'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ ชาติภพใช่เพียงฝัน ~ นิยายแนวย้อนภพ พลัดมิติ แปลโดย "สีมน"




(ภาพปกเบลอนิดนึงนะคะ-หาภาพจากเน็ตไม่เจออ่ะ)

"ชาติภพใช่เพียงฝัน"
(แปลจาก : Stephanie Und Das Vorige Leban)
ผู้เขียน เฮอร์เบิร์ต โรเซนเดอร์เฟอร์
ผู้แปล : สีมน
ผู้พิมพ์ : สนพ.ดอกหญ้า(ก.พ. ๒๕๓๘)

โปรยปก

...เรื่องราวอันลึกลับซับซ้อนที่ไม่มีบทพิสูจน์ได้ว่า
นั่นเป็นเพียงความฝัน หรือความจริง

เรื่องย่อ (ย่อเอง):


เมื่อสเตฟานีแต่งงานกับแฟร์ดี้ได้สิบปี เธอก็ได้รับของขวัญจากสามีเป็นแหวนวงหนึ่ง
และคงจะเป็นแหวนวงนั้นนั่นเองที่พาเธอย้อนกลับไปยังอดีตชาติเมื่อสองร้อยปีก่อน...

อดีตชาติที่เธอมิได้เป็นหญิงสาวสามัญชนเช่นภพปัจจุบันนี้
หากแต่เป็นเจ้าหญิงสูงศักดิ์ในตระกูลเก่าแก่แห่งสเปน
ในขณะที่อยู่"ที่นั่น" เธอได้บันทึกเรื่องราวของเธอในรูปแบบของจดหมายถึงพี่ชาย
และก่อนที่จะกลับมายังภพปัจจุบันเธอก็ได้ฝังบันทึกของเธอไว้และบอกเล่าให้พี่ชายของเธอให้ไปขุดค้นยังจุดดังกล่าว...

เธอเสียชีวิตในโรงพยาบาลประสาท หลังจากกลับมาจากอดีตภพเพียงไม่นานด้วยโรคมะเร็งกระดูกและสติวิปลาส...

เมื่อพี่ชายของเธอไปขุดค้นจนพบจดหมายดังกล่าว
เขาจึงเข้าใจถึงการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของน้องสาวในช่วงหนึ่ง
และได้รับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่สเตฟานีได้ไปมีตัวตนอยู่ในอีกภพหนึ่ง . .
เมื่อสองร้อยปีที่ล่วงผ่าน...





หนังสือเล่มนี้ดองไว้หลายชาติมาก ๆ แต่ก็ดีใจที่ได้อ่าน เพราะสนุก ตื่นเต้นปนสยองดี...

เป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าน่ะค่ะ
ในตอนต้น ๆ ผู้เขียนได้บอกเล่าเกริ่นนำถึงความเป็นไปเป็นมาของเขากับสเตฟานี - - น้องสาว
ถึงความสัมพันธ์อันฝืดฝืนของน้องสาวกับสามี
จนถึงความฝันอันแปลกประหลาดของสเตฟานี ที่เธอมิได้ปริปากบอกเล่าแก่ผู้ใดแม้กระทั่งสามี
... ยกเว้นเขาผู้เป็นพี่ชาย

ความฝันของเธอทำให้สองคนพี่น้องพากันดั้นด้นไปยังสถานที่ที่เธอฝันถึง
และได้พบว่าที่นั่นมีความผูกพันเชื่อมโยงกับคุณป้าเฮเลเน่ (ซึ่งความจริงแล้วน่าจะมีศักดิ์เป็นคุณยาย เพราะคุณป้าเฮเลเน่เป็นพี่สาวของคุณยายของพวกเขา แต่พวกเขาก็เรียกกันว่าคุณป้ามาจนติดปาก) เพราะคุณป้าของพวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นก่อนตายด้วยอุบัติเหตุ...ก่อนวันแต่งงานเพียงไม่กี่วัน

สเตฟานีฝันว่าตนเองได้ไปตื่นขึ้นในอีกภพหนึ่งอยู่บ่อย ๆ...
ความฝันนั้นไม่มีกำหนดกฏเกณฑ์ใด ๆ จนบางครั้งเธอนึกหวาดกลัวจนไม่กล้านอนหลับ...

แต่วันหนึ่ง...(อาจจะเป็นด้วยอานุภาพของแหวนวงนั้น
ซึ่งตามประวัติความเป็นมา ระบุว่าเป็นแหวนของเจ้าหญิงเอสเตฟาเนียแห่งสเปน)
เธอก็ต้องไปตื่นขึ้นที่นั่น เพื่อที่จะต้องไปจัดการกลบเกลื่อนร่องรอยฆาตกรรมที่เจ้าหญิงได้กระทำไว้ - - ต่อพระสวามีของพระองค์เอง !!!

นี่เป็นบางส่วนในบทขึ้นต้นจดหมายที่เธอเขียนถึงพี่ชายค่ะ...


"ถึงพี่ที่รัก
ที่ฉันจะกลับคืนไปได้หรือไม่นั้นฉันไม่ทราบได้ พี่คงห่วงใยฉันอยู่ แฟรฺดี้ก็คงวิตกทุกข์ร้อนเช่นเดียวกัน พี่น่ะจะรู้ดอกว่าฉันอยู่หนแห่งใด นั่นเป็นสิ่งที่ปลอบใจฉัน
แต่แฟรฺดี้นั้นเห็นจะคิดว่าฉันทิ้งเขาไปเป็นแน่
เรื่องมันน่าใจหาย ฉันกำลังอยู่ในชีวิตใหม่ แต่ก็ยังคงเป็นคนเดิมที่เคยเป็น...

พี่รู้ไหมว่า พี่ห่างไกลจากฉันถึงสองร้อยปีทีเดียว สองศตวรรษเป็นเวลานาชั่วกัปชั่วกัลป์ที่นึกไม่ออกเอาทีเดียวล่ะ
มันคงเป็นเพราะแหวนนั่นเอง ฉันคิดว่าพี่คงเดาออก ฉันเองก็ไม่ได้คิดมาก่อน...
แหวนนี้นำพาฉันมาสู่ที่นี่ แต่ก็ไม่ใช่แหวนอย่างเดียวเท่านั้นดอก
มันเหมือนกับถูกพันผูกด้วยสายใยอันมิอาจตัดได้ขาด ทำให้ฉันต้องติดอยู่กับโลกแห่งเคราะห์กรรมแห่งนี้..."


มีเรื่องราวชวนสยองขวัญอยู่ในเรื่องเล่าของสเตฟานี...
ที่อ่านแล้วก่อให้เกิดอาการขนลุก เช่น... เธอบรรยายถึงสภาพภายในห้องที่เธอ"ตื่น"ขึ้นในอีกภพหนึ่งว่า...


"ข้าง ๆ ฉันบนเตียงใหญ่นั่น มีผู้ชายนอนอยู่ แต่ไม่ใช่แฟรฺดี้ เป็นบุรุษผู้หนึ่ง เขาตายแล้วล่ะ...เขาถูกเชือดคอหอย...ดวงตาเบิกกว้างไม่มีแวว เลือดเปรอะไปทั้งเตียง ก็นี่แหละฉันถึงรู้แน่ว่าเขาตายแล้ว..."

และเธอต้องกำจัดศพนั้น...

ซึ่งเธอมารู้ชัดในภายหลังว่าเป็นพระศพของพระองค์ชายเฟอร์ดินันด์ - -ดยุกที่ 9 แห่งตระกูลขุนนางของสเปนในช่วงศตวรรษที่ 18 - - สวามีขององค์หญิงเอสเตฟาเนีย ผู้ที่สเตฟานีต้องสวมบทบาทเป็นเธอในขณะที่ย้อนเวลาไปนั่นเอง


"...ฉันทำทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียว ด้วยสองมือนี่แหละ สองมือที่พี่รู้จักนี่เอง สิ่งที่น่าสยองขวัญอย่างสุดแสนที่ฉันได้ปฏิบัติในสองชั่วโมงนั้นก็คือ การลากพระศพลงไปตามขั้นบันไดหิน...ฉันลากดึงผ้าปูที่นอนที่ห่อพระศพ เสียงศพในห่อปะทะขั้นบันไดตึ้ก ๆ ลงไปนี่ซิ น่าสยองเหลือเกิน...แต่ความกลัวที่จะมีคนเห็นนั้นมีมากกว่า"





ผู้เขียนผูกร้อยเรื่องราวได้น่าสนใจมาก
เรื่องราวก็ชวนให้ตื่นเต้น เร้าใจดี...
แต่วิธีเล่าออกจะชวนสับสน และพาออกทะเลอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ...
สำนวนแปล...อ้อ...ผู้แปลแปลจากภาษาเยอรมันโดยตรงค่ะ...ก็แปลก ๆ ชอบกล
มันดูสะดุด ๆ ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร แถมสำนวนภาษาที่ใช้ก็ห้วน ๆ ลุ่น ๆ ...

ยกตัวอย่างนิดนึง...
ตอนที่โคเซฟา - -สนมคนสนิทขององค์หญิงเอสเตฟาเนียเปิดเผยว่าหล่อนเข้าใจและรู้ดีว่าเหตุใดพระองค์หญิงจึงสังหารพระองค์ชาย
เจ้าหล่อนบอกว่า...


"พระองค์ชายทรงชั่วร้าย...ทรงพยายามเอากับหม่อมฉันเหมือนกันเพคะ"
"กับเธอเหมือนกันรึนี่ ? "
"แน่นอนเพคะ พระองค์และพระสหายพยายามเอากับทุกคนทั้งนั้นแหละ..."


พยายามอ่านให้เป็นภาษาพูดที่คนโบราณเขาใช้กัน แต่มันก็ยังให้ความรู้สึกทะแม่ง ๆ อยู่ดี แหะ ๆ





เล่มนี้ดองข้ามซีซั่น...แต่กำลังจะส่งต่อหนังสือเลยต้องรีบมาอัพขึ้นบล็อกก่อน
อ่านเพื่อตอบโจทย์ RRR ข้อที่ว่า "อ่านหนังสือ 1 เล่ม ที่เกี่ยวกับหรือตัวละครเกี่ยวข้องกับการข้ามมิติ/ภพภูมิ/เวลา"

ชอบมาก ๆ ดีใจที่ได้อ่าน
ส่วนนี่เป็นภาพปกเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษค่ะ สวยกว่าข้างบนเยอะเลย






**เชิญเลือกอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ในบล็อกนี้ได้ที่... ~ สารบัญหนังสือในบล็อก ~ ค่ะ








 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 14:51:01 น.
Counter : 1240 Pageviews.  

KiraKira เป็นประกาย โดย เอคุนิ คาโอริ (น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ แปล)






KiraKira เป็นประกาย
เอคุนิ คาโอริ /เขียน
น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ / แปล
สนพ.อิมเมจ/พิมพ์






นิยายรักสามเส้าจากดินแดนอาทิตย์อุทัย...
หญิงหนึ่ง ชายสองกับความรักบริสุทธิ์ ที่ต่างจากครรลองของสังคม

มันคงจะไม่กระไร หาก"สองชาย"นั้น ต่างพัวพันรักใคร่ในหญิงหนึ่ง
แต่เรื่องนี้แตกต่าง...

หญิงสาวอารมณ์แปรปรวนจนถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคประสาทและมีอาการแอลกอฮอลิคร่วมด้วย
ตัดสินใจแต่งงานกับชายหนุ่ม...ที่เธอรู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นเกย์...
ผ่านการนัด "ดูตัว" (ค่อนข้างคุ้นเคยวัฒนธรรมการดูตัวมาก ๆ จากซีรียส์เกาหลีหลาย ๆ เรื่องที่ได้ดู)
ทั้งคู่มีข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันว่า...พวกเขาจะเป็นอิสระในการมีคนรักของตัวเอง...
ซึ่งดูเหมือนว่า ชีวิตคู่(ที่ปราศจากเซ็กส์)จะดำเนินไปได้ด้วยดีในระแรกเริ่ม...โชโกะ(ภรรยา)เข้ากันได้ดีมากกับค่ง...คนรักของมุทสึกิ(สามี)
เธอพอใจชีวิตแบบที่เป็นอยู่นี่แล้ว เธอชอบมุทสึกิมากพอที่จะขออยู่ใกล้ ๆ เขาตลอดไป...
และได้เห็นเขามีความสุขกับคนรัก
.....
แต่เมื่อมีบุคคลที่สี่ที่ห้า อันเป็นเพื่อน ๆ และเครือญาติก้าวเข้ามาเกี่ยวข้อง
พวกเขาจำต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์อันอิหลักอิเหลื่อนี้





ดองหนังสือเล่มนี้ไว้หลายเพลาเต็มที
ที่หยิบมาอ่านเพราะต้องการใช้ไปตอบโจทย์ทริปเปิ้ลอาร์ที่เล่นกับเพื่อน ๆ หน้าบอร์ดพันทิป

แรก ๆ อ่านเกิดอาการงง ๆ ค่ะ แต่พออ่านไปได้สักหนึ่งในสามของเรื่อง ก็เริ่มเก็ทแล้ว ทีนี้ก็อ่านยาวได้จนจบ

เรื่องราวโรแมนติกแบบพิลึกพิลั่น
คนเขียนใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวเอกสองตัว
คือมุทสึกิ(เกย์หมอหนุ่มผู้มีคุณธรรมและรักความสะอาด)
กับโชโกะ(นักแปลสาวอารมณ์อ่อนไหว ผู้หลงใหลในภาพเขียนของเซซานน์กับการร้องเพลง)

สลับกันเล่าบทเว้นบท
ตรงนี้ต้องชมทั้งผู้เขียนผู้แปล...ที่ใช้สำนวนภาษาได้แตกต่างอย่างค่อนข้างเนียน
ทำให้ผู้อ่านค่อย ๆ ทำความรู้จัก และเข้าอกเข้าใจในตัวตนของแต่ละคน...
ทั้งบุคลิก ลักษณะนิสัย ตลอดถึงวิธีคิด วิธีปฏิบัติต่อปัญหา

เรื่องนี้จบยังไง...ไม่บอก (เดี๋ยวโดนข้อหาสปอยล์)
แต่เข้าใจชื่อหนังสือเลยว่า...คิระ คิระเป็นประกาย...เช่นนี้เอง


ยอมรับว่าตอนแรกมีอคติกับวรรณกรรมแนว ๆ โรแมนติกของญี่ปุ่น
แต่หลังจากอ่านเล่มนี้จบลง ก็เห็นทีจะเริ่ม ๆ หยิบเล่มอื่น ๆ มาอ่านใหม่แล้วล่ะค่ะ





**เชิญเลือกอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ในบล็อกนี้ได้ที่... ~ สารบัญหนังสือในบล็อก ~ค่ะ








 

Create Date : 11 สิงหาคม 2552    
Last Update : 11 สิงหาคม 2552 21:53:27 น.
Counter : 2016 Pageviews.  

เราจะไม่พรากจากกัน : Not Without My Daughter (มนันยา แปล)





เราจะไม่พรากจากกัน : Not Without My Daughter
Betty Mahmoody / ผู้เขียน
มนันยา / ผู้แปล
จัดพิมพ์โดย / สนพ.มติชน (มีนาคม ๒๕๔๖)






เรื่องย่อ (จากคำนำสำนักพิมพ์) :

" เราจะไม่พรากจากกัน " เป็นเรื่องจริงแห่งสัมพันธภาพที่ยิ่งใหญ่ระหว่างแม่กับลูกสาวที่เกิดขึ้นและฮอลลีวู้ดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อหลายปีก่อน พันธสัญญาที่ร้อยไว้ด้วยความรัก ความผูกพันของแม่ลูกคู่หนึ่งที่จำใจต้องตกไปอยู่ในประเทศอิหร่าน ในช่วงความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับอิหร่านกำลังเขม็งเกลียว ร้อนระอุเต็มที่

เบ๊ตตี้และลูกสาวตัวน้อยต้องติดอยู่ในประเทศแห่งนี้ จากการที่ความรักความไว้วางใจมาถูกทรยศหักหลัง สองแม่ลูกไม่มีวันนึกถึงว่า เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น ชายผู้ที่เคยเป็นสามีและพ่อที่แสนดีของคนทั้งคู่ จะกลายเป็นปีศาจร้ายผู้คุมใจโหดไปได้

ราวกับโลกถล่มลงตรงหน้าเบ๊ตตี้ ที่จู่ ๆ ไม่ทันตั้งตัว เสรีภาพและความเสมอภาคที่เปรียบเสมือนลมหายใจของชีวิตอเมริกันชนต้องสูญสิ้นไปในพริบตา เมื่อเธอต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ความคิดความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...............


โปรยปกหลัง :

...มาห์ท็อปโผเข้ามาหาฉันแล้วซุกหน้าลงกับตัก
เรากอดกันไว้แน่นเหมือนจะแบ่งปันความเจ็บปวด
ของกันและกัน ไม่ใช่แต่บาดแผลทางกายเท่านั้น
หากแต่เป็นความเจ็บปวดภายในจิตใจด้วย

เราต่างร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดไม่ออกไปหลายนาที...
"จำไว้อย่างหนึ่งว่า แม่จะไม่ยอมออกจากประเทศนี้ไป
โดยไม่มีลูกไปด้วยอย่างแน่นอนที่สุด ไม่มีวัน!..."

...ฉันจะไม่ไปไหนเป็นอันขาดถ้าลูกไม่ได้ไปด้วย
ฉันร้องเสียงดัง "เราจะไม่พรากจากกัน"






ส่วนตัว

เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่...เมื่อได้เริ่มต้นอ่านแล้วก็แทบจะวางไม่ลงเลยทีเดียว ด้วยเรื่องราวที่ร้อยเรียงในนั้น ทั้งตื่นเต้น เร้าใจ ชวนลุ้นระทึกอยู่ตลอดทั้งเล่ม

รวมทั้งต้องคอยเอาใจช่วยทั้งสองคนแม่ลูกอยู่ตลอดเวลา...

เล่าเรื่องย่อเพิ่มเติมจากข้างบนนิดหนึ่งแล้วกัน...

เบ๊ตตี้แต่งงานครั้งที่สองกับมูดี้ วิสัญญีแพทย์ชาวอิหร่าน หลังจากลูกสาวคนเดียวของพวกเขา...มาห์ท็อป อายุได้สี่ขวบ มูดี้ก็ชวนเบ๊ตตี้เดินทางกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่กรุงเตหะราน โดยมีกำหนดที่จะอยู่ที่นั่นเป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์ (15 วัน) ...

เบ๊ตตี้แม้จะลังเล แต่ด้วยความรักและไว้ใจสามี เธอก็ติดตามเขาไปโดยง่าย
เมื่อไปถึง... ทั้งผู้คนและสภาพบ้านเมืองหลายอย่างรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอันครัดเคร่งทางศาสนาที่แตกต่างทำให้เธอและลูกสาวตัวน้อยอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่เธอก็เฝ้าปลอบใจตนเองและลูกว่า...
เดี๋ยวมันจะผ่านไป เดี๋ยวเธอก็จะได้กลับไปยังที่ที่เธอคุ้นเคยแล้ว
เธอกับมาห์ท็อปเฝ้านับวันนับคืนรอวันที่จะได้เดินทางกลับ

แต่ทว่า...ในวันที่ 14 ของการมาพำนักอยู่ในบ้านของพี่สาวของมูดี้ เธอก็ได้รับรู้ความจริงอันน่าตกใจว่าเธอไม่สามารถกลับไปอเมริกาได้...
ทั้งหมดนี้เป็นแผนการของสามีเธอร่วมกับบรรดาญาติ ๆ ของเขาที่จะให้เธอและลูกต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างถาวร...

เธอและลูกสาวต้องถูกกักขัง ถูกทำร้ายจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีและพ่อ...ซึ่งแม้จะมีคนเห็นใจบ้าง...แต่ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือให้ความช่วยเหลือ...



อ่านไปกลุ้มไป อ่านไปโกรธไป...
ทำไมผู้หญิงเราต้องถูกหลอก ถูกหักหลังจากคนที่เรารักได้ง่ายเหลือเกิน
สงสารเด็กก็สงสาร...

นอกจากความตื่นเต้นของเรื่องราวแล้ว ในเล่มนี้ผู้อ่านก็จะได้รับรู้ถึงวิถีชีวิต ขนบประเพณีวัฒนธรรมที่แปลกและแตกต่างหลายอย่างหลายประการของชาวอิหร่าน...

อีกทั้งพลังแห่งศรัทธาและความเชื่อมั่นทางศาสนาที่...ในที่สุดก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถช่วยให้ปัญหาที่ทึบตัน...คลี่คลายไปได้ในทางที่ดี

ศาสนาทุกศาสนา...ชี้ทางสว่างให้กับศาสนิกผู้เชื่อมั่นและเข้มแข็งเสมอ

ในเรื่องของสำนวนภาษานั้น มิพักต้องสงสัยเลย ว่าจะยังคงความตื่นเต้นเร้าใจและน่าติดตามได้เพียงไหน...
ภายใต้การแปลของนักแปลชั้นเทพอย่างคุณ "มนันยา"
ซึ่ง...เหมือนอย่างที่บอกตอนต้น...นั่นคือ เมื่อได้เริ่มหยิบขึ้นมาอ่านแล้ว...ยากยิ่งนักที่จะวางได้ลง!

นำมาชวนอ่านอย่างแรงอีกเล่มค่ะ!



>








 

Create Date : 30 กันยายน 2551    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 14:19:16 น.
Counter : 1680 Pageviews.  

บนถนนชีวิตที่เลือนราง : She's come undone





บนถนนชีวิตที่เลือนราง : She's come undone
Wally lamb / เขียน
'ธีรพร' / แปล
สนพ.มติชน / พิมพ์ (2547)






รายละเอียด (จากเว็บสำนักพิมพ์) :

หนังสือนวนิยายเรื่องราวการเดินทางเติบโตสู่ความเป็นผู้ใหญ่เล่มนี้
วอลลี่ แลมบ์เชิญชวนให้เราเข้าร่วมไปกับการเดินทางของความรัก ความเจ็บปวดและชีวิตใหม่
กับนางเอกที่ตลกได้อย่างเศร้าซึ้งที่สุดในรอบหลายปี
เธอเป็นทั้งเด็กสาวที่เปราะบาง และคนที่โกรธขึ้งและมองโลกในแง่ร้าย ยากที่จะรักเธอได้ลง
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็น่ารักยากจะหาใครเหมือน
โดลอเรสเป็นความจริงที่เจ็บปวดเท่า ๆ กับข้อบกพร่องในตัวเรา
She's come undone สัญญาว่าคุณจะไม่มีวันลืมโดลอเรส ไพรซ์


โปรยปก :

หนึ่งในสิบอันดับหนังสือแห่งปีจากนิตยสารพีเพิล
หนังสือเด่นแห่งปีจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์
หนังสือเข้ารอบชิงชนะเลิศหนังสือนวนิยายเล่มแรกแห่งปีของหนังสือลอสแอนเจลิสไทม์








ส่วนตัว

จากคำโปรยข้างต้น จากปก จากอะไรอีกหลายอย่าง ทำให้เลือกที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกของจำนวนหนังสือทั้งหมด 15 เล่มที่ได้รับมาล็อตหลังสุด
อ่านแล้วก็ติดหนึบ ไม่อยากวาง (แต่ก็จำเป็นต้องวางบ้าง ด้วยขนาดและความหนาของหนังสือ)...
แล้วก็จบไปได้ ในเวลาสองวัน...

เรื่องราวดำเนินไปในรูปของบทบันทึก คล้าย ๆ จะเป็นบันทึกส่วนตัวของโดลอเรส ไพรซ์ แต่ไม่ถึงกับเป็นบันทึกประจำวันหรือไดอารี่อะไรแบบนั้น แต่เป็นเรื่องเล่าผ่าน "ฉัน" ...
(ซึ่งส่วนตัวจะชอบนิยายที่เขียนในลักษณะนี้มากเป็นพิเศษ)

โดลอเรสได้เล่าถึงชีวิตของเธอนับแต่วัยเด็ก เริ่มตั้งแต่เมื่อเธอมีอายุ 4 ขวบ ในปี 1956 ที่บ้านของเธอมีทีวีขาวดำเครื่องแรก...
ในช่วงนั้น เธอได้เห็นความปริร้าวในชีวิตคู่ของพ่อกับแม่อยู่เรื่อย ๆ และมาสิ้นสุดลง เมื่อเธออายุ 12 ปี
เธอต้องย้ายมาอยู่กับยาย ในขณะที่แม่ของเธอต้องเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาล...

มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กหญิง เธอได้บอกเล่าถึงเรื่องราวที่ดำเนินไป การต้องอยู่กับยายที่ค่อนข้างจะเข้มงวดและหัวโบราณ การย้ายโรงเรียน ตลอดถึงความรู้สึกนึกคิดของเธอที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างละเอียดลออ...

เมื่ออายุ 13 ปีเธอก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ที่เธอเคยให้ความไว้วางใจ และชื่นชมเขา
นั่นทำให้เธอต้องก้าวผ่านวัยเด็กไปก่อนเวลาอันควร...พร้อมกับบาดแผลในใจอันยากจะเยียวยา... (จบภาคแรก...ธิดาแห่งความเศร้าโศก)

เธอใช้เวลาหลายปีหลังจากนั้น นอนเกยตื้นเหมือนปลาวาฬอยู่หน้าจอทีวี และบำเรอตัวเองด้วยขนมหวาน อาหารขยะต่าง ๆ และน้ำอัดลม...
เมื่อเธอเรียนจบชั้นมัธยม แม่ของเธอบังคับให้เธอเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย...ซึ่งเธอต่อต้านแบบหัวชนฝา ด้วยน้ำหนักตัวในขณะนั้นถึง 257 ปอนด์

และแล้ว ชีวิตของเธอต้องหักเหอีกครั้งเมื่อแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุในปีนั้น...
เธอตัดสินใจเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ตามความปรารถนาก่อนตายของแม่...
ชีวิตนักศึกษาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิงที่มีรูปร่างอ้วนแบบเธอ แต่เธอก็ได้พยายาม...
ที่นั่นเธอได้พบกับชายในฝันของเธอ แม้จะเป็นเพียงรูปถ่ายกับจดหมายรักของเขาที่เขาเขียนถึงรูมเมทของเธอ และเธอได้ขโมยเก็บมันไว้...

ในที่สุดความอดทนของเธอก็ถึงขีดสุด...ในเวลาไม่ถึงปีที่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น... เธอทำร้ายเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งซึ่งพยายามล่วงละเมิดเธออย่างหยาบคาย...
...........
เธอเบรคดาวน์ไปพร้อมกับซากปลาวาฬที่นอนตายเกยตื้นที่แหลมเคปค็อต...(จบภาคสอง...ปลาวาฬเกยตื้น)

เธอเข้ารับการบำบัดทางจิตเวชในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง...เป็นเวลาถึง 7 ปี
เธอได้บันทึกถึงการบำบัดอาการทางจิตของเธอได้อย่างละเอียดและมีอารมณ์ขัน แต่มันเป็นความขันที่แทรกรสขมไว้แทบทุกบรรทัดเลยทีเดียว...
จะด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็ตาม เธอได้พบรูปถ่ายของชายในฝันของเธออีกครั้ง...
และเธอก็ตัดสินใจไปตามหาเขา...
เธอแต่งงานกับเขาในเวลาต่อมา...เธอท้องแล้วก็ทำแท้งเพราะเขาไม่ต้องการลูก...

ในที่สุด เธอตัดสินใจหย่า...

She didn't know what she was headed for
And when she found what she was headed for...
เธอไม่รู้จะไปทางไหน
และเมื่อเธอรู้ว่าจะไปทางไหน...






ชอบมากถึงมากที่สุด...เป็นหนังสือเล่มหนาที่...หากได้ลงมืออ่านแล้วคุณจะต้องลุ้นระทึกไปกับถนนชีวิตอันขรุขระ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของโดลอเรส ไพรซ์ ตลอดเวลา...

พร้อม ๆ กัน ชีวิตของเธอ ในบางช่วง บางจุด คุณอาจจะเผลอมองย้อนไปในชีวิตของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา แล้วอาจจะได้แลเห็นแง่มุม หรือกระทั่งปุ่มปมบางอย่างที่เราอาจจะลืมเลือนไป หรือไม่...เราก็แกล้งลืม

รู้สึกได้เลยว่าบรรดาคำนิยมทั้งหลายที่ปรากฏในหน้าปกในหนังสือนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย...

เช่น...

"แลมบ์สร้างสรรค์ให้นางเอกปากกล้าของเขา ยิ่งใหญ่ทั้งร่างกายและจิตใจ...จอห์น อัพไดก์ เคยกล่าวไว้ว่า เจ.ดี.ซาลิงเจอร์ รักตัวละครของเขา 'มากกว่าที่พระเจ้ารักพวกเขาเสียอีก' ซึ่งอาจจะกล่าวได้กับวอลลี่ แลมบ์เช่นกัน...ตัวละครเหล่านี้ก็เป็นที่รักของผู้อ่านไม่แพ้กัน อย่างเช่นที่โดลอเรสเป็น แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เธอสมเพชตัวเองที่สุด ผู้อ่านก็ยังคอยให้กำลังใจเธอ ให้ฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่าง และได้พบกับความสุขสงบในชีวิต "

-ฮิลมา โวลิตเซอร์ นิวยอร์กไทมส์บุ้กรีวิว



"ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกแย่และต้องการช่วงเวลาแห่งชัยชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับตัวเอง การใช้เวลากับโดลอเรสเป็นการบำบัดจิตใจที่ดีเยี่ยม"

- ดิ้กบี้ ดีล



ฯลฯ

ส่วนตัว...ขอนิยามหนังสือเล่มนี้สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า ...
"รันทด...แต่แสนจะงดงาม" ค่ะ

อีกหนึ่งเล่มที่อยากจะชวนอ่านอย่างแรง !


ป.ล.1 หนังสือเล่มนี้พิมพ์ตั้งแต่ปี 2547 แต่เรื่องราวยังคงสดใหม่มาก
ป.ล. 2 ย้ำนักหนาเรื่องความหนาของหนังสือ ลืมบอกไปว่าหนังสือเล่มนี้ หนา 548 หน้าค่ะ
ป.ล. 3 หลายคนอาจจะคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นชีวิตจริงของผู้เขียนหรือเปล่า...? ขอบอกว่าไม่ใช่แน่นอนค่ะ เพราะผู้เขียนเรื่องนี้เป็นผู้ชาย แต่สามารถเขียนเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่อายุ 4 ขวบ จนถึง 40 ปี ได้อย่างน่าอ่าน ชวนติดตาม บอกเล่าถึงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่าง...เนียนมาก ๆ จนหลายครั้งต้องคอยพลิกดูบ่อย ๆ ว่า คนเขียนเค้าเป็นผู้ชายแน่หรือ...?

ประมาณนั้นทีเดียว

















 

Create Date : 24 กันยายน 2551    
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 11:06:00 น.
Counter : 970 Pageviews.  

คนพันธุ์สัตว์ (You’re an Animal,Viskovitz!)





คนพันธุ์สัตว์ (You’re an Animal,Viskovitz!)
Alessandro Boffa / เขียน
นาลันทา คุปต์ / แปล
สนพ.เอ็นเธอร์บุ๊คส์(ในเครือสนพ.แจ่มใส) / พิมพ์






หลากเรื่องราว(ชีวิต)สั้น ๆ แอบหักมุมของชุมนุมสิงสาราสัตว์ที่จิกกัดคนได้สะบัดถึงใจ...

คุณเคยสงสัยไหมว่า ในหนึ่งวัน สัตว์ทำอะไร คิดอะไร และรู้สึกรู้สาต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวแค่ไหน...

"คุณจะรู้สึกอย่างไรหากวันหนึ่งลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองกลายเป็นสัตว์โน่นนี่มากมาย
วันหนึ่งเป็นนกแก้ว ต่อมาเป็นแมงป่อง
วันต่อไปลองเป็นกวาง เป็นฟองน้ำ เป็นเพนกวิน เป็นฉลาม ฯลฯ
คุณอาจจะยังนึกไม่ออกหรือบอกตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่คงจะดี หากได้สัมผัสชีวิตของพวกมัน

เพื่อจะได้บทสรุปว่ามนุษย์เรานั้น มันก็แค่สัตว์อีกชนิดหนึ่งนั่นเอง "


โปรยปกหน้า-หลัง หนังสือ "คนพันธุ์สัตว์ "








ปรารภกับเพื่อนว่า เบื่อ ๆ อยากอ่านอะไร ๆ ที่มันหลุดโลก ๆ หน่อย เพื่อนก็แสนดี ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ยืม...

แถมกำกับมาด้วยว่ารับประกันความหลุดโลก
แต่...อ่านจบแล้วไม่ต้องคืนก็ได้นะ เพราะเค้าคงไม่อ่านซ้ำหรอก รอบเดียวก็เกินพอ !

เออแน่ะ...ท้าทายนักอ่านโรคจิตที่ชอบย้ำคิดย้ำทำ (คือมักจะอ่านหนังสือเล่มเดียวซ้ำ ๆ ซาก ๆได้หลายรอบ) อย่างเราชะมัด !

อ่านบทสองบทแรกอย่างงง ๆ ปนทึ่ง...
แต่อ่านไป ๆ ก็พอจับเค้า "สาร"ที่คนเขียนต้องการจะ"สื่อ" ได้บ้าง (ถ้า(ความพยายามที่จะ)เข้าใจไม่ผิดนะ)

คนเขียนเขียนในลักษณะเป็นบทบันทึกของ"ใคร"คนหนึ่งที่ชื่อ วิสโควิทซ์
เขาใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า "ผม" แสดงว่าเป็นเพศชาย...

"ผม" ในเรื่อง ในแต่ละบทจะเป็นสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ ร่วม ๒๐ สายพันธุ์ (บทละสายพันธุ์!) เป็นหนู เป็นปลา เป็นสุนัข เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นนู่น...ฯลฯ

เมื่อเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เขาก็จะมีพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของสายพันธุ์นั้น ๆ ทั้งในเรื่องของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ธรรมขาตินิสัยหรือสัญชาตญาณประจำสายพันธุ์ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละประเภท

แต่ก็มีอยู่หลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน และเหมือนกันไปหมด นั่นคือสัญชาตญาณของการดิ้นรนเอาตัวรอด การแก่งแย่งแข่งขัน การแบ่งแยกชนชั้น การเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน(ในหมู่สัตว์สายพนธุ์เดียวกัน) ฯลฯ
กระทั่งการแสวงหาเกียรติยศ ชื่อเสียง และความรัก...(ผ่านเซ็กส์) ไปจนถึงการแสวงหาทางหลุดพ้น...

นี่มันพฤติกรรมและธรรมชาติของ "มนุษย์" อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ชัด ๆ !
ถ้าสัตว์พวกนี้ ใช้ชีวิตเยี่ยงนี้จริง ๆ และคิดเช่นนี้จริง ๆ พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับ "คน" อย่างเรา ๆ น่ะสิ

เฮ้อ...อ่านแล้ว(อยาก)หลุดโลกจริง ๆ !

มีประวัติคนเขียนสั้น ๆ ท้ายเล่มบอกว่าเขาจบการศึกษาด้านชีววิทยา
(เอิ่ม...น่าจะเป็นสัตววิทยานะนั่น) จึงมิพักต้องสงสัยในระบบความคิดของเขาสักเท่าใด...

ตัวอย่างนิดหน่อย...

"...หมาที่วัดเริ่มฝึกกำหนดลมหายใจแล้ว ข้าพเจ้าขัดสมาธิขาหลังในท่าดอกบัว เพ่งจิตอยู่ที่มุรธาราเพื่อฟื้นฟูหลังและบังคับให้ไหลไปสู่ดินแดนแห่งความหลุดพ้น ที่ซึ่งไม่มีความดีและความชั่ว ความสุขและความทุกข์ ไปสู่ใจกลางแห่งชีพจรที่เป็นต้นกำเนิดชีวิต ไปสู่ดวงตาแห่งปัญญาอันใสกระจ่าง ไปสู่ความสงบอันยิ่งใหญ่ ...ความสงบอันยิ่งใหญ่..."


อ่านบางตอนนึกไปถึง Animal Farm ของ George Orwell เพียงแต่รู้สึกว่าเล่มนี้จะเล่นแรงกว่า หยาบคายกว่าและเน้นเสียดสีในเรื่องของเซ็กส์มากกว่าปมอื่น ๆ ของมนุษย์...

บางช่วงนึกถึงเมตามอร์ฟอซิสต์ของคาฟคา (ที่อ่านไม่จบ)...

บางตอนก็คิดแว่บไปถึงเรื่องเล่าของหมูสาว ของดารีอุสเสคที่เคยอ่านเมื่อหลายปีก่อน เล่มนั้นอ่านจบต้องวิ่งไปอาเจียน! (หนังสือหายไปแล้ว เลยจำได้แต่ความรู้สึกหลังอ่านจบที่แรงมาก ๆ )
เล่มนี้...บางตอนก็อ่านแล้วชวนคลื่นเหียน สะอิดสะเอียนไม่แพ้กัน...
โดยเฉพาะบทพรรณาว่าด้วยการมีเซ็กส์...ซึ่งช่างตอกย้ำซ้ำซากเสียจนสงสัยว่าคนเขียนเขาเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย...?

เฮ้อ...!














 

Create Date : 09 กันยายน 2551    
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 11:14:55 น.
Counter : 886 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 175 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


target=_blank> ~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~

~ดั่งลมหวน/ปิยะพร ศักดิ์เกษม/เขียน ~

~ตงกง ตำหนักบูรพา 1-2/เฝยหว่อซือฉุน/เขียน ดารินทิพย์/แปล ~

~บุหลันไร้ใจ/เฝยหว่อซือฉุน/เขียน มิราทิพย์/แปล ~

~เอกเทพ/อลินา/เขียน ~

~ทุติยอสูร/อลินา/เขียน ~

~ตรีเนตรทิพย์/อลินา/เขียน~

~ตำรารักยอดพธู & ตำรารักยอดดวงใจ/รอมแพง/เขียน ~

~เร้นรักบุปผาหยก/จินนี่ หลิน/เขียน,วรินทร์ วารีนุกุล/แปล ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.