'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ สุดห้ามใจรัก/Simply Iresistible นิยายแปล โดย Rachel Gibson ~





สุดห้ามใจรัก/Simply Iresistible
ผู้เขียน : Rachel Gibson
ผู้แปล : วรินทร์ วารีนุกูล
ผู้พิมพ์ : Rose Publishing (มกราคม 2558)
351 หน้า ราคา 259 บาท


โปรยปกหลัง


โบราณว่าไว้ ถ้าอยากได้ลูกเสือ ก็ต้องเข้าถ้ำเสือ
แต่แม่เสือที่ จอห์น โควอลสกี้ ต้องเข้าปะทะ
เขาไม่อาจใช้ทักษะในกีฬาฮอกกี้มาช่วยต่อสู้ได้
และอีกอย่างคือ เขารู้สึกผิดต่อแม่เสือคนนี้อยู่ไม่น้อย

เมื่อหลายปีก่อน จอห์นพบกับ จอร์แจน ฮาวเวิร์ด
ในพิธีแต่งงานระหว่างเธอกับเจ้านายของเขา
การพบกันของทั้งคู่ไม่ได้จบลงแบบสวยงามนัก
ในเมื่อเขาช่วยพาเธอหนีงานแต่ง แล้วก็ทิ้งเธออย่างไม่ไยดีที่สนามบิน
ทั้งที่เพิ่งผ่านคืนอันร้อนเร่ามาด้วยกันหมาดๆ มาวันนี้
ลเขาอยากอุทิศตนเป็นพ่อให้ลูกสาวตัวน้อยๆ ของเธอใจจะขาด
แต่เขาอาจต้องการมากกว่าความโชคดี
เพื่อโน้มน้าวใจให้คุณแม่ยังสาวคนดีหันมารักเขา







เล่าเรื่องย่อ ๆ ต่อจากด้านบนอีกนิดแล้วกัน...

จอร์แจนกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับชายแก่คราวพ่อ
โดยที่เธอไม่ได้เต็มใจแม้แต่น้อย เพียงแต่เขาเป็นชายแก่ที่ร่ำรวยมหาศาล
และเธอคิดว่าเขาจะแก้ปัญหาความยากจนให้เธอได้
แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจหนีการแต่งงานในนาทีสุดท้าย...

เธอขอติดรถจอห์น โควอลสกี้นักฮอกกี้หนุ่ม สังกัดทีมฮอกกี้น้ำแข็งที่เจ้าบ่าวของเธอเป็นเจ้าของ
ที่มาร่วมงานแต่งงานอย่างเนือย ๆ และกำลังจะกลับ
เขายอมให้จอร์แจนติดรถมาด้วยเพราะตอนแรกเขาไม่รู้ว่าเธอเป็นเจ้าสาว
แต่หลังจากที่รู้แล้วเขาก็จำต้องเลยตามเลย...

หลังจากความสัมพันธ์แบบ one night stand (อย่างเร่าร้อนดูดดื่มจนจอร์แจนเกิดความคาดหวัง...) ผ่านไป
จอห์นก็พาจอร์แจนไปปล่อยทิ้งไว้ที่สนามบินอย่างไม่มีเยื่อใยแม้แต่น้อย
จอร์แจนทั้งผิดหวังและเจ็บปวดแต่ก็ต้องยอมรับความจริง...

เธอไปสมัครงานกับเจ้าของธุรกิจจัดเลี้ยงแห่งหนึ่ง
และด้วยพรสวรรค์อันสอดคล้องกับลักษณะของงานอย่างบังเอิญที่สุดก็ทำให้เธอได้งานนั้นในทันที
และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก...
ด้วยเธอกลายเป็นหุ้นส่วนและเพื่อนสนิทของเจ้าของธุรกิจนั้น ๆ ในระยะเวลาอันสั้น

เจ็ดปีผ่านไป วันดีคืนดี...เมื่อเธอไปจัดงานเลี้ยงยังโรงแรมแห่งหนึ่ง
เธอก็พบกับเขาอีกครั้ง
เมื่อจอห์นเข้ามาทักทาย จอร์แจนมีท่าทีตกใจ และร้อนรนวิ่งหนีเขาราวกับเห็นผี
ก่อให้เกิดความฉงนสนเท่ห์ในใจจอห์น ด้วยเขามั่นใจว่าเมื่อ 7 ปีก่อน
เขาได้ช่วยเหลือเธออย่างดีที่สุด เท่าที่เธอร้องขอแล้ว
และความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่มีต่อกันมันก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดที่จะทำให้เธอรังเกียจเขาขนาดนี้

จอห์นเก็บสมุดเช็คของจอร์แจนที่เธอทำตกไว้ได้ เขาจึงตามไปถึงบ้านของเธอ
และที่นั่นเอง เขาก็พบคำตอบ...ว่าทำไม จอร์แจนถึงมีท่าทีตกใจเมื่อพบหน้าเขา






เม้าท์มอยหลังอ่าน.....

โรแมนติกดราม่าฝรั่งอิงพล็อตน้ำเน่าแบบโบราณ(แถวบ้านต้องเรียกว่าเชยเลยแหละ)
ที่อ่านแล้วได้อะไรมากกว่าที่คิดไว้เยอะ
เพราะเบื้องหลังความน้ำเน่าแบบซ้ำ ๆ โบราณ ๆ น้้น
ผู้เขียนได้ซ่อนปมซับซ้อนไว้ภายใต้ท่าทีที่เหมือนจะฉาบฉวยของตัวละครแต่ละตัว

อย่างนางเอกจอร์แจน เด็กสาวที่เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของผู้เป็นยาย
เธอรับรู้มาแต่เล็ก ๆ ว่าตัวเองบกพร่องทางด้านการเรียนรู้...โดยเฉพาะทางด้านการใช้ภาษา
เธอถือว่านั่นเป็นปมด้อยที่เธอจะต้องปิดบัง โดยการสร้างภาพกลบเกลื่อน
และปรับเปลี่ยนตัวเองราวกับกิ้งก่า เพื่อให้ใครก็ตามที่เธอกำลังคั่วอยู่พอใจ

เมื่อเธอพบกับจอห์น เธอก็วาดหวังว่าจอห์นคงจะรักเธอได้ไม่ยาก
เหมือนที่เธอตกหลุมรักเขาในหนึ่งวัน...
แต่เมื่อจอห์นกลับปล่อยให้เธอจากไปง่าย ๆ เธอรู้สึกเจ็บปวดและเสียเซลฟ์อย่างรุนแรง
แต่เธอก็สามารถก้าวผ่านความรู้สึกแย่ ๆ นั้น และหยัดยืนขึ้นด้วยตัวเองได้...
เป็นอย่างดีอีกต่างหาก

อ่านแรก ๆ จะรู้สึกทั้งสงสารทั้งรำคาญนางเอกค่ะ แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง...
จากความพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด การปรับเปลี่ยนตัวเอง
การปกป้องรักษาสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ
ทำให้เราได้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจน แล้วก็รู้สึกชื่นชอบและชื่นชมเธอได้ในทีสุด





ฝ่ายพระเอกอย่างจอห์น โควอลสกี้ เขาเป็นนักฮ็อกกี้ผู้แข็งแกร่งจนได้รับฉายา 'เดอะวอลล์'
ตอนที่เขาพบกับจอร์แจนนั้น วูบหนึ่งเขาก็รู้สึกผิดอยู่บ้างเหมือนกัน
แต่เขาไม่อาจเอาชีวิตนักกีฬาที่กำลังรุ่งเรืองของเขาไปแลกกับการช่วยเหลือเธอได้
เพราะเจ้าบ่าวที่เธอหนีการวิวาห์มานั้นเป็นเจ้านายโดยตรงของเขา...
อีกอย่าง จากปมอดีตอันเจ็บปวด ทำให้เขายังไม่พร้อมที่จะผูกพันกับใคร

แต่เมื่อเขาได้พบกับเธออีกครั้งใน 7 ปีให้หลัง บางสิ่งบางอย่างในตัวเธอกลับดึงดูดเขา
ทำให้เขาต้องตามติดเธอไปถึงที่อยู่
และที่นั่น เขาก็ได้รู้ว่าเหตุใดจอร์แจนถึงได้มีท่าทีเหมือนไม่อยากพบเขา

ส่วนตัวแล้ว จุดที่ชื่นชอบที่สุดในนิยายเล่มนี้คือสาวน้อยเล็กซี่...
เด็กหญิงวัยหกขวบที่แสนจะน่ารักสดใส
จินตนาการพริ้งเพริด แถมเจ้าบทบาทตัวแม่...
เธอคือเสน่ห์อันแท้จริงของนิยายเรื่องนี้ค่ะ

ไม่อยากเล่าต่ออะ เกรงสปอยล์...
แต่บอกได้เลยว่าอ่านแล้วชอบมาก...โดยเฉพาะนางเอก
ชอบสัญชาตญาณความเป็นแม่ของเธอ ชอบในความเข้มแข็งและความพึงพอใจในชีวิตที่เธอมี...

อย่างที่บอกในตอนต้นว่าจอร์แจนมีปัญหาบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือดิสเล็กเซีย(dyslexia)
แต่เธอก็สามารถก้าวข้ามมันได้...ด้วยตัวเอง

"บางคนคิดว่าคนที่เป็นดิสเล็กเซียอ่านหนังสือไม่ออกเลย นั่นไม่จริง
เราแค่ต้องเรียนรู้ต่างจากคนทั่วไปเล็กน้อย ฉันอ่านเขียนได้เหมือนคนส่วนใหญ่
แต่ไม่เคยเก่งเลขเลย ตอนนี้การเป็นดิสเล็กเซียไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ฉันแล้ว"


แน่นอนว่านิยายรักโรแมนติก(แปล)ขนาดนี้ ต้องมีบทรักหนักหน่วงเป็นส่วนประกอบสำคัญ
เล่มนี้ก็ไม่พลาดค่ะ...

ปกติส่วนตัวไม่ค่อยชื่นชอบนิยายที่มีเลิฟซีนโจ๋งครึ่มสักเท่าไหร่...
แต่ในนิยายฝรั่งแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะเรายอมรับในวัฒนธรรม
และบริบททางสังคมของเขาได้ ทำให้ไม่รู้สึกผิดท่ผิดทางแต่อย่างใด

อนึ่ง...จะเรียกว่าสองมาตรฐานหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ
ในความรู้สึกส่วนตัวแล้ว คิดว่าบทรักโลดโผนในนิยายแปล(อย่างเล่มนี้)
ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการดำเนินไปของเรื่องราว
มากกว่าจะเป็นเพียงบทบรรยายเพื่อระบายความใคร่ของคนเขียนเท่านั้น
(โดยเฉพาะอย่างบรรดานิยายอีโรติกทั้งหลายที่วางขายเกลื่อนแผงอยู่ทุกวันนี้)

สำนวนแปลลื่นไหล อ่านได้ราบรื่นดีค่ะ













 

Create Date : 23 มิถุนายน 2558    
Last Update : 23 มิถุนายน 2558 15:20:05 น.
Counter : 2110 Pageviews.  

~คืนวิวาห์โกลาหล/Wedding Night By Sophie Kinsella(โซฟี คินเซลล่า) ~





คืนวิวาห์โกลาหล/Wedding Night
ผู้เขียน : Sophie Kinsella
ผู้แปล : วิกันดา จันทร์ทองสุข
ผู้พิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
427 หน้า ราคา 325 บาท

เรื่องย่อ ๆ (จากปกหลัง)


ล็อตตี ถึงคราวอกหักครั้งใหญ่ เมื่อแฟนหนุ่มที่วาดฝันไว้
ว่าสักวันคงได้ลงเอยกันที่ห้องหอ
บอกปฏิเสธว่าไม่เคยคิดแต่งงานกับเธอเลยแม้เสี้ยววินาที

จนกระทั่ง เบน กิ๊กสุดแซบของเธอสมัยยังวัยรุ่น
ก้าวเข้ามาดามหัวใจได้ถูกจังหวะ

ล็อตตีรับปากแต่งงานกับเบน และแทบจะอดใจรอคืนฮันนีมูนไม่ไหว
แต่ไม่รู้ทำไม ไม่ว่าอะไรๆ ก็ผิดพลาดและติดขัดไปหมด

ไม่ว่าจะเป็นเตียงคิงไซส์ซึ่งกลายเป็นเตียงเดี่ยว
เสียงโทรทัศน์เปิดเทเลทับบี้แบบวนลูป
หรือบรรดาพ่อบ้านประจำห้องสูทฮันนีมูนโรงแรม
ซึ่งตบเท้ากันเสนอหน้ามาช่วยเหลือในเวลาที่เธอไม่ต้องการทุกที!

แล้วแบบนี้เธอจะได้สมรักหลังสมรสเมื่อไรละนี่!








เมาท์มอยหลังอ่าน...
เป็นโรแมนติกคอเมดี้ที่...อ่านเล่น ๆ ก็ได้ อ่านจริง ๆ จัง ๆ เอาสาระก็ดี
เพราะนอกจากมุกฮา ๆ ตามสไตล์ของสาวนักช้อปที่นักอ่านหลายคนคุ้นเคยแล้วล่ะก้อ...
เขายังมีแฝงสาระเนียน ๆ ว่าด้วยเรื่องราวของความรัก ความสัมพันธ์ การแต่งงาน การใช้ชีวิตคู่
ตลอดถึงการเลี้ยงดูเด็กไว้ตลอดทั้งเรื่อง

เรื่องย่อ ๆ ก็ประมาณปกหลังนะคะ เล่าต่ออีกนิด ๆ แล้วกัน...

ชาร์ล็อต หรือล็อตตี หญิงสาววัย 33 คบหาดูใจอยู่กับริชาร์ดมากว่าสามปีแล้ว
เมื่อวันหนึ่งเขาบอกเธอว่ามีคำถามสำคัญจะถามเธอ...
ต่อมจินตนาการของเธอก็ทำงานอย่างเตลิดเปิดเปิง
เธอฟุ้งฝันว่าเขากำลังจะขอเธอแต่งงาน
แล้วเธอก็เตรียมซักซ้อมการตอบ"ตกลง"ไว้อย่างสุดแสนจะโรแมนติก...
เธอเที่ยวประกาศให้ใครต่อใครได้ร่วมยินดีแกมอิจฉาไปกับเธอ
รวมทั้งส่งข้อความบอกให้พี่สาวคนเดียวของเธอ - - ฟลิซ - เฟย์ลิซีตี้ ได้ร่วมดีใจ

ทว่า...ฝันของเธอต้องสลายลงในพริบตา เมื่อพบว่าการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เธอมโนไปเองอย่างสิ้นเชิง
ริชาร์ดไม่ได้กำลังจะขอเธอแต่งงาน
ซ้ำร้าย เขายังย้ำว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานเลย...

ล็อตตี้เสียศูนย์ในฉับพลัน...

เมื่อเบน อดีตกิ๊กหนุ่มครั้งวัยรุ่นกลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง เธอก็โผเข้าใส่เขาทันที
และเมื่อเขาเอ่ยปากขอเธอแต่งงาน เธอก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย

ร้อนถึงฟลิซ...พี่สาวผู้ที่ชีวิตแต่งงานกำลังจะล่มสลาย...
เธอฟันธงเลยว่านั่นคือ"ทางเลือกสิ้นคิด"ของล็อตตี้
ในฐานะพี่สาวคนเดียว เธอต้องขัดขวางวิวาหะครั้งนี้ของน้องสาวให้ถึงที่สุด

........

ฮันนีมูนของล็อตตี้จึงเกิดมีอุปสรรคมากมาย เข้าขั้นวุ่นวายโกลาหลเลยทีเดียว
เมื่อพี่สาวของเธอซึ่งมีดีกรีเป็นถึงนักวิจารณ์โรงแรมชื่อดัง ใช้อำนาจในทางมิชอบ
ล็อบบี้ผู้จัดการโรงแรมที่เธอหมายมั่นให้เป็นห้องหอ สรรหาสารพัดวิธีมาป่วนคืนวิวาห์ของเธอ





สนุกค่ะ อ่านไปขำไป บางมุกบางตอนถึงกับหลุดหัวเราะกิ๊ก
คนเขียนเค้าช่างเล่าเรื่องได้สุดฮา มีชีวิตชีวาสมจริงฝุด ๆ

ชอบวิธีดำเนินเรื่องแบบสลับบท สลับมุมมอง ระหว่างล็อตตีกับฟลิซ
สองศรีพี่น้อง ที่ทั้งรักใคร่ห่วงใยกัน หากบางครั้งก็ต้องรักษาระยะห่าง
ไม่ให้ล้ำเส้นซึ่งกันและกัน

นอกจากเรื่องราวของล็อตตี อันเป็นพล็อตหลักของเรื่องนี้
ยังมีเรื่องราวของฟลิซ ที่กำลังดำเนินเรื่องหย่าร้างกับแดเนียล...
พ่อของลูกชายตัวน้อยวัยกำลังซนเป็นเซียน แถมจินตนาการล้ำเลิศของเธอ

เรื่องราวของลอร์คาน ผู้จัดการผู้เคร่งครัดในหน้าที่ของเบน

ฯลฯ

และอย่างที่บอกไว้ข้างต้น นอกจากมุกฮา ๆ ของความโกลาหลนั่นแล้ว
ผู้เขียนเขาช่างมีอารมณ์ขันบรรเจิดเหลือเฟือจริง ๆ...

ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษกับวิธีคิดและวิธีจัดการ รับมือกับเรื่องต่าง ๆ ของฟลิซ
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโนอาห์...ลูกชายตัวน้อยของเธอ
หรือกระทั่งสิ่งที่เธอทำกับล็อตตี...เราสามารถสัมผัสได้ว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้น
มันเกิดจากความรักความห่วงใยอย่างจริงใจของพี่สาวคนหนึ่งที่มีต่อน้องสาวคนเดียวของเขา

อ่านแล้วก็ลุ้นและอิน แถมแอบเอาใจช่วยให้ฟลิซขัดขวางฮันนีมูนของล็อตตีให้สำเร็จอะ 555

ใครที่เคยติดใจโซฟี คินเซลล่าจากสาวนักช้อปฯ มาแล้ว
รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังจากเรื่องนี้
เธอยังคงรุ่มรวยอารมณ์ขันเปี่ยมเสน่ห์เช่นเคยค่ะ

สำนวนแปลเรียบลื่น อ่านไม่ติดขัด มีพิมพ์ผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ช้าม ๆ ผ่าน ๆ ไปได้

ชวนและเชียร์ให้อ่านกันวันนี้ค่ะ










 

Create Date : 11 มีนาคม 2558    
Last Update : 11 มีนาคม 2558 16:03:48 น.
Counter : 3709 Pageviews.  

*(หนังสือคู่เดท)* ~สิ้นแสงฉาน (Twilight Over Burma : My Life As A Shan Princess) ~



สวัสดีค่า...ขออนุญาตเมาท์มอยก่อน

ให้โจทย์คู่เดทไปประมาณว่า...
ขอนิยายแนว ๆ ดราม่าน้ำตาริน เรื่องเล่าจากชีวิตจริง อิงประวัติศาสตร์...บลา บลา บลา
แล้วก็ตั้งตารอแบบลุ้น ๆ...แต่ก็พร้อมเปิดใจ ถ้าหากจะได้รับหนังสือที่ไม่ตรงแนวของตัวเองนัก

เมื่อหนังสือคู่เดทเดินทางมาถึง ทันทีที่เปิดซองไปรษณีย์แล้วค่อย ๆ ดึงหนังสือเล่มนี้ออกมา



เห็นหน้าปกก็แทบจะร้องกรี๊ด...เพราะหนังสือเล่มนี้อยู่ในวิชลิสต์มานานนับปี
แต่ความที่ตัวเองเป็นคนเอื่อยเฉื่อย ผัดวันประกันพรุ่งอยู่นั่นแล้ว
กอปรกับมีหนังสือเล่มใหม่ ๆ คอยดึงความสนใจให้หักเหอยู่เรื่อยๆ...

ขอบคุณคุณคู่เดทมาก ๆ (ถึงมากที่สุด)ที่ช่างน่ารักรู้จักรู้ใจคู่เดทคนนี้เสียจริง...

ความจริงอ่านจบไปตั้งแต่สองวันแรกที่ได้รับหนังสือมาแล้วล่ะค่ะ แต่ที่มาอัพบล็อกเอาป่านนี้เพราะมีเหตุอยู่สองประการ

ประการแรก ตั้งใจว่าจะหา"เกนรี-มายรี"มาอ่านก่อนแล้วเขียนรีวิวคู่กันไปเลย
แต่ก็ยังหาไม่ได้จนป่านนี้ เพราะ...

ประการที่สอง มีเหตุฉุกเฉินค่ะ ญาติเสียติด ๆ กันสองราย มัวแต่วุ่นวายกะงานศพ
จนไม่มีเวลาตามหาหนังสือหรืออัพบล็อกเลย ล่วงเลยมาถึงวันนี้ก็เกือบจะสิ้นเดือนกุมภาแล้ว
จะรั้งรออยู่ก็เห็นทีไม่ได้การแน่...




สิ้นแสงฉาน
(Twilight Over Burma : My Life As A Shan Princess)
ผู้เขียน : Inge Sargent
ผู้แปล : มนันยา
ผู้พิมพ์ : สนพ.มติชน
336 หน้า ราคาปก 215 บาท


โปรยปกหลัง :

“สิ้นแสงฉาน"
จะนำพาคุณเข้าถึง ‘กลางใจ’ ของพม่า
ที่อาจจะไม่มีโอกาสสัมผ้สได้จากที่ใดในโลก แม้แต่ในใจกลางประเทศพม่าเอง!

ครั้งหนึ่งที่แสนงดงามเมื่อ ‘ตะวันตก’ มาบรรจบ ‘ตะวันออก’

เรื่องราวชีวิตของนักศึกษาสาวชาวออสเตรียที่พบรักอย่างสุดซึ้งกับชายหนุ่มชาวพม่า
โดยหารู้ไม่ว่าเขาจะทำให้เธอกลายเป็น...
“สุจันทรี” มหาเทวีราชีนีคู่บัลลังก์ของ “เจ้าฟ้าจาแสง” แห่งรัฐฉาน
รัฐที่เต็มไปด้วยทรัพย์ในดินสินในน้ำและประเพณีวัฒนธรรมที่งดงามสมบูรณ์แบบ
เขาและเธอแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทั้งเชื้อชาติ ประเพณี วัฒนธรรม และโดยเฉพาะการปกครอง
เธอมาจากประเทศเสรี ส่วนเขาเป็นประเทศสังคมปิด

...สิ้นแสงฉาน...
เล่าเรื่องจริงดุจเทพนิยายของเจ้าฟ้าจาแสง
ผู้มีจริยวัตรงดงามไม่แพ้พระเจ้าแผ่นดินใดๆ ในโลก
เป็นที่รักและหวงแหนของข้าแผ่นดิน
และทุ่มเททุกอย่างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของพระองค์

แต่แล้ว...ด้วยความผันผวนทางการเมือง
ด้วยเพลิงแห่งอำนาจ ความโลภ ตัณหา ความเห็นแก่ตัว
และความทะยานอยากไม่รู้จบของคนกลุ่มหนึ่งพรากเขาไปจากทุกอย่าง
ดอกไม้ต่างถิ่นที่เป็นปิ่นปกเกล้าของคนทั้งปวงอย่างเธอจะทำอย่างไร ?






หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเล่าจากชีวิตจริงของหญิงสาวสามัญชนผู้หนึ่ง
ที่โชคชะตานำพาให้ชีวิตเธอต้องประสบกับการเปลียนแปลงอย่างใหญ่หลวง

อิงเง่ ซาเจนท์ นักศึกษาสาวชาวออสเตรีย
พบรักกับหนุ่มนักศึกษาสาขาวิศวกรรมเหมืองแร่ที่สหรัฐอเมริกา
แม้เขาจะเป็นชายหนุ่มชาวตะวันออก ดินแดนอันไกลโพ้นที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
แต่ด้วยท่าทีที่สุภาพ จริงใจและบุคลิกลักษณะภายนอกที่ดูมีสง่าราศีเป็นผู้ดี มีสกุลรุนชาติ
ทำให้พ่อแม่ของเธอยินยอม ตกลงใจให้เธอแต่งงานกับเขา
เมื่อเขาเอ่ยปากขออนุญาต

เมื่อต่างเรียนจบ เขาก็พาเธอกลับบ้านเกิด...
ตอนนี้เองที่เธอได้ตระหนักว่า...ชีวิตจริงยิ่งกว่าเทพนิยาย...
จากผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เธอรักจนยอมติดตามมายังดินแดนแสนไกล
แปลกที่แปลกถิ่น แปลกวัฒนธรรม...
เขาเพิ่งจะยอมเปิดเผยตัวตนอันแท้จริงแก่เธอ
ก็ต่อเมื่อเรือที่เธอโดยสารมานั้นแล่นเข้าเทียบท่าแผ่นดินพม่าแล้ว
ท่ามกลางผู้คนมากมายแห่แหนเข้ารายล้อมเพื่อแสดงความยินดีต้อนรับ"เจ้าเหนือหัว"ของพวกเขากลับบ้าน

............

คนเหล่านั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีดูสดใสยิ่งนัก....
ผืนผ้ายาวซึ่งเขียนคำว่า "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน" ก็ปลิวสะบัด...

"แปลกจริง...เขามีอะไรกันหรือคะ" อิงเง่ถามอย่างพิศวง
"มีคนสำคัญมาในเรือของเราด้วยหรือนี่"
เจ้าฟ้าจาแสงทำท่าทางอึดอัด
"ผมีอะไรจะบอกคุณอย่างหนึ่งนะที่รัก...
พวกที่เห็นนั่นเขามาต้อนรับเราน่ะ"
"ตลกนี่ เขายกขบวนมาต้อนรับวิศวกรเหมืองแร่ทำไมกันคะ"

............

"ผมไม่ได้เป็นวิศวกรเหมืองแร่ธรรมดา ๆ ...
ผมคือเจ้าฟ้าหลวง...เจ้าซึ่งปกครองนครรัฐแห่งหนึ่งในรัฐฉาน...
นครรัฐสี่ป่อเป็นนครรัฐใหญ่มากยอดรัก ขนาดประมาณรัฐคอนเนกติกัตของสหรัฐ
หรือประมาณสี่เท่าของประเทศลักเซมเบิร์ก...ถ้าจะให้คุณเห็นภาพได้ชัดขึ้นน่ะนะ..."


..............

แม้จะรู้สึกสะเทือนใจและน้อยใจไม่น้อยที่สามีปิดบังเรื่องสำคัญเช่นนี้ต่อเธอ
แต่อิงเง่ก็พยายามทำความเข้าใจและเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัว ปรับใจ
รับสถานะใหม่ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว

เธอได้ชื่อใหม่เป็นภาษาไทยใหญ่ว่า"สุจันทรี"
และในฐานะชายาแห่งเจ้าผู้ครองนคร เธอกลายเป็น'มหาเทวี'แห่งนครรัฐสีป่อ

เธอปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมแปลกใหม่ได้เป็นอย่างดี
และปฏิบัติตนได้เหมาะสมกับตำแหน่งจนเจ้าฟ้าจาแสงรู้สึกวางใจ
และภาคภูมิใจในตัวเธอเป็นยิ่งนัก

เบื้องต้นดูเหมือนว่าชีวิตเหมือนฝันของเธอจะราบรื่นเป็นสุขดี
เพราะสวามีของเธอเป็นชายหนุ่มสมัยใหม่ ที่ได้รับการศึกษาตามแผนตะวันตก
ท่านทรงยกย่องและให้เกียรติภรรยาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย...
ทั้งคู่ไม่มีโอรส มีแต่พระธิดาน้อยสององค์ มายรีกับเกนรี*

เพียงแต่ว่าช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นมันช่างสั้นเหลือเกิน...





เจ้าฟ้าจาแสงได้พยายามนำสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้
และมีประสบการณ์ในโลกตะวันตกมาพัฒนา ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง
ชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ให้ดีขึ้น
ในขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในหลักของสันติวิธี
ถึงกระนั้น นโยบายหลายอย่างที่พระองค์ทรงปฏิบัติก็ขัดแย้งกับวิถีแห่งอำนาจ
ของคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่
เช่นนโยบายห้ามการเล่นการพนัน
หรือการออกกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร เป็นต้น

เมื่อนายพลเนวินก่อการรัฐประหารขึ้นในปี 1962 เจ้าฟ้าจาแสง
พร้อมกับนักการเมืองชั้นนำอีกหลายคนก็ถูกจับและควบคุมตัว
ในขณะที่มหาเทวีสุจันทรีก็ถูกจับตามองอย่างเข้มงวดและถูกตัดขาดการสื่อสารใด ๆ กับโลกภายนอก

เธอได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขอความช่วยเหลือและติดตามตัวสวามี
แม้จะมีความหวังเพียงน้อยนิด แต่เธอก็เฝ้ารออย่างอดทน...

ในที่สุด หลังจากรอคอยด้วยความหวังเป็นเวลาร่วม ๆ สองปี...
และด้วยความช่วยเหลือจากกัลยาณมิตรหลายคน
เธอก็สามารถพาธิดาน้อยสองพระองค์เดินทางกลับบ้านเกิดของเธอได้อย่างปลอดภัย

และจดจารจารึกเรื่องราวของเธอให้โลกได้รับรู้ผ่านหนังสือเล่มนี้





เป็นหนังสือที่อ่านแล้วสะท้อนสะเทือนใจสุด ๆ
ทั้งผู้เขียนผู้แปลต่างถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ลึกซึ้งกินใจ

นับตั้งแต่การตั้งชื่อหนังสือเป็นต้นมา...
โดยเฉพาะชื่อหนังสือในฉบับภาษาไทย..."สิ้นแสงฉาน"
มันทั้งดึงดูด และให้อารมณ์สิ้นหวังในคราเดียวกัน

ตลอดถึงสำนวนภาษาในส่วนของการเล่าเรื่องก็เป็นไปอย่างปราณีตบรรจง อ่านลื่นไหลไม่มีสะดุด

อ่านจบแล้วน้ำตาซึม...


*เรื่องราวของเจ้าหญิงน้อยสองพระองค์นี้
ได้มีนักเขียนชื่อดังของไทยอย่างคุณโสภาค สุวรรณได้นำส่วนเสี้ยวหนึ่ง
ในชีวิตของท่านมาร้อยเรียงเป็นนวนิยายเรื่อง "เกนรี - มายรี"
ซึ่งส่วนตัวเคยผ่าน ๆ ตามาบ้าง แต่หลังจากอ่าน"สิ้นแสงฉาน"เล่มนี้จบลง
สัญญากับตัวเองว่าจะต้องหามาอ่านให้ได้สักวันหนึ่ง

**ขอขอบคุณคุณคู่เดทที่น่ารักอีกครั้ง
และต้องขอขอบคุณคุณอ้อม คนต้นคิดกิจกรรมหนังสือคู่เดทนี้ขึ้นมา
ให้เราได้มีส่วนร่วมและได้อ่านหนังสือดี ๆ เช่นนี้ค่ะ













 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2558 12:07:08 น.
Counter : 5236 Pageviews.  

~ นิมิตหมายที่ปลายรุ้ง: นิยายแปลจากเรื่อง "Ruby" By V.C. Andrews โดย 'นิดา' ~





นิมิตหมายที่ปลายรุ้ง
ผู้เขียน/ผู้แปล :V.C. Andrews / นิดา
ผู้พิมพ์ : บ.รวมสาส์น (พิมพ์ครั้งแรก 2542)
2 เล่มจบ


เรื่องย่อ (ย่อเอง)


รูบี้ แลนดรีย์ - เด็กสาววัย 15 เกิดและเติบโตในชุมชนเผ่าเคเจินส์ ซึ่งถือว่าเป็น"บ้านนอก"ของแถบนิวออร์ลีนส์
ภายใต้การเลี้ยงดูอย่างเรียบง่ายโดยผู้เป็นยาย ซึ่งเป็นแม่หมอสมุนไพรและได้รับการยกย่องว่ามีพลังอำนาจพิเศษ
ยายบอกเธอว่าแม่เธอเสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดเธอ
ส่วนพ่อนั้นเป็นเพียงชายแปลกหน้าจากต่างเมืองที่มาเที่ยวงานประจำปีที่หมู่บ้านของเธอ
พบกับแม่ของเธอเพียงครั้งเดียวก็จากไป...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้ฝากเลือดเนื้อเชือไขไว้ทีนี่
รูบี้ไม่กล้าถามยายถึงพ่อมากนักเพราะเกรงว่าจะทำให้ยายสะเทือนใจ
เธอเฝ้าแต่จินตนาการภาพของคนเป็นพ่อด้วยตัวเอง

.......

วันหนึ่ง เมื่อพอล เพื่อนหนุ่มจากโรงเรียนเดียวกันซึ่งเป็นลูกชายของคนรวยคนหนึ่งในเมืองมาติดพัน
ยายของเธอก็ค่อย ๆ เปิดเผยความลับของชาติกำเนิดอันคลุมเคลือของเธอ
ความลับชิ้นแรกทำให้เธอต้องปฏิเสธความรักจากพอลและยอมให้เขาโกรธเกลียด

และต่อมา เมื่อยายล้มป่วย ยายก็ยอมเปิดเผยความลับเรื่องพ่อ...กับพี่สาวฝาแฝดของเธอ
เผื่อว่าเมื่อยายเสียชีวิตลงยายก็หวังให้เธอเดินทางไปอยู่กับพ่อที่เมืองนิวออร์ลีนส์

แล้วยายก็จากเธอไปจริง ๆ รูบี้จึงดั้นด้นเข้าเมืองเพื่อตามหาพ่อ
ที่นั่น...นอกจากผู้เป็นพ่อแล้ว เธอยังได้พบกับมาดามดัฟนี ภรรยาของพ่อ,
จิสแซสส์พี่สาวฝาแฝดผู้มีรูปร่างหน้าตาพิมพ์เดียวกับเธอ
และโบ...เพื่อนชายผู้หล่อเหลาของจิสแซสส์...

รูบี้ต้องปรับตัวอย่างใหญ่หลวง และเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่มากมาย
ที่สำคัญ เธอได้เรียนรู้ว่า ในบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่ราวคฤหาสน์นี้
นอกจากบิดาแล้วดูเหมือนจะไม่มีใครต้อนรับเธออย่างจริงใจเลยสักคนเดียว
ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยงผู้ดีที่เย็นชา หรือกระทั่งจิสแซสส์ พี่สาวแท้ ๆ คู่แฝดของเธอเอง...

หรือว่าเธอควรจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับธรรมชาติที่เธอรักในหมู่บ้านริมบึงของเธอ...?






เรื่องย่อยาวไปไหมอ่า...
จริง ๆ แล้วนี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของเรื่องเล่าอันยืดยาวของรูบี้ค่ะ

นิยายเรื่องนี้วางอยู่บนชั้นมานานเนิ่น เพิ่งจะได้หยิบลงมาอ่าน
ด้วยอารมณ์ที่อยากจะหลีกหนีความจำเจจากนิยายรักฟรุ้งฟริ้ง ๆ ทั้งหลาย
ซึ่งก็ได้ผล...ในระดับหนึ่งค่ะ

เริ่มอ่านบทต้น ๆ รู้สึกชอบมาก ชอบวิธีดำเนินเรื่อง
โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าผ่าน"ฉัน"(ซึ่งก็คือรูบี้นั่นเอง)
การเปิดเรื่อง เล่าถึงชีวิตเบื้องต้นของเธอ การบรรยายความรู้สึกนึกคิด
ตลอดถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทำได้ดี น่าสนใจน่าติดตามมาก ๆ
อ่านเพลินเชียว ร่วมลุ้นร่วมเอาใจช่วยรูบี้อยู่ตลอด ...
(ช่วงต้น ๆ อ่านแล้วได้บรรยากาศของวรรณกรรมคลาสสิคโบราณหลายเรื่องเชียว
พวกบ้านเล็กในป่าใหญ่ เทสส์แห่งเดอร์เบอร์วิล แอนน์ออฟกรีนเกเบิลส์ ฯลฯ)

แต่พอเรื่องราวดำเนินไปถึงช่วงกลาง ๆ ไปจนถึงท้าย ๆ ชักจะไม่น่าสนุกแล้วแฮะ
จากเด็กสาวซื่อใสไร้เดียงสา หากก็เข้มแข็ง มุ่งมั่น มีความเป็นศิลปิน
มีวุฒิภาวะ มีความเป็นตัวของตัวเองอยู่พอสมควร
(พอที่จะปฏิเสธบทรักเคลิบเคลิ้มวาบหวามจากเพื่อนชายที่เธอเองก็หลงรักได้นั่นแหละ)
รูบี้กลายเป็นสาวน้อยที่อ่อนต่อโลก ซื่อ(จนบื้อ) ยอมคน
ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้คนรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเสียได้

ช่วงหลัง ๆ เลยออกแนวรำคาญนางเอกอยู่ตงิด ๆ ไปซะงั้น

แต่ก็แค่ตงิด ๆ หรอกค่ะ โดยรวมแล้วก็ยังคงอ่านได้เรื่อย ๆ เพลิน ๆ
ทั้งนี้คงต้องให้เครดิตผู้แปลด้วยแหละค่ะ สำนวนภาษาแทบไม่มีกลิ่นนมเนยติดมาเลย
กลมกลืนลื่นไหลมาก

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในชุดของรูบี้ เห็นท้ายเล่มมีแจ้งไว้ว่าภาคต่อของเรื่องนี้ชื่อ Pearl in the Mist
ซึ่งคุ้น ๆ ว่าตัวเองเคยมีครอบคองอยู่ แต่ตอนนี้หาไม่เจอแล้ว...?

แต่อ่านเรื่องนี้จบก็ไม่รู้สึกขาดตอนนะคะ คือเรื่องราวมันจบสมบูรณ์ในตัวของมันเอง
แม้ว่าจะไม่ถึงกับแฮปปี้เอนดิ้ง
แต่ก็ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของตัวละครเอกไปในทิศทางที่คลี่คลายก็โอเคแล้ว

อ่านจบ หยิบมาบอกเล่า ชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ











 

Create Date : 07 ตุลาคม 2557    
Last Update : 7 ตุลาคม 2557 15:37:31 น.
Counter : 1161 Pageviews.  

~ คุณป้าสุดเปรี้ยว (Auntie Mame) / Patrick Dennis ~





คุณป้าสุดเปรี้ยว (Auntie Mame)
ผู้เขียน : Patrick Dennis
ผู้แปล : เฉิดฉวี แสงจันทร์
ผู้พิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์ (๒๕๔๗)
๒๙๕ หน้า ราคา ๑๘๙ บาท

โปรยปก & คำนำสนพ.

อารมณ์ขันมันๆ เมื่อคุณหลานกำพร้าต้องมาเจอกับคุณป้าสุดเปรี้ยว


เอาแต่ใจ เจ้าเล่ห์ ขี้เหล้า เจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ประหลาด กลัวแก่ และเว่อร์เป็นที่สุด
คือคุณสมบัติเด่นในตัวของคุณป้าสุดเปรี้ยวอย่างป้าเมม
และด้วยคุณสมบัติเหล่านี้แหละ ที่นำพาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเอง
และคนใกล้ชิดหลายครั้งหลายคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลานชายสุดที่รักของเธอ

แต่ถึงจะมีข้อเสียมากมายก่ายกอง ใจป้าเมมกลับกว้างเป็นแม่น้ำ
เธอเคยมอบรถเปิดประทุนเป็นของขวัญคริสต์มาสแด่ชายหนุ่ม
มอบสร้อยคอไพลินให้กับคู่หมั้นของหลานชาย
เคยอุปการะเลี้ยงดูเด็กกำพร้าจากสงครามชาวอังกฤษอีกโขยง

ทั้งยังเป็นหญิงที่มีจิตใจห้าวหาญ กล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบากโดยไม่ย่อท้อ
เคย...เคย...และเคยทำอะไรต่อมิอะไร
ที่ในสายตาของคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ นึกสงสัยว่าทำไปได้อย่างไร
แต่ป้าเมมก็ทำไปแล้ว และยังทำได้ดีเสียด้วย

ในชีวิตจริงคงมีผู้หญิงน้อยคนนักที่จะเป็นได้อย่างป้าเมม
เป็นคุณป้าสุดเปรี้ยวผู้ไม่ยอมแก่ และเป็นคนที่มีสีสันที่สุดคนหนึ่ง
(ถึงจะเป็นสีสันประหลาดสักหน่อยก็เถอะ)

และถ้าหากในชีวิตจริงของผู้ใดมีบุคคลอย่างป้าเมมอยู่ด้วยละก็
ขอบอกไว้ก่อนว่าชีวิตของท่านจะสนุกสนานขึ้นอีกโข
ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของแพทริก เดนนิส คนนี้






หลังอ่าน...
ขออนุญาตแหวกกระแสนิยายรักที่กองเกลื่อนรอบ ๆ ตัว มาอ่านเรื่องเล่า(แปล)
แนวกึ่ง ๆ คอเมดี้ กึ่ง ๆ เสียดสีสังคม ของนักเขียนหนุ่มใหญ่ชาวอเมริกันเล่มนี้
(ซึ่งไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าได้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ และอย่างไร จู่ ๆ ก็เห็นมันวางอยู่บนชั้น
ปนเปอยู่กับบรรดานิยายฝรั่งที่(เคย)คิดว่าจะเลิกอ่านเสียที...)

สืบเนื่องมาจากการที่แพทริก(คนเขียน)ได้อ่านบทความในนิตยสารเก่า ๆ เล่มหนึ่ง
ว่าด้วยเรื่องของ"บุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลง" ของนักเขียนคนหนึ่ง
ซึ่งเมื่ออ่าน ๆ ไป บทความนั้นมันทำให้เขาหวนรำลึกถึง ป้าเมม - - "บุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลง" ของเขา
ที่เขาเชื่อว่าบุคคลโดดเด่นที่ถูกกล่าวถึงในบทความชิ้นนั้นยังเทียบไม่ติดในเรื่องของความโดดเด่นที่แท้จริง

จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าถึงป้าเมมของเขา
เริ่มต้นตั้งแต่มูลเหตุที่ทำให้เขาต้องถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของป้าเมมหลังจากพ่อของเขาเสียชีวิต
ทั้งนี้เพราะป้าเมมเป็นญาติสนิทคนเดียวที่เหลืออยู่ของพ่อ...
ทั้ง ๆ ที่พ่อเคยพูดถึงป้าเมมว่าเป็นผู้หญิงที่แปลกมาก ๆ ชนิดที่พ่อเองไม่คิดอยากให้แม้แต่หมาตัวใดตกอยู่ในมือเธอ...
แต่ในทีสุด เมื่อป่วยหนักและรู้ตัวว่าจะต้องตาย
เขาก็จำต้องเขียนพินัยกรรมแต่งตั้งให้พี่สาวคนนี้เป็นผู้ดูแลแพทริกตามกฏหมาย
โดยกำหนดเงื่อนไขการเลี้ยงดูและการศึกษาให้เป็นไปตามแบบที่เขาต้องการไว้อย่างชัดเจน

หนูน้อยแพทริกในวัยสิบขวบเดินทางไปหาป้าผู้ที่เขาไม่เคยพบหน้า...
เพียงวันแรกที่เจอกัน ป้าเมมก็สร้างความประทับใจที่ลืมไม่ลงให้กับแพทริก
ด้วยงานปาร์ตี้สุดเหวี่ยง...เพียงเพราะเธอจำวันที่หลานชายจะมาถึงผิดไปหนึ่งวัน...

..............

"แล้วทำไมถึงไม่บอกฉันว่าจะมาวันนี้ ฉันจะได้ไม่จัดปาร์ตี้...
เธอบอกว่าวันที่ ๑ กรกฎา วันพรุ่งนี้นี่นา วันนี้มันวันที่ ๓๑ มิถุนา...
ใคร ๆ ก็รู้ว่าเดือนที่มี ๓๐ วันต้องลงท้ายด้วยยน กันยายน เมษายน มิถุนายน และก็...ตายจริง"
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง "โอ...ที่รัก" เธอส่งเสียงร้องราวกับกำลังแสดงละคร
"ฉันคือป้าเมมของหนูไง!" เธอโอบผมไว้ในวงแขน และจูบผม
ผมรู้ทันทีว่าผมจะปลอดจากภัยอันตรายทั้งปวง...


นั่นคือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์(และความผูกพัน)ของสองป้าหลาน
ซึ่งผู้เขียนเล่าด้วยสำนวนสำเนียงประชดประเทียดเสียดสีเล็ก ๆ
ไม่ใช่เสียดสีป้าเขานะคะ เพราะแพทริกดูจะรักและเชื่อฟังป้าดีอยู่...
โดยเฉพาะตอนเด็ก ๆ เขาดูไร้เดียงสา ซื่อใสเลยทีเดียว...
แต่เป็นการเปรียบเปรยเบา ๆ ว่า การที่ใครจะยกย่องหรือชื่นชมว่าใครคนใดคนหนึ่งว่าเป็นบุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลงนั้น
นั่นเป็นเพราะว่าเขาคนนั้นยังไม่รู้จักป้าเมมของเขาเท่านั้นแหละ...





ไม่ว่าเขาจะอ่านเจอว่าบุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลงในบทความนั้นได้ประกอบวีรกรรมใดบ้าง...
เขาก็จะหยิบยกวีรกรรมของป้าเมม(ในด้านเดียวกัน)ที่เหนือกว่า โดดเด่นกว่ามาบอกเล่า
แล้วแต่ละวีรกรรมของเธอนั้นก็...ช่างโดดเด่น ยากจะลืมได้ลงจริง ๆ...
(ดูตัวอย่างได้จากคำนำสนพ.ด้านบนเลยค่ะ)

อ่านแล้วทั้งขำทั้งฮา...ผู้เขียนดำเนินเรื่องผ่านผู้เล่า ซึ่งก็คือตัวเขาเอง
ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดจึงมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์อันพิลึกพิลั่นที่ค่อย ๆ พัฒนาไปของทั้งคู่

แพทริกเองด้านหนึ่งก็รู้สึกนิยมชมชื่นในวีรกรรมหลาย ๆ อย่างที่แหวกกระแสสังคมของป้าเมม
ทั้งรู้สึก"รู้คุณ" ในฐานะหลานชายที่ป้าเมมทุ่มเทให้การเลี้ยงดูรักใคร่ ...

(แม้เธอจะไม่ได้รักใคร่ใยดีอะไรนักหนากับน้องชาย...พ่อของแพทริก...

"พ่อของหนูเคยพูดอะไรเกี่ยวกับป้าบ้างหรือเปล่า เคยเล่าอะไรให้ฟังเกี่ยวกับป้าก่อนที่เขาจะจากไปไหม"
นอราห์สอนผมเสมอว่าคนโกหกจะมีแต่ลงนรกเท่านั้น ผมจึงกลืนน้ำลายก่อนจะพรั่งพรูถ้อยคำออกมา
"พ่อบอกว่าป้าเป็นผู้หญิงแปลกมาก และบอกว่า การที่ผมต้องมาอยู่ในความดูแลของป้า
เป็นโชคชะตาที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นแม้แต่กับหมาตัวไหนเลย
แต่ขอทานอย่างผมไม่มีสิทธิ์เลือก และป้าก็เป็นญาติเพียงคนเดียวที่ผมมี"
ป้านั่งเงียบ อ้าปากค้าง "ไอ้สารเลว" ป้าพูดเพื่อให้หายแค้น
ผมรีบดึงสมุดคำศัพท์ขึ้นมาจด
"คำว่าสารเลวนะจ๊ะหลาน" เธอพูดเสียงหวาน "สะกดอย่างนี้นะจ๊ะ
ส-า-ร-เ-ล-ว หมายถึง พ่อของหลานที่ตายไป !
เอาละ ออกไปได้แล้วตอนนี้ และเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ! "
...)


หากอีกด้านหนึ่งเขาก็ออกอาการมึนและต่อต้านกับพฤติกรรมประหลาดของผู้เป็นป้า...
แต่ก็นั่นแหละ ในฐานะหลานชาย หลายต่อหลายครั้งเขาต้องกลายเป็นทั้งผู้สมรู้ร่วมคิด
และผู้รับผิดชอบในความประพฤติ(และผลพวงที่ตามมา)ของป้าเมม ราวกับเขาเป็นผู้ปกครองของเด็กหญิงเล็ก ๆ เสียเอง

...............

"ถ้าจะมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่่ออกแบบขึ้นเพื่อทำให้คนเป็นบ้า
ก็ต้องเป็นการที่ป้าเมมพยายามปฏิบัติตัวตามแบบฉบับสุภาพสตรีชาวนิวอิงแลนด์
เธอทิ้งผมไว้ที่โต๊ะกับพอร์ตไวน์ ซิการ์จืด ๆ และแมลงวัน ขณะที่เธอไปงีบในห้องนั่งเล่น
และพอผมตามไปร่วมด้วยในอีกสามนาทีต่อมา เธอก็ยื่นหนังสือชื่อ 'วอลเดน'ให้ผมอ่านให้ฟังขณะที่เธอปักผ้าไป ไม่มีเสียงใดจากเธอเลย
จนกระทั่งเข็มตำนิ้วเข้า และเธอสบถสั้น ๆ อย่างไม่เป็นกุลสตรีที่สุด..."


ฉากของเรื่องเป็นราว ๆ ช่วงปี ๑๙๒๘ - ปีที่แพทริกย้ายเข้ามาอยู่กับป้าเมม
จนถึงปี ๑๙๕๕ ปีที่แพทริกมีครอบครัวแล้ว และมีลูกชายวัยเจ็ดขวบ - - ไมเคิล
และดูเหมือนว่า ทันทีที่ป้าเมมได้พบกับเขา เธอก็สามารถดึงดูดให้เขาติดตามเธอได้อย่างง่ายดาย...
ท่ามกลางอาการอกสั่นขวัญแขวนของแพทริกกับภรรยา...

..............

อาจจะดูเก่าไปสักหน่อย แต่หลายมุกหลายประเด็นที่เขาเขียนถึง
ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนยังคงร่วมสมัย ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
อ่านเอาฮาก็ได้ หรือจะอ่านเอาสาระก็ดีค่ะ

สนุกค่ะ ไม่ผิดหวังที่หยิบมาอ่านในช่วงที่อยากจะผ่อนคลาย
อ่านจบแล้วหยิบมาบอกต่อชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ









 

Create Date : 13 มีนาคม 2557    
Last Update : 13 มีนาคม 2557 12:57:51 น.
Counter : 1929 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

BlogGang Popular Award#14


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 181 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ให้รักระบายใจ/"ณกันต์"เขียน ~

~ผมกลายเป็นแมว/Abandoned/Paul Gallico เขียน(ภูธนิน แปล) ~

~พ่อค้าซ่อนกลรัก & หมอปีศาจแสนรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~อาจารย์ยอดรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~จอมโจรพยศรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว/"เฉียวยี" เขียน(ภิรมณ ประพฤติประยูร/แปล) ~

~อลวนกลสลับร่าง/"เจ๋อมู่" เขียน(เสี่ยวหวา/แปล) ~

~ โลกที่รัก/ Dear World/"Bana Alabed/บานา อัลอาเบด" เขียน ~

~ นางทิพย์/"แก้วเก้า" เขียน ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.