'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ เมียเจ้า / 'The Kitchen God's Wife' By Amy Tan ~





เมียเจ้า / 'The Kitchen God's Wife'
ผู้เขียน : เอมี่ ตัน/Amy Tan
ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์
ผู้พิมพ์ : สนพ.มติชน (ก.ย. 47)
577 หน้า ราคา 385 บาท

บางส่วนจากคำนำผู้แปล



The Kitchen God's Wife เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าของชีวิตของผู้หญิงจีนคนหนึ่ง
ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก ต้องพบกับชีวิตแต่งงานที่ผิดหวัง ต้องสูญเสียคนรักและลูก
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ขบขัน เพราะเล่าจากสำนวนของหญิงวัยเจ็ดสิบ
ที่ประสบการณ์ทั้งหมดได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนช่างประชดประชันเสียดสี.
สำนวน สำเนียง น้ำเสียงและท่วงทีลีลาการเล่าเรื่องจึงเจือกลิ่นอายของการเสียดเย้ย
เยาะหยันชะตาชีวิตตัวเองจนคนอ่านรู้สึกได้






หลังอ่าน...
เป็นนิยายแนวเรื่องเล่าอิงชีวิตจริงของเอมี่ แทนเล่มที่สองที่ได้อ่านค่ะ
หลังจากอ่าน The Joy Luck Club(มาจากสองฝั่งฟ้า) อันลือลั่นเมื่อร่วม ๆ 20 ปีก่อน
ซึ่งผู้เขียนยังคงยึดโยงอยู่กับธีมหลัก ๆ เดิม ๆ ของเธอ
คือเป็นเรื่องราวของคนจากสองวัฒนธรรมที่แตกต่าง(จีน-อเมริกัน)
กับเรื่องราวความสัมพันธ์อันเหมือนจะไม่ค่อยลงรอยกันนักของแม่กับลูกสาว

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของวินนี่ ลุย ที่เธอเล่าเพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่เพิร์ล ลูกสาวของเธอ
เรื่องเล่าของเธอหลั่งไหลพรั่งพรูราวกับสายน้ำหลากที่อ่านได้เพลิดเพลินมาก...
แม้จะไม่รื่นรมย์นัก ด้วยเนื้อหามันออกแนวสมจริงเสียจนรู้สึกสะท้อนสะเทือนใจในชะตาชีวิตของผู้เล่า
บางครั้งบางช่วง ไม่รู้จะรู้สึกขบขันหรือขื่นขมดีด้วยซ้ำ...
ผู้เป็นแม่ ในวัย 70 ปี เล่าเรื่องราวแต่หนหลังเมื่อครั้งที่เธอยังอยู่ในประเทศจีน...
เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก วัยสาว วัยแต่งงาน...
ความทุกข์ความเศร้า ความเลวร้ายหลากหลายที่เธอต้องพบพาน
ซึ่งเธอเคยคิดจะเก็บเป็นความลับไปจนตาย...
ให้ลูกสาววัยสี่สิบที่เกิดและโตในสหรัฐอเมริกาฟัง...

หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นความลับได้ถูกเปิดเผยออกมา
ปริศนาของครอบครัวถูกถ่ายทอดสู่รุ่นต่อไป...





นอกเหนือจากปมความลับความหลังอันขมขื่นรันทดของผู้เล่าแล้ว
เรายังจะได้สัมผัสภาพชีวิตอันพิสดารเหลือเชื่อ
ที่บางมุมเราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นจริง ๆในมุมหนึ่งของโลกใบนี้
รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของชาวจีนที่ผู้เขียนได้บอกเล่าได้อย่างมีชีวิตชีวาน่าติดตามมาก ๆ

นับตั้งแต่ชื่อเรื่องเป็นต้นไป...The Kitchen God's Wife
คำว่า God ในที่นี้มีที่มจากตำนานเทพเจ้าเตาไฟที่ปรากฏในเรื่อง
ซึ่งผู้เขียนได้นำมาผูกโยงเข้ากับวิถีชีวิตของวินนี่ ลุยได้อย่างสอดคล้อง กลมกลืน

ต่อด้วยการให้ภาพความแตกต่างทางทัศนคติของคนจากสองวัฒนธรรม สองเจอเนอเรชั่น
และนั่นก็คือปมสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด ที่ผู้เขียนได้พยายามจะใช้เรื่องเล่าของเธอ
เติมเต็ม สอดประสานช่องว่างเหล่านี้ให้หดแคบลง





สำนวนแปลอ่านได้ลื่นไหลดีค่ะ แม้จะมีช่วงต้น ๆ ที่อาจจะชวนสับสนเล็กน้อยกับสรรพนามที่ใช้
เพราะแม่ของนางเอกตั้งใจเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ลูกสาวฟัง
ซึ่งเธอจับความตั้งแต่ตัวเองยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ตอนที่เธอเล่าถึงแม่ของเธอ(ซึ่งก็คือคุณยายของนางเอก)
เธอก็จะใช้คำว่า"แม่ของแม่" ทีนี้เมื่อพูดถึงแม่ของแม่อีกทีก็จะกลายเป็น"แม่ของแม่ของแม่"
ซึ่งอ่านแล้วมันสะดุดนิด ๆ แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้นค่ะ หลังจากช่วงนี้ผ่านไปก็ลื่นไหลล่ะ

หลากหลายอารมณ์มากค่ะกับหนังสือเล่มนี้...ทั้งทึ่ง อึ้ง เศร้า เจ็บปวดสะเทือนใจ
ขันปนขื่นในบางช่วง และเมื่ออ่านจบแล้วรู้สึกอิ่ม เต็ม...แล้วก็ตื้นตัน...

ถือเป็นแนวที่ใช่และชอบมากสำหรับตัวเองค่ะ











 

Create Date : 21 มิถุนายน 2560    
Last Update : 21 มิถุนายน 2560 12:05:27 น.
Counter : 903 Pageviews.  

~ ไหม(Seta) : จงกลับมา หาไม่ข้าจะตาย ... อเลซซานโดร บาริกโก/เขียน งามพรรณ เวชชาชีวะ /แปล ~





ไหม(Seta)
อเลซซานโดร บาริกโก/เขียน
งามพรรณ เวชชาชีวะ/แปล
สนพ.ผีเสื้อ/พิมพ์(ต.ค. 2547)
129 หน้า ราคา 119 บาท

ปกหลัง


หนังสือเรื่องไหม(Seta) เป็นนวนิยายที่เขียนเมื่อปี ค.ศ.1996
ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในประเทศอิตาลี และทั่วโลก
ฉบับภาษาอิตาลีพิมพ์ซ้ำถึง 25 ครั้ง ภายในปีแรก
แปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า 20 ภาษา
ภาษาไทยเป็นภาษาที่ 18






บางส่วนจากบันทึกผู้แต่ง

นี่ไม่ใช่นิยาย อีกทั้งไม่ใช่เรื่องจริง นี่คือเรื่องเล่า
เริ่มต้นที่ชายคนหนึ่งเดินทางข้ามโลก และจบลงที่ทะเลสาบแห่งหนึ่ง
อยู่ที่นั่นเช่นนั้น ในวันลมพัดแรง
ชายคนนี้มีชื่อว่า แอร์เว ฌองกูร์ ไม่มีใครรู้ว่าทะเลสาบชื่ออะไร

อาจกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องรัก แต่หากเพียงแค่นั้นก็จะไม่ควรค่าแก่การนำมาเล่า
ในเรื่อง ยังมีความปรารถนา และความเจ็บปวด คุณรู้ดีที่สุดว่าเป็นเช่นไร
ทว่าสำหรับชื่อเรียกสิ่งเหล่านี้ แท้จริงแล้วคุณก็ไม่รู้
ดังนั้น จึงไม่ใช่ความรัก (นั่นเป็นเรื่องเก่าแก่มาก ยามที่คุณไม่มีชื่อเรียกขานสิ่งใด
ก็จะใช้เรื่องเล่าแทน เป็นเช่นนี้มาหลายร้อยปี)

ทุกเรื่อง มีท่วงทำนองดนตรีของมันเอง เรื่องนี้เป็นดนตรีสีขาว
สำคัญมากที่จะต้องบอก เพราะดนตรีสีขาวเป็นดนตรีประหลาด
บางครั้งทำคุณสับสน เป็นเสียงเปียโนบรรเลง และคนเต้นรำเนิบช้า
หากบรรเลงได้ดีก็ประหนึ่งฟังเสียงบรรเลงของความเงียบ
และผู้เต้นรำปานเหล่าเทพก็จะดูประดุจไม่ไหวติง
เป็นสิ่งยากเหลือแสน ดนตรีสีขาว ...

.............

บางส่วนจากบันทึกผู้แปล

ผู้แปลยกให้ 'ไหม' เป็นงานแปล 'หนึ่งในดวงใจ' มาตลอด
การทำงานแปลชิ้นนี้ถือเป็นโบสีแดงในชีวิตการทำงาน
ความสุนทรีย์และความท้าทายที่จะถอดถ้อยวจีที่ดูเรียบง่าย
หากแต่คมคาย และซ่อนเงื่อนให้ออกมาเป็นฉบับภาษาไทย
ที่คู่เคียงต้นฉบับเดิม เพิ่มความหมายให้การทำงานแปลชิ้นนี้
อย่างที่ทุกวันนี้ยังไม่มีงานชิ้นอื่นใดเทียบได้






บอกเล่าหลังอ่าน...

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของชายคนหนึ่ง ที่ชื่อแอร์เว ฌองกูร์
เขาเป็นพ่อค้าชาวฝรั่งเศสที่ซื้อและขายหนอนไหมจนร่ำรวย
เมื่อถึงวันหนึ่ง เกิดโรคระบาดขึ้นทำลายไข่ในโรงเลี้ยงหนอนไหม
เขาต้องออกเดินทางไกลเพื่อซื้อไข่และหนอนไหมในดินแดนที่ไกลออกไป
มีคนบอกเขาว่าที่ญี่ปุ่นมีไข่หนอนไหมมากมาย
เขาจึงออกเดินทาง มุ่งหน้าไปที่นั่น แม้เขาจะไม่รู้จักประเทศญี่ปุ่น
พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ฟังไม่ออก รู้แต่เพียงว่าที่นั่นอยู่ไกลมาก
ไกลจนสุดขอบโลก...

ทีนั่น เขาได้พบเด็กสาวนางหนึ่ง เธอเป็นเมียน้อยของชายชาวญี่ปุ่น
ผู้ที่สามารถขายไข่หนอนไหม(ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายญี่ปุ่น)ให้กับแอร์เว
ท่าทีบางอย่างในตัวเธอจุดความสนใจให้กับเขา
ครั้งแรกเมื่อกลับไปยุโรป เขาไม่รู้จักเธอ และไม่ได้ยินแม้เสียงของเธอ

เมื่อกลับไปที่นั่นอีกครั้งในปีต่อมา
ก่อนกลับเขาได้รับข้อความภาษาญี่ปุ่นสั้น ๆ จากเธอ
เมื่อกลับมาถึงฝรั่งเศส เขาจึงหาคนแปลข้อความนั้นให้
มาดามบล็องช์เป็นแม่เล้าชาวญี่ปุ่น แปลข้อความนั้นว่า..
."จงกลับมา หาไม่ข้าจะตาย"

...............

แอร์เวกลับไปอีกครั้ง และอีกครั้ง หนที่สี่ เกิดสงครามในญี่ปุ่น
เขาไม่ได้พบกับเธออีก และไม่มีการซื้อขายไข่หนอนไหมอีกต่อไป

เขาเฝ้าโหยหาเด็กสาวคนนั้นอยู่เงียบๆ แล้วเขาก็ได้รับจดหมาย
เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นจำนวน 7 แผ่น...
เขานำจดหมาย 7 แผ่นนั้นไปหามาดามบล็องช์อีกครั้ง
เพื่อให้เธอแปลข้อความในนั้นให้เขาฟัง...
แล้วเขาก็เฝ้าเก็บงำจดหมายเจ็ดแผ่นนั้นไว้กับตัวตลอดเวลา
จนกระทั่งเอแลนเสียชีวิตด้วยโรคไข้สมอง
เขาดั้นด้นตามหามาดามบล็องช์อีกครั้ง เพื่อสอบถามถึงสิ่งที่ยังค้างคา
แล้วเขาก็ได้รับรู้ความจริง...ความจริงที่จะยังคงดังก้องอยู่ในใจเขาตราบชั่วชีวิต...





นิยายสั้น ๆ แต่เรื่องราวกระแทกใจค่อนข้างรุนแรงและลึกล้ำ
;ถ้อยคำสำนวนเรียบ ๆ สั้น ๆ บางช่วงบางตอนเหมือนจะเป็นการ copy&paste ด้วยซ้ำ
แต่ทำไมไม่รู้ รู้สึกว่าเขามีความหมายแทรกแฝงอยู่ในประโยคสั้น ๆ ซ้ำ ๆ นั้น
เป็นงานเขียนที่แสนจะประหยัดถ้อยคำ ซ้ำบอกเล่าด้วยลีลาเนิบเนือย
ทว่าเน้นย้ำในบางช่วงบางตอน...
ฝากฝังร่องรอยของความโหยหา ความเจ็บปวด
ความเดียวดายอันล้ำลึก ตราตรึงไว้ในใจคนอ่าน....

............

บางถ้อยคำที่ล้ำลึก กินใจ

“เป็นความเจ็บปวดประหลาดนัก...
ที่จะตายด้วยความอาลัยสิ่งซึ่งมิเคยได้สัมผัส”

............

“...เมื่อความเปลี่ยวเหงาบีบคั้นหัวใจ เขาจะขึ้นไปยังสุสานเพื่อพูดกับเอแลน...
นานๆ ครั้ง วันที่ลมพัดแรง เขาจะลงไปถึงทะเลสาบ
เฝ้ามองอยู่หลายชั่วโมง ด้วยว่าลวดลายที่ปรากฏบนผิวน้ำ
สำหรับเขานั้น ดุจภาพอัศจรรย์แผ่วพลิ้ว
ทำให้เขาเห็นภาพชีวิตทั้งชีวิตของเขาเอง”


แม้จะรู้สึกโหยๆ ขณะอ่าน หากก็รู้สึกอิ่มเอมเมื่ออ่านจบ
หนังสือดี ๆ หยิบมาบอกต่อชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ












 

Create Date : 19 กันยายน 2559    
Last Update : 19 กันยายน 2559 12:45:04 น.
Counter : 1008 Pageviews.  

~ นิยายรักอลเวง : เมื่อนักอ่านอินสุด หลุดเข้าไปในนิยายรัก โดย "จวี๋ฮวาซั่นหลี่" /แจ่มใส-มากกว่ารัก~





นิยายรักอลเวง
จวี๋ฮวาซั่นหลี่ เขียน เม่นน้อย แปล
สำนักพิมพ์แจ่มใส /พิมพ์
711 หน้า (สองเล่ม) ราคา 499 บาท

หลังปก


หลินลั่วเอ๋อร์’ คือนางเอกนิยายฮาเร็มสาย SM ที่ฉัน ‘เคอเสี่ยวลวี่’อ่านเจอบนอินเตอร์เน็ต

ในนิยายบรรยายเอาไว้ว่าหลินลั่วเอ๋อร์เป็นสตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้า
ทว่าชะตากลับรันทด ต้องพานพบกับเดรัจฉานหลายคน
ถูกทรมานย่ำยีศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงหลากหลายรูปแบบ
ฉันมองนิยายเรื่องนี้อย่างหยามหยัน
ทั้งนึกชังเหล่าพระเอกและโกรธที่หลินลั่วเอ๋อร์ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

แต่ฉันไม่คาดคิดเลยว่าเมื่อตื่นขึ้นมา ฉันกลับต้องมาอยู่ในร่างของหลินลั่วเอ๋อร์ในวัยเด็ก…
หลินลั่วเอ๋อร์ที่เป็นนางเอกนิยายฮาเร็มสาย SM คนนั้นนั่นแหละ!
แต่แม่ของฉันเคยบอกไว้ว่า
‘เคอเสี่ยวลวี่ คนเราไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหนก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี’

เพราะฉะนั้นหญิงสาวที่ไม่มีอะไรดีนอกจากจิตใจเข้มแข็ง
เหมือนแมลงสาบที่ตีไม่ตายอย่างฉันก็จะต้องมีชีวิตที่ดีให้ได้!






เม้าท์มอยหลังอ่าน...
เป็นนิยายพล็อตพิสดารที่อ่านสนุกแบบติดหนึบหนับทีเดียวเชียวค่ะ

จะว่าไปแล้วพล็อตนิยายแนวข้ามภพข้ามชาติหรือทะลุมิติไปโลกนี้โลกนั้นไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากนัก
แต่เท่าที่ได้ยินได้ฟัง หรือได้อ่านมาประปราย ส่วนใหญ่ก็เป็นการข้ามภพไปในอดีตกาล ยุคนั้นยุคนี้
แล้วผู้แต่งก็ต้องบอกเล่าบรรยายถึงเรื่องราวในยุคนั้น ๆ ให้สมเหตุสมผล
และสมจริงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์

แต่เล่มนี้ที่มันแหวกและแตกต่างจากใครเขาก็เพราะในเรื่องนี้มันเป็นการทะลุมิติเข้าไปในนิยาย
ซ้ำเป็นนิยายแนวย้อนยุคโบราณที่แต่งโดยนักเขียนรุ่นใหม่
เรื่องราวจึงอ่อนด้อยทั้งโครงเรื่องและความสมจริงของเนื้อหา...
สร้างความขัดอกขัดใจให้กับคนอ่านเป็นยิ่งนัก

.............

เรื่องราวดำเนินไปในลักษณะของเรื่องเล่า ที่เล่าโดย"ฉัน"
ซึ่งก็คือเคอเสี่ยวลวี่ หญิงสาวในยุคปัจจุบันที่อายุเพียงยี่สิบต้น ๆ
เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยผู้หลงใหลการอ่านนิยายออนไลน์ เป็นชีวิตจิตใจ
วันหนึ่งเธอก็ได้อ่านนิยายเรื่องหนึ่ง ที่น่าจะทำให้เธอรู้สึกขัดอกขัดใจตั้งแต่ชื่อเรื่องเป็นต้นไป
นิยายอะไร๊...ตั้งชื่อได้ห่วยสุด ๆ.. "ไร้เนื้อหนังไม่ชวนชิม" แถมเนื้อเรื่องก็ยังป่วยซ๊า...
นางเอกเป็นเด็กสาวแสนสวยที่ถูกกระทำย่ำยีโดยชายโฉดหลากหลายคน
แม้เธอพยายามจะหลีกหนี แต่แต่ละครั้งละคราวมันก็ช่างไม่ต่างจากการหนีเสือปะจระเข้
ผู้ชายแต่ละคนที่เธอพานพบล้วนแต่เป็นเดรัจฉานที่จ้องจะกระหน่ำย่ำยีเธอ
ราวกับเห็นเธอเป็นเพียงวัตถุทางเพศ...
(ตามคำวิจารณ์ของเคอเสี่ยวลวี...)ทั้งเรื่องอาศัยแต่บทรักวาบหวิว ซาดิสต์รุนแรงไว้ดึงดูดคนอ่าน...
"...ไม่มีดีตรงไหนเลยจริง ๆ ..."
เคอเสี่ยวลี่ออกอาการอินแบบสุด ๆ .เธอวิพากษ์วิจารณ์คนเขียนอย่างรุนแรง
ตามประสานักอ่านที่รับไม่ได้กับนิยายพล็อตป่วง ตรรกะป่วยแบบนั้น...
แต่แม้จะรู้สึกขัดใจเคอเสี่ยวลวี่ก็อ่านนิยายเรื่องนี้จนจบ ด้วยความคิดที่ว่า...
"ตกใจคนเดียว ไม่สู้เอาไปสร้างความตกใจให้ทุกคน"
(555 นักอ่านแถวนี้มีใครคุ้น ๆ กับความคิดแบบนี้บ้างคะ...อิชั้นเคยค่ะ
แต่เป็นลักษณะที่ว่า... ไม่สนุกหรอก แต่อ่านไปงั้น ๆ ไว้เล่าให้คนอื่นฟัง)





หลังจากอ่านจบ เมื่อนึกถึงบทรักติดเรทในนิยายเรื่องนั้นเธอก็รู้สึกรังเกียจ
ทั้งยังเห็นว่าเนื้อหาในนิยายไม่เหมาะสมทีจะเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต
ด้วยเกรงว่าเด็ก ๆ อาจจะ มาอ่านพบเข้า เธอจึงทำเรื่องร้องเรียนไปยังผู้ดูแลเว็บไซต์
ซึ่งเขาก็ดำเนินการอย่างรวดเร็ว...นิยายเรื่องนั้นถูกปลดออกจากหน้าเว็บ...
แต่โชคร้าย...ทีมันไม่สามารถถูกลบเลือนออกจากจิตใต้สำนึกของเคอเสี่ยวลวี่
และคืนนั้น เธอก็ผล็อยหลับไปพร้อมกับเรื่องราวของหลินลั่วเอ๋อร์
นางเอกนิยายเรื่องนั้นวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ...

.....................

และเมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็พบว่าเธอกลายเป็นเด็กหญิงวัยแปดขวบ
และถูกเรียกว่า...หลินลั่วเอ๋อร์
ด้วยความเป็นคนฉลาด หัวไว แถมอ่านนิยายมาเยอะ
เคอเสี่ยวลวี่รับรู้และเข้าใจได้ทันทีว่าโชคชะตาเล่นตลกกับเธอเข้าแล้ว!
เธอเรียนรู้และพยายามปรับตัว สวมบทเป็นเด็กหญิงหลินลั่วเอ๋อร์ได้อย่างรวดเร็วและแนบเนียน
เธอคิดว่าไหนๆ แล้วก็ไหน ๆ เลย ในเมื่อชะตาฟ้าลิขิตมาเช่นนี้
เธอควรจะฉวยโอกาสนี้"เปลี่ยน"ชะตาชีวิตอันแสนจะรันทดของหลินลั่วเอ๋อร์เสียเลย
ทั้งยังอาจจะเป็นการสั่งสอนและท้าทายยายนักเขียนผู้อ่อนด้อยทักษะคนนี้อีกต่างหาก

มาดูกันค่ะว่า...ที่สุดแล้วเคอเสี่ยวลวี่จะสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของหลินลั่วเอ๋อร์ได้หรือไม่ อย่างไร
แล้วบรรดาชายโฉดทั้งหลายที่กระทำย่ำยีหลินลั่วเอ๋อร์ต่าง ๆ นานาเหล่านั้น
คนไหนกันแน่ที่เป็นพระเอกตัวจริงของเจ้าหล่อน...?





ค่อนข้างชอบมาก ๆ เลยค่ะ เป็นนิยายซ้อนนิยายที่ซับซ้อนและแยบยลแบบจัดเต็มมาก ๆ
อ่านเพลินด้วยสำนวนลื่นไหลและดึงดูด มีมุกตลกแบบเสียดเย้ย ประชดประชันจิกกัดในที
แถมด้วยปมดราม่า ปมจิต ปมหื่น ปมโหด ปมบู๊ล้างผลาญครบครันไปหมด
แถมเรื่องราวก็เยอะแยะยาวนาน ดำเนินไปตามเนื้อหานิยายเรื่องนั้น
ที่เคอเสี่ยวลวี่ได้เล่าให้คนอ่านฟัง(อ่าน)ตั้งแต่ต้นสเต็ปบายสเต็ปไปเลยทีเดียว
เพียงแต่คราวนี้เป็นการดำเนินไปเบื้องหลังความพยายามที่จะควบคุม
และพลิกผันสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเคอเสี่ยวลวี่...
แต่ก็นั่นแหละ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นต้องเป็นไปภายใตเงื่อนไขอันจำกัด
เพราะเธอต้องกระทำการทุกอย่างในบทบาทของหลินลั่วเอ๋อร์....
ซึ่งเมื่อวันเวลาเนิ่นนานผ่านไปเธอก็ยิ่งเป็นหลินลั่วเอ๋อร์ได้สนิทแนบเนียนยิ่งขึ้น
จนกระทั่งตัวเธอเองแทบจะลืมตัวตนที่แท้ของตัวเองไปเสียสิ้น
ในขณะที่โลดแล่นใช้ชีวิตเป็นหลินลั่วเอ๋อร์อยู่.....

ซึ่งจุดนี้แหละกลายเป็นจุดที่ชอบมาก ๆ รู้สึกสนุก และรู้สึกว่าคนเขียนทำได้ดีอะ
ความที่เคอเสี่ยวลวี่เหมือนจะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เพราะได้อ่านนิยายเรื่องนี้จนจบแล้ว
เธอก็พยายามหลากหลายวิธีที่จะหลีกเลี่ยง ป้องกันตัวไม่ให้เกิดเหตุกับหลินลั่วเอ๋อร์ตามในนิยาย
มีการแปลงโฉม ปลอมตัว ทำลายความงามของหลินลั่วเอ๋อร์สารพัด
และดูเหมือนว่า หลายครั้งเธอก็แยกตัวตนของเธอออกจากความเป็นหลินลั่วเอ๋อร์
บอกเล่าเรื่องราวของหลินลั่วเอ๋อร์ในฐานะที่เป็นเคอเสี่ยวลี่ ซึ่งเป็นมุมมองของคนที่โตกว่าร่วมสิบปี
เธอนำเอาประสบการณ์ชีวิตกับสิ่งที่เธอได้เรียนรู้มาในยุคปัจจุบัน
บวกกับความเฉลียวฉลาดทันคน รวมทั้งความอึด ถึก ทนของเธอ
เข้าไปใส่ในตัวของหลินลั่วเอ๋อร์จนสามารถพาตัวเองรอดพ้นจากภัยคุกคาม
จากบรรดาเดรัจฉานทั้งหลายได้หลายต่อหลายครั้ง...


แต่ก็นั่นแหละ ชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตไว้แล้ว่อมเป็นการยากที่จะเลี่ยงพ้น...
(แต่ก็นึกไม่ถึงนะว่าที่สุดแล้วเดรัจฉานที่ได้พรหมจรรย์ของหลินลั่วเอ๋อร์(เคอเสี่ยวลี่)ไป
จะกลายเป็นนายคนนี้...)

มีอีกมากมายนักที่อยากบอกอยากเล่าถึงนิยายแนวพิสดารเรื่องนี้...
แต่ขืนเม้าท์มอยต่อก็อาจจะเข้าเขตสปอยล์แล้วล่ะค่ะ

แถมท้ายนิดนึง...
ชื่นชอบสำนวนภาษาคนแปลมาก มันอ่านลื่น อ่านนุ่ม บทจิกกัดก็สะใจ
บทบรรยายก็ชวนเคลิ้ม เอาตัวอย่างตอนที่ชอบมาก ๆ มาแปะตอนนึง





สรุปว่า...นิยายแปลจีนเรื่องนี้ได้ใจเราไปอีกแล้ว
แต่ณ ห้วงเวลานี้ยังคงเป็นรองท่านหลงเอ้อร์แห่งสามคราวิวาห์รักนะคะ
เพราะฉะนั้น สำหรับคนทียังลังเลๆ กับนิยายแนวนี้ เชียร์และชวนอ่านทั้งสองเรื่องนี้ค่ะ












 

Create Date : 02 กันยายน 2559    
Last Update : 2 กันยายน 2559 12:21:16 น.
Counter : 1536 Pageviews.  

~ ป่วยเป็นไข้ใจ ใครช่วยรักที (Finding Audrey) / Sophie Kinsella เขียน มณฑารัตน์ ทรงเผ่า แปล ~





ป่วยเป็นไข้ใจ ใครช่วยรักที (Finding Audrey)
ผู้เขียน : Sophie Kinsella/ ผู้แปล: มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
แพรวสำนักพิมพ์ (ม.ค. 59)
292 หน้า ราคา 229 บาท

เรื่องย่อ ๆ (จากปกหลัง)


เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนทำให้ ออเดรย์ เทอร์เนอร์
กลายเป็นคนประหลาด เพราะเธอออกจากบ้านไปไหนไม่ได้
และต้องสวมแว่นกันแดดตลอดเวลา เธอเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องมืดๆ ของเธอ
ไม่กล้ามองหน้าหรือพูดคุยกับใครนอกจากคนในครอบครัว

แต่แล้ว ไลนัส เพื่อนพี่ชายเธอก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ
ด้วยรอยยิ้มแบบส้มหั่นเสี้ยวของเขา เขาช่วยผลักดันให้เธอ
กล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ และเธอก็รู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่มีเขาอยู่ด้วย
ท่ามกลางความวุ่นวายชวนหัวของครอบครัวเทอร์เนอร์
ออเดรย์จะยอมถอดแว่นกันแดดเพื่อมองดูโลกสดใสใบนี้อีกครั้งไหม
แล้วรอยยิ้มแบบส้มหั่นเสี้ยวของไลนัสจะมาเขย่าหัวใจเธอขนาดไหน
มาร่วมลุ้นไปกับเธอกันเถอะ






หลังอ่าน...
ปกติเป็นแฟนโซฟี คินเซลล่าอยู่แล้วกับชุดสาวนักช้อปฯของเธอ
พอเห็นเล่มนี้...สะดุดตาที่สีสันและภาพปก สะดุดใจกับชื่อเรื่อง รวมถึงเรื่องย่อจากปกหลัง
รู้สึกได้ว่าเป็นนิยายที่น่าจะฉีกไปจากแนวปกติของนักเขียน...ดึงดูดความสนใจให้หยิบมาอ่าน

เรื่องนี้ถือเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็กวัยก่อนโต (young adult)เล่มแรกของโซฟีค่ะ
ซ้ำเป็นแนวจิต ๆ หน่อย ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปใหญ่

เรื่องย่อ ๆ ก็เป็นไปตามปกหลังนั่นเลยค่ะ
เรื่องเล่าผ่านบทบันทึกของออเดรย์ เด็กหญิงวัย 14 ที่มีปัญหาทางจิต
เนื่องมาจากเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน จนเธอต้องหยุดเรียน
และเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์
เธอกลายเป็นโรคหวาดกลัวสังคม ไม่กล้าพูดคุยหรือกระทั่งสบตากับผู้คน
เธอจึงต้องสวมแว่นกันแดดตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่อยู่ในบ้าน
มีคนเพียงคนเดียวที่เธอจะกล้าถอดแว่นออกขณะที่อยู่ต่อหน้าเขา
นั่นก็คือเฟลิกซ์ น้องชายวัยสี่ขวบของเธอ...





เธอเริ่มเรื่องของเธอด้วยการให้ภาพคร่าวๆ ของสภาพครอบครัวของเธอ...
ที่มี...แม่วัย 38 ปี ผู้ที่เชื่อทุกอย่างที่มีในหนังสือพิมพ์เดลิเมล
ตั้งแต่สูตรอาหารที่ดีต่อสุขภาพ(แต่ไม่อร่อยเลย) ไปจนถึงบทวิเคราะห์พฤติกรรมวัยรุ่น
แม่ต้องลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เมื่อออเดรย์ต้องรับการบำบัด
ทางจิตเวชและเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน

เธอมีพ่อผู้หล่อเหลา และดูภายนอกเหมือนจะมีมาดผู้นำที่ดี
แต่เมื่ออยู่ในบ้าน พ่อยกให้แม่เป็นจ่าฝูงเสมอ......

เธอมีพี่ชายวัยรุ่น แฟรงก์ ผู้หลงใหลการเล่นเกมและใฝ่ฝันจะเป็นเกมเมอร์ที่สามารถทำเงินได้จากการเล่นเกม
(แต่แม่ไม่เห็นด้วย เพราะแม่มองว่าแฟรงก์ติดเกม ตามที่ระบุไว้ในหนังสือพิมพ์เดลิเมล)
และเฟลิกซ์ น้องชายคนเล็กที่เหมือนตุ๊กตาหมีพูดได้เดินได้ตัวนุ่มน่ากอด...
แถมมีใบหน้าใสซื่อและมีความหวังอยู่เสมอ

และสุดท้าย...คนสำคัญอีกคนหนึ่งที่จะเว้นไม่พูดถึงไม่ได้โดยเด็ดขาด
แม้ไม่ใช่คนในครอบครัว หากเขาก็มีบทบาทสำคัญในความเปลี่ยนแปลง
และพัฒนาการของออเดรย์ นั่นก็คือไลนัส
ไลนัสเป็นเพื่อนร่วมทีมเกมของแฟรงก์
เขาเป็นเด็กหนุ่มที่อบอุ่น อ่อนโยนและมีความเข้าอกเข้าใจให้กับออเดรย์เต็มที่
เขาเป็นคนนอกครอบครัวคนแรกที่ออเดรย์ยอมมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
เบื้องแรก เริ่มจากการสื่อสารผ่านข้อความโดยมีหนูน้อยเฟลิกซ์เป็นประหนึ่งนายไปรษณีย์
คอยวิ่งเอากระดาษข้อความไปส่งให้ทั้งสองฝ่ายด้วยท่าทางสนุกสนานร่าเริงเกินขีด
จากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับขั้นมาเป็นนั่งพูดคุยกันในห้องมืด ๆ โดยไม่มองหน้า ไม่สบตากัน...
แล้วเขาก็เป็นคนทีค่อย ๆ จับจูงออเดรย์ให้ก้าวออกมาจากมุมมืดของตัวเองในที่สุด...





เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อแม่จับได้ว่าแฟรงก์ลุกขึ้นมาเล่นเกมตอนตีสองทุกคืน
ในช่วงที่เขาถูกทำโทษ"งดคอมพิวเตอร์"เป็นเวลา 10 วัน
แม่โกรธมากและทุ่มคอมพิวเตอร์ราคา 700 กว่าปอนด์ของแฟรงก์
โยนลงจากหน้าต่างชั้นสองของบ้าน!!!

แค่นี้ก็คงพอมองเห็นภาพความอลหม่านของครอบครัวเทอร์เนอร์
แต่ท่ามกลางความอลเวงอลวนนั้น มันแฝงไว้ด้วยความรัก ความห่วงใย
สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง วิธีตั้งรับและเผชิญกับปัญหาร่วมกันของคนในครอบครัว

ด้วยวิธีเล่าเรื่องที่ดึงดูดและโดดเด่น เต็มไปด้วยสาระที่ว่าด้วยปัญหาทางจิตในวัยรุ่น
ทั้งยังแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันอันเปี่ยมเสน่ห์ตามสไตล์ของโซฟี คินเซลล่า
นอกเหนือจากการดำเนินเรื่องผ่านบทบันทึกของออเดรย์แล้ว
บางช่วงยังสลับด้วยบทบรรยายผ่านกล้องวิดิโอตามหลักการบำบัด
ที่ออเดรย์ได้รับมาจากจิตแพทย์ประจำตัวของเธอ...



อ่านแล้วค่อนข้างชอบมากเลยแหละค่ะ ชอบเรื่องราวที่สมจริง
บทสนทนาและสำนวนการเล่าเรื่องที่มีชีวิตชีวา
โดยเฉพาะเรื่องของวัยรุ่นกับปัญหาช่องว่างระหว่างวัย
ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและซับซ้อนเอาการทีเดียว..

มีอยู่ตอนหนึ่ง ออเดรย์จับได้ว่าแม่ของเธออ่านหนังสือชื่อ
"วิธีเจรจากับลูกที่เป็นวัยรุ่น"
เธอรู้สึกสงสารคนเป็นแม่มาก ๆ เธอย้ำซ้ำ ๆ ถึงสามครั้งในหน้าเดียวว่า
หนังสือเล่มนั้นราคาสิบสองปอนด์เก้าสิบห้าเพนนี ..
.ซึ่งเธอคิดว่าเป็นเงินจำนวนมากเกินไป
ที่แม่เธอไม่ควรจะต้องเสีย แลกกับหนังสือที่เธอเห็นว่า...ห่วย!
เมื่อเธอบอกกับแฟรงก์ เขาหัวเราะ และบอกว่า..
."สิบสองปอนด์เก้าสิบห้าเพนนี! ผมเขียนหนังสือเล่มนั้นด้วยประโยคเดียวได้เลย
เนื้อหาก็จะเป็น 'เลิกทำเหมือนลูกวัยรุ่นไม่มีสมองสักที'"

สำนวนการแปลลื่นไหลอ่านไม่สะดุดค่ะ หนังสือเล่มไม่หนาไม่บาง
อ่านได้เพลิน ๆ รวดเดียวจบ...

มาร่วมลุ้นกันค่ะว่าสุดท้ายแล้ว ออเดรย์จะสามารถก้าวข้ามปัญหาอันเป็น"ไข้ใจ"ของเธอได้หรือไม่และอย่างไร
และแฟรงก์จะสามารถโน้มน้าวใจผู้เป็นแม่ให้ยอมรับและเชื่อว่า ถึงเขาจะหลงใหลในเกม
แต่นั่นเป็นเพียงแง่มุมเดียวในชีวิตวัยรุ่นของเขา ในแง่มุมอื่น ๆ
เขาก็มีชีวิตที่เป็นปกติเช่นเดียวกับวัยรุ่นอื่นทั่วไปได้หรือไม่...

ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ











 

Create Date : 29 สิงหาคม 2559    
Last Update : 29 สิงหาคม 2559 11:16:40 น.
Counter : 1300 Pageviews.  

~สาวน้อยจากกระดาษ (La Fille de Papier) โดย กีโยม มุสโซ ~





สาวน้อยจากกระดาษ (La Fille de Papier)
กีโยม มุสโซ/เขียน , ชลธิชา โบดาร์ต/แปล
แพรวสำนักพิมพ์/พิมพ์(ก.ค. 55)
365 หน้า ราคา 265 บาท


เรื่องย่อ ๆ จากปกหลัง


ชีวิตของคนเรานั้น เมื่อสูงสุดก็เหมือนฟ้า ต่ำสุดก็เหมือนเหว

คงไม่มีใครยืนยันคำนี้ได้ดีไปกว่า ทอม บอยด์ นักเขียนผู้มีอดีตอันรุ่งโรจน์
นิยายสองเล่มแรกจากชุด ไตรภาคแห่งทวยเทพ
ที่เขาเป็นผู้เขียนนั้นประสบความสำเร็จสูงสุด
แต่ช่วงเวลาก่อนจะเขียนเล่มสุดท้าย ชีวิตของเขาก็พลิกผัน เพราะผู้หญิงคนเดียว


ทอม บอยด์ต้องเลิกรากับโอรอร์ นักเปียโนสาวผู้แสนอิสระ
เขาจมอยู่กับความทุกข์ มิหนำซ้ำบ้าน เงินทอง และสมบัติทุกอย่างที่หามา
ยังสูญไปเพียงชั่วข้ามคืน ทอมปล่อนให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม
ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งไม่โผล่มาที่บ้านของเขาในคืนที่เกิดพายุและบอกว่า
"ตกลงมาจากหนังสือ ตกลงมาจากเรื่องที่คุณแต่งไงล่ะ!"


บิลลี่ โดเนลลี่เป็นตัวละครในนิยายของเขา
แต่ตอนนี้เธออยู่ตรงหน้าทอมแล้ว เขาไม่ได้ฝันไปใช่ไหม
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย...







หลังอ่าน...
สนุกมาก ชอบมาก
อ่านงานของนักเขียนชาวฝรั่งเศสคนนี้เล่มนี้เป็นเล่มที่สามแล้ว
ชื่นชอบในเลเวลที่สูงขึ้น ๆ ตามลำดับทีเดียว


เล่าเรื่องย่อเพิ่มเติมจากข้างบนอีกนิดนึงแล้วกัน

หลังจากอกหักยับเยิน และกลายเป็นนักเขียนตกอับ ล้มละลาย
ทอมใช้ชีวิตจมจ่อมอยู่กับบาดแผลของตนเอง ใช้ยาเสพติด
ก่อการทะเลาะวิวาท ขับรถเร็วเกินลิมิต ฯลฯ

และแล้ววันหนึ่ง บิลลี่ก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมหลายสิ่งหลายอย่างในตัวเธอที่ยืนยันกับเขาว่า...
เธอคือสาวน้อยที่ตกลงมาจากหนังสือ"ไตรภาคแห่งทวยเทพ"ภาคสองของเขา
ที่เกิดความผิดพลาดในการจัดพิมพ์จนต้องมีการทำลายทิ้ง...

อุปนิสัยที่แปลกและแหวกแนวของบิลลี่ ค่อนข้างตรงตามนิยายที่เขาเขียนเอง
จนในที่สุดทอมก็เชื่อว่าเธอคือ"สาวน้อยจากกระดาษ"จริง ๆ

บิลลี่พยายามกระตุ้นและปลุกเร้าให้ทอมกลับมาเขียนนิยายอีกครั้ง
อย่างน้อยก็เขียนไตรภาคแห่งทวยเทพภาคจบให้สำเร็จ
เพื่อเธอจะได้กลับเข้าสู่โลกในนิยายของเธอเสียที

เธอพาเขาตามไปพบโอรอร์ นักเปียนโนสาวที่หักอกเขายับเยิน
เพื่อให้เขาได้ชัดเจนในใจว่า จริง ๆ แล้วโอรอร์มีค่าพอที่จะทำให้เขา
ต้องตกจมอยู่ในความทุกข์จนทำร้ายตัวเองหรือไม่...

ในขณะที่ทอมเริ่มจะดีขึ้น เขาเริ่มผูกพันกับบิลลี่และคิดจะตั้งต้นชีวิตใหม่...
บิลลี่ก็เริ่มป่วย...ในช่วงเวลาเดียวกันกับทางโรงพิมพ์เริ่มทำลายหนังสือ
และทำลายไปแล้ว 99,999 เล่ม ในขณะที่อาการของบิลลี่ก็ทรุดลง

ยังเหลือหนังสือเพียงเล่มเดียวที่หลุดรอดจากการถูกทำลาย...
และชีวิตของบิลลี่ก็แขวนอยู่กับหนังสือเล่มนั้น...

...หนังสือเล่มนี้ได้ท่องไปตามที่ต่าง ๆ มากมาย
ผ่านมือผู้คนหลากหลาย
มันเปลี่ยนชีวิตของทุกคนที่หยิบมันขึ้นมาด้วยวิธีของมัน
รวมถึงชีวิตของทอม บอยด์ ผู้เขียนของมันเอง!






เป็นพล็อตที่แยบยลมาก เป็นเหมือนเรื่องเหนือธรรมชาติ
ที่บอกเล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สมจริงสมจังและเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้อง ต่อร้อยเกาะเกี่ยวกันเป็นปมเป็นเปลาะๆไป
ทำให้อ่านได้เพลินและร่วมลุ้นไปกับตัวละครในเรื่องอย่างน่าตื่นเต้น ชวนติดตามสุด ๆ

ชอบเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ๆ
ของพระเอกกับเพื่อนๆของเขาอย่างไมโลกับคาโรล

ชอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางระหกระเหิน
ของหนังสือเล่มสุดท้ายของทอม...

อย่างเรื่องของ Bookcrossing...หรือการ'ส่งต่อ'หนังสือโดยใช้วิธี'ทิ้งไว้'ตามที่ต่าง ๆ
เพื่อให้ผู้อื่นมาพบและอ่านมัน แล้วก็ส่งต่อไปยังคนอื่นๆ ด้วยวิธีเดียวกัน
นับว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทีน่ารักจริง ๆ สำหรับคนรักการอ่านอย่างเรา ๆ

ในตอนต้นของแต่ละบท ผู้เขียนจะหยิบยก quotations
จากหนังสือเล่มที่โดดเด่น และบังเอิญสอดคล้องกับเนื้อหาในตอนนั้น ๆ มาวางไว้
ทำให้คนอ่านได้พลอยรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร
และคาดเดาเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนนั้น ๆ
เป็นการกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ได้อย่างมีเสน่ห์ทีเดียว

ชอบตอนจบอะ
จบได้แบบ...ฟินและอิ่มเอมมาก
บอกตัวเองเลยว่า อ่านเล่มนี้จบลงแล้ว ต้องตามล่าหาเล่มอื่น ๆ
ของนักเขียนนามนี้มาอ่านต่อไปแน่ ๆ

ที่สำคัญ ตอนนี้อยากอ่านไตรภาคแห่งทวยเทพ ของทอม บอยด์มาก ๆ อ่ะ
จะหาอ่านจากที่ไหนล่ะเนี่ย

ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ










 

Create Date : 01 เมษายน 2559    
Last Update : 1 เมษายน 2559 15:48:52 น.
Counter : 1680 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 178 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ ดับแดนดารา/"อสิตา" เขียน ~

~ เทียบท้าปฐพี 1-3/ชิงหลิงเยวี่ย : เขียน/ กระบี่หลงทิศ : แปล ~

~ My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry(ยายฝากบอกว่าขอโทษ)/Fredrik Backman:เขียน/ปราชญ์ อัสนี : แปล ~

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~

~ดั่งลมหวน/ปิยะพร ศักดิ์เกษม/เขียน ~

~ตงกง ตำหนักบูรพา 1-2/เฝยหว่อซือฉุน/เขียน ดารินทิพย์/แปล ~

~บุหลันไร้ใจ/เฝยหว่อซือฉุน/เขียน มิราทิพย์/แปล ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.