'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ นิมิตหมายที่ปลายรุ้ง: นิยายแปลจากเรื่อง "Ruby" By V.C. Andrews โดย 'นิดา' ~





นิมิตหมายที่ปลายรุ้ง
ผู้เขียน/ผู้แปล :V.C. Andrews / นิดา
ผู้พิมพ์ : บ.รวมสาส์น (พิมพ์ครั้งแรก 2542)
2 เล่มจบ


เรื่องย่อ (ย่อเอง)


รูบี้ แลนดรีย์ - เด็กสาววัย 15 เกิดและเติบโตในชุมชนเผ่าเคเจินส์ ซึ่งถือว่าเป็น"บ้านนอก"ของแถบนิวออร์ลีนส์
ภายใต้การเลี้ยงดูอย่างเรียบง่ายโดยผู้เป็นยาย ซึ่งเป็นแม่หมอสมุนไพรและได้รับการยกย่องว่ามีพลังอำนาจพิเศษ
ยายบอกเธอว่าแม่เธอเสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดเธอ
ส่วนพ่อนั้นเป็นเพียงชายแปลกหน้าจากต่างเมืองที่มาเที่ยวงานประจำปีที่หมู่บ้านของเธอ
พบกับแม่ของเธอเพียงครั้งเดียวก็จากไป...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้ฝากเลือดเนื้อเชือไขไว้ทีนี่
รูบี้ไม่กล้าถามยายถึงพ่อมากนักเพราะเกรงว่าจะทำให้ยายสะเทือนใจ
เธอเฝ้าแต่จินตนาการภาพของคนเป็นพ่อด้วยตัวเอง

.......

วันหนึ่ง เมื่อพอล เพื่อนหนุ่มจากโรงเรียนเดียวกันซึ่งเป็นลูกชายของคนรวยคนหนึ่งในเมืองมาติดพัน
ยายของเธอก็ค่อย ๆ เปิดเผยความลับของชาติกำเนิดอันคลุมเคลือของเธอ
ความลับชิ้นแรกทำให้เธอต้องปฏิเสธความรักจากพอลและยอมให้เขาโกรธเกลียด

และต่อมา เมื่อยายล้มป่วย ยายก็ยอมเปิดเผยความลับเรื่องพ่อ...กับพี่สาวฝาแฝดของเธอ
เผื่อว่าเมื่อยายเสียชีวิตลงยายก็หวังให้เธอเดินทางไปอยู่กับพ่อที่เมืองนิวออร์ลีนส์

แล้วยายก็จากเธอไปจริง ๆ รูบี้จึงดั้นด้นเข้าเมืองเพื่อตามหาพ่อ
ที่นั่น...นอกจากผู้เป็นพ่อแล้ว เธอยังได้พบกับมาดามดัฟนี ภรรยาของพ่อ,
จิสแซสส์พี่สาวฝาแฝดผู้มีรูปร่างหน้าตาพิมพ์เดียวกับเธอ
และโบ...เพื่อนชายผู้หล่อเหลาของจิสแซสส์...

รูบี้ต้องปรับตัวอย่างใหญ่หลวง และเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่มากมาย
ที่สำคัญ เธอได้เรียนรู้ว่า ในบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่ราวคฤหาสน์นี้
นอกจากบิดาแล้วดูเหมือนจะไม่มีใครต้อนรับเธออย่างจริงใจเลยสักคนเดียว
ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยงผู้ดีที่เย็นชา หรือกระทั่งจิสแซสส์ พี่สาวแท้ ๆ คู่แฝดของเธอเอง...

หรือว่าเธอควรจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับธรรมชาติที่เธอรักในหมู่บ้านริมบึงของเธอ...?






เรื่องย่อยาวไปไหมอ่า...
จริง ๆ แล้วนี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของเรื่องเล่าอันยืดยาวของรูบี้ค่ะ

นิยายเรื่องนี้วางอยู่บนชั้นมานานเนิ่น เพิ่งจะได้หยิบลงมาอ่าน
ด้วยอารมณ์ที่อยากจะหลีกหนีความจำเจจากนิยายรักฟรุ้งฟริ้ง ๆ ทั้งหลาย
ซึ่งก็ได้ผล...ในระดับหนึ่งค่ะ

เริ่มอ่านบทต้น ๆ รู้สึกชอบมาก ชอบวิธีดำเนินเรื่อง
โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าผ่าน"ฉัน"(ซึ่งก็คือรูบี้นั่นเอง)
การเปิดเรื่อง เล่าถึงชีวิตเบื้องต้นของเธอ การบรรยายความรู้สึกนึกคิด
ตลอดถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทำได้ดี น่าสนใจน่าติดตามมาก ๆ
อ่านเพลินเชียว ร่วมลุ้นร่วมเอาใจช่วยรูบี้อยู่ตลอด ...
(ช่วงต้น ๆ อ่านแล้วได้บรรยากาศของวรรณกรรมคลาสสิคโบราณหลายเรื่องเชียว
พวกบ้านเล็กในป่าใหญ่ เทสส์แห่งเดอร์เบอร์วิล แอนน์ออฟกรีนเกเบิลส์ ฯลฯ)

แต่พอเรื่องราวดำเนินไปถึงช่วงกลาง ๆ ไปจนถึงท้าย ๆ ชักจะไม่น่าสนุกแล้วแฮะ
จากเด็กสาวซื่อใสไร้เดียงสา หากก็เข้มแข็ง มุ่งมั่น มีความเป็นศิลปิน
มีวุฒิภาวะ มีความเป็นตัวของตัวเองอยู่พอสมควร
(พอที่จะปฏิเสธบทรักเคลิบเคลิ้มวาบหวามจากเพื่อนชายที่เธอเองก็หลงรักได้นั่นแหละ)
รูบี้กลายเป็นสาวน้อยที่อ่อนต่อโลก ซื่อ(จนบื้อ) ยอมคน
ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้คนรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเสียได้

ช่วงหลัง ๆ เลยออกแนวรำคาญนางเอกอยู่ตงิด ๆ ไปซะงั้น

แต่ก็แค่ตงิด ๆ หรอกค่ะ โดยรวมแล้วก็ยังคงอ่านได้เรื่อย ๆ เพลิน ๆ
ทั้งนี้คงต้องให้เครดิตผู้แปลด้วยแหละค่ะ สำนวนภาษาแทบไม่มีกลิ่นนมเนยติดมาเลย
กลมกลืนลื่นไหลมาก

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในชุดของรูบี้ เห็นท้ายเล่มมีแจ้งไว้ว่าภาคต่อของเรื่องนี้ชื่อ Pearl in the Mist
ซึ่งคุ้น ๆ ว่าตัวเองเคยมีครอบคองอยู่ แต่ตอนนี้หาไม่เจอแล้ว...?

แต่อ่านเรื่องนี้จบก็ไม่รู้สึกขาดตอนนะคะ คือเรื่องราวมันจบสมบูรณ์ในตัวของมันเอง
แม้ว่าจะไม่ถึงกับแฮปปี้เอนดิ้ง
แต่ก็ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของตัวละครเอกไปในทิศทางที่คลี่คลายก็โอเคแล้ว

อ่านจบ หยิบมาบอกเล่า ชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ











 

Create Date : 07 ตุลาคม 2557    
Last Update : 7 ตุลาคม 2557 15:37:31 น.
Counter : 1040 Pageviews.  

~ คุณป้าสุดเปรี้ยว (Auntie Mame) / Patrick Dennis ~





คุณป้าสุดเปรี้ยว (Auntie Mame)
ผู้เขียน : Patrick Dennis
ผู้แปล : เฉิดฉวี แสงจันทร์
ผู้พิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์ (๒๕๔๗)
๒๙๕ หน้า ราคา ๑๘๙ บาท

โปรยปก & คำนำสนพ.

อารมณ์ขันมันๆ เมื่อคุณหลานกำพร้าต้องมาเจอกับคุณป้าสุดเปรี้ยว


เอาแต่ใจ เจ้าเล่ห์ ขี้เหล้า เจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ประหลาด กลัวแก่ และเว่อร์เป็นที่สุด
คือคุณสมบัติเด่นในตัวของคุณป้าสุดเปรี้ยวอย่างป้าเมม
และด้วยคุณสมบัติเหล่านี้แหละ ที่นำพาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเอง
และคนใกล้ชิดหลายครั้งหลายคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลานชายสุดที่รักของเธอ

แต่ถึงจะมีข้อเสียมากมายก่ายกอง ใจป้าเมมกลับกว้างเป็นแม่น้ำ
เธอเคยมอบรถเปิดประทุนเป็นของขวัญคริสต์มาสแด่ชายหนุ่ม
มอบสร้อยคอไพลินให้กับคู่หมั้นของหลานชาย
เคยอุปการะเลี้ยงดูเด็กกำพร้าจากสงครามชาวอังกฤษอีกโขยง

ทั้งยังเป็นหญิงที่มีจิตใจห้าวหาญ กล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบากโดยไม่ย่อท้อ
เคย...เคย...และเคยทำอะไรต่อมิอะไร
ที่ในสายตาของคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ นึกสงสัยว่าทำไปได้อย่างไร
แต่ป้าเมมก็ทำไปแล้ว และยังทำได้ดีเสียด้วย

ในชีวิตจริงคงมีผู้หญิงน้อยคนนักที่จะเป็นได้อย่างป้าเมม
เป็นคุณป้าสุดเปรี้ยวผู้ไม่ยอมแก่ และเป็นคนที่มีสีสันที่สุดคนหนึ่ง
(ถึงจะเป็นสีสันประหลาดสักหน่อยก็เถอะ)

และถ้าหากในชีวิตจริงของผู้ใดมีบุคคลอย่างป้าเมมอยู่ด้วยละก็
ขอบอกไว้ก่อนว่าชีวิตของท่านจะสนุกสนานขึ้นอีกโข
ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของแพทริก เดนนิส คนนี้






หลังอ่าน...
ขออนุญาตแหวกกระแสนิยายรักที่กองเกลื่อนรอบ ๆ ตัว มาอ่านเรื่องเล่า(แปล)
แนวกึ่ง ๆ คอเมดี้ กึ่ง ๆ เสียดสีสังคม ของนักเขียนหนุ่มใหญ่ชาวอเมริกันเล่มนี้
(ซึ่งไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าได้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ และอย่างไร จู่ ๆ ก็เห็นมันวางอยู่บนชั้น
ปนเปอยู่กับบรรดานิยายฝรั่งที่(เคย)คิดว่าจะเลิกอ่านเสียที...)

สืบเนื่องมาจากการที่แพทริก(คนเขียน)ได้อ่านบทความในนิตยสารเก่า ๆ เล่มหนึ่ง
ว่าด้วยเรื่องของ"บุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลง" ของนักเขียนคนหนึ่ง
ซึ่งเมื่ออ่าน ๆ ไป บทความนั้นมันทำให้เขาหวนรำลึกถึง ป้าเมม - - "บุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลง" ของเขา
ที่เขาเชื่อว่าบุคคลโดดเด่นที่ถูกกล่าวถึงในบทความชิ้นนั้นยังเทียบไม่ติดในเรื่องของความโดดเด่นที่แท้จริง

จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าถึงป้าเมมของเขา
เริ่มต้นตั้งแต่มูลเหตุที่ทำให้เขาต้องถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของป้าเมมหลังจากพ่อของเขาเสียชีวิต
ทั้งนี้เพราะป้าเมมเป็นญาติสนิทคนเดียวที่เหลืออยู่ของพ่อ...
ทั้ง ๆ ที่พ่อเคยพูดถึงป้าเมมว่าเป็นผู้หญิงที่แปลกมาก ๆ ชนิดที่พ่อเองไม่คิดอยากให้แม้แต่หมาตัวใดตกอยู่ในมือเธอ...
แต่ในทีสุด เมื่อป่วยหนักและรู้ตัวว่าจะต้องตาย
เขาก็จำต้องเขียนพินัยกรรมแต่งตั้งให้พี่สาวคนนี้เป็นผู้ดูแลแพทริกตามกฏหมาย
โดยกำหนดเงื่อนไขการเลี้ยงดูและการศึกษาให้เป็นไปตามแบบที่เขาต้องการไว้อย่างชัดเจน

หนูน้อยแพทริกในวัยสิบขวบเดินทางไปหาป้าผู้ที่เขาไม่เคยพบหน้า...
เพียงวันแรกที่เจอกัน ป้าเมมก็สร้างความประทับใจที่ลืมไม่ลงให้กับแพทริก
ด้วยงานปาร์ตี้สุดเหวี่ยง...เพียงเพราะเธอจำวันที่หลานชายจะมาถึงผิดไปหนึ่งวัน...

..............

"แล้วทำไมถึงไม่บอกฉันว่าจะมาวันนี้ ฉันจะได้ไม่จัดปาร์ตี้...
เธอบอกว่าวันที่ ๑ กรกฎา วันพรุ่งนี้นี่นา วันนี้มันวันที่ ๓๑ มิถุนา...
ใคร ๆ ก็รู้ว่าเดือนที่มี ๓๐ วันต้องลงท้ายด้วยยน กันยายน เมษายน มิถุนายน และก็...ตายจริง"
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง "โอ...ที่รัก" เธอส่งเสียงร้องราวกับกำลังแสดงละคร
"ฉันคือป้าเมมของหนูไง!" เธอโอบผมไว้ในวงแขน และจูบผม
ผมรู้ทันทีว่าผมจะปลอดจากภัยอันตรายทั้งปวง...


นั่นคือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์(และความผูกพัน)ของสองป้าหลาน
ซึ่งผู้เขียนเล่าด้วยสำนวนสำเนียงประชดประเทียดเสียดสีเล็ก ๆ
ไม่ใช่เสียดสีป้าเขานะคะ เพราะแพทริกดูจะรักและเชื่อฟังป้าดีอยู่...
โดยเฉพาะตอนเด็ก ๆ เขาดูไร้เดียงสา ซื่อใสเลยทีเดียว...
แต่เป็นการเปรียบเปรยเบา ๆ ว่า การที่ใครจะยกย่องหรือชื่นชมว่าใครคนใดคนหนึ่งว่าเป็นบุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลงนั้น
นั่นเป็นเพราะว่าเขาคนนั้นยังไม่รู้จักป้าเมมของเขาเท่านั้นแหละ...





ไม่ว่าเขาจะอ่านเจอว่าบุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลงในบทความนั้นได้ประกอบวีรกรรมใดบ้าง...
เขาก็จะหยิบยกวีรกรรมของป้าเมม(ในด้านเดียวกัน)ที่เหนือกว่า โดดเด่นกว่ามาบอกเล่า
แล้วแต่ละวีรกรรมของเธอนั้นก็...ช่างโดดเด่น ยากจะลืมได้ลงจริง ๆ...
(ดูตัวอย่างได้จากคำนำสนพ.ด้านบนเลยค่ะ)

อ่านแล้วทั้งขำทั้งฮา...ผู้เขียนดำเนินเรื่องผ่านผู้เล่า ซึ่งก็คือตัวเขาเอง
ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดจึงมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์อันพิลึกพิลั่นที่ค่อย ๆ พัฒนาไปของทั้งคู่

แพทริกเองด้านหนึ่งก็รู้สึกนิยมชมชื่นในวีรกรรมหลาย ๆ อย่างที่แหวกกระแสสังคมของป้าเมม
ทั้งรู้สึก"รู้คุณ" ในฐานะหลานชายที่ป้าเมมทุ่มเทให้การเลี้ยงดูรักใคร่ ...

(แม้เธอจะไม่ได้รักใคร่ใยดีอะไรนักหนากับน้องชาย...พ่อของแพทริก...

"พ่อของหนูเคยพูดอะไรเกี่ยวกับป้าบ้างหรือเปล่า เคยเล่าอะไรให้ฟังเกี่ยวกับป้าก่อนที่เขาจะจากไปไหม"
นอราห์สอนผมเสมอว่าคนโกหกจะมีแต่ลงนรกเท่านั้น ผมจึงกลืนน้ำลายก่อนจะพรั่งพรูถ้อยคำออกมา
"พ่อบอกว่าป้าเป็นผู้หญิงแปลกมาก และบอกว่า การที่ผมต้องมาอยู่ในความดูแลของป้า
เป็นโชคชะตาที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นแม้แต่กับหมาตัวไหนเลย
แต่ขอทานอย่างผมไม่มีสิทธิ์เลือก และป้าก็เป็นญาติเพียงคนเดียวที่ผมมี"
ป้านั่งเงียบ อ้าปากค้าง "ไอ้สารเลว" ป้าพูดเพื่อให้หายแค้น
ผมรีบดึงสมุดคำศัพท์ขึ้นมาจด
"คำว่าสารเลวนะจ๊ะหลาน" เธอพูดเสียงหวาน "สะกดอย่างนี้นะจ๊ะ
ส-า-ร-เ-ล-ว หมายถึง พ่อของหลานที่ตายไป !
เอาละ ออกไปได้แล้วตอนนี้ และเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ! "
...)


หากอีกด้านหนึ่งเขาก็ออกอาการมึนและต่อต้านกับพฤติกรรมประหลาดของผู้เป็นป้า...
แต่ก็นั่นแหละ ในฐานะหลานชาย หลายต่อหลายครั้งเขาต้องกลายเป็นทั้งผู้สมรู้ร่วมคิด
และผู้รับผิดชอบในความประพฤติ(และผลพวงที่ตามมา)ของป้าเมม ราวกับเขาเป็นผู้ปกครองของเด็กหญิงเล็ก ๆ เสียเอง

...............

"ถ้าจะมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่่ออกแบบขึ้นเพื่อทำให้คนเป็นบ้า
ก็ต้องเป็นการที่ป้าเมมพยายามปฏิบัติตัวตามแบบฉบับสุภาพสตรีชาวนิวอิงแลนด์
เธอทิ้งผมไว้ที่โต๊ะกับพอร์ตไวน์ ซิการ์จืด ๆ และแมลงวัน ขณะที่เธอไปงีบในห้องนั่งเล่น
และพอผมตามไปร่วมด้วยในอีกสามนาทีต่อมา เธอก็ยื่นหนังสือชื่อ 'วอลเดน'ให้ผมอ่านให้ฟังขณะที่เธอปักผ้าไป ไม่มีเสียงใดจากเธอเลย
จนกระทั่งเข็มตำนิ้วเข้า และเธอสบถสั้น ๆ อย่างไม่เป็นกุลสตรีที่สุด..."


ฉากของเรื่องเป็นราว ๆ ช่วงปี ๑๙๒๘ - ปีที่แพทริกย้ายเข้ามาอยู่กับป้าเมม
จนถึงปี ๑๙๕๕ ปีที่แพทริกมีครอบครัวแล้ว และมีลูกชายวัยเจ็ดขวบ - - ไมเคิล
และดูเหมือนว่า ทันทีที่ป้าเมมได้พบกับเขา เธอก็สามารถดึงดูดให้เขาติดตามเธอได้อย่างง่ายดาย...
ท่ามกลางอาการอกสั่นขวัญแขวนของแพทริกกับภรรยา...

..............

อาจจะดูเก่าไปสักหน่อย แต่หลายมุกหลายประเด็นที่เขาเขียนถึง
ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนยังคงร่วมสมัย ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
อ่านเอาฮาก็ได้ หรือจะอ่านเอาสาระก็ดีค่ะ

สนุกค่ะ ไม่ผิดหวังที่หยิบมาอ่านในช่วงที่อยากจะผ่อนคลาย
อ่านจบแล้วหยิบมาบอกต่อชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ









 

Create Date : 13 มีนาคม 2557    
Last Update : 13 มีนาคม 2557 12:57:51 น.
Counter : 1766 Pageviews.  

~ ณ ฟากฝันแห่งนิรันดร์รัก/ Sauve-Moi /กีโยม มุสโซ ~





ณ ฟากฝันแห่งนิรันดร์รัก/ Sauve-Moi
กีโยม มุสโซ /เขียน
ชลธิชา สิงขิต / แปล
แพรวสำนักพิมพ์/พิมพ์
๓๒๐ หน้า ราคา ๒๑๕ บาท


เรื่องย่อ(จากปกหลัง)


ในค่ำคืนที่หิมะโปรยปราย
จูเลียตและแซมสวนทางกัน ณ ใจกลางบรอดเวย์ แมนแฮตตัน มันเป็นรักแรกพบ

เธอ...สาวสวยชาวฝรั่งเศสวัย ๒๘ ปี ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
พร้อมกับบริโภคความฝันอยากเป็นนักแสดง

เขา...กุมารแพทย์หนุ่มนิวยอร์กอายุราว ๓๐ อุทิศร่างกายและจิตวิญญาณเพื่องาน
นับตั้งแต่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมกับหญิงคนรัก

แต่แล้วในสุดสัปดาห์อันแสนอบอุ่น..กระทั่งเร่าร้อน
ทั้งสองมั่นใจว่าได้ค้นพบความหมายของชีวิตในที่สุด

ทว่าความเคลือบแคลงต่อความรักฉาบฉวยและความลังเล
ก็ทำให้จูเลียตต้องเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศส
ส่วนแซม เขาไม่รู้ว่าจะหาคำพูดใดมารั้งเธอไว้เคียงข้าง...
อย่างน้อยมันก็ยังไม่เร็วพอ
เนื่องจากเครื่องบินที่หญิงสาวเดินขึ้นไปนั้น ระเบิดกลางท้องฟ้า...

และทุกอย่างหลังจากนั้นก็ล้วนเกินกว่าจะคาดเดา...







หลังอ่าน...
นิยายรักโรแมนติก ผสมผสานแฟนตาซีนิด ๆ จากนักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่อ่านแล้วให้โทนหม่น ๆ เหงา ๆ
เผลอ ๆ นึกว่ากำลังอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่นแน่ะ...
เพราะมีเรื่องราวของความตาย ชีวิตหลังความตายและกฏแห่งกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เล่าเรื่องย่อเพิ่มเติมอีกนิด ๆ แล้วกัน...

นางเอก - จูเลียตพบกับแซมในขณะที่เธอกำลังสวมชุดหรูของเพื่อนร่วมห้องเพื่อสั่งลานิวยอร์ค
เธอบอกกับเขาว่าเธอเป็นทนายความที่มาสหรัฐฯเพื่อประชุม...มีกำหนดกลับฝรั่งเศสในอีกสามวัน

ในขณะที่แซม - คุณหมอหนุ่มผู้จมอยู่กับความเศร้าและงานหลังจากภรรยาที่รักมากตายจากไป...
ก็ไม่ได้บอกความจริงข้อนี้กับจูเลียต แม้เขาจะรู้สึกได้ถึงความรักที่เขามีต่อเธอ

ทั้งคู่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน...แต่เมื่อถึงเวลา ต่างก็ต้องตัดใจลาจาก...
กว่าจะรู้ใจตัวเองก็เกือบจะสายเกินการ
................
แซมช็อคอย่างรุนแรงเมื่อเห็นข่าวเครื่องบินที่จูเลียตนั่งระเบิดกลางอากาศ

แต่เขาก็ไม่ได้ช็อคอยู่นานนัก เมื่อ 1 วันถัดมาเขาก็ได้พบกับเกรซ
ตำรวจสาวใหญ่ที่ก้าวเข้ามาทักทายเขาอย่างง่าย ๆ เงียบ ๆ
และบอกกับเขาว่าจูเลียตยังไม่ตาย แต่ตอนนี้เธอถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาร้ายแรง
....ข้อหาวางระเบิดเครื่องบิน!!

แต่ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้น...
เกรซบอกกับเขาว่า...เธอกลับมาจากความตายเพื่อภารกิจที่สำคัญยิ่ง
ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของผู้หญิงที่เขารัก ที่เขาเพิ่งจะมั่นใจว่า...
แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็จะต้องปกป้องเธอให้ถึงที่สุด

..............

โดยรวมนับว่าเป็นเป็นนิยายรักโรแมนติกที่ครบรสทีเดียวค่ะ
มีดราม่าซาบซึ้ง เน้นบอกเล่าผ่านอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างละเอียดลออ
แต่ก็เป็นไปแบบหม่น ๆ ทึม ๆ ชวนรันทดหดหู่...

ไม่ว่าจะเป็นนางเอกที่ต้องดิ้นรนกับชีวิตที่แร้นแค้นในเมืองใหญ่
พระเอกที่จ่อมจมอยู่กับความเศร้าโศกอันเนื่องมาจากความสูญเสีย...
หรือเกรซ...โจดี้ และรูเทลลี...


ชอบการดำเนินเรื่องที่่ค่อยเป็นค่อยไป แต่มีเงื่อนมีปมคอยกระตุ้นความสนใจอยู่เป็นระยะ ๆ
ทำให้เมื่ออ่านแล้วก็ต้องอ่านต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าเงื่อนปมเหล่านั้นจะค่อย ๆ คลี่คลายไปทีละเปลาะ ๆ
และค่อย ๆ เปิดเผยให้เรามองเห็นภาพความสัมพันธ์อันซับซ้อน โยงใยของตัวละครทั้งหมด

แล้วก็มีเรื่องราวเหนือจริงที่อิงหลักความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ที่ค่อนข้างน่าสนใจ
มีแทรกสาระเกี่ยวกับปัญหาสังคมที่ทำให้เรามองเห็นสภาพสังคมที่เสื่อมทรามของเมืองนิวยอร์คอยู่ไม่น้อย
ส่งผลให้มีฉากแอ็คชั่นน่าตื่นเต้นเร้าใจ ...

เป็นนิยายเรื่องแรกของนักเขียนคนนี้ที่ได้อ่าน...
ชอบทีเดียว อ่านสนุก เพลิดเพลินด้วยสำนวนการแปลที่ลื่นไหลไม่สะดุด

ถ้าเจอเรื่องอื่นของเขาอีกก็คงหยิบมาอ่านอีกค่ะ...ติดใจแล้ว










 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2556 13:14:19 น.
Counter : 1080 Pageviews.  

~ลูกผู้ชาย : The Philadelphian /เทศภักดิ์ นิยมเหตุ แปล~





The Philadelphian : ลูกผู้ชาย
ผู้แต่ง : ริชาร์ด เพาเวลล์;
ผู้แปล : เทศภักดิ์ นิยมเหตุ
ผู้พิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์(ส.ค.2551)
476 หน้า ราคา 295 บาท



เรื่องย่อจากปกหลัง:


ในฤดูใบไม้ผลิ ปี ๑๘๕๗ มาร์กาเร็ต โอ'ดอนเนลล์
ทิ้งถิ่นฐานจากไอร์แลนด์เดินทางมายังฟิลาเดลเฟีย
ด้วยความฝันที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น

แต่เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าคนในตระกูลของเธอ
จะต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วคนกว่าจะก้าวขึ้นสู่ความมี "ชาติตระกูล"
อันเป็นที่ยอมรับของสังคมชั้นสูงแห่งฟิลาเดลเฟีย

แมรี่ โอ'ดอนเนลล์..ลูกสาวของเธอ
แคเธอรีน จัดสัน...หลานสาวของเธอ
ล้วนพยายามไต่เต้าบันไดสังคมทีละขั้น
จนกระทั่งถึงรุ่นเหลนของเธอ คือ แอนโทนี่ จัดสัน ลอว์เรนซ์. ..
"ลูกผู้ชาย"
คนแรกของตระกูล

แต่เส้นทางการก้าวสู่ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของแอนโทนี่มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
หากเป็นเส้นทางที่แอนโทนี่ต้องตัดสินใจต่อสู้ฟันฝ่า
และแม้กระทั่งเสียสละบางสิ่งบางอย่างที่มีความสำคัญต่อชีวิตและหัวใจ
เพื่อบรรลุจุดหมายที่ฝันใฝ่






หนังสือเล่มนี้เคยอ่านเมื่อนานมาก ๆ แล้ว...
อาจจะด้วยวัยที่ยังน้อยอยู่ในขณะนั้นทำให้มีหลายมุก หลายมุมที่ไม่ค่อยเก็ท
ว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไร นอกเหนือไปจากเรื่องราวของ"ลูกผู้ชาย"คนหนึ่ง
ที่ต้องแบกรับความคาดหวังของบรรพบุรุษ...ที่นับย้อนขึ้นไปถึงสี่ชั่วคน

แต่กระนั้นก็ยังจำได้ติดใจว่า...เป็นหนังสือแปลที่อ่านเพลิน ลื่นไหลไร้กลิ่นนมเนยเหมือนนิยายแปลทั่ว ๆ ไป
จึงเที่ยวแนะนำ ชักชวนให้ใครต่อใครอ่านตาม จนหนังสือล่องหนหายไปจากชั้นชนิดที่จับมือใครดมไม่ได้...
รวมถึงหนังสือที่แปลโดยนักแปลท่านเดียวกันนี้อีกหลายต่อหลายเล่มอย่างแผ่นดินนี้เราจอง,ฟ้าใหม่ในซานมาร์โค,หลายรักของโดบี้...ฯลฯ


หยิบฉบับพิมพ์ใหม่มาอ่านในรอบนี้ด้วยความคาดหวังสองประการ...

หนึ่ง คาดหวังความอิ่มเอมใจในอรรถรสเชิงวรรณศิลป์ จากฝีมือนักแปลชั้นครูอย่าง"เทศภักดิ์ นิยมเหตุ"
เพราะรู้สึกตัวว่าช่วงหลัง ๆ อ่านวรรณกรรม หรือหนังสือแปลดี ๆ น้อยลง
มัวแต่ไปหมกมุ่นอยู่กับนิยายรักโรแมนติกเพ้อฝันไปซะเยอะ


ความคาดหวังประการที่สอง...หวังว่าในการอ่านครั้งนี้
บางอย่างที่เคยคลุมเคลือคาใจจะคลี่คลายลงไปได้...
เช่นเรื่องของการกระทำ การเลือก การตัดสินใจของตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง
ที่จะส่งผลสืบเนื่องไปถึงทายาทรุ่นต่อ ๆ ไปของตัวเอง...

ปรากฏว่าได้ผลตามที่คาดหวังค่ะ...

แม้จะอ่านเป็นรอบที่สอง แต่ความรู้สึกที่ได้รับก็สดใหม่เหมือนกับเพิ่งได้อ่านเป็นครั้งแรก...
อ่านได้สนุกสนานติดหนึบเลยทีเดียว...

จุดที่เคยข้องใจก็ไม่ข้องแล้ว กลายเป็นเข้าอกเข้าใจ ออกแนวขำ ๆ แต่สะใจอีกต่างหาก

โดยเฉพาะในพาร์ทหลัง อันเป็นเรื่องราวการดิ้นรน
ตะเกียกตะกายขึ้นสู่จุดสูงสุดของแอนโทนี ลูกผู้ชายคนเดียวในตระกูลที่คนเป็นทวด ยาย และแม่เฝ้ารอคอย
และฝากความฝันใฝ่ไว้จนหนักอึ้ง


.............


หนังสือแบ่งออกเป็นสี่ส่วน โดยสามส่วนแรกเป็นเรื่องราวอันเป็นประหนึ่งบทเกริ่นนำที่บอกเล่าปูมหลัง ที่มาที่ไปของแอนโทนี่

เริ่มตั้งแต่ทวดของเขา มาร์กาเร็ต โอ'ดอนเนลล์ที่เดินทางข้ามทวีปมาพร้อมกับความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า...
แต่เธอก็ทำได้เพียงเป็นสาวใช้ในบ้านของชนชั้นสูงแห่งสังคมฟิลาเดลเฟีย
และเมื่อเธอพยายามจะเดินทางลัดโดยการมีสัมพันธ์กับลูกชายเจ้าของบ้านและตั้งท้อง...
ท้องทีฝ่ายชายไม่อาจยอมรับ เธอเชิดหน้าเดินออกจากบ้านนั้นอย่างทระนง
หวังอย่างยิ่งที่จะได้'ลูกผู้ชาย'สายเลือดคนชั้นสูง
แต่โชคไม่ดีนักที่...ลูกของเธอเป็นผู้หญิง...แมรี่ โอ'ดอนเนลล์

กระนั้น ความฝันอันสูงส่งของมาร์กาเร็ตยังไม่จางหายไป...
แล้วเธอก็ถ่ายทอดความฝันนั้นให้กับลูกสาวของเธอ...

แมรี่ โอ'ดอนเนลล์แบกรับความคาดหวังของผู้เป็นแม่
พอ ๆ กันกับความเคียดแค้นในตระกูลที่เป็นเจ้าของสายเลือดครึ่งหนึ่งในตัวเธอ

เธอเกือบจะพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายอยู่แล้ว
เมื่อเธอได้พบกับคนที่เธอคิดว่าเขาจะสามารถดึงเธอให้ขึ้นสู่จุดที่สูงกว่าเดิมได้
เธอทำทุกอย่างเพื่อได้เขามาครอบครอง แม้จะเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมก็ตาม...

และ...ในที่สุดเธอก็ได้แต่งงานกับอาจารย์หนุ่มใหญ่ที่สอนในโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งฟิลาเดลเฟีย...
และมีลูกสาวหนึ่งคน ห้าปีหลังจากนั้น...เคท

เคทยังคงเป็นความหวังของยายมาร์กาเร็ตของเธอ เมื่อเธอเติบโตขึ้น...
ความหวังที่จะมี'ลูกผู้ชาย'สักคนหนึ่งในตระกูล...

"ถ้าแกไม่ตัดสินใจของแกเอง แกก็เห็นจะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของโอ'ดอนเนลล์
มีอย่างเดียวเท่านั้นที่ยายจะขอ...ยายขอลูกผู้ชายไว้สักคนในครอบครัวของเรา..."


ซึ่งเธอก็สามารถทำได้ในที่สุด...เมื่อเธอให้กำเนิดแอนโทนี่...
ลูกผู้ชายที่มีสายเลือดร้อนแรงของไอริชผสมกับสายเลือดคนชั้นสูงแห่งฟิลาเดลเฟีย
สมใจหวังของมาร์กาเร็ต โอ'ดอนเนลล์

..........

ข้างบนนั่นคือเฉพาะสามส่วนแรกของหนังสือ...
ซึ่งมีความหนาแค่ประมาณหนึ่งในสามของทั้งเล่ม
เรื่องราวของแอนโทนี่ยังมีอะไร ๆ ให้ติดตามอีกเยอะ
โดยเฉพาะเรื่องของการเลือก การตัดสินใจ เพื่อจะพาตัวเองไต่ระดับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของสังคมฟิลาเดลเฟีย...
บรรลุซึ่งความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของต้นตระกูล...

แม้จะไม่โลดโผนโจนทะยานนัก
แต่ก็แฝงไว้ด้วยแง่มุมให้คิด ให้ขำ ให้ทึ่งอยู่ตลอดเวลาเลยทีเดียว

.............

อ่านอย่างกระหาย แต่ก็ใช้เวลาไปถึงสามวันเพราะติดพันภารกิจกระจุกกระจิก...
จบแล้วจึงหยิบมาเล่าขาน ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ












 

Create Date : 25 เมษายน 2556    
Last Update : 25 เมษายน 2556 12:26:21 น.
Counter : 1187 Pageviews.  

~ Life of Pi :การเดินทางของพาย พาเทล(อ่านซ้ำตามกระแสก่อนดูหนัง) ~





Life of Pi
Yann Matel / เขียน
canongate Books Ltd.(2003)
319 หน้า

**หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลแมนบุ้กเกอร์ไพรซ์(The Man Booker Prize)ปี 2002

เรื่องย่อ

(จากปกหลังฉบับภาษาไทย แปลโดยตะวัน พงศ์บุรุษ)



เรื่องราวเหลือเชื่อและเต็มไปด้วยมนตร์สะกดของเด็กหนุ่มชาวอินเดีย นาม พาย พาเทล
ผู้กำเนิดในครอบครัวผู้อำนวยการสวนสัตว์
และตัวเขานับถือถึงสามศาสนา คือ ฮินดู คริสต์ และอิสลาม

การเดินทางเริ่มต้นเมื่อครอบครัวต้องอพยพไปอยู่แคนาดาพร้อมกับสารพัดสัตว์
การผจญภัยอุบัติขึ้นเมื่อเรือแตก พาย พาเทล เป็นคนเดียวที่รอดชีวิต
แต่ต้องติดอยู่บนเรือชูชีพกับ หมาป่าไฮอีนา
ลิงอุรังอุตัง ม้าลาย และเสือเบงกอลหนัก 450 ปอนด์

บรรดาสัตว์ต่างกินกันเองตามวิสัยธรรมชาติ
จนกระทั่งเหลือเพียงพาย พาเทล กับเสือเบงกอล
คนกับเสือผจญทะเลด้วยกันนานถึง 227 วัน
กลายเป็นเรื่องราวอันพิสดารที่ไม่มีใครเหมือน

... และทำให้ ยานน์ มาร์เทล นักเขียนไร้ชื่อกลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในชั่วข้ามคืน






เรื่องย่อก็ตามข้างบน(ปกหลัง)นั่นเลยค่ะ

(หนังสือเล่มนี้ดองไว้หลายปีทีเดียว
ได้ฉบับภาษาอังกฤษมาเมื่อเขาได้รับรางวัลใหม่ ๆ (ด้วยความเห่อกระแส)
แต่อ่านบทแรก ๆ แล้วไม่เก็ท...มันอืด...เอื่อยและเฉื่อยชอบกล
สับสนกับสรรพนาม "I" ในช่วงต้น ๆ ด้วยแหละ
เพราะไม่ได้อ่านโน้ตของผู้เขียนให้ละเอียดในทีแรกนั่นเอง

ผู้เขียนให้"พาย"เป็นคนเล่าเรื่องของตัวเองโดยใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง
ระหว่างนั้นเขาก็แทรกเรื่องเล่าของตัวเองในขณะที่ไปพบกับ "พาย"เพื่อฟังเรื่องเล่านี้

ไอ้เราก็ประเภทใจร้อน(แต่สมองช้า) เจออะไรที่กลับไปกลับมาแล้วพานเบื่อ
ประกอบกับช่วงนั้นมีเหตุให้อ่านอะไรต่อเนื่องไม่ได้เลยวางหนังสือไปยาว...

จนกระทั่งมาเจอ WWR โจทย์ให้อ่านหนังสือรางวัลเข้าเลยฮึดหยิบมาอ่านอีกครั้ง...
คราวนั้นตั้งใจอ่านโน้ตของผู้เขียนในบทต้นด้วย...

แล้วอ่านเรื่องราวของพายในภาคแรก ๆ อย่างช้า ๆ
ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ จนผ่านช่วงแรก(ภาคแรก)ไปได้

แต่อ่านรอบนั้นก็ยังอ่านแบบลวก ๆ เพราะอ่านตามโจทย์ แหะ ๆ

หยิบมาอ่านรอบนี้เพราะเห็นกระแสของหนังเรื่องนี้กำลังมาแรง...
จึงเป็นการอ่านแบบเอาเรื่องเอาความจริง ๆ )








ช่วงต้น พายเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเขาที่เกิดและโตมาในสวนสัตว์
ได้คลุกคลีเรียนรู้ถึงธรรมชาติของสัตว์ชนิดต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด
โดยมีพ่อเป็นประหนึ่งครูฝึก

เขายังได้บอกเล่าถึงความเชื่อในศาสนาของเขาว่า
ครอบครัวและสังคมที่เขาอยู่ค่อนข้างเปิดกว้างและให้อิสระในการนับถือศาสนา
เขาจึงสามารถศึกษาและปฏิบัติทั้งสามศาสนาอันได้แก่ ฮินดู คริสต์ และอิสลาม
เพราะเขาเชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง...
และทุก ๆ ศาสนาคือความจริง ตามคำกล่าวของมหาตมะคานธี...

เมื่อธุรกิจด้านสวนสัตว์ตกต่ำลง พ่อตัดสินใจพาครอบครัวและบรรดาสัตว์ต่าง ๆ
ย้ายไปแคนาดา...โดยเดินทางทางเรือ


ขึ้นภาคสองว่าด้วยการเดินทางในมหาสมุทรแปซิฟิค...
เรื่องราวค่อยเริ่มตื่นเต้นเมื่อเรือประสบอุบัติเหตุแล้วอับปางลง
พายรอดชีวิตเพียงลำพัง

ช่วงนี้จึง มีเรื่องของการผจญภัย การต่อสู้ การเอาตัวรอด ...
พายใช้ทริกที่เขาได้เรียนรู้จากการที่เป็นลูกชายของเจ้าของสวนสัตว์
อยู่ร่วมกับเจ้าสัตว์ต่าง ๆ ที่ขึ้นเรือชูชีพมาพร้อมกับเขา
รวมทั้งริชาร์ด พาร์กเกอร์...เจ้าเสือเบงกอลขนาดมหึมา...
ได้อย่างมหัศจรรย์พันลึกมาก ๆ


ซึ่งอ่าน ๆ ไปรู้สึกว่าเว่อร์ไปไหมเนี่ย...

แต่ชอบการดำเนินเรื่องของผู้เขียนจัง...เล่าเรื่องได้เป็นธรรมชาติ
แบ่งเป็นบท ๆ สั้น ๆ แต่ชัดเจน อ่านแล้วกระทบใจ

มีอยู่บทหนึ่ง ทั้งบทมีแค่ประโยคเดียว แต่คนอ่านอ่านแล้วซึมยาว...
ยกต.ย. นิดนึง...

ในบทที่ 75 พายบอกว่า...
"วันหนึ่งฉันคะเนว่าเป็นวันเกิดแม่ ฉันเลยร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้แม่ออกมาดัง ๆ "

แค่เนี๊ยะ...เป็นหนึ่งแช็พเตอร์แล้ว
แต่มันอธิบายความรู้สึกของผู้เล่าได้ลึกล้ำ ชัดเจนนะ

ตอนจบก็หักมุมเสียคนอ่านที่อ่านไปอินไปมาตลอดแทบหงายหลังเลยทีเดียว...
แต่รู้สึกว่า จบเท่จริง ๆ ...ชอบค่ะ ชอบมาก





อ่านจบในเที่ยวนี้...
ได้ข้อสรุปที่ตอกย้ำความคิดของตัวเองว่าด้วยเรื่องของศรัทธาและความเชื่ออย่างหนึ่ง

ความคิดที่ว่า...ธรรมะแท้คือสิ่งเดียวกัน...สัจจะหรือความจริงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว
อยู่ที่ความคิดความเชื่อ ศรัทธา และมุมมองของแต่ละคนเท่านั้นเอง
ที่เป็นตัวแบ่งแยกทำให้ความจริงนั้นกลายเป็นสองหรือสามหรือมากกว่านั้น

ท่ามกลางความหลากหลายของแนวคิดแนวปฏิบัติของทุก ๆ ศาสนาในโลกนี้
เป้าหมายสูงสุดก็คือการนำพาชีวิตให้บรรลุถึงสัจจะที่เป็นหนึ่งเดียวนั้นนั่นเอง

ชีวิตของพาย อาจจะนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิบัติของทุก ๆ ชีวิต
ของศาสนิกในทุก ๆ ศาสนา
สะท้อนให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของชีวิต
การเดินทาง การผจญภัย การฝ่าฟันอุปสรรค การต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด
ความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกันของสรรพสัตว์ต่างสายพันธุ์...ฯลฯ

ส่วนวิถีหรือแนวทางนั้นขึ้นอยู่กับความคิดความเชื่อของแต่ละคน
ที่จะเลือกคิดเลือกเชื่อตามภูมิหลังและพื้นฐานจิตใจของตนเอง
ซึ่งไม่มีใครสามารถชี้ได้ว่าความคิด ความเชื่อของใครถูกหรือผิด ดีหรือเลว...

อ่านหนังสือจบรอบนี้เกิดอยากดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมาทันใด...
อยากดูตอนจบว่าหนังจะขมวดตอนจบของ Life of Pi ได้เหมือนหนังสือหรือเปล่า...?


แต่ยังไง ๆ หนังสือเล่มนี้ อ่านจบแล้วก็'ชวนอ่าน'เช่นเคยค่ะ

ส่วนตัวอ่านทั้งฉบับภาษาอังกฤษและยืมฉบับแปลจากห้องสมุดมาอ่านซ้ำ
เพื่อย้ำความเข้าใจของตัวเอง
สำนวนแปลดีมาก สละสลวยอ่านลื่นไหลค่ะ












 

Create Date : 27 ธันวาคม 2555    
Last Update : 27 ธันวาคม 2555 16:26:18 น.
Counter : 5898 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 173 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


~ตำรารักยอดพธู & ตำรารักยอดดวงใจ/รอมแพง/เขียน ~

~เร้นรักบุปผาหยก/จินนี่ หลิน/เขียน,วรินทร์ วารีนุกุล/แปล ~

~นางใน(2 เล่มจบ)/ธาดาพร/เขียน ~

~วาสนาชะตารัก/ชื่อถง/เขียน ~

~เล่ห์รักหักเหลี่ยมบัลลังก์/Su Xing Le/เขียน,เหมยสี่ฤดู/แปล ~

~แม่ทัพอยู่บน ข้าอยู่ล่าง(3เล่มจบ)/จวี๋ฮวาซั่นหลี่ เขียน/ Honey Toast แปล ~

~บุพเพสันนิวาส/รอมแพง ~

~ลิขิตรักด้ายแดง(3เล่มจบ)/หมิงเยวี่ยทิงเฟิง เขียน/เหมยสี่ฤดู แปล ~

~มีไว้เพื่อซาบ/อุรุดา โควินท์ ~

~ เรื่องเล่าของเหล่าปีศาจในเหลาสุรา (2)/เคอสุ้ยอวี้โหยวโจ่ว/เขียน ซินโป-หย่งชุน/แปล ~

~ ทุกสิ่งอันที่เรามิเคยเอื้อนเอ่ยต่อกัน/มาร์ก เลอวี เขียน/อธิชา มัญชุนากร แปล~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.