต่อมา มีผู้พบเด็กหญิง ณ จุดเดิมที่เธอหายตัวไป เธอดูสบายดีทุกอย่าง
ทว่ากลับอยู่ในสภาพเบื้อใบ้อย่างน่าฉงน ถัดจากความยินดีที่ได้พบตัวเธออีกครั้ง
คำถามต่างๆ ก็ตามมา หนูน้อยเลย์ลาไปอยู่ที่ไหนระหว่างช่วงเวลานั้น?
อยู่กับใคร? และเหนืออื่นใด ทำไมเธอจึงกลับมา?






จากคำนำสำนักพิมพ์....
.
นิยายของกีโยม มุสโซ ยังคงงดงาม ตราตรึง และบาดใจ
นอกจากโครงเรื่องที่แน่น ซับซ้อน และน่าทึ่งแล้ว
จุดเด่นอีกอย่างของมุสโซคือความปราณีตในการถ่ายทอดรายละเอียด
ทั้งฉาก ตัวละคร และอารมณ์ของเรื่อง

ซึ่งสิ่งที่เราอยากจะเตือนผู้อ่านก็คือ โปรดอย่าพลิกไปอ่านตอนจบก่อน
และเมื่อรู้บทสรุปของเรื่องแล้ว ก็โปรดอย่าเผลอไปเล่าให้ใครฟัง







หลังอ่าน...
อีกเล่มกับงานของนักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสนามนี้...
ซึ่งก็ตามคำนำสนพ.นั่นเลยค่ะ เขาบอกว่าอย่าเผลอเล่าบทสรุปของเรื่องให้ใครฟัง
ก็จะไม่เล่าอะไรมากละกันนะคะ เรื่องย่อ ๆ ก็ตามปกหลังนั่นแหละค่ะ
ผู้เขียนยังคงดำเนินเรื่องด้วยวิธีการอันแยบยลเช่นเคย
แต่เล่มนี้ส่วนตัวอ่านแล้วมีแอบงงๆ บ้าง โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ต้องอ่านสองถึงสามรอบ
ถึงค่อย ๆ ทำความเข้าใจเรื่องราวอันเต็มไปด้วยข้อมูลในเชิงจิตวิทยา

ด้วยนิยายเรื่องนี้บอกเล่าถึงผู้ป่วยทางจิตเวชถึงสี่คน...
ที่ต่างที่มา ต่างเบื้องหลังชีวิต ทว่าพวกเขามีเหตุให้ต้องมาพัวพันกันอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้...
ทว่าก็เป็นไป...

เริ่มตั้งแต่มาร์ค นักจิตวิทยาหนุ่มใหญ่ผู้มีชื่อเสียง ชีวิตเขาพังทลายเมื่อเขาต้องสูญเสียบุตรสาววัย 5 ขวบไปอย่างไร้ร่องรอย
คอนเนอร์ แม็คคอย นักจิตวิทยาเพื่อนสนิทของมาร์คผู้มีปูมหลังชีวิตอันรันทด
เอวี่ ฮาร์เปอร์ เด็กสาวผู้มีปมแค้นในใจเนื่องจากเธอต้องสูญเสียมารดาเพราะเสียโอกาสในการปลูกถ่ายอวัยวะ
และ... อลิสัน แฮร์ริสัน ทายาทสาวของมหาเศรษฐีพันล้านผู้ใช้ชีวิตเหลวแหลกจนกลายเป็นข่าวฉาวไม่เว้นวัน

นอกจากนี้ก็ยังมีนิโคล แฮธาเวย์ ภรรยาของมาร์คกับหนูน้อยเลย์ลา ลูกสาวของพวกเขา
ผู้จะว่าไปเป็นตัวละครที่สำคัญที่สุดในเรื่อง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด...
เพียงแต่เธอเป็นเพียงจุดเริ่มต้นจริง ๆ เรื่องราวต่อจากนั้นเธอแทบจะไม่มีบทบาทใดๆอีกเลย

.....................

ชอบมากอีกแล้ว อ่านงานของนักเขียนนามนี้ทีไรไม่เคยผิดหวังเลยจริง ๆ














 

Create Date : 30 มิถุนายน 2560    
Last Update : 30 มิถุนายน 2560 15:46:12 น.
Counter : 522 Pageviews.  

~ เมียเจ้า / 'The Kitchen God's Wife' By Amy Tan ~





เมียเจ้า / 'The Kitchen God's Wife'
ผู้เขียน : เอมี่ ตัน/Amy Tan
ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์
ผู้พิมพ์ : สนพ.มติชน (ก.ย. 47)
577 หน้า ราคา 385 บาท

บางส่วนจากคำนำผู้แปล



The Kitchen God's Wife เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าของชีวิตของผู้หญิงจีนคนหนึ่ง
ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก ต้องพบกับชีวิตแต่งงานที่ผิดหวัง ต้องสูญเสียคนรักและลูก
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ขบขัน เพราะเล่าจากสำนวนของหญิงวัยเจ็ดสิบ
ที่ประสบการณ์ทั้งหมดได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนช่างประชดประชันเสียดสี.
สำนวน สำเนียง น้ำเสียงและท่วงทีลีลาการเล่าเรื่องจึงเจือกลิ่นอายของการเสียดเย้ย
เยาะหยันชะตาชีวิตตัวเองจนคนอ่านรู้สึกได้






หลังอ่าน...
เป็นนิยายแนวเรื่องเล่าอิงชีวิตจริงของเอมี่ แทนเล่มที่สองที่ได้อ่านค่ะ
หลังจากอ่าน The Joy Luck Club(มาจากสองฝั่งฟ้า) อันลือลั่นเมื่อร่วม ๆ 20 ปีก่อน
ซึ่งผู้เขียนยังคงยึดโยงอยู่กับธีมหลัก ๆ เดิม ๆ ของเธอ
คือเป็นเรื่องราวของคนจากสองวัฒนธรรมที่แตกต่าง(จีน-อเมริกัน)
กับเรื่องราวความสัมพันธ์อันเหมือนจะไม่ค่อยลงรอยกันนักของแม่กับลูกสาว

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของวินนี่ ลุย ที่เธอเล่าเพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่เพิร์ล ลูกสาวของเธอ
เรื่องเล่าของเธอหลั่งไหลพรั่งพรูราวกับสายน้ำหลากที่อ่านได้เพลิดเพลินมาก...
แม้จะไม่รื่นรมย์นัก ด้วยเนื้อหามันออกแนวสมจริงเสียจนรู้สึกสะท้อนสะเทือนใจในชะตาชีวิตของผู้เล่า
บางครั้งบางช่วง ไม่รู้จะรู้สึกขบขันหรือขื่นขมดีด้วยซ้ำ...
ผู้เป็นแม่ ในวัย 70 ปี เล่าเรื่องราวแต่หนหลังเมื่อครั้งที่เธอยังอยู่ในประเทศจีน...
เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก วัยสาว วัยแต่งงาน...
ความทุกข์ความเศร้า ความเลวร้ายหลากหลายที่เธอต้องพบพาน
ซึ่งเธอเคยคิดจะเก็บเป็นความลับไปจนตาย...
ให้ลูกสาววัยสี่สิบที่เกิดและโตในสหรัฐอเมริกาฟัง...

หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นความลับได้ถูกเปิดเผยออกมา
ปริศนาของครอบครัวถูกถ่ายทอดสู่รุ่นต่อไป...





นอกเหนือจากปมความลับความหลังอันขมขื่นรันทดของผู้เล่าแล้ว
เรายังจะได้สัมผัสภาพชีวิตอันพิสดารเหลือเชื่อ
ที่บางมุมเราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นจริง ๆในมุมหนึ่งของโลกใบนี้
รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของชาวจีนที่ผู้เขียนได้บอกเล่าได้อย่างมีชีวิตชีวาน่าติดตามมาก ๆ

นับตั้งแต่ชื่อเรื่องเป็นต้นไป...The Kitchen God's Wife
คำว่า God ในที่นี้มีที่มจากตำนานเทพเจ้าเตาไฟที่ปรากฏในเรื่อง
ซึ่งผู้เขียนได้นำมาผูกโยงเข้ากับวิถีชีวิตของวินนี่ ลุยได้อย่างสอดคล้อง กลมกลืน

ต่อด้วยการให้ภาพความแตกต่างทางทัศนคติของคนจากสองวัฒนธรรม สองเจอเนอเรชั่น
และนั่นก็คือปมสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด ที่ผู้เขียนได้พยายามจะใช้เรื่องเล่าของเธอ
เติมเต็ม สอดประสานช่องว่างเหล่านี้ให้หดแคบลง





สำนวนแปลอ่านได้ลื่นไหลดีค่ะ แม้จะมีช่วงต้น ๆ ที่อาจจะชวนสับสนเล็กน้อยกับสรรพนามที่ใช้
เพราะแม่ของนางเอกตั้งใจเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ลูกสาวฟัง
ซึ่งเธอจับความตั้งแต่ตัวเองยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ตอนที่เธอเล่าถึงแม่ของเธอ(ซึ่งก็คือคุณยายของนางเอก)
เธอก็จะใช้คำว่า"แม่ของแม่" ทีนี้เมื่อพูดถึงแม่ของแม่อีกทีก็จะกลายเป็น"แม่ของแม่ของแม่"
ซึ่งอ่านแล้วมันสะดุดนิด ๆ แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้นค่ะ หลังจากช่วงนี้ผ่านไปก็ลื่นไหลล่ะ

หลากหลายอารมณ์มากค่ะกับหนังสือเล่มนี้...ทั้งทึ่ง อึ้ง เศร้า เจ็บปวดสะเทือนใจ
ขันปนขื่นในบางช่วง และเมื่ออ่านจบแล้วรู้สึกอิ่ม เต็ม...แล้วก็ตื้นตัน...

ถือเป็นแนวที่ใช่และชอบมากสำหรับตัวเองค่ะ











 

Create Date : 21 มิถุนายน 2560    
Last Update : 21 มิถุนายน 2560 12:05:27 น.
Counter : 737 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Valentine's Month


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 171 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


~บุพเพสันนิวาส/รอมแพง ~

~ลิขิตรักด้ายแดง(3เล่มจบ)/หมิงเยวี่ยทิงเฟิง เขียน/เหมยสี่ฤดู แปล ~

~มีไว้เพื่อซาบ/อุรุดา โควินท์ ~

~ เรื่องเล่าของเหล่าปีศาจในเหลาสุรา (2)/เคอสุ้ยอวี้โหยวโจ่ว/เขียน ซินโป-หย่งชุน/แปล ~

~ ทุกสิ่งอันที่เรามิเคยเอื้อนเอ่ยต่อกัน/มาร์ก เลอวี เขียน/อธิชา มัญชุนากร แปล~

~ สตีเฟน รักเดียวในใจแม่/~

~ ศิลาหลอมรัก/หมิงเยวี่ยทิงเฟิง เขียน/ลี่ลี่, อวี้ แปล~

~หงส์ฟ้อนมังกรเหิน/หมิงเยวี่ยทิงเฟิง เขียน/เบบี้นาคราช แปล~



สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.