'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

เกาะกระแสแอฟริกาใต้...อ่านวรรณกรรมเยาวชนของเขากันหน่อย..."สายสัมพันธ์ -The Joining"





"สายสัมพันธ์ - The Joining"
วรรณกรรมในดวงใจวัยรุ่นแอฟริกาใต้
ผู้เขียน : ปีเตอร์ สลิงส์บี
ผู้แปล : คีรินทร
พิมพ์ที่ มูลนิธิดำรงชัยธรรม (ปี ๒๕๔๕)

วรรณกรรมรางวัล Gold Prize จาก The Sanlam Tafelberg Awards

เรื่องย่อ(จากปกหลัง)


ระหว่างไปเข้าแคมป์กับโรงเรียนที่ภูเขาซีดาร์เบิร์ก เวสเทิร์นเคป
เจเรมีพร้อมกับเพื่อน ๆ อีกสามคน พูมซิเลห์ ซิเธลิ และคริสตินา หลุดไปยังโลกดึกดำบรรพ์

พวกเขาระหกระเหเร่ร่อนไปทั่วหุบเขาอันไม่คุ้นเคย และพบกับชนเผ่าทแซม
นักล่าสัตว์ผู้อ่อนโยน ผู้อาศัยอยู่ที่นั่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน
และเป็นผู้สร้างภาพสายสัมพันธ์...ภาพเขียนสีสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์แห่งทวีปแอฟริกา

พวกเขาทั้งสี่ได้เรียนรู้วิถีชีวิตอีกแบบหนึ่ง หลังจากปลดเปลื้องเสื้อผ้าอันเป็นสัญลักษณ์ของปัจจุบันออก
พวกเขาก็ค่อย ๆ ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างขีวิตและธรรมขาติอันยิ่งใหญ่ที่หาไม่ได้ในทุกวันนี้






(ต่อจากข้างบนอีดนิดหน่อยค่ะ)

เรื่องเล่าผ่านมุมมองของเจเรมี พอลสัน เด็กผิวขาวเพียงคนเดียวในกลุ่ม...
ซึ่งประกอบด้วยพูมซิเลห์ กับซิเธลิเป็นพี่น้องกัน และคริสตินาเป็นเพื่อนสนิทของซิเธลิ
ในวันแรกของการเข้าค่าย เด็ก ๆ ได้รับคำสั่งให้แยกย้ายกันหามุมสงบ แล้วสังเกตสิ่งรอบตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เจเรมีค้นพบแท่นหินตรงเชิงผานั้นโดยบังเอิญ และพบว่ามันลับตาคนเป็นอย่างดี
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงเพื่อนร่วมค่ายหลาย ๆ คน เขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของบรรยากาศรอบ ๆ ตัว...
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขามองเห็นกลุ่มม้าลายกำลังเคลื่อนไหวห่างออกไป...

เจเรมีไม่ได้ปริปากบอกเล่าถึงสิ่งที่เขาเห็นให้กับผู้ดูแลค่าย(พี่เลี้ยง)ฟัง
เขาคิดว่าเขาจะบอกกับพูมซิเลห์ เด็กผิวสีที่เขารู้สึกชอบตั้งแต่แรกรู้จัก รวมทั้งน้องสาวของเขา-ธิเธลิ

ในตอนบ่าย ๆ นั่นเอง เจเรมีก็พาเพื่อนทั้งสามไปยังจุดที่เขาพบก่อนหน้านั้น และเมื่อทั้งหมดขึ้นไปยืนบนแท่นหิน พวกเขาก็หลุดเข้าไปสู่โลกดึกดำบรรพ์โดยไม่รู้สึกตัว...
เชิงผาที่พวกเขาปีนลงไปนั้นหายไป และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวดูแปลกและแตกต่าง

แรก ๆ เด็กทั้งสี่รู้สึกตกใจ แต่ต่างก็พากันปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวคงพบทางกลับค่าย หรือไม่ก็คงมีใครมาช่วย...
พวกเขาได้พบกับทซิโค เด็กชายตัวเล็กชนเผ่าทแซม และพยายามสื่อสารด้วยภาษาท่าทาง...

เจเรมีรู้สึกแปลกใจที่พบว่า ...ซิเธลิและเพื่อนของเธอดูจะหายตกใจอย่างง่ายดายและมีท่าทีผ่อนคลายกว่าตอนที่อยู่ที่ค่าย...
เมื่อพวกเขาติดตามทชิโคไปยังที่อยู่ และได้พบกับคนอื่น ๆ ในเผ่า...
.................
หลังจากผ่านพิธีกรรมการรับเข้าสู่เผ่า เจเรมีก็ยิ่งประหลาดใจที่รู้สึกว่าพวกเขารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวและกลมกลืนกับชาวชนเผ่า...
จนเมื่อมีโอกาสกลับมายังโลกปัจจุบันของตัวเองอีกครั้ง พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะหวนกลับไปยังที่ที่เขาจากมา
ด้วยรู้สึกว่า...ที่นั่น พวกเขามีคนรัก มีคนเอาใจใส่...
ที่สำคัญ...พวกเขามีตัวตน






หลังอ่าน
ชอบมากค่ะ
จริง ๆ แล้วมีรายละเอียดเรื่องของการผจญภัย การเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย
ที่ผู้เขียนได้ถ่ายทอดผ่านมุมมองของเด็กชายเจเรมี
แต่ไม่อาจหยิบมาบอกเล่าได้ทั้งหมด เพียงแต่จะขอคัดบางส่วนจากคำนิยมหนังสือแล้วกันค่ะ


"แอฟริกาใต้มีจุดเด่นคือเป็นสถานที่ซึ่งมีหลักฐานว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคแรกสุกของโลกอยู่ที่นี่
โดยเมื่อประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ก่อน ชาวแซนซึ่งดำเนินวิ๔ชีวิตด้วยการล่าสัตว์ เก็บของป่า ได้อาศัยอยู่ ณ ดินแดนนี้

...ชาวแซน(ทแซม)เป็นจุดสำคัญในหนังสือที่เสนอให้เห็นถึงคุณค่าอันแสนวิเศษ
และรายละเอียดของวิถีชีวิตที่มนุษย์ในอดีตได้ดำรงอยู่อย่างสันติ กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม
แต่น่าเสียดายที่กาลเวลาซึ่งล่วงเลยไปไม่กี่ศตวรรษ
ได้ทำให้ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติระหว่ามนุษย์ในอดีตกับสิ่งแวดล้อมสูญสิ้นไป...

หากคุณเป็นเจเรมี ซิเธลิ คริสตินา หรือพูมซิเลห์ คุณจะเลือกนั่งรถบัสไปสู่เมืองที่มีแต่ความเอะอะวุ่นวายและความรุนแรงหรือไม่...
หรือจะเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบผ่านค่ำคืนที่พร่างดาวกลับไปหากาว...

เราล้วนเป็นมนุษย์ เราล้วนเป็นทแซม หากต้องการให้อนาคตแสนปีข้างหน้าเป็นของเรา
เราจำเป็นต้องสร้างสายสัมพันธ์ต่อกัน..."



**หนังสือเล่มนี้อ่านเพื่อตอบโจทย์ HHR ข้อ 5-2. [Clear Ice ] ปีนี้บอลโลกจัดที่อัฟริกาใต้ : อ่านหนังสือเกี่ยวกับกีฬา มีกีฬาเป็นธีมหลัก ตัวเอกเป็นนักกีฬา หรือ หนังสือที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในทวีปอัฟริกา ค่ะ





***เชิญเลือกอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ในบล็อกนี้ได้ที่... ~ สารบัญหนังสือในบล็อก ~ ค่ะ











 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2553 13:29:34 น.
Counter : 1514 Pageviews.  

~ กุหลาบเลือด / Mistress of Devil's Manor ~ แปลโดย ว.วินิจฉัยกุล





กุหลาบเลือด
( Mistress of Devil's Manor)
ผู้แต่ง : ฟลอเรนซ์ สตีเวนสัน
ผู้แปล :ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์โดย สนพ.ดอกหญ้า

โปรยปกหลัง :


" ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีผู้หญิงสองคน...
ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเริ่มต้นที่สาวงามคนไหนก่อนดี
แซฟไฟร่า เครน ผู้สวยและแสนดี
หรือว่าโรซาลีน สวยและทราม
เอาอย่างนี้ดีกว่า...
เริ่มที่คฤหาสน์บาร์-บี เมื่อหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา"

เรื่องเริ่มต้นและจบลง...เพียงเมื่อหนึ่งร้อยปีที่ล่วงไปแล้วจริงหรือ
การปรากฏกายของแซฟไฟร่าในช่วงคืนที่ชายหนุ่มทายาทของนิโคมาพักแรมในคฤหาสน์
และการกลับมาของกุหลาบเลือดล่ะ
เรื่องราวเหล่านี้จะอธิบายว่าอย่างไร

กุหลาบเลือด
ความลี้ลับสะเทือนขวัญ
ชวนคิดถึงมิติที่มิอาจคาดเดาได้





เรื่องย่อ :

ตัวเอกของเรื่องนี้เป็นหญิงสาวสวยชื่อ คิตตี้ เทเลแฟร์ เธอเกิดมาในกลุ่มมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่า "เมใจ" เป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจจิตแรงกล้า มีสัมผัสพิเศษ สามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ในอนาคตและติดต่อกับวิญญาณได้...
แต่คิตตี้ก็เป็นหญิงสาวที่ใช้ชีวิตเช่นสาวงามแห่งมหานครนิวยอร์กโดยทั่วไป เธอมีคู่หมั้นแล้ว ซึ่งเป็นคนกลุ่ม "เมไจ" เช่นเดียวกับเธอ เธอเป็นผู้จัดรายการโทรทัศน์ มีรายการของตัวเองชื่อ "ชั่วโมงอาถรรพ์"

เรื่องราวลึกลับนี้เกิดขึ้นเมื่อกิลเลี่ยน - เพื่อนสาวของเธอหายตัวไปอย่างลึกลับในเมืองร้างกลางทะเลทราย ระหว่างการฮันนีมูน...
คิตตี้สัมผัสได้ถึงอันตรายที่เพื่อนได้รับ เธอจึงเดินทางไปที่นั่น ทั้ง ๆ ที่ถูกทักท้วงจากบิดา ผู้กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทาง และคู่หมั้นก็กำลังทำงานอยู่ต่างเมือง...
คิตตี้จะได้พบกับเรื่องราวลึกลับ สยองขวัญอย่างไรบ้าง...?

**(ช่วงต่อไปอาจมีสปอยล์ค่ะ)**

คิตตี้เข้าพักในโรงแรมบาร์-บี ที่เดียวกับที่เพื่อนของเธอกับสามีเข้าพักนั่นเอง
ซึ่งในช่วงนั้น ทั้งโรงแรมมีแขกอยู่เพียงสองคน
คือเธอกับดร.แดเรียส ฟลินน์ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มใหญ่

เธอได้ติดต่อคนนำทางให้พาเธอไปยังเมืองร้าง และแดเรียสได้ขอร่วมเดินทางด้วย

วันก่อนการเดินทาง แดเรียสได้เล่าเรื่องอันเป็นตำนานสยองขวัญเกี่ยวกับสาวสวยสองคน
คนหนึ่งคือแซฟไฟร่า เครน ภริยาเจ้าของดั้งเดิมของคฤหาสน์บาร์-บี ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียงยี่สิบต้น ๆ
อีกคนหนึ่งคือโรซาลีน...หญิงสาวสวยผู้มีเสน่ห์เย้ายวน รักสนุก ปราดเปรียว...
และมีความชำนาญยิ่งนักในการสัก...เธอรับจ้างสักเป็นลวดลายต่าง ๆ ลงบนร่างกายผู้คน

โรซาลีนได้พบกับนิโค นายโจรหนุ่มผู้ยังชีพด้วยการจี้ปล้นคนเดินทาง...
ทั้งคู่วางแผนชิงแผนที่ขุมทรัพย์ที่อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งกลางทะเลทรายนั้น...
แต่ก่อนที่จะเดินทางไปตามแผนที่ดังกล่าว นิโคก็ได้พบกับแซฟไฟร่า เครน และตกหลุมรักเธออย่างยากจะถอนตัว

เมื่อเขากับโรซาลีนเดินทางไปตามแผนที่จนพบสมบัติมหาศาล...
โรซาลีนถูกงูพิษกัดตายอยู่ในถ้า แต่นิโคหนีรอดออกมาได้...

เมื่อกลับมาในเมืองเขาก็วางแผนลักพาตัวแซฟไฟร่า เครน...
เขาอุ้มเธอมาที่กระท่อมกลางทะเลทราย...ที่เขาเคยหลบซ่อนอยู่กับโรซาลีน
หลังจากเขาข่มขืนเธอได้สำเร็จ และผลอยหลับไป...ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็ตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพบว่า...
บนใบหน้าอันงดงามของแซฟไฟร่านั้น มีรอยสักเป็นรูปดอกกุหลาบสีแดงฉานตั้งแต่หน้าผากลงมาจรดคาง...และฝ่ามือของเขาก็เปรอะไปด้วยสีแดงฉานราวกับเลือด...

นั่นจึงเป็นสาเหตุให้แซฟไฟร่าต้องหนีความอับอายด้วยการฆ่าตัวตาย....

ส่วนนิโค...กลับมีชีวิตยืนยาวต่อมาอีกนานนับปี
ทั้งยังใช้ชีวิตอย่างรุ่งเรืองราวกับนักบุญผู้ไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญใด ๆ มาก่อน

แต่กฏแห่งกรรมมีจริง...และคิตตี้ เทเลแฟร์ก็เป็นผู้พิสูจน์ให้เราเห็น...






เรื่องราวดำเนินไปผ่านการเล่าของ"ฉัน" คือคิตตี้...แต่ก็มีเรื่องเล่าที่ซ้อนอยู่ในเรื่องเล่านั้นอีกที
อ่านบทต้น ๆ ก็เรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ ค่ะ...
จนถึงเกือบ ๆ กลางเล่มนั่นล่ะค่อยตื่นเต้นเร้าใจ...
กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น จนต้องอ่านอย่างต่อเนื่องจนจบแบบวางไม่ลงเลยทีเดียว...
สำนวนแปลเรียบรื่น
(ชื่อผู้แปลการันตีได้เป็นอย่างดีเรื่องของสำนวนภาษา)


***


**หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในสี่เล่มที่อ่านในการตอบโจทย์"เหมันต์ขยันอ่าน" ข้อ 25-2.[ยาคูลท์] โจทย์บุฟเฟ่ต์: อ่านหนังสือ 4 เล่มในหมวดต่อไปนี้ - นิยายไทย, นิยายแปล, นิยายภาษาต้นฉบับ, รวมเรื่องสั้น, รวมบทความ/สัมภาษณ์, นิยายภาพ/การ์ตูน (ใช้คำว่า "นิยาย" เพื่อให้เข้าใจ แต่จะเป็นหนังสือวิชาการก็ได้)


**เชิญเลือกอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ในบล็อกนี้ได้ที่... ~ สารบัญหนังสือในบล็อก ~ ค่ะ







 

Create Date : 14 มกราคม 2553    
Last Update : 14 มกราคม 2553 21:19:32 น.
Counter : 1448 Pageviews.  

~ ชาติภพใช่เพียงฝัน ~ นิยายแนวย้อนภพ พลัดมิติ แปลโดย "สีมน"




(ภาพปกเบลอนิดนึงนะคะ-หาภาพจากเน็ตไม่เจออ่ะ)

"ชาติภพใช่เพียงฝัน"
(แปลจาก : Stephanie Und Das Vorige Leban)
ผู้เขียน เฮอร์เบิร์ต โรเซนเดอร์เฟอร์
ผู้แปล : สีมน
ผู้พิมพ์ : สนพ.ดอกหญ้า(ก.พ. ๒๕๓๘)

โปรยปก

...เรื่องราวอันลึกลับซับซ้อนที่ไม่มีบทพิสูจน์ได้ว่า
นั่นเป็นเพียงความฝัน หรือความจริง

เรื่องย่อ (ย่อเอง):


เมื่อสเตฟานีแต่งงานกับแฟร์ดี้ได้สิบปี เธอก็ได้รับของขวัญจากสามีเป็นแหวนวงหนึ่ง
และคงจะเป็นแหวนวงนั้นนั่นเองที่พาเธอย้อนกลับไปยังอดีตชาติเมื่อสองร้อยปีก่อน...

อดีตชาติที่เธอมิได้เป็นหญิงสาวสามัญชนเช่นภพปัจจุบันนี้
หากแต่เป็นเจ้าหญิงสูงศักดิ์ในตระกูลเก่าแก่แห่งสเปน
ในขณะที่อยู่"ที่นั่น" เธอได้บันทึกเรื่องราวของเธอในรูปแบบของจดหมายถึงพี่ชาย
และก่อนที่จะกลับมายังภพปัจจุบันเธอก็ได้ฝังบันทึกของเธอไว้และบอกเล่าให้พี่ชายของเธอให้ไปขุดค้นยังจุดดังกล่าว...

เธอเสียชีวิตในโรงพยาบาลประสาท หลังจากกลับมาจากอดีตภพเพียงไม่นานด้วยโรคมะเร็งกระดูกและสติวิปลาส...

เมื่อพี่ชายของเธอไปขุดค้นจนพบจดหมายดังกล่าว
เขาจึงเข้าใจถึงการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของน้องสาวในช่วงหนึ่ง
และได้รับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่สเตฟานีได้ไปมีตัวตนอยู่ในอีกภพหนึ่ง . .
เมื่อสองร้อยปีที่ล่วงผ่าน...





หนังสือเล่มนี้ดองไว้หลายชาติมาก ๆ แต่ก็ดีใจที่ได้อ่าน เพราะสนุก ตื่นเต้นปนสยองดี...

เป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าน่ะค่ะ
ในตอนต้น ๆ ผู้เขียนได้บอกเล่าเกริ่นนำถึงความเป็นไปเป็นมาของเขากับสเตฟานี - - น้องสาว
ถึงความสัมพันธ์อันฝืดฝืนของน้องสาวกับสามี
จนถึงความฝันอันแปลกประหลาดของสเตฟานี ที่เธอมิได้ปริปากบอกเล่าแก่ผู้ใดแม้กระทั่งสามี
... ยกเว้นเขาผู้เป็นพี่ชาย

ความฝันของเธอทำให้สองคนพี่น้องพากันดั้นด้นไปยังสถานที่ที่เธอฝันถึง
และได้พบว่าที่นั่นมีความผูกพันเชื่อมโยงกับคุณป้าเฮเลเน่ (ซึ่งความจริงแล้วน่าจะมีศักดิ์เป็นคุณยาย เพราะคุณป้าเฮเลเน่เป็นพี่สาวของคุณยายของพวกเขา แต่พวกเขาก็เรียกกันว่าคุณป้ามาจนติดปาก) เพราะคุณป้าของพวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นก่อนตายด้วยอุบัติเหตุ...ก่อนวันแต่งงานเพียงไม่กี่วัน

สเตฟานีฝันว่าตนเองได้ไปตื่นขึ้นในอีกภพหนึ่งอยู่บ่อย ๆ...
ความฝันนั้นไม่มีกำหนดกฏเกณฑ์ใด ๆ จนบางครั้งเธอนึกหวาดกลัวจนไม่กล้านอนหลับ...

แต่วันหนึ่ง...(อาจจะเป็นด้วยอานุภาพของแหวนวงนั้น
ซึ่งตามประวัติความเป็นมา ระบุว่าเป็นแหวนของเจ้าหญิงเอสเตฟาเนียแห่งสเปน)
เธอก็ต้องไปตื่นขึ้นที่นั่น เพื่อที่จะต้องไปจัดการกลบเกลื่อนร่องรอยฆาตกรรมที่เจ้าหญิงได้กระทำไว้ - - ต่อพระสวามีของพระองค์เอง !!!

นี่เป็นบางส่วนในบทขึ้นต้นจดหมายที่เธอเขียนถึงพี่ชายค่ะ...


"ถึงพี่ที่รัก
ที่ฉันจะกลับคืนไปได้หรือไม่นั้นฉันไม่ทราบได้ พี่คงห่วงใยฉันอยู่ แฟรฺดี้ก็คงวิตกทุกข์ร้อนเช่นเดียวกัน พี่น่ะจะรู้ดอกว่าฉันอยู่หนแห่งใด นั่นเป็นสิ่งที่ปลอบใจฉัน
แต่แฟรฺดี้นั้นเห็นจะคิดว่าฉันทิ้งเขาไปเป็นแน่
เรื่องมันน่าใจหาย ฉันกำลังอยู่ในชีวิตใหม่ แต่ก็ยังคงเป็นคนเดิมที่เคยเป็น...

พี่รู้ไหมว่า พี่ห่างไกลจากฉันถึงสองร้อยปีทีเดียว สองศตวรรษเป็นเวลานาชั่วกัปชั่วกัลป์ที่นึกไม่ออกเอาทีเดียวล่ะ
มันคงเป็นเพราะแหวนนั่นเอง ฉันคิดว่าพี่คงเดาออก ฉันเองก็ไม่ได้คิดมาก่อน...
แหวนนี้นำพาฉันมาสู่ที่นี่ แต่ก็ไม่ใช่แหวนอย่างเดียวเท่านั้นดอก
มันเหมือนกับถูกพันผูกด้วยสายใยอันมิอาจตัดได้ขาด ทำให้ฉันต้องติดอยู่กับโลกแห่งเคราะห์กรรมแห่งนี้..."


มีเรื่องราวชวนสยองขวัญอยู่ในเรื่องเล่าของสเตฟานี...
ที่อ่านแล้วก่อให้เกิดอาการขนลุก เช่น... เธอบรรยายถึงสภาพภายในห้องที่เธอ"ตื่น"ขึ้นในอีกภพหนึ่งว่า...


"ข้าง ๆ ฉันบนเตียงใหญ่นั่น มีผู้ชายนอนอยู่ แต่ไม่ใช่แฟรฺดี้ เป็นบุรุษผู้หนึ่ง เขาตายแล้วล่ะ...เขาถูกเชือดคอหอย...ดวงตาเบิกกว้างไม่มีแวว เลือดเปรอะไปทั้งเตียง ก็นี่แหละฉันถึงรู้แน่ว่าเขาตายแล้ว..."

และเธอต้องกำจัดศพนั้น...

ซึ่งเธอมารู้ชัดในภายหลังว่าเป็นพระศพของพระองค์ชายเฟอร์ดินันด์ - -ดยุกที่ 9 แห่งตระกูลขุนนางของสเปนในช่วงศตวรรษที่ 18 - - สวามีขององค์หญิงเอสเตฟาเนีย ผู้ที่สเตฟานีต้องสวมบทบาทเป็นเธอในขณะที่ย้อนเวลาไปนั่นเอง


"...ฉันทำทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียว ด้วยสองมือนี่แหละ สองมือที่พี่รู้จักนี่เอง สิ่งที่น่าสยองขวัญอย่างสุดแสนที่ฉันได้ปฏิบัติในสองชั่วโมงนั้นก็คือ การลากพระศพลงไปตามขั้นบันไดหิน...ฉันลากดึงผ้าปูที่นอนที่ห่อพระศพ เสียงศพในห่อปะทะขั้นบันไดตึ้ก ๆ ลงไปนี่ซิ น่าสยองเหลือเกิน...แต่ความกลัวที่จะมีคนเห็นนั้นมีมากกว่า"





ผู้เขียนผูกร้อยเรื่องราวได้น่าสนใจมาก
เรื่องราวก็ชวนให้ตื่นเต้น เร้าใจดี...
แต่วิธีเล่าออกจะชวนสับสน และพาออกทะเลอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ...
สำนวนแปล...อ้อ...ผู้แปลแปลจากภาษาเยอรมันโดยตรงค่ะ...ก็แปลก ๆ ชอบกล
มันดูสะดุด ๆ ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร แถมสำนวนภาษาที่ใช้ก็ห้วน ๆ ลุ่น ๆ ...

ยกตัวอย่างนิดนึง...
ตอนที่โคเซฟา - -สนมคนสนิทขององค์หญิงเอสเตฟาเนียเปิดเผยว่าหล่อนเข้าใจและรู้ดีว่าเหตุใดพระองค์หญิงจึงสังหารพระองค์ชาย
เจ้าหล่อนบอกว่า...


"พระองค์ชายทรงชั่วร้าย...ทรงพยายามเอากับหม่อมฉันเหมือนกันเพคะ"
"กับเธอเหมือนกันรึนี่ ? "
"แน่นอนเพคะ พระองค์และพระสหายพยายามเอากับทุกคนทั้งนั้นแหละ..."


พยายามอ่านให้เป็นภาษาพูดที่คนโบราณเขาใช้กัน แต่มันก็ยังให้ความรู้สึกทะแม่ง ๆ อยู่ดี แหะ ๆ





เล่มนี้ดองข้ามซีซั่น...แต่กำลังจะส่งต่อหนังสือเลยต้องรีบมาอัพขึ้นบล็อกก่อน
อ่านเพื่อตอบโจทย์ RRR ข้อที่ว่า "อ่านหนังสือ 1 เล่ม ที่เกี่ยวกับหรือตัวละครเกี่ยวข้องกับการข้ามมิติ/ภพภูมิ/เวลา"

ชอบมาก ๆ ดีใจที่ได้อ่าน
ส่วนนี่เป็นภาพปกเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษค่ะ สวยกว่าข้างบนเยอะเลย






**เชิญเลือกอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ในบล็อกนี้ได้ที่... ~ สารบัญหนังสือในบล็อก ~ ค่ะ








 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 14:51:01 น.
Counter : 1318 Pageviews.  

KiraKira เป็นประกาย โดย เอคุนิ คาโอริ (น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ แปล)






KiraKira เป็นประกาย
เอคุนิ คาโอริ /เขียน
น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ / แปล
สนพ.อิมเมจ/พิมพ์






นิยายรักสามเส้าจากดินแดนอาทิตย์อุทัย...
หญิงหนึ่ง ชายสองกับความรักบริสุทธิ์ ที่ต่างจากครรลองของสังคม

มันคงจะไม่กระไร หาก"สองชาย"นั้น ต่างพัวพันรักใคร่ในหญิงหนึ่ง
แต่เรื่องนี้แตกต่าง...

หญิงสาวอารมณ์แปรปรวนจนถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคประสาทและมีอาการแอลกอฮอลิคร่วมด้วย
ตัดสินใจแต่งงานกับชายหนุ่ม...ที่เธอรู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นเกย์...
ผ่านการนัด "ดูตัว" (ค่อนข้างคุ้นเคยวัฒนธรรมการดูตัวมาก ๆ จากซีรียส์เกาหลีหลาย ๆ เรื่องที่ได้ดู)
ทั้งคู่มีข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันว่า...พวกเขาจะเป็นอิสระในการมีคนรักของตัวเอง...
ซึ่งดูเหมือนว่า ชีวิตคู่(ที่ปราศจากเซ็กส์)จะดำเนินไปได้ด้วยดีในระแรกเริ่ม...โชโกะ(ภรรยา)เข้ากันได้ดีมากกับค่ง...คนรักของมุทสึกิ(สามี)
เธอพอใจชีวิตแบบที่เป็นอยู่นี่แล้ว เธอชอบมุทสึกิมากพอที่จะขออยู่ใกล้ ๆ เขาตลอดไป...
และได้เห็นเขามีความสุขกับคนรัก
.....
แต่เมื่อมีบุคคลที่สี่ที่ห้า อันเป็นเพื่อน ๆ และเครือญาติก้าวเข้ามาเกี่ยวข้อง
พวกเขาจำต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์อันอิหลักอิเหลื่อนี้





ดองหนังสือเล่มนี้ไว้หลายเพลาเต็มที
ที่หยิบมาอ่านเพราะต้องการใช้ไปตอบโจทย์ทริปเปิ้ลอาร์ที่เล่นกับเพื่อน ๆ หน้าบอร์ดพันทิป

แรก ๆ อ่านเกิดอาการงง ๆ ค่ะ แต่พออ่านไปได้สักหนึ่งในสามของเรื่อง ก็เริ่มเก็ทแล้ว ทีนี้ก็อ่านยาวได้จนจบ

เรื่องราวโรแมนติกแบบพิลึกพิลั่น
คนเขียนใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวเอกสองตัว
คือมุทสึกิ(เกย์หมอหนุ่มผู้มีคุณธรรมและรักความสะอาด)
กับโชโกะ(นักแปลสาวอารมณ์อ่อนไหว ผู้หลงใหลในภาพเขียนของเซซานน์กับการร้องเพลง)

สลับกันเล่าบทเว้นบท
ตรงนี้ต้องชมทั้งผู้เขียนผู้แปล...ที่ใช้สำนวนภาษาได้แตกต่างอย่างค่อนข้างเนียน
ทำให้ผู้อ่านค่อย ๆ ทำความรู้จัก และเข้าอกเข้าใจในตัวตนของแต่ละคน...
ทั้งบุคลิก ลักษณะนิสัย ตลอดถึงวิธีคิด วิธีปฏิบัติต่อปัญหา

เรื่องนี้จบยังไง...ไม่บอก (เดี๋ยวโดนข้อหาสปอยล์)
แต่เข้าใจชื่อหนังสือเลยว่า...คิระ คิระเป็นประกาย...เช่นนี้เอง


ยอมรับว่าตอนแรกมีอคติกับวรรณกรรมแนว ๆ โรแมนติกของญี่ปุ่น
แต่หลังจากอ่านเล่มนี้จบลง ก็เห็นทีจะเริ่ม ๆ หยิบเล่มอื่น ๆ มาอ่านใหม่แล้วล่ะค่ะ





**เชิญเลือกอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ในบล็อกนี้ได้ที่... ~ สารบัญหนังสือในบล็อก ~ค่ะ








 

Create Date : 11 สิงหาคม 2552    
Last Update : 11 สิงหาคม 2552 21:53:27 น.
Counter : 2130 Pageviews.  

เราจะไม่พรากจากกัน : Not Without My Daughter (มนันยา แปล)





เราจะไม่พรากจากกัน : Not Without My Daughter
Betty Mahmoody / ผู้เขียน
มนันยา / ผู้แปล
จัดพิมพ์โดย / สนพ.มติชน (มีนาคม ๒๕๔๖)






เรื่องย่อ (จากคำนำสำนักพิมพ์) :

" เราจะไม่พรากจากกัน " เป็นเรื่องจริงแห่งสัมพันธภาพที่ยิ่งใหญ่ระหว่างแม่กับลูกสาวที่เกิดขึ้นและฮอลลีวู้ดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อหลายปีก่อน พันธสัญญาที่ร้อยไว้ด้วยความรัก ความผูกพันของแม่ลูกคู่หนึ่งที่จำใจต้องตกไปอยู่ในประเทศอิหร่าน ในช่วงความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับอิหร่านกำลังเขม็งเกลียว ร้อนระอุเต็มที่

เบ๊ตตี้และลูกสาวตัวน้อยต้องติดอยู่ในประเทศแห่งนี้ จากการที่ความรักความไว้วางใจมาถูกทรยศหักหลัง สองแม่ลูกไม่มีวันนึกถึงว่า เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น ชายผู้ที่เคยเป็นสามีและพ่อที่แสนดีของคนทั้งคู่ จะกลายเป็นปีศาจร้ายผู้คุมใจโหดไปได้

ราวกับโลกถล่มลงตรงหน้าเบ๊ตตี้ ที่จู่ ๆ ไม่ทันตั้งตัว เสรีภาพและความเสมอภาคที่เปรียบเสมือนลมหายใจของชีวิตอเมริกันชนต้องสูญสิ้นไปในพริบตา เมื่อเธอต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ความคิดความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...............


โปรยปกหลัง :

...มาห์ท็อปโผเข้ามาหาฉันแล้วซุกหน้าลงกับตัก
เรากอดกันไว้แน่นเหมือนจะแบ่งปันความเจ็บปวด
ของกันและกัน ไม่ใช่แต่บาดแผลทางกายเท่านั้น
หากแต่เป็นความเจ็บปวดภายในจิตใจด้วย

เราต่างร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดไม่ออกไปหลายนาที...
"จำไว้อย่างหนึ่งว่า แม่จะไม่ยอมออกจากประเทศนี้ไป
โดยไม่มีลูกไปด้วยอย่างแน่นอนที่สุด ไม่มีวัน!..."

...ฉันจะไม่ไปไหนเป็นอันขาดถ้าลูกไม่ได้ไปด้วย
ฉันร้องเสียงดัง "เราจะไม่พรากจากกัน"






ส่วนตัว

เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่...เมื่อได้เริ่มต้นอ่านแล้วก็แทบจะวางไม่ลงเลยทีเดียว ด้วยเรื่องราวที่ร้อยเรียงในนั้น ทั้งตื่นเต้น เร้าใจ ชวนลุ้นระทึกอยู่ตลอดทั้งเล่ม

รวมทั้งต้องคอยเอาใจช่วยทั้งสองคนแม่ลูกอยู่ตลอดเวลา...

เล่าเรื่องย่อเพิ่มเติมจากข้างบนนิดหนึ่งแล้วกัน...

เบ๊ตตี้แต่งงานครั้งที่สองกับมูดี้ วิสัญญีแพทย์ชาวอิหร่าน หลังจากลูกสาวคนเดียวของพวกเขา...มาห์ท็อป อายุได้สี่ขวบ มูดี้ก็ชวนเบ๊ตตี้เดินทางกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่กรุงเตหะราน โดยมีกำหนดที่จะอยู่ที่นั่นเป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์ (15 วัน) ...

เบ๊ตตี้แม้จะลังเล แต่ด้วยความรักและไว้ใจสามี เธอก็ติดตามเขาไปโดยง่าย
เมื่อไปถึง... ทั้งผู้คนและสภาพบ้านเมืองหลายอย่างรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอันครัดเคร่งทางศาสนาที่แตกต่างทำให้เธอและลูกสาวตัวน้อยอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่เธอก็เฝ้าปลอบใจตนเองและลูกว่า...
เดี๋ยวมันจะผ่านไป เดี๋ยวเธอก็จะได้กลับไปยังที่ที่เธอคุ้นเคยแล้ว
เธอกับมาห์ท็อปเฝ้านับวันนับคืนรอวันที่จะได้เดินทางกลับ

แต่ทว่า...ในวันที่ 14 ของการมาพำนักอยู่ในบ้านของพี่สาวของมูดี้ เธอก็ได้รับรู้ความจริงอันน่าตกใจว่าเธอไม่สามารถกลับไปอเมริกาได้...
ทั้งหมดนี้เป็นแผนการของสามีเธอร่วมกับบรรดาญาติ ๆ ของเขาที่จะให้เธอและลูกต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างถาวร...

เธอและลูกสาวต้องถูกกักขัง ถูกทำร้ายจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีและพ่อ...ซึ่งแม้จะมีคนเห็นใจบ้าง...แต่ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือให้ความช่วยเหลือ...



อ่านไปกลุ้มไป อ่านไปโกรธไป...
ทำไมผู้หญิงเราต้องถูกหลอก ถูกหักหลังจากคนที่เรารักได้ง่ายเหลือเกิน
สงสารเด็กก็สงสาร...

นอกจากความตื่นเต้นของเรื่องราวแล้ว ในเล่มนี้ผู้อ่านก็จะได้รับรู้ถึงวิถีชีวิต ขนบประเพณีวัฒนธรรมที่แปลกและแตกต่างหลายอย่างหลายประการของชาวอิหร่าน...

อีกทั้งพลังแห่งศรัทธาและความเชื่อมั่นทางศาสนาที่...ในที่สุดก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถช่วยให้ปัญหาที่ทึบตัน...คลี่คลายไปได้ในทางที่ดี

ศาสนาทุกศาสนา...ชี้ทางสว่างให้กับศาสนิกผู้เชื่อมั่นและเข้มแข็งเสมอ

ในเรื่องของสำนวนภาษานั้น มิพักต้องสงสัยเลย ว่าจะยังคงความตื่นเต้นเร้าใจและน่าติดตามได้เพียงไหน...
ภายใต้การแปลของนักแปลชั้นเทพอย่างคุณ "มนันยา"
ซึ่ง...เหมือนอย่างที่บอกตอนต้น...นั่นคือ เมื่อได้เริ่มหยิบขึ้นมาอ่านแล้ว...ยากยิ่งนักที่จะวางได้ลง!

นำมาชวนอ่านอย่างแรงอีกเล่มค่ะ!



>








 

Create Date : 30 กันยายน 2551    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 14:19:16 น.
Counter : 1742 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

BlogGang Popular Award#14


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 180 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ นางถ้ำ/มาลา คำจันทร์ เขียน ~

~ อ้อมฟ้าโอบดิน/"คีรี" เขียน ~

~ บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า(The Ballad of The Sad Café)/Carson McCullers:เขียน/จุฑามาศ แอนเนียน : แปล ~

~ ทัณฑ์ลวงรัก/"FoxxTrot" เขียน ~

~ ดับแดนดารา/"อสิตา" เขียน ~

~ เทียบท้าปฐพี 1-3/ชิงหลิงเยวี่ย : เขียน/ กระบี่หลงทิศ : แปล ~

~ My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry(ยายฝากบอกว่าขอโทษ)/Fredrik Backman:เขียน/ปราชญ์ อัสนี : แปล ~

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.