'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ สตีเฟ่น...รักเดียวในใจแม่/Stephen Lives! :เรื่องจริง หรือเพียงมโนสำนึก...? โดย แอนน์ เพอร์เยียร์ ~





สตีเฟ่น...รักเดียวในใจแม่/Stephen Lives!
ผู้เขียน : Anne Puryear แอนน์ เพอร์เยียร์
ผู้แปล : ศิขริน
สนพ. Oh My God /พิมพ์(มี.ค. 54)
363 หน้า ราคา 250 บาท


เรื่องราว...(จากปกหลัง)


เรื่องจริงสะเทือนใจ!
บันทึกการสื่อสารข้ามภพระหว่างดวงวิญญาณของลูกชายวัย 15 ปี ที่ฆ่าตัวตาย
กับแม่ผู้ยังมีชีวิตอยู่เพื่อมอบบทเรียนชีวิตแก่ผู้อ่านทุกคน
“...การตัดสินใจฆ่าตัวตายของผมเป็นการตัดสินใจที่ผิด
แต่จากการตัดสินใจที่ผิดนี้ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับแม่และคนอื่นๆ
นอกจากนั้นเรายังมีโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือคนอื่นร่วมกัน
แม่ก็ช่วยจากทางฟากของแม่ ผมก็จะช่วยจากทางฟากของผม
แม่ครับ นี่คือหนังสือเล่มแรกที่เราจะร่วมกันเขียนขึ้น”

********

มีไม่กี่ครั้งที่เราจะได้รับความเข้าใจแง่มุมเกี่ยวกับชีวิตและความตาย ความรักและความสัมพันธ์
การเวียนว่ายตายเกิดและภพชาติจิตวิทยาและจิตวิญญาณ
ซึ่งถ่ายทอดจากมุมมองของดวงวิญญาณที่อยู่อีกฟากมิติหนึ่งซึ่งผ่านการฆ่าตัวตายมาโดยตรง
ได้รับรู้สภาวะที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ข้อผิดพลาด วิธีป้องกัน
รวมถึงความร้าวรานของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนี้จะให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ
ความหวัง การปลอบประโลม การเยียวยา แด่หัวใจของผู้อ่านทุกท่าน
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องผ่านการสูญเสียผู้เป็นที่รัก พ่อแม่ผู้ปกครอง
รวมถึงผู้สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับ “ชีวิตหลังความตาย” และ “การกลับมาเกิดใหม่”






เป็นประหนึ่งบันทึก หรือเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดออกมา โดย"แม่"คนหนึ่งที่ล้มเหลวในชีวิตคู่
จนนั่นอาจจะเป็นปมเหตุสำคัญที่ทำให้เธอต้องสูญเสียลูกชายวัยรุ่นคนหนึ่งไป
จากการทำอัตตวินิบาตกรรม

แอนน์ เพอร์เยียร์ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมนักเมื่ออายุเพียง 17 ปี
เธอจึงต้องแต่งงานกับสามีคนแรกเมื่ออายุยังน้อย และให้กำเนิดลูกชายสองคน บ๊อบบี้กับสตีเฟ่น
เมื่อสตีเฟ่นอายุยังไม่ครบขวบ...เธอก็แยกทางกับสามี และเลี้ยงลูกทั้งสองตามลำพังอยู่หนึ่งปีเต็ม ๆ
ก่อนจะตัดสินใจแต่งงานครั้งที่สอง กับริชาร์ดที่ดูเหมือนจะรักใคร่และช่วยเธอเลี้ยงดูเด็กๆ อย่างจริงใจ
หลังจากนั้นไม่นาน แอนน์กับริชาร์ดก็รับเด็กผู้หญิงอีกสองคนมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม...

ในระหว่างนั้น แอนน์กับริชาร์ดมักจะมีความขัดแย้งระหว่างกันอยู่เรื่อย ๆ
โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าด้วยการอบรมเลี้ยงดูเด็กๆ
ริชาร์ดเป็นคนจริงจังและเข้มงวดกับทุกสิ่งทุกอย่าง
บางครั้งเขาจะทำโทษลูกๆ ด้วยวิธีรุนแรงโดยไม่มีเหตุอันควร ทำให้แอนน์และลูกๆรู้สึกกดดัน
จนวันหนึ่งเมื่อสตีเฟ่นอายุได้สิบขวบแอนน์ก็ตัดสินใจขอหย่ากับริชาร์ด
และแต่งงานใหม่กับทอม...บาทหลวงคนหนึ่งทีเธอพบที่โบสถ์
แอนน์คิดว่าชีวิตของเธอคงจะพบความสุขเสียทีหลังจากที่หลุดพ้นจากริชาร์ดมาได้...
แต่สตีเฟ่นไม่คิดเช่นนั้น เขาแยกตัวเองโดดเดี่ยวอยู่บ่อยครั้ง...
และครั้งสุดท้าย เขาหนีเข้าไปในป่า และไม่กลับมาอีกเลย





แอนน์ใจแทบสลายเมื่อตำรวจมาบอกว่ามีคนพบสตีเฟ่นผูกคอตายใต้ต้นไม้ในป่า
เธอพร่ำรำพันก่นโทษตัวเอง โทษริชาร์ด ทอม และใครต่อใครรอบข้างว่าเป็นต้นเหตุแห่งการฆ่าตัวตายของสตีเฟ่น
เธอเฝ้าตระเวนไปทั่วเพื่อตามหาผู้นำทางวิญญาณที่จะสามารถช่วยให้เธอได้สื่อสารกับสตีเฟ่น
และแล้ววันหนึ่ง หลังจากสตีเฟ่นจากไปครบหนึ่งปี...เขาก็กลับมาหาเธอ!
และบอกเล่าถึงสาเหตุ แรงจูงใจกับชีวิตหลังความตายของเขาให้เธอฟังเพื่อที่จะให้เธอได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น...
.............
ยาวค่ะ...แต่เป็นหนังสือแนวเรื่องเล่าจากชีวิตจริงที่อ่านแล้วติดหนึบ สะท้อนสะทือนใจ
แม้ในช่วงแรก ๆ จะรู้สึกตงิด ๆ รำคาญนิด ๆ กับความเวิ่นเว้อของแอนน์
แต่มาช่วงหลัง...หลังจากที่เธออ้างว่าเป็นส่วนที่เธอเขียนตามคำบอกของสตีเฟ่น
เนื้อหาจะเน้นหนักไปในด้านจิตวิทยาวัยรุ่น ความรู้สึกนึกคิด จิตใต้สำนึก...
:ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าน่าสนใจมาก...
สิ่งใดกันที่มีแรงผลักดันมากพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งตัดสินใจยุติชีวิตของตนลง...?

ส่วนนี้ต้องชมผู้แปลด้วยค่ะที่แปลออกด้วยสำนวนชวนอ่าน และชวนเชื่อ
แม้คนที่ไม่เคยเชื่อในเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ก็สามารถคล้อยตามได้
ทั้งยังอาจหาสมมติฐานในแง่จิตวิทยามาอ้างอิงความคิดความเชื่อนั้นๆ ได้





ยังมีอะไรอีกเยอะที่อยากพูดถึงหนังสือเล่มนี้...
แต่ขออนุญาตสรุปด้วยคำกล่าวสั้น ๆ แต่ได้ใจความ
ของนายแพทย์ท่านหนึ่งที่กล่าวไว้.....

“ผมปรารถนาจากใจจริงให้ สตีเฟ่น..รักเดียวในใจแม่ มีผู้อ่านมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะสารแห่งความหวังที่หนังสือเล่มนี้พยายามนำเสนอ
จะช่วยให้หลายต่อหลายคนจัดการกับแง่มุมลึกซึ้งเกี่ยวกับความตายและภาวะเข้าสู่ความตาย
ทั้งยังช่วยให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นถึงของขวัญล้ำค่าแห่งชีวิต
ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เยี่ยมยอด ซึ่งมาพร้อมสารอันสำคัญ”.

นายแพทย์ริชาร์ด เกอร์เบอร์
ผู้เขียน Vibrational Medicine















 

Create Date : 12 ตุลาคม 2560    
Last Update : 12 ตุลาคม 2560 13:34:48 น.
Counter : 789 Pageviews.  

~ กลรักเกมเลือด L'APPEL DE L'ANGE โดย กีโยม มุสโซ( จรัมพร หาญพล แปล)~





กลรักเกมเลือด L'APPEL DE L'ANGE
ผู้เขียน : กีโยม มุสโซ / ผู้แปล :จรัมพร หาญพล
ผู้พิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
374 หน้า ราคา 275 บาท

เรื่องย่อ ๆ (ปกหลัง)



เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นได้เสมอ...
วันหนึ่งก่อนคริสต์มาส ที่สนามบินจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในนิวยอร์ก
โทรศัพท์ของ 'แมเดอลีน กรีน' กับ 'โจนาธาน ล็องเปอเรอร์' สลับกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
เธอเป็นเจ้าของร้านดอกไม้แสนสวยที่ปารีส ส่วนเขาเป็นเจ้าของร้านอาหารแสนอบอุ่นที่ซานฟรานซิสโก
เรื่องคงจะเรียบร้อยดีถ้าต่างคนต่างส่งโทรศัพท์คืนอีกฝ่าย
แต่ทั้งแมเดอลีนและโจนาธานกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง
พวกเขาค้นลึกเข้าไปในโทรศัพท์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง
ดูเผินๆ ก็ปกติดีแต่ในนั้นมีความลับบางอย่างที่ซ่อนไว้ซึ่งส่งผลถึงชีวิต...

"คุณยังรักอดีตภรรยาอยู่หรือเปล่า"

"ผมสงสัยว่าทำไมคุณถึงทำให้คนรอบตัวคิดว่าคุณพยายามมีลูก
ทั้งที่คุณทำทุกอย่างเพียงเพื่อไม่ให้มี..."

เวลาโทรศัพท์หาย นอกจากจะเสียดายของแล้ว
คุณยังมีอย่างอื่นให้กลัวอีก...จริงไหม?








เล่มนี้เป็นเล่มที่ 4 ของนักเขียนนามนี้ที่ได้อ่านค่ะ
ยังคงยืนยันคำเดียวคำเดิมสำหรับโรแมนติกซัสเปนซ์ของนักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสผู้นี้ว่า...แยบยล

เรื่องราวเริ่มต้นด้วยเหตุบังเอิญง่าย ๆ ธรรมดา ๆ
ที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ในสังคมโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนสับสนอลหม่าน
และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุบังเอิญนั้น ก็ยังคงเป็นเรื่องธรรมดา ๆ สามัญอีกเช่นกัน
นั่นคือ...เมื่อโทรศัพท์ของโจนาธานกับแมเดอลีน กรีนเกิดสลับกัน
ในช่วงที่"บังเอิญ" ยังไม่สามารถส่งคืนโทรศัพท์คืนเจ้าของได้
ต่างฝ่ายต่างก็ถูก"ความอยากรู้อยากเห็น"อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
กระตุ้นให้สำรวจลึกลงไในโทรศัพท์ของอีกฝ่าย
ที่ไม่น่าเชื่อว่า...ในนั้น มันได้ซุกซ่อน เก็บงำความลับความหลังต่าง ๆ มากมายเหลือเกิน

และที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้น...ความลับความหลังของเจ้าของโทรศัพท์ทั้งสองเครื่องนัน
มันดันมาพัวพันสอดคล้องกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่าง...เหลือเชื่อจริง ๆ





อ่านจบแล้วชอบมาก
ตกหลุมรักนักเขียนหนุ่มคนนี้เป็นรอบที่สี่แล้ว และยังอยากตกหลุมรักเค้าอีกเรื่อย ๆ
จบเล่มนี้ว่าจะตามล่าหางานของเค้ามาอ่านให้หมด

แม้จะเปิดเรื่องได้อย่างค่อนข้างจะเอื่อยเฉื่อยเล็กน้อย
แต่นั่นก็เป็นแนวในการปูเรื่องของเขา
แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงน่าติดตามเมื่อเขาค่อย ๆ เปิดปม
เปิดประเด็นที่น่าสงสัยในเบื้องหลังชีวิตของทั้งคู่

หลังจากผ่านไปเกือบ ๆ ครึ่งเล่ม เมื่อตัวเชื่อมของทั้งสอง
อย่างเด็กสาววัยรุ่นที่ชื่ออลิซปรากฏบทบาทขึ้น
เรื่องราวต่อจากนั้นก็เข้มข้นขึ้นจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า...วางไม่ลงเลยทีเดียว

บอกซ้ำ ๆ อีกครั้งว่ากีโยม มุสโซเป็นนักเขียนที่มีวิธีเล่าเรื่องได้แยบยลจริง ๆ
ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ










 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2560 15:08:20 น.
Counter : 831 Pageviews.  

~ ห้วงลวงรัก/Parce Que Je t'aime โดย กีโยม มุสโซ ( จรัมพร หาญพล/แอปล) ~





ห้วงลวงรัก/Parce Que Je t'aime
ผู้เขียน กีโยม มุสโซ/ผู้แปล จรัมพร หาญพล
ผู้พิมพ์ แพรว สนพ.(พ.ค.2557)
282 หน้า ราคา 225 บาท


เรื่องราวย่อๆ(จากปกหลัง)



ชีวิตของ 'มาร์ค' และ 'นิโคล แฮธาเวย์' ลงตัวดีทุกอย่าง
ทั้งคู่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และทั้งคู่มีลูกสาวแสนน่ารักวัยห้าขวบที่ชื่อว่า 'เลย์ลา'
แต่ชีวิตผกผันรวดเร็ว เมื่อวันหนึ่งเลย์ลาหายตัวไปจากกลางย่านธุรกิจของลอสแอนเจอลิส
บิดามารดาที่หัวใจแตกสลายของเธอลงเอยด้วยการแยกทางกัน

ห้าปีต่อมา มีผู้พบเด็กหญิง ณ จุดเดิมที่เธอหายตัวไป เธอดูสบายดีทุกอย่าง
ทว่ากลับอยู่ในสภาพเบื้อใบ้อย่างน่าฉงน ถัดจากความยินดีที่ได้พบตัวเธออีกครั้ง
คำถามต่างๆ ก็ตามมา หนูน้อยเลย์ลาไปอยู่ที่ไหนระหว่างช่วงเวลานั้น?
อยู่กับใคร? และเหนืออื่นใด ทำไมเธอจึงกลับมา?






จากคำนำสำนักพิมพ์....
.
นิยายของกีโยม มุสโซ ยังคงงดงาม ตราตรึง และบาดใจ
นอกจากโครงเรื่องที่แน่น ซับซ้อน และน่าทึ่งแล้ว
จุดเด่นอีกอย่างของมุสโซคือความปราณีตในการถ่ายทอดรายละเอียด
ทั้งฉาก ตัวละคร และอารมณ์ของเรื่อง

ซึ่งสิ่งที่เราอยากจะเตือนผู้อ่านก็คือ โปรดอย่าพลิกไปอ่านตอนจบก่อน
และเมื่อรู้บทสรุปของเรื่องแล้ว ก็โปรดอย่าเผลอไปเล่าให้ใครฟัง







หลังอ่าน...
อีกเล่มกับงานของนักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสนามนี้...
ซึ่งก็ตามคำนำสนพ.นั่นเลยค่ะ เขาบอกว่าอย่าเผลอเล่าบทสรุปของเรื่องให้ใครฟัง
ก็จะไม่เล่าอะไรมากละกันนะคะ เรื่องย่อ ๆ ก็ตามปกหลังนั่นแหละค่ะ
ผู้เขียนยังคงดำเนินเรื่องด้วยวิธีการอันแยบยลเช่นเคย
แต่เล่มนี้ส่วนตัวอ่านแล้วมีแอบงงๆ บ้าง โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ต้องอ่านสองถึงสามรอบ
ถึงค่อย ๆ ทำความเข้าใจเรื่องราวอันเต็มไปด้วยข้อมูลในเชิงจิตวิทยา

ด้วยนิยายเรื่องนี้บอกเล่าถึงผู้ป่วยทางจิตเวชถึงสี่คน...
ที่ต่างที่มา ต่างเบื้องหลังชีวิต ทว่าพวกเขามีเหตุให้ต้องมาพัวพันกันอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้...
ทว่าก็เป็นไป...

เริ่มตั้งแต่มาร์ค นักจิตวิทยาหนุ่มใหญ่ผู้มีชื่อเสียง ชีวิตเขาพังทลายเมื่อเขาต้องสูญเสียบุตรสาววัย 5 ขวบไปอย่างไร้ร่องรอย
คอนเนอร์ แม็คคอย นักจิตวิทยาเพื่อนสนิทของมาร์คผู้มีปูมหลังชีวิตอันรันทด
เอวี่ ฮาร์เปอร์ เด็กสาวผู้มีปมแค้นในใจเนื่องจากเธอต้องสูญเสียมารดาเพราะเสียโอกาสในการปลูกถ่ายอวัยวะ
และ... อลิสัน แฮร์ริสัน ทายาทสาวของมหาเศรษฐีพันล้านผู้ใช้ชีวิตเหลวแหลกจนกลายเป็นข่าวฉาวไม่เว้นวัน

นอกจากนี้ก็ยังมีนิโคล แฮธาเวย์ ภรรยาของมาร์คกับหนูน้อยเลย์ลา ลูกสาวของพวกเขา
ผู้จะว่าไปเป็นตัวละครที่สำคัญที่สุดในเรื่อง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด...
เพียงแต่เธอเป็นเพียงจุดเริ่มต้นจริง ๆ เรื่องราวต่อจากนั้นเธอแทบจะไม่มีบทบาทใดๆอีกเลย

.....................

ชอบมากอีกแล้ว อ่านงานของนักเขียนนามนี้ทีไรไม่เคยผิดหวังเลยจริง ๆ














 

Create Date : 30 มิถุนายน 2560    
Last Update : 30 มิถุนายน 2560 15:46:12 น.
Counter : 682 Pageviews.  

~ เมียเจ้า / 'The Kitchen God's Wife' By Amy Tan ~





เมียเจ้า / 'The Kitchen God's Wife'
ผู้เขียน : เอมี่ ตัน/Amy Tan
ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์
ผู้พิมพ์ : สนพ.มติชน (ก.ย. 47)
577 หน้า ราคา 385 บาท

บางส่วนจากคำนำผู้แปล



The Kitchen God's Wife เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าของชีวิตของผู้หญิงจีนคนหนึ่ง
ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก ต้องพบกับชีวิตแต่งงานที่ผิดหวัง ต้องสูญเสียคนรักและลูก
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ขบขัน เพราะเล่าจากสำนวนของหญิงวัยเจ็ดสิบ
ที่ประสบการณ์ทั้งหมดได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนช่างประชดประชันเสียดสี.
สำนวน สำเนียง น้ำเสียงและท่วงทีลีลาการเล่าเรื่องจึงเจือกลิ่นอายของการเสียดเย้ย
เยาะหยันชะตาชีวิตตัวเองจนคนอ่านรู้สึกได้






หลังอ่าน...
เป็นนิยายแนวเรื่องเล่าอิงชีวิตจริงของเอมี่ แทนเล่มที่สองที่ได้อ่านค่ะ
หลังจากอ่าน The Joy Luck Club(มาจากสองฝั่งฟ้า) อันลือลั่นเมื่อร่วม ๆ 20 ปีก่อน
ซึ่งผู้เขียนยังคงยึดโยงอยู่กับธีมหลัก ๆ เดิม ๆ ของเธอ
คือเป็นเรื่องราวของคนจากสองวัฒนธรรมที่แตกต่าง(จีน-อเมริกัน)
กับเรื่องราวความสัมพันธ์อันเหมือนจะไม่ค่อยลงรอยกันนักของแม่กับลูกสาว

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของวินนี่ ลุย ที่เธอเล่าเพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่เพิร์ล ลูกสาวของเธอ
เรื่องเล่าของเธอหลั่งไหลพรั่งพรูราวกับสายน้ำหลากที่อ่านได้เพลิดเพลินมาก...
แม้จะไม่รื่นรมย์นัก ด้วยเนื้อหามันออกแนวสมจริงเสียจนรู้สึกสะท้อนสะเทือนใจในชะตาชีวิตของผู้เล่า
บางครั้งบางช่วง ไม่รู้จะรู้สึกขบขันหรือขื่นขมดีด้วยซ้ำ...
ผู้เป็นแม่ ในวัย 70 ปี เล่าเรื่องราวแต่หนหลังเมื่อครั้งที่เธอยังอยู่ในประเทศจีน...
เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก วัยสาว วัยแต่งงาน...
ความทุกข์ความเศร้า ความเลวร้ายหลากหลายที่เธอต้องพบพาน
ซึ่งเธอเคยคิดจะเก็บเป็นความลับไปจนตาย...
ให้ลูกสาววัยสี่สิบที่เกิดและโตในสหรัฐอเมริกาฟัง...

หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นความลับได้ถูกเปิดเผยออกมา
ปริศนาของครอบครัวถูกถ่ายทอดสู่รุ่นต่อไป...





นอกเหนือจากปมความลับความหลังอันขมขื่นรันทดของผู้เล่าแล้ว
เรายังจะได้สัมผัสภาพชีวิตอันพิสดารเหลือเชื่อ
ที่บางมุมเราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นจริง ๆในมุมหนึ่งของโลกใบนี้
รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของชาวจีนที่ผู้เขียนได้บอกเล่าได้อย่างมีชีวิตชีวาน่าติดตามมาก ๆ

นับตั้งแต่ชื่อเรื่องเป็นต้นไป...The Kitchen God's Wife
คำว่า God ในที่นี้มีที่มจากตำนานเทพเจ้าเตาไฟที่ปรากฏในเรื่อง
ซึ่งผู้เขียนได้นำมาผูกโยงเข้ากับวิถีชีวิตของวินนี่ ลุยได้อย่างสอดคล้อง กลมกลืน

ต่อด้วยการให้ภาพความแตกต่างทางทัศนคติของคนจากสองวัฒนธรรม สองเจอเนอเรชั่น
และนั่นก็คือปมสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด ที่ผู้เขียนได้พยายามจะใช้เรื่องเล่าของเธอ
เติมเต็ม สอดประสานช่องว่างเหล่านี้ให้หดแคบลง





สำนวนแปลอ่านได้ลื่นไหลดีค่ะ แม้จะมีช่วงต้น ๆ ที่อาจจะชวนสับสนเล็กน้อยกับสรรพนามที่ใช้
เพราะแม่ของนางเอกตั้งใจเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ลูกสาวฟัง
ซึ่งเธอจับความตั้งแต่ตัวเองยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ตอนที่เธอเล่าถึงแม่ของเธอ(ซึ่งก็คือคุณยายของนางเอก)
เธอก็จะใช้คำว่า"แม่ของแม่" ทีนี้เมื่อพูดถึงแม่ของแม่อีกทีก็จะกลายเป็น"แม่ของแม่ของแม่"
ซึ่งอ่านแล้วมันสะดุดนิด ๆ แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้นค่ะ หลังจากช่วงนี้ผ่านไปก็ลื่นไหลล่ะ

หลากหลายอารมณ์มากค่ะกับหนังสือเล่มนี้...ทั้งทึ่ง อึ้ง เศร้า เจ็บปวดสะเทือนใจ
ขันปนขื่นในบางช่วง และเมื่ออ่านจบแล้วรู้สึกอิ่ม เต็ม...แล้วก็ตื้นตัน...

ถือเป็นแนวที่ใช่และชอบมากสำหรับตัวเองค่ะ











 

Create Date : 21 มิถุนายน 2560    
Last Update : 21 มิถุนายน 2560 12:05:27 น.
Counter : 976 Pageviews.  

~ ไหม(Seta) : จงกลับมา หาไม่ข้าจะตาย ... อเลซซานโดร บาริกโก/เขียน งามพรรณ เวชชาชีวะ /แปล ~





ไหม(Seta)
อเลซซานโดร บาริกโก/เขียน
งามพรรณ เวชชาชีวะ/แปล
สนพ.ผีเสื้อ/พิมพ์(ต.ค. 2547)
129 หน้า ราคา 119 บาท

ปกหลัง


หนังสือเรื่องไหม(Seta) เป็นนวนิยายที่เขียนเมื่อปี ค.ศ.1996
ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในประเทศอิตาลี และทั่วโลก
ฉบับภาษาอิตาลีพิมพ์ซ้ำถึง 25 ครั้ง ภายในปีแรก
แปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า 20 ภาษา
ภาษาไทยเป็นภาษาที่ 18






บางส่วนจากบันทึกผู้แต่ง

นี่ไม่ใช่นิยาย อีกทั้งไม่ใช่เรื่องจริง นี่คือเรื่องเล่า
เริ่มต้นที่ชายคนหนึ่งเดินทางข้ามโลก และจบลงที่ทะเลสาบแห่งหนึ่ง
อยู่ที่นั่นเช่นนั้น ในวันลมพัดแรง
ชายคนนี้มีชื่อว่า แอร์เว ฌองกูร์ ไม่มีใครรู้ว่าทะเลสาบชื่ออะไร

อาจกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องรัก แต่หากเพียงแค่นั้นก็จะไม่ควรค่าแก่การนำมาเล่า
ในเรื่อง ยังมีความปรารถนา และความเจ็บปวด คุณรู้ดีที่สุดว่าเป็นเช่นไร
ทว่าสำหรับชื่อเรียกสิ่งเหล่านี้ แท้จริงแล้วคุณก็ไม่รู้
ดังนั้น จึงไม่ใช่ความรัก (นั่นเป็นเรื่องเก่าแก่มาก ยามที่คุณไม่มีชื่อเรียกขานสิ่งใด
ก็จะใช้เรื่องเล่าแทน เป็นเช่นนี้มาหลายร้อยปี)

ทุกเรื่อง มีท่วงทำนองดนตรีของมันเอง เรื่องนี้เป็นดนตรีสีขาว
สำคัญมากที่จะต้องบอก เพราะดนตรีสีขาวเป็นดนตรีประหลาด
บางครั้งทำคุณสับสน เป็นเสียงเปียโนบรรเลง และคนเต้นรำเนิบช้า
หากบรรเลงได้ดีก็ประหนึ่งฟังเสียงบรรเลงของความเงียบ
และผู้เต้นรำปานเหล่าเทพก็จะดูประดุจไม่ไหวติง
เป็นสิ่งยากเหลือแสน ดนตรีสีขาว ...

.............

บางส่วนจากบันทึกผู้แปล

ผู้แปลยกให้ 'ไหม' เป็นงานแปล 'หนึ่งในดวงใจ' มาตลอด
การทำงานแปลชิ้นนี้ถือเป็นโบสีแดงในชีวิตการทำงาน
ความสุนทรีย์และความท้าทายที่จะถอดถ้อยวจีที่ดูเรียบง่าย
หากแต่คมคาย และซ่อนเงื่อนให้ออกมาเป็นฉบับภาษาไทย
ที่คู่เคียงต้นฉบับเดิม เพิ่มความหมายให้การทำงานแปลชิ้นนี้
อย่างที่ทุกวันนี้ยังไม่มีงานชิ้นอื่นใดเทียบได้






บอกเล่าหลังอ่าน...

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของชายคนหนึ่ง ที่ชื่อแอร์เว ฌองกูร์
เขาเป็นพ่อค้าชาวฝรั่งเศสที่ซื้อและขายหนอนไหมจนร่ำรวย
เมื่อถึงวันหนึ่ง เกิดโรคระบาดขึ้นทำลายไข่ในโรงเลี้ยงหนอนไหม
เขาต้องออกเดินทางไกลเพื่อซื้อไข่และหนอนไหมในดินแดนที่ไกลออกไป
มีคนบอกเขาว่าที่ญี่ปุ่นมีไข่หนอนไหมมากมาย
เขาจึงออกเดินทาง มุ่งหน้าไปที่นั่น แม้เขาจะไม่รู้จักประเทศญี่ปุ่น
พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ฟังไม่ออก รู้แต่เพียงว่าที่นั่นอยู่ไกลมาก
ไกลจนสุดขอบโลก...

ทีนั่น เขาได้พบเด็กสาวนางหนึ่ง เธอเป็นเมียน้อยของชายชาวญี่ปุ่น
ผู้ที่สามารถขายไข่หนอนไหม(ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายญี่ปุ่น)ให้กับแอร์เว
ท่าทีบางอย่างในตัวเธอจุดความสนใจให้กับเขา
ครั้งแรกเมื่อกลับไปยุโรป เขาไม่รู้จักเธอ และไม่ได้ยินแม้เสียงของเธอ

เมื่อกลับไปที่นั่นอีกครั้งในปีต่อมา
ก่อนกลับเขาได้รับข้อความภาษาญี่ปุ่นสั้น ๆ จากเธอ
เมื่อกลับมาถึงฝรั่งเศส เขาจึงหาคนแปลข้อความนั้นให้
มาดามบล็องช์เป็นแม่เล้าชาวญี่ปุ่น แปลข้อความนั้นว่า..
."จงกลับมา หาไม่ข้าจะตาย"

...............

แอร์เวกลับไปอีกครั้ง และอีกครั้ง หนที่สี่ เกิดสงครามในญี่ปุ่น
เขาไม่ได้พบกับเธออีก และไม่มีการซื้อขายไข่หนอนไหมอีกต่อไป

เขาเฝ้าโหยหาเด็กสาวคนนั้นอยู่เงียบๆ แล้วเขาก็ได้รับจดหมาย
เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นจำนวน 7 แผ่น...
เขานำจดหมาย 7 แผ่นนั้นไปหามาดามบล็องช์อีกครั้ง
เพื่อให้เธอแปลข้อความในนั้นให้เขาฟัง...
แล้วเขาก็เฝ้าเก็บงำจดหมายเจ็ดแผ่นนั้นไว้กับตัวตลอดเวลา
จนกระทั่งเอแลนเสียชีวิตด้วยโรคไข้สมอง
เขาดั้นด้นตามหามาดามบล็องช์อีกครั้ง เพื่อสอบถามถึงสิ่งที่ยังค้างคา
แล้วเขาก็ได้รับรู้ความจริง...ความจริงที่จะยังคงดังก้องอยู่ในใจเขาตราบชั่วชีวิต...





นิยายสั้น ๆ แต่เรื่องราวกระแทกใจค่อนข้างรุนแรงและลึกล้ำ
;ถ้อยคำสำนวนเรียบ ๆ สั้น ๆ บางช่วงบางตอนเหมือนจะเป็นการ copy&paste ด้วยซ้ำ
แต่ทำไมไม่รู้ รู้สึกว่าเขามีความหมายแทรกแฝงอยู่ในประโยคสั้น ๆ ซ้ำ ๆ นั้น
เป็นงานเขียนที่แสนจะประหยัดถ้อยคำ ซ้ำบอกเล่าด้วยลีลาเนิบเนือย
ทว่าเน้นย้ำในบางช่วงบางตอน...
ฝากฝังร่องรอยของความโหยหา ความเจ็บปวด
ความเดียวดายอันล้ำลึก ตราตรึงไว้ในใจคนอ่าน....

............

บางถ้อยคำที่ล้ำลึก กินใจ

“เป็นความเจ็บปวดประหลาดนัก...
ที่จะตายด้วยความอาลัยสิ่งซึ่งมิเคยได้สัมผัส”

............

“...เมื่อความเปลี่ยวเหงาบีบคั้นหัวใจ เขาจะขึ้นไปยังสุสานเพื่อพูดกับเอแลน...
นานๆ ครั้ง วันที่ลมพัดแรง เขาจะลงไปถึงทะเลสาบ
เฝ้ามองอยู่หลายชั่วโมง ด้วยว่าลวดลายที่ปรากฏบนผิวน้ำ
สำหรับเขานั้น ดุจภาพอัศจรรย์แผ่วพลิ้ว
ทำให้เขาเห็นภาพชีวิตทั้งชีวิตของเขาเอง”


แม้จะรู้สึกโหยๆ ขณะอ่าน หากก็รู้สึกอิ่มเอมเมื่ออ่านจบ
หนังสือดี ๆ หยิบมาบอกต่อชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ












 

Create Date : 19 กันยายน 2559    
Last Update : 19 กันยายน 2559 12:45:04 น.
Counter : 1102 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

BlogGang Popular Award#14


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 182 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~มนตร์ทศทิศ/ราตรี อธิษฐาน ~

~เมื่อหอยทากมีรัก 1-2/"ติงโม่"เขียน/พันมัย แปล ~

~ให้รักระบายใจ/"ณกันต์"เขียน ~

~ผมกลายเป็นแมว/Abandoned/Paul Gallico เขียน(ภูธนิน แปล) ~

~พ่อค้าซ่อนกลรัก & หมอปีศาจแสนรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~อาจารย์ยอดรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~จอมโจรพยศรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว/"เฉียวยี" เขียน(ภิรมณ ประพฤติประยูร/แปล) ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.