'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~คืนวิวาห์โกลาหล/Wedding Night By Sophie Kinsella(โซฟี คินเซลล่า) ~





คืนวิวาห์โกลาหล/Wedding Night
ผู้เขียน : Sophie Kinsella
ผู้แปล : วิกันดา จันทร์ทองสุข
ผู้พิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
427 หน้า ราคา 325 บาท

เรื่องย่อ ๆ (จากปกหลัง)


ล็อตตี ถึงคราวอกหักครั้งใหญ่ เมื่อแฟนหนุ่มที่วาดฝันไว้
ว่าสักวันคงได้ลงเอยกันที่ห้องหอ
บอกปฏิเสธว่าไม่เคยคิดแต่งงานกับเธอเลยแม้เสี้ยววินาที

จนกระทั่ง เบน กิ๊กสุดแซบของเธอสมัยยังวัยรุ่น
ก้าวเข้ามาดามหัวใจได้ถูกจังหวะ

ล็อตตีรับปากแต่งงานกับเบน และแทบจะอดใจรอคืนฮันนีมูนไม่ไหว
แต่ไม่รู้ทำไม ไม่ว่าอะไรๆ ก็ผิดพลาดและติดขัดไปหมด

ไม่ว่าจะเป็นเตียงคิงไซส์ซึ่งกลายเป็นเตียงเดี่ยว
เสียงโทรทัศน์เปิดเทเลทับบี้แบบวนลูป
หรือบรรดาพ่อบ้านประจำห้องสูทฮันนีมูนโรงแรม
ซึ่งตบเท้ากันเสนอหน้ามาช่วยเหลือในเวลาที่เธอไม่ต้องการทุกที!

แล้วแบบนี้เธอจะได้สมรักหลังสมรสเมื่อไรละนี่!








เมาท์มอยหลังอ่าน...
เป็นโรแมนติกคอเมดี้ที่...อ่านเล่น ๆ ก็ได้ อ่านจริง ๆ จัง ๆ เอาสาระก็ดี
เพราะนอกจากมุกฮา ๆ ตามสไตล์ของสาวนักช้อปที่นักอ่านหลายคนคุ้นเคยแล้วล่ะก้อ...
เขายังมีแฝงสาระเนียน ๆ ว่าด้วยเรื่องราวของความรัก ความสัมพันธ์ การแต่งงาน การใช้ชีวิตคู่
ตลอดถึงการเลี้ยงดูเด็กไว้ตลอดทั้งเรื่อง

เรื่องย่อ ๆ ก็ประมาณปกหลังนะคะ เล่าต่ออีกนิด ๆ แล้วกัน...

ชาร์ล็อต หรือล็อตตี หญิงสาววัย 33 คบหาดูใจอยู่กับริชาร์ดมากว่าสามปีแล้ว
เมื่อวันหนึ่งเขาบอกเธอว่ามีคำถามสำคัญจะถามเธอ...
ต่อมจินตนาการของเธอก็ทำงานอย่างเตลิดเปิดเปิง
เธอฟุ้งฝันว่าเขากำลังจะขอเธอแต่งงาน
แล้วเธอก็เตรียมซักซ้อมการตอบ"ตกลง"ไว้อย่างสุดแสนจะโรแมนติก...
เธอเที่ยวประกาศให้ใครต่อใครได้ร่วมยินดีแกมอิจฉาไปกับเธอ
รวมทั้งส่งข้อความบอกให้พี่สาวคนเดียวของเธอ - - ฟลิซ - เฟย์ลิซีตี้ ได้ร่วมดีใจ

ทว่า...ฝันของเธอต้องสลายลงในพริบตา เมื่อพบว่าการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เธอมโนไปเองอย่างสิ้นเชิง
ริชาร์ดไม่ได้กำลังจะขอเธอแต่งงาน
ซ้ำร้าย เขายังย้ำว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานเลย...

ล็อตตี้เสียศูนย์ในฉับพลัน...

เมื่อเบน อดีตกิ๊กหนุ่มครั้งวัยรุ่นกลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง เธอก็โผเข้าใส่เขาทันที
และเมื่อเขาเอ่ยปากขอเธอแต่งงาน เธอก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย

ร้อนถึงฟลิซ...พี่สาวผู้ที่ชีวิตแต่งงานกำลังจะล่มสลาย...
เธอฟันธงเลยว่านั่นคือ"ทางเลือกสิ้นคิด"ของล็อตตี้
ในฐานะพี่สาวคนเดียว เธอต้องขัดขวางวิวาหะครั้งนี้ของน้องสาวให้ถึงที่สุด

........

ฮันนีมูนของล็อตตี้จึงเกิดมีอุปสรรคมากมาย เข้าขั้นวุ่นวายโกลาหลเลยทีเดียว
เมื่อพี่สาวของเธอซึ่งมีดีกรีเป็นถึงนักวิจารณ์โรงแรมชื่อดัง ใช้อำนาจในทางมิชอบ
ล็อบบี้ผู้จัดการโรงแรมที่เธอหมายมั่นให้เป็นห้องหอ สรรหาสารพัดวิธีมาป่วนคืนวิวาห์ของเธอ





สนุกค่ะ อ่านไปขำไป บางมุกบางตอนถึงกับหลุดหัวเราะกิ๊ก
คนเขียนเค้าช่างเล่าเรื่องได้สุดฮา มีชีวิตชีวาสมจริงฝุด ๆ

ชอบวิธีดำเนินเรื่องแบบสลับบท สลับมุมมอง ระหว่างล็อตตีกับฟลิซ
สองศรีพี่น้อง ที่ทั้งรักใคร่ห่วงใยกัน หากบางครั้งก็ต้องรักษาระยะห่าง
ไม่ให้ล้ำเส้นซึ่งกันและกัน

นอกจากเรื่องราวของล็อตตี อันเป็นพล็อตหลักของเรื่องนี้
ยังมีเรื่องราวของฟลิซ ที่กำลังดำเนินเรื่องหย่าร้างกับแดเนียล...
พ่อของลูกชายตัวน้อยวัยกำลังซนเป็นเซียน แถมจินตนาการล้ำเลิศของเธอ

เรื่องราวของลอร์คาน ผู้จัดการผู้เคร่งครัดในหน้าที่ของเบน

ฯลฯ

และอย่างที่บอกไว้ข้างต้น นอกจากมุกฮา ๆ ของความโกลาหลนั่นแล้ว
ผู้เขียนเขาช่างมีอารมณ์ขันบรรเจิดเหลือเฟือจริง ๆ...

ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษกับวิธีคิดและวิธีจัดการ รับมือกับเรื่องต่าง ๆ ของฟลิซ
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโนอาห์...ลูกชายตัวน้อยของเธอ
หรือกระทั่งสิ่งที่เธอทำกับล็อตตี...เราสามารถสัมผัสได้ว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้น
มันเกิดจากความรักความห่วงใยอย่างจริงใจของพี่สาวคนหนึ่งที่มีต่อน้องสาวคนเดียวของเขา

อ่านแล้วก็ลุ้นและอิน แถมแอบเอาใจช่วยให้ฟลิซขัดขวางฮันนีมูนของล็อตตีให้สำเร็จอะ 555

ใครที่เคยติดใจโซฟี คินเซลล่าจากสาวนักช้อปฯ มาแล้ว
รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังจากเรื่องนี้
เธอยังคงรุ่มรวยอารมณ์ขันเปี่ยมเสน่ห์เช่นเคยค่ะ

สำนวนแปลเรียบลื่น อ่านไม่ติดขัด มีพิมพ์ผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ช้าม ๆ ผ่าน ๆ ไปได้

ชวนและเชียร์ให้อ่านกันวันนี้ค่ะ










 

Create Date : 11 มีนาคม 2558    
Last Update : 11 มีนาคม 2558 16:03:48 น.
Counter : 3625 Pageviews.  

*(หนังสือคู่เดท)* ~สิ้นแสงฉาน (Twilight Over Burma : My Life As A Shan Princess) ~



สวัสดีค่า...ขออนุญาตเมาท์มอยก่อน

ให้โจทย์คู่เดทไปประมาณว่า...
ขอนิยายแนว ๆ ดราม่าน้ำตาริน เรื่องเล่าจากชีวิตจริง อิงประวัติศาสตร์...บลา บลา บลา
แล้วก็ตั้งตารอแบบลุ้น ๆ...แต่ก็พร้อมเปิดใจ ถ้าหากจะได้รับหนังสือที่ไม่ตรงแนวของตัวเองนัก

เมื่อหนังสือคู่เดทเดินทางมาถึง ทันทีที่เปิดซองไปรษณีย์แล้วค่อย ๆ ดึงหนังสือเล่มนี้ออกมา



เห็นหน้าปกก็แทบจะร้องกรี๊ด...เพราะหนังสือเล่มนี้อยู่ในวิชลิสต์มานานนับปี
แต่ความที่ตัวเองเป็นคนเอื่อยเฉื่อย ผัดวันประกันพรุ่งอยู่นั่นแล้ว
กอปรกับมีหนังสือเล่มใหม่ ๆ คอยดึงความสนใจให้หักเหอยู่เรื่อยๆ...

ขอบคุณคุณคู่เดทมาก ๆ (ถึงมากที่สุด)ที่ช่างน่ารักรู้จักรู้ใจคู่เดทคนนี้เสียจริง...

ความจริงอ่านจบไปตั้งแต่สองวันแรกที่ได้รับหนังสือมาแล้วล่ะค่ะ แต่ที่มาอัพบล็อกเอาป่านนี้เพราะมีเหตุอยู่สองประการ

ประการแรก ตั้งใจว่าจะหา"เกนรี-มายรี"มาอ่านก่อนแล้วเขียนรีวิวคู่กันไปเลย
แต่ก็ยังหาไม่ได้จนป่านนี้ เพราะ...

ประการที่สอง มีเหตุฉุกเฉินค่ะ ญาติเสียติด ๆ กันสองราย มัวแต่วุ่นวายกะงานศพ
จนไม่มีเวลาตามหาหนังสือหรืออัพบล็อกเลย ล่วงเลยมาถึงวันนี้ก็เกือบจะสิ้นเดือนกุมภาแล้ว
จะรั้งรออยู่ก็เห็นทีไม่ได้การแน่...




สิ้นแสงฉาน
(Twilight Over Burma : My Life As A Shan Princess)
ผู้เขียน : Inge Sargent
ผู้แปล : มนันยา
ผู้พิมพ์ : สนพ.มติชน
336 หน้า ราคาปก 215 บาท


โปรยปกหลัง :

“สิ้นแสงฉาน"
จะนำพาคุณเข้าถึง ‘กลางใจ’ ของพม่า
ที่อาจจะไม่มีโอกาสสัมผ้สได้จากที่ใดในโลก แม้แต่ในใจกลางประเทศพม่าเอง!

ครั้งหนึ่งที่แสนงดงามเมื่อ ‘ตะวันตก’ มาบรรจบ ‘ตะวันออก’

เรื่องราวชีวิตของนักศึกษาสาวชาวออสเตรียที่พบรักอย่างสุดซึ้งกับชายหนุ่มชาวพม่า
โดยหารู้ไม่ว่าเขาจะทำให้เธอกลายเป็น...
“สุจันทรี” มหาเทวีราชีนีคู่บัลลังก์ของ “เจ้าฟ้าจาแสง” แห่งรัฐฉาน
รัฐที่เต็มไปด้วยทรัพย์ในดินสินในน้ำและประเพณีวัฒนธรรมที่งดงามสมบูรณ์แบบ
เขาและเธอแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทั้งเชื้อชาติ ประเพณี วัฒนธรรม และโดยเฉพาะการปกครอง
เธอมาจากประเทศเสรี ส่วนเขาเป็นประเทศสังคมปิด

...สิ้นแสงฉาน...
เล่าเรื่องจริงดุจเทพนิยายของเจ้าฟ้าจาแสง
ผู้มีจริยวัตรงดงามไม่แพ้พระเจ้าแผ่นดินใดๆ ในโลก
เป็นที่รักและหวงแหนของข้าแผ่นดิน
และทุ่มเททุกอย่างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของพระองค์

แต่แล้ว...ด้วยความผันผวนทางการเมือง
ด้วยเพลิงแห่งอำนาจ ความโลภ ตัณหา ความเห็นแก่ตัว
และความทะยานอยากไม่รู้จบของคนกลุ่มหนึ่งพรากเขาไปจากทุกอย่าง
ดอกไม้ต่างถิ่นที่เป็นปิ่นปกเกล้าของคนทั้งปวงอย่างเธอจะทำอย่างไร ?






หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเล่าจากชีวิตจริงของหญิงสาวสามัญชนผู้หนึ่ง
ที่โชคชะตานำพาให้ชีวิตเธอต้องประสบกับการเปลียนแปลงอย่างใหญ่หลวง

อิงเง่ ซาเจนท์ นักศึกษาสาวชาวออสเตรีย
พบรักกับหนุ่มนักศึกษาสาขาวิศวกรรมเหมืองแร่ที่สหรัฐอเมริกา
แม้เขาจะเป็นชายหนุ่มชาวตะวันออก ดินแดนอันไกลโพ้นที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
แต่ด้วยท่าทีที่สุภาพ จริงใจและบุคลิกลักษณะภายนอกที่ดูมีสง่าราศีเป็นผู้ดี มีสกุลรุนชาติ
ทำให้พ่อแม่ของเธอยินยอม ตกลงใจให้เธอแต่งงานกับเขา
เมื่อเขาเอ่ยปากขออนุญาต

เมื่อต่างเรียนจบ เขาก็พาเธอกลับบ้านเกิด...
ตอนนี้เองที่เธอได้ตระหนักว่า...ชีวิตจริงยิ่งกว่าเทพนิยาย...
จากผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เธอรักจนยอมติดตามมายังดินแดนแสนไกล
แปลกที่แปลกถิ่น แปลกวัฒนธรรม...
เขาเพิ่งจะยอมเปิดเผยตัวตนอันแท้จริงแก่เธอ
ก็ต่อเมื่อเรือที่เธอโดยสารมานั้นแล่นเข้าเทียบท่าแผ่นดินพม่าแล้ว
ท่ามกลางผู้คนมากมายแห่แหนเข้ารายล้อมเพื่อแสดงความยินดีต้อนรับ"เจ้าเหนือหัว"ของพวกเขากลับบ้าน

............

คนเหล่านั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีดูสดใสยิ่งนัก....
ผืนผ้ายาวซึ่งเขียนคำว่า "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน" ก็ปลิวสะบัด...

"แปลกจริง...เขามีอะไรกันหรือคะ" อิงเง่ถามอย่างพิศวง
"มีคนสำคัญมาในเรือของเราด้วยหรือนี่"
เจ้าฟ้าจาแสงทำท่าทางอึดอัด
"ผมีอะไรจะบอกคุณอย่างหนึ่งนะที่รัก...
พวกที่เห็นนั่นเขามาต้อนรับเราน่ะ"
"ตลกนี่ เขายกขบวนมาต้อนรับวิศวกรเหมืองแร่ทำไมกันคะ"

............

"ผมไม่ได้เป็นวิศวกรเหมืองแร่ธรรมดา ๆ ...
ผมคือเจ้าฟ้าหลวง...เจ้าซึ่งปกครองนครรัฐแห่งหนึ่งในรัฐฉาน...
นครรัฐสี่ป่อเป็นนครรัฐใหญ่มากยอดรัก ขนาดประมาณรัฐคอนเนกติกัตของสหรัฐ
หรือประมาณสี่เท่าของประเทศลักเซมเบิร์ก...ถ้าจะให้คุณเห็นภาพได้ชัดขึ้นน่ะนะ..."


..............

แม้จะรู้สึกสะเทือนใจและน้อยใจไม่น้อยที่สามีปิดบังเรื่องสำคัญเช่นนี้ต่อเธอ
แต่อิงเง่ก็พยายามทำความเข้าใจและเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัว ปรับใจ
รับสถานะใหม่ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว

เธอได้ชื่อใหม่เป็นภาษาไทยใหญ่ว่า"สุจันทรี"
และในฐานะชายาแห่งเจ้าผู้ครองนคร เธอกลายเป็น'มหาเทวี'แห่งนครรัฐสีป่อ

เธอปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมแปลกใหม่ได้เป็นอย่างดี
และปฏิบัติตนได้เหมาะสมกับตำแหน่งจนเจ้าฟ้าจาแสงรู้สึกวางใจ
และภาคภูมิใจในตัวเธอเป็นยิ่งนัก

เบื้องต้นดูเหมือนว่าชีวิตเหมือนฝันของเธอจะราบรื่นเป็นสุขดี
เพราะสวามีของเธอเป็นชายหนุ่มสมัยใหม่ ที่ได้รับการศึกษาตามแผนตะวันตก
ท่านทรงยกย่องและให้เกียรติภรรยาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย...
ทั้งคู่ไม่มีโอรส มีแต่พระธิดาน้อยสององค์ มายรีกับเกนรี*

เพียงแต่ว่าช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นมันช่างสั้นเหลือเกิน...





เจ้าฟ้าจาแสงได้พยายามนำสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้
และมีประสบการณ์ในโลกตะวันตกมาพัฒนา ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง
ชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ให้ดีขึ้น
ในขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในหลักของสันติวิธี
ถึงกระนั้น นโยบายหลายอย่างที่พระองค์ทรงปฏิบัติก็ขัดแย้งกับวิถีแห่งอำนาจ
ของคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่
เช่นนโยบายห้ามการเล่นการพนัน
หรือการออกกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร เป็นต้น

เมื่อนายพลเนวินก่อการรัฐประหารขึ้นในปี 1962 เจ้าฟ้าจาแสง
พร้อมกับนักการเมืองชั้นนำอีกหลายคนก็ถูกจับและควบคุมตัว
ในขณะที่มหาเทวีสุจันทรีก็ถูกจับตามองอย่างเข้มงวดและถูกตัดขาดการสื่อสารใด ๆ กับโลกภายนอก

เธอได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขอความช่วยเหลือและติดตามตัวสวามี
แม้จะมีความหวังเพียงน้อยนิด แต่เธอก็เฝ้ารออย่างอดทน...

ในที่สุด หลังจากรอคอยด้วยความหวังเป็นเวลาร่วม ๆ สองปี...
และด้วยความช่วยเหลือจากกัลยาณมิตรหลายคน
เธอก็สามารถพาธิดาน้อยสองพระองค์เดินทางกลับบ้านเกิดของเธอได้อย่างปลอดภัย

และจดจารจารึกเรื่องราวของเธอให้โลกได้รับรู้ผ่านหนังสือเล่มนี้





เป็นหนังสือที่อ่านแล้วสะท้อนสะเทือนใจสุด ๆ
ทั้งผู้เขียนผู้แปลต่างถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ลึกซึ้งกินใจ

นับตั้งแต่การตั้งชื่อหนังสือเป็นต้นมา...
โดยเฉพาะชื่อหนังสือในฉบับภาษาไทย..."สิ้นแสงฉาน"
มันทั้งดึงดูด และให้อารมณ์สิ้นหวังในคราเดียวกัน

ตลอดถึงสำนวนภาษาในส่วนของการเล่าเรื่องก็เป็นไปอย่างปราณีตบรรจง อ่านลื่นไหลไม่มีสะดุด

อ่านจบแล้วน้ำตาซึม...


*เรื่องราวของเจ้าหญิงน้อยสองพระองค์นี้
ได้มีนักเขียนชื่อดังของไทยอย่างคุณโสภาค สุวรรณได้นำส่วนเสี้ยวหนึ่ง
ในชีวิตของท่านมาร้อยเรียงเป็นนวนิยายเรื่อง "เกนรี - มายรี"
ซึ่งส่วนตัวเคยผ่าน ๆ ตามาบ้าง แต่หลังจากอ่าน"สิ้นแสงฉาน"เล่มนี้จบลง
สัญญากับตัวเองว่าจะต้องหามาอ่านให้ได้สักวันหนึ่ง

**ขอขอบคุณคุณคู่เดทที่น่ารักอีกครั้ง
และต้องขอขอบคุณคุณอ้อม คนต้นคิดกิจกรรมหนังสือคู่เดทนี้ขึ้นมา
ให้เราได้มีส่วนร่วมและได้อ่านหนังสือดี ๆ เช่นนี้ค่ะ













 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2558 12:07:08 น.
Counter : 5186 Pageviews.  

~ นิมิตหมายที่ปลายรุ้ง: นิยายแปลจากเรื่อง "Ruby" By V.C. Andrews โดย 'นิดา' ~





นิมิตหมายที่ปลายรุ้ง
ผู้เขียน/ผู้แปล :V.C. Andrews / นิดา
ผู้พิมพ์ : บ.รวมสาส์น (พิมพ์ครั้งแรก 2542)
2 เล่มจบ


เรื่องย่อ (ย่อเอง)


รูบี้ แลนดรีย์ - เด็กสาววัย 15 เกิดและเติบโตในชุมชนเผ่าเคเจินส์ ซึ่งถือว่าเป็น"บ้านนอก"ของแถบนิวออร์ลีนส์
ภายใต้การเลี้ยงดูอย่างเรียบง่ายโดยผู้เป็นยาย ซึ่งเป็นแม่หมอสมุนไพรและได้รับการยกย่องว่ามีพลังอำนาจพิเศษ
ยายบอกเธอว่าแม่เธอเสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดเธอ
ส่วนพ่อนั้นเป็นเพียงชายแปลกหน้าจากต่างเมืองที่มาเที่ยวงานประจำปีที่หมู่บ้านของเธอ
พบกับแม่ของเธอเพียงครั้งเดียวก็จากไป...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้ฝากเลือดเนื้อเชือไขไว้ทีนี่
รูบี้ไม่กล้าถามยายถึงพ่อมากนักเพราะเกรงว่าจะทำให้ยายสะเทือนใจ
เธอเฝ้าแต่จินตนาการภาพของคนเป็นพ่อด้วยตัวเอง

.......

วันหนึ่ง เมื่อพอล เพื่อนหนุ่มจากโรงเรียนเดียวกันซึ่งเป็นลูกชายของคนรวยคนหนึ่งในเมืองมาติดพัน
ยายของเธอก็ค่อย ๆ เปิดเผยความลับของชาติกำเนิดอันคลุมเคลือของเธอ
ความลับชิ้นแรกทำให้เธอต้องปฏิเสธความรักจากพอลและยอมให้เขาโกรธเกลียด

และต่อมา เมื่อยายล้มป่วย ยายก็ยอมเปิดเผยความลับเรื่องพ่อ...กับพี่สาวฝาแฝดของเธอ
เผื่อว่าเมื่อยายเสียชีวิตลงยายก็หวังให้เธอเดินทางไปอยู่กับพ่อที่เมืองนิวออร์ลีนส์

แล้วยายก็จากเธอไปจริง ๆ รูบี้จึงดั้นด้นเข้าเมืองเพื่อตามหาพ่อ
ที่นั่น...นอกจากผู้เป็นพ่อแล้ว เธอยังได้พบกับมาดามดัฟนี ภรรยาของพ่อ,
จิสแซสส์พี่สาวฝาแฝดผู้มีรูปร่างหน้าตาพิมพ์เดียวกับเธอ
และโบ...เพื่อนชายผู้หล่อเหลาของจิสแซสส์...

รูบี้ต้องปรับตัวอย่างใหญ่หลวง และเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่มากมาย
ที่สำคัญ เธอได้เรียนรู้ว่า ในบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่ราวคฤหาสน์นี้
นอกจากบิดาแล้วดูเหมือนจะไม่มีใครต้อนรับเธออย่างจริงใจเลยสักคนเดียว
ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยงผู้ดีที่เย็นชา หรือกระทั่งจิสแซสส์ พี่สาวแท้ ๆ คู่แฝดของเธอเอง...

หรือว่าเธอควรจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับธรรมชาติที่เธอรักในหมู่บ้านริมบึงของเธอ...?






เรื่องย่อยาวไปไหมอ่า...
จริง ๆ แล้วนี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของเรื่องเล่าอันยืดยาวของรูบี้ค่ะ

นิยายเรื่องนี้วางอยู่บนชั้นมานานเนิ่น เพิ่งจะได้หยิบลงมาอ่าน
ด้วยอารมณ์ที่อยากจะหลีกหนีความจำเจจากนิยายรักฟรุ้งฟริ้ง ๆ ทั้งหลาย
ซึ่งก็ได้ผล...ในระดับหนึ่งค่ะ

เริ่มอ่านบทต้น ๆ รู้สึกชอบมาก ชอบวิธีดำเนินเรื่อง
โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าผ่าน"ฉัน"(ซึ่งก็คือรูบี้นั่นเอง)
การเปิดเรื่อง เล่าถึงชีวิตเบื้องต้นของเธอ การบรรยายความรู้สึกนึกคิด
ตลอดถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทำได้ดี น่าสนใจน่าติดตามมาก ๆ
อ่านเพลินเชียว ร่วมลุ้นร่วมเอาใจช่วยรูบี้อยู่ตลอด ...
(ช่วงต้น ๆ อ่านแล้วได้บรรยากาศของวรรณกรรมคลาสสิคโบราณหลายเรื่องเชียว
พวกบ้านเล็กในป่าใหญ่ เทสส์แห่งเดอร์เบอร์วิล แอนน์ออฟกรีนเกเบิลส์ ฯลฯ)

แต่พอเรื่องราวดำเนินไปถึงช่วงกลาง ๆ ไปจนถึงท้าย ๆ ชักจะไม่น่าสนุกแล้วแฮะ
จากเด็กสาวซื่อใสไร้เดียงสา หากก็เข้มแข็ง มุ่งมั่น มีความเป็นศิลปิน
มีวุฒิภาวะ มีความเป็นตัวของตัวเองอยู่พอสมควร
(พอที่จะปฏิเสธบทรักเคลิบเคลิ้มวาบหวามจากเพื่อนชายที่เธอเองก็หลงรักได้นั่นแหละ)
รูบี้กลายเป็นสาวน้อยที่อ่อนต่อโลก ซื่อ(จนบื้อ) ยอมคน
ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้คนรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเสียได้

ช่วงหลัง ๆ เลยออกแนวรำคาญนางเอกอยู่ตงิด ๆ ไปซะงั้น

แต่ก็แค่ตงิด ๆ หรอกค่ะ โดยรวมแล้วก็ยังคงอ่านได้เรื่อย ๆ เพลิน ๆ
ทั้งนี้คงต้องให้เครดิตผู้แปลด้วยแหละค่ะ สำนวนภาษาแทบไม่มีกลิ่นนมเนยติดมาเลย
กลมกลืนลื่นไหลมาก

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในชุดของรูบี้ เห็นท้ายเล่มมีแจ้งไว้ว่าภาคต่อของเรื่องนี้ชื่อ Pearl in the Mist
ซึ่งคุ้น ๆ ว่าตัวเองเคยมีครอบคองอยู่ แต่ตอนนี้หาไม่เจอแล้ว...?

แต่อ่านเรื่องนี้จบก็ไม่รู้สึกขาดตอนนะคะ คือเรื่องราวมันจบสมบูรณ์ในตัวของมันเอง
แม้ว่าจะไม่ถึงกับแฮปปี้เอนดิ้ง
แต่ก็ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของตัวละครเอกไปในทิศทางที่คลี่คลายก็โอเคแล้ว

อ่านจบ หยิบมาบอกเล่า ชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ











 

Create Date : 07 ตุลาคม 2557    
Last Update : 7 ตุลาคม 2557 15:37:31 น.
Counter : 1129 Pageviews.  

~ คุณป้าสุดเปรี้ยว (Auntie Mame) / Patrick Dennis ~





คุณป้าสุดเปรี้ยว (Auntie Mame)
ผู้เขียน : Patrick Dennis
ผู้แปล : เฉิดฉวี แสงจันทร์
ผู้พิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์ (๒๕๔๗)
๒๙๕ หน้า ราคา ๑๘๙ บาท

โปรยปก & คำนำสนพ.

อารมณ์ขันมันๆ เมื่อคุณหลานกำพร้าต้องมาเจอกับคุณป้าสุดเปรี้ยว


เอาแต่ใจ เจ้าเล่ห์ ขี้เหล้า เจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ประหลาด กลัวแก่ และเว่อร์เป็นที่สุด
คือคุณสมบัติเด่นในตัวของคุณป้าสุดเปรี้ยวอย่างป้าเมม
และด้วยคุณสมบัติเหล่านี้แหละ ที่นำพาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเอง
และคนใกล้ชิดหลายครั้งหลายคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลานชายสุดที่รักของเธอ

แต่ถึงจะมีข้อเสียมากมายก่ายกอง ใจป้าเมมกลับกว้างเป็นแม่น้ำ
เธอเคยมอบรถเปิดประทุนเป็นของขวัญคริสต์มาสแด่ชายหนุ่ม
มอบสร้อยคอไพลินให้กับคู่หมั้นของหลานชาย
เคยอุปการะเลี้ยงดูเด็กกำพร้าจากสงครามชาวอังกฤษอีกโขยง

ทั้งยังเป็นหญิงที่มีจิตใจห้าวหาญ กล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบากโดยไม่ย่อท้อ
เคย...เคย...และเคยทำอะไรต่อมิอะไร
ที่ในสายตาของคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ นึกสงสัยว่าทำไปได้อย่างไร
แต่ป้าเมมก็ทำไปแล้ว และยังทำได้ดีเสียด้วย

ในชีวิตจริงคงมีผู้หญิงน้อยคนนักที่จะเป็นได้อย่างป้าเมม
เป็นคุณป้าสุดเปรี้ยวผู้ไม่ยอมแก่ และเป็นคนที่มีสีสันที่สุดคนหนึ่ง
(ถึงจะเป็นสีสันประหลาดสักหน่อยก็เถอะ)

และถ้าหากในชีวิตจริงของผู้ใดมีบุคคลอย่างป้าเมมอยู่ด้วยละก็
ขอบอกไว้ก่อนว่าชีวิตของท่านจะสนุกสนานขึ้นอีกโข
ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของแพทริก เดนนิส คนนี้






หลังอ่าน...
ขออนุญาตแหวกกระแสนิยายรักที่กองเกลื่อนรอบ ๆ ตัว มาอ่านเรื่องเล่า(แปล)
แนวกึ่ง ๆ คอเมดี้ กึ่ง ๆ เสียดสีสังคม ของนักเขียนหนุ่มใหญ่ชาวอเมริกันเล่มนี้
(ซึ่งไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าได้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ และอย่างไร จู่ ๆ ก็เห็นมันวางอยู่บนชั้น
ปนเปอยู่กับบรรดานิยายฝรั่งที่(เคย)คิดว่าจะเลิกอ่านเสียที...)

สืบเนื่องมาจากการที่แพทริก(คนเขียน)ได้อ่านบทความในนิตยสารเก่า ๆ เล่มหนึ่ง
ว่าด้วยเรื่องของ"บุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลง" ของนักเขียนคนหนึ่ง
ซึ่งเมื่ออ่าน ๆ ไป บทความนั้นมันทำให้เขาหวนรำลึกถึง ป้าเมม - - "บุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลง" ของเขา
ที่เขาเชื่อว่าบุคคลโดดเด่นที่ถูกกล่าวถึงในบทความชิ้นนั้นยังเทียบไม่ติดในเรื่องของความโดดเด่นที่แท้จริง

จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าถึงป้าเมมของเขา
เริ่มต้นตั้งแต่มูลเหตุที่ทำให้เขาต้องถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของป้าเมมหลังจากพ่อของเขาเสียชีวิต
ทั้งนี้เพราะป้าเมมเป็นญาติสนิทคนเดียวที่เหลืออยู่ของพ่อ...
ทั้ง ๆ ที่พ่อเคยพูดถึงป้าเมมว่าเป็นผู้หญิงที่แปลกมาก ๆ ชนิดที่พ่อเองไม่คิดอยากให้แม้แต่หมาตัวใดตกอยู่ในมือเธอ...
แต่ในทีสุด เมื่อป่วยหนักและรู้ตัวว่าจะต้องตาย
เขาก็จำต้องเขียนพินัยกรรมแต่งตั้งให้พี่สาวคนนี้เป็นผู้ดูแลแพทริกตามกฏหมาย
โดยกำหนดเงื่อนไขการเลี้ยงดูและการศึกษาให้เป็นไปตามแบบที่เขาต้องการไว้อย่างชัดเจน

หนูน้อยแพทริกในวัยสิบขวบเดินทางไปหาป้าผู้ที่เขาไม่เคยพบหน้า...
เพียงวันแรกที่เจอกัน ป้าเมมก็สร้างความประทับใจที่ลืมไม่ลงให้กับแพทริก
ด้วยงานปาร์ตี้สุดเหวี่ยง...เพียงเพราะเธอจำวันที่หลานชายจะมาถึงผิดไปหนึ่งวัน...

..............

"แล้วทำไมถึงไม่บอกฉันว่าจะมาวันนี้ ฉันจะได้ไม่จัดปาร์ตี้...
เธอบอกว่าวันที่ ๑ กรกฎา วันพรุ่งนี้นี่นา วันนี้มันวันที่ ๓๑ มิถุนา...
ใคร ๆ ก็รู้ว่าเดือนที่มี ๓๐ วันต้องลงท้ายด้วยยน กันยายน เมษายน มิถุนายน และก็...ตายจริง"
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง "โอ...ที่รัก" เธอส่งเสียงร้องราวกับกำลังแสดงละคร
"ฉันคือป้าเมมของหนูไง!" เธอโอบผมไว้ในวงแขน และจูบผม
ผมรู้ทันทีว่าผมจะปลอดจากภัยอันตรายทั้งปวง...


นั่นคือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์(และความผูกพัน)ของสองป้าหลาน
ซึ่งผู้เขียนเล่าด้วยสำนวนสำเนียงประชดประเทียดเสียดสีเล็ก ๆ
ไม่ใช่เสียดสีป้าเขานะคะ เพราะแพทริกดูจะรักและเชื่อฟังป้าดีอยู่...
โดยเฉพาะตอนเด็ก ๆ เขาดูไร้เดียงสา ซื่อใสเลยทีเดียว...
แต่เป็นการเปรียบเปรยเบา ๆ ว่า การที่ใครจะยกย่องหรือชื่นชมว่าใครคนใดคนหนึ่งว่าเป็นบุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลงนั้น
นั่นเป็นเพราะว่าเขาคนนั้นยังไม่รู้จักป้าเมมของเขาเท่านั้นแหละ...





ไม่ว่าเขาจะอ่านเจอว่าบุคคลโดดเด่นที่ลืมไม่ลงในบทความนั้นได้ประกอบวีรกรรมใดบ้าง...
เขาก็จะหยิบยกวีรกรรมของป้าเมม(ในด้านเดียวกัน)ที่เหนือกว่า โดดเด่นกว่ามาบอกเล่า
แล้วแต่ละวีรกรรมของเธอนั้นก็...ช่างโดดเด่น ยากจะลืมได้ลงจริง ๆ...
(ดูตัวอย่างได้จากคำนำสนพ.ด้านบนเลยค่ะ)

อ่านแล้วทั้งขำทั้งฮา...ผู้เขียนดำเนินเรื่องผ่านผู้เล่า ซึ่งก็คือตัวเขาเอง
ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดจึงมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์อันพิลึกพิลั่นที่ค่อย ๆ พัฒนาไปของทั้งคู่

แพทริกเองด้านหนึ่งก็รู้สึกนิยมชมชื่นในวีรกรรมหลาย ๆ อย่างที่แหวกกระแสสังคมของป้าเมม
ทั้งรู้สึก"รู้คุณ" ในฐานะหลานชายที่ป้าเมมทุ่มเทให้การเลี้ยงดูรักใคร่ ...

(แม้เธอจะไม่ได้รักใคร่ใยดีอะไรนักหนากับน้องชาย...พ่อของแพทริก...

"พ่อของหนูเคยพูดอะไรเกี่ยวกับป้าบ้างหรือเปล่า เคยเล่าอะไรให้ฟังเกี่ยวกับป้าก่อนที่เขาจะจากไปไหม"
นอราห์สอนผมเสมอว่าคนโกหกจะมีแต่ลงนรกเท่านั้น ผมจึงกลืนน้ำลายก่อนจะพรั่งพรูถ้อยคำออกมา
"พ่อบอกว่าป้าเป็นผู้หญิงแปลกมาก และบอกว่า การที่ผมต้องมาอยู่ในความดูแลของป้า
เป็นโชคชะตาที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นแม้แต่กับหมาตัวไหนเลย
แต่ขอทานอย่างผมไม่มีสิทธิ์เลือก และป้าก็เป็นญาติเพียงคนเดียวที่ผมมี"
ป้านั่งเงียบ อ้าปากค้าง "ไอ้สารเลว" ป้าพูดเพื่อให้หายแค้น
ผมรีบดึงสมุดคำศัพท์ขึ้นมาจด
"คำว่าสารเลวนะจ๊ะหลาน" เธอพูดเสียงหวาน "สะกดอย่างนี้นะจ๊ะ
ส-า-ร-เ-ล-ว หมายถึง พ่อของหลานที่ตายไป !
เอาละ ออกไปได้แล้วตอนนี้ และเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ! "
...)


หากอีกด้านหนึ่งเขาก็ออกอาการมึนและต่อต้านกับพฤติกรรมประหลาดของผู้เป็นป้า...
แต่ก็นั่นแหละ ในฐานะหลานชาย หลายต่อหลายครั้งเขาต้องกลายเป็นทั้งผู้สมรู้ร่วมคิด
และผู้รับผิดชอบในความประพฤติ(และผลพวงที่ตามมา)ของป้าเมม ราวกับเขาเป็นผู้ปกครองของเด็กหญิงเล็ก ๆ เสียเอง

...............

"ถ้าจะมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่่ออกแบบขึ้นเพื่อทำให้คนเป็นบ้า
ก็ต้องเป็นการที่ป้าเมมพยายามปฏิบัติตัวตามแบบฉบับสุภาพสตรีชาวนิวอิงแลนด์
เธอทิ้งผมไว้ที่โต๊ะกับพอร์ตไวน์ ซิการ์จืด ๆ และแมลงวัน ขณะที่เธอไปงีบในห้องนั่งเล่น
และพอผมตามไปร่วมด้วยในอีกสามนาทีต่อมา เธอก็ยื่นหนังสือชื่อ 'วอลเดน'ให้ผมอ่านให้ฟังขณะที่เธอปักผ้าไป ไม่มีเสียงใดจากเธอเลย
จนกระทั่งเข็มตำนิ้วเข้า และเธอสบถสั้น ๆ อย่างไม่เป็นกุลสตรีที่สุด..."


ฉากของเรื่องเป็นราว ๆ ช่วงปี ๑๙๒๘ - ปีที่แพทริกย้ายเข้ามาอยู่กับป้าเมม
จนถึงปี ๑๙๕๕ ปีที่แพทริกมีครอบครัวแล้ว และมีลูกชายวัยเจ็ดขวบ - - ไมเคิล
และดูเหมือนว่า ทันทีที่ป้าเมมได้พบกับเขา เธอก็สามารถดึงดูดให้เขาติดตามเธอได้อย่างง่ายดาย...
ท่ามกลางอาการอกสั่นขวัญแขวนของแพทริกกับภรรยา...

..............

อาจจะดูเก่าไปสักหน่อย แต่หลายมุกหลายประเด็นที่เขาเขียนถึง
ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนยังคงร่วมสมัย ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
อ่านเอาฮาก็ได้ หรือจะอ่านเอาสาระก็ดีค่ะ

สนุกค่ะ ไม่ผิดหวังที่หยิบมาอ่านในช่วงที่อยากจะผ่อนคลาย
อ่านจบแล้วหยิบมาบอกต่อชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ









 

Create Date : 13 มีนาคม 2557    
Last Update : 13 มีนาคม 2557 12:57:51 น.
Counter : 1880 Pageviews.  

~ ณ ฟากฝันแห่งนิรันดร์รัก/ Sauve-Moi /กีโยม มุสโซ ~





ณ ฟากฝันแห่งนิรันดร์รัก/ Sauve-Moi
กีโยม มุสโซ /เขียน
ชลธิชา สิงขิต / แปล
แพรวสำนักพิมพ์/พิมพ์
๓๒๐ หน้า ราคา ๒๑๕ บาท


เรื่องย่อ(จากปกหลัง)


ในค่ำคืนที่หิมะโปรยปราย
จูเลียตและแซมสวนทางกัน ณ ใจกลางบรอดเวย์ แมนแฮตตัน มันเป็นรักแรกพบ

เธอ...สาวสวยชาวฝรั่งเศสวัย ๒๘ ปี ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
พร้อมกับบริโภคความฝันอยากเป็นนักแสดง

เขา...กุมารแพทย์หนุ่มนิวยอร์กอายุราว ๓๐ อุทิศร่างกายและจิตวิญญาณเพื่องาน
นับตั้งแต่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมกับหญิงคนรัก

แต่แล้วในสุดสัปดาห์อันแสนอบอุ่น..กระทั่งเร่าร้อน
ทั้งสองมั่นใจว่าได้ค้นพบความหมายของชีวิตในที่สุด

ทว่าความเคลือบแคลงต่อความรักฉาบฉวยและความลังเล
ก็ทำให้จูเลียตต้องเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศส
ส่วนแซม เขาไม่รู้ว่าจะหาคำพูดใดมารั้งเธอไว้เคียงข้าง...
อย่างน้อยมันก็ยังไม่เร็วพอ
เนื่องจากเครื่องบินที่หญิงสาวเดินขึ้นไปนั้น ระเบิดกลางท้องฟ้า...

และทุกอย่างหลังจากนั้นก็ล้วนเกินกว่าจะคาดเดา...







หลังอ่าน...
นิยายรักโรแมนติก ผสมผสานแฟนตาซีนิด ๆ จากนักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่อ่านแล้วให้โทนหม่น ๆ เหงา ๆ
เผลอ ๆ นึกว่ากำลังอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่นแน่ะ...
เพราะมีเรื่องราวของความตาย ชีวิตหลังความตายและกฏแห่งกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เล่าเรื่องย่อเพิ่มเติมอีกนิด ๆ แล้วกัน...

นางเอก - จูเลียตพบกับแซมในขณะที่เธอกำลังสวมชุดหรูของเพื่อนร่วมห้องเพื่อสั่งลานิวยอร์ค
เธอบอกกับเขาว่าเธอเป็นทนายความที่มาสหรัฐฯเพื่อประชุม...มีกำหนดกลับฝรั่งเศสในอีกสามวัน

ในขณะที่แซม - คุณหมอหนุ่มผู้จมอยู่กับความเศร้าและงานหลังจากภรรยาที่รักมากตายจากไป...
ก็ไม่ได้บอกความจริงข้อนี้กับจูเลียต แม้เขาจะรู้สึกได้ถึงความรักที่เขามีต่อเธอ

ทั้งคู่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน...แต่เมื่อถึงเวลา ต่างก็ต้องตัดใจลาจาก...
กว่าจะรู้ใจตัวเองก็เกือบจะสายเกินการ
................
แซมช็อคอย่างรุนแรงเมื่อเห็นข่าวเครื่องบินที่จูเลียตนั่งระเบิดกลางอากาศ

แต่เขาก็ไม่ได้ช็อคอยู่นานนัก เมื่อ 1 วันถัดมาเขาก็ได้พบกับเกรซ
ตำรวจสาวใหญ่ที่ก้าวเข้ามาทักทายเขาอย่างง่าย ๆ เงียบ ๆ
และบอกกับเขาว่าจูเลียตยังไม่ตาย แต่ตอนนี้เธอถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาร้ายแรง
....ข้อหาวางระเบิดเครื่องบิน!!

แต่ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้น...
เกรซบอกกับเขาว่า...เธอกลับมาจากความตายเพื่อภารกิจที่สำคัญยิ่ง
ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของผู้หญิงที่เขารัก ที่เขาเพิ่งจะมั่นใจว่า...
แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็จะต้องปกป้องเธอให้ถึงที่สุด

..............

โดยรวมนับว่าเป็นเป็นนิยายรักโรแมนติกที่ครบรสทีเดียวค่ะ
มีดราม่าซาบซึ้ง เน้นบอกเล่าผ่านอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างละเอียดลออ
แต่ก็เป็นไปแบบหม่น ๆ ทึม ๆ ชวนรันทดหดหู่...

ไม่ว่าจะเป็นนางเอกที่ต้องดิ้นรนกับชีวิตที่แร้นแค้นในเมืองใหญ่
พระเอกที่จ่อมจมอยู่กับความเศร้าโศกอันเนื่องมาจากความสูญเสีย...
หรือเกรซ...โจดี้ และรูเทลลี...


ชอบการดำเนินเรื่องที่่ค่อยเป็นค่อยไป แต่มีเงื่อนมีปมคอยกระตุ้นความสนใจอยู่เป็นระยะ ๆ
ทำให้เมื่ออ่านแล้วก็ต้องอ่านต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าเงื่อนปมเหล่านั้นจะค่อย ๆ คลี่คลายไปทีละเปลาะ ๆ
และค่อย ๆ เปิดเผยให้เรามองเห็นภาพความสัมพันธ์อันซับซ้อน โยงใยของตัวละครทั้งหมด

แล้วก็มีเรื่องราวเหนือจริงที่อิงหลักความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ที่ค่อนข้างน่าสนใจ
มีแทรกสาระเกี่ยวกับปัญหาสังคมที่ทำให้เรามองเห็นสภาพสังคมที่เสื่อมทรามของเมืองนิวยอร์คอยู่ไม่น้อย
ส่งผลให้มีฉากแอ็คชั่นน่าตื่นเต้นเร้าใจ ...

เป็นนิยายเรื่องแรกของนักเขียนคนนี้ที่ได้อ่าน...
ชอบทีเดียว อ่านสนุก เพลิดเพลินด้วยสำนวนการแปลที่ลื่นไหลไม่สะดุด

ถ้าเจอเรื่องอื่นของเขาอีกก็คงหยิบมาอ่านอีกค่ะ...ติดใจแล้ว










 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2556 13:14:19 น.
Counter : 1161 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 179 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ อ้อมฟ้าโอบดิน/"คีรี" เขียน ~

~ บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า(The Ballad of The Sad Café)/Carson McCullers:เขียน/จุฑามาศ แอนเนียน : แปล ~

~ ทัณฑ์ลวงรัก/"FoxxTrot" เขียน ~

~ ดับแดนดารา/"อสิตา" เขียน ~

~ เทียบท้าปฐพี 1-3/ชิงหลิงเยวี่ย : เขียน/ กระบี่หลงทิศ : แปล ~

~ My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry(ยายฝากบอกว่าขอโทษ)/Fredrik Backman:เขียน/ปราชญ์ อัสนี : แปล ~

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.