'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ ทะเลน้ำตา : No Greater Love - - - ร่วมรำลึก 100 ปี TITANIC ~





ทะเลน้ำตา – No Greater Love
Daniel Steel / เขียน , “นิดา” / แปล
สนพ.หมึกจีน (มีนาคม ๒๕๔๐)
๕๒๘ หน้า ราคา ๑๖๐ บาท


โปรยปกหลัง :


สำหรับเธอแล้ว...
ทะเลคือสถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตเธอทั้งชีวิต
ให้พบกับทุกข์โทมนัสอย่างที่สุด
และความปิติสุขสมอย่างยิ่งเช่นกัน

พบกับชีวิตรัก โรแมนติกของเธอได้
ใน “ทะเลน้ำตา”






เรื่องย่อ (ย่อเองแบบยาว)

สาวน้อยเอ๊ดวินา ในวัยยี่สิบปี เดินทางจากบ้านเกิดสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศอังกฤษ
พร้อมด้วยพ่อ แม่ และน้อง ๆ ชาย-หญิงของเธออีก 5 คน
เพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวของป้าซึ่งสมรสกับท่านลอร์ดแห่งอังกฤษ

แต่วาระที่สำคัญกว่านั้น ในการเดินทางไปครั้งนี้สำหรับเอ๊ดวินา...
ก็คือ เป็นการประกาศหมั้นหมายระหว่างเธอกับชารล์ส ชายหนุ่มชาวอังกฤษผู้เพียบพร้อม

พวกเขาวางแผนทำพิธีหมั้นกันที่อังกฤษ และชารล์สจะเดินทางไปอเมริกาพร้อมเอ๊ดวินา
เพื่อเข้าพิธีสมรสอย่างเอิกเกริกที่นั่น...

ทั้งหมดเดินทางกลับสหรัฐฯ ในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ.1912 โดยเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่ชื่อ “Titanic”

พวกเขารวมทั้งผู้โดยสารคนอื่น ๆ บนเรือขนาดใหญ่ลำนั้นต่างรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขกันเป็นอย่างยิ่ง
ในช่วงวันแรก ๆ ของการเดินทาง บนเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่าเป็นเรือที่..."ไม่มีวันจม"

แต่แล้ว...เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝันก็บังเกิดขึ้น
ในกลางดึกของคืนวันที่ 15 เมษายน 1912 เมื่อ”เรือที่ไม่มีวันจม” ลำนี้ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง...
และปฏิบัติการกู้ภัยก็เป็นไปอย่างฉุกละหุก และรีบเร่ง

เอ๊ดวินาและน้อง ๆ ทุกคนได้รับการช่วยเหลือ
ในขณะที่บิดาและคู่หมั้นหนุ่มของเธอต้องรั้งรออยู่ในเรือที่จมลงต่อหน้าต่อตาเธอ...

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น...แม่ของเธอเลือกที่จะอยู่เคียงคู่สามีจนวินาทีสุดท้าย...

เอ๊ดวินาต้องกลายเป็นทั้งแม่และพ่อให้กับน้อง ๆ ห้าคน
โดยน้องเล็กสุดอายุเพียงสองขวบ...ในขณะที่ตัวเธอเองมีอายุเพียงยี่สิบปี

เธอต้องต่อสู้กับความทุกข์โศกในใจพร้อม ๆ กับต้องทำตัวให้เข้มแข็งเพื่อที่จะได้เป็นหลักให้น้อง ๆ
ไม่ต้องถูกพรากจากกันตามที่ญาติ ๆ หลายคนยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง
ที่แม้จะเป็นไปด้วยความปรารถนาดี แต่เธอก็ไม่ต้องการ...
ด้วยปณิธานตั้งมั่นในใจว่าเธอจะไม่แต่งงานจนกว่าน้อง ๆ ทุกคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีชีวิตของตนเองที่มีความสุข...

แต่มันก็เป็นไปอย่างยากยิ่งสำหรับเด็กสาววัยยี่สิบอย่างเธอกับการดูแลน้อง ๆ ทั้งสี่ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น...

และต่างก็มีแผลลึกในใจกับภาพของผู้เป็นที่รักยิ่งอย่างพ่อและแม่ลอยลับลงในท้องทะเลอันมืดมิดต่อหน้าต่อตา






หลังอ่าน...
สมชื่อทะเลน้ำตาจริง ๆ ค่ะนิยายเรื่องนี้ อ่านไป น้ำตาไหลพราก ๆ ไป ...

หนังสือเล่มนี้อ่านจบไปสักพักใหญ่ ๆ แล้วค่ะ แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็จำไม่ได้เสียแล้วว่าทำไมไม่ได้อัพขึ้นบล็อก

มาช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เห็นข่าวการจัดงานรำลึก 100 ปีของการจมลงของเรือที่ยิ่งใหญ่อย่างไททานิก
ถึงได้นึกขึ้นมาได้ เลยไปค้นรีวิวเก่า ๆ ที่ตัวเองเคยเขียนไว้เพื่อตอบโจทย์ในการเล่นเกมอ่านหนังสือเมื่อปีกลาย

แล้วก็พบว่าตัวเองไม่ได้บอกความรู้สึกหลังอ่านอะไรมากมายเลย... (ในรีวิวอันเก่า)
ก็เลยอยากเสริมตรงนี้นิดนึง...

จำได้แม่นยำว่า...
อ่านแล้วอินมาก สงสารสาวน้อยเอ๊ดวิน่าจับใจ
แล้วพานขัดใจกับการตัดสินใจของคนเป็นแม่ที่เลือกจะทิ้งให้ลูก ๆ เผชิญชะตากรรมตามลำพัง
แล้วตัวเองเลือกที่จะติดตามสามี...(ด้วยเธอมีโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นมากับเรือกู้ภัยพร้อมกับลูก ๆ ทั้ง 5 แต่เธอกลับเลือกที่จะตายตามสามี)

ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่ามันผิดวิสัยของคนเป็น”แม่”
ไม่ได้รู้สึกสรรเสริญเลยสักนิดว่าช่างเป็นผู้หญิงที่รักมั่นคงอะไรปานนั้น...
มันกลับรู้สึกว่าแม่คนนี้ช่างเห็นแก่ตัวเสียจริง ...


แต่มาคิดอีกที...นี่คือนิยายค่ะ เขาแต่งขึ้นโดยอิงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่โลกจารึก...
ผู้เขียนอาจจะโฟกัสไปที่ตัวนางเอกเสียจนลึมนึกถึงธรรมชาติวิสัย(ที่น่าจะหรือควรจะเป็น)ของคนเป็นแม่ไป...คิดเสียอย่างนี้ก็ค่อยคลายความขัดเคืองใจไปส่วนหนึ่ง

ในส่วนของรายละเอียดอื่น ๆ อย่างการดำเนินเรื่อง โดยเฉพาะบรรยากาศบนเรือเธอก็ทำได้ดีมาก อ่านไปก็นึกภาพตามได้เป็นฉาก ๆ (โดยเฉพาะเมื่อเราได้ดูหนังเรื่องไททานิกไปแล้วไม่ต่ำกว่าสามรอบ แหะ ๆ )

อ้อ...ในเรื่องยังมีตัวละครที่ชื่อโรสกับแจ็คปรากฏอยู่ด้วยแหละค่ะ

สำนวนการแปลและเรียบเรียงของคุณนิดานั้น...มิพักต้องเอ่ยถึงเรื่องคุณภาพเลยค่ะ
อ่านได้ลื่นไหลวางไม่ลงเลยทีเดียว

ก็เลยหยิบมาปัดฝุ่นรีวิว...ชวนอ่านกันวันนี้...
วันที่ทั่วโลกเขารำลึกถึงโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของมวลมนุษยชาติค่ะ




*ขอยืมภาพจากกูเกิ้ลค่ะ











 

Create Date : 16 เมษายน 2555    
Last Update : 16 เมษายน 2555 21:58:18 น.
Counter : 970 Pageviews.  

~ หงส์ป่า : Wild Swans - เรื่องราวของสตรีจีนสามชั่วอายุคน โดย Jung Chang ~





หงส์ป่า : Wild Swans
Jung Chang : เขียน
จิตราภรณ์ ตันรัตนกุล : แปล
ผู้พิมพ์ : นานมีบุ๊คส์ (พิมพ์ครั้งที่ 6/ ธันวาคม 2544)
832 หน้า ราคา 350 บาท


โปรยปกหลัง:


เรื่องราวของสตรีจีนสามชั่วอายุคน,

ยาย...ผู้อยู่ภายใต้ระบบขุนศึก
แม่...ทั้งชีวิตและจิตใจมอบให้พรรคคอมมิวนิสต์
ลูกสาว(ผู้เขียน)...เยาวชนจีนในช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรม

...........

บางส่วนจากคำนำผู้แปล :

หงส์ป่า
เป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่องราว ของสตรีจีนสามชั่วอายุคน
ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิด และวัฒนธรรมของชาวจีนเมื่อเกือบ ๆ 100 ปีที่ผ่านมา
ภายใต้การนำของ เหมาเจ๋อตุง ในระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และการปฏิวัติทางวัฒนธรรม
ผ่านทางครอบครัวของ ยุง จาง ซึ่งได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ต่างๆ
และมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์

..........

การให้ชื่อเรื่องที่มีคำว่า "หงส์"นั้น สอดคล้องกับชื่อของผู้หญิงสามคนของหนังสือเล่มนี้ คือยาย แม่ และตัวผู้เขียนเอง ความสนุกสนานของเรื่องนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบชีวิตของผู้หญิงทั้งสามคน

สำหรับยายนั้นถือว่าเป็นผลผลิตของจีนในอดีต.....ชีวิตของยายอุทิศให้กับครอบครัวแต่เพียงอย่างเดียว จวบจนสิ้นอายุขัย

ส่วนชีวิตของแม่นั้น นับได้ว่าเป็นชีวิตของนักปฏิวัติโดยแท้...ตลอดชีวิตของแม่ที่ปรากฏออกมาให้เห็นในหนังสือเล่มนี้คือ ผู้หญิงที่ต่อสู้ด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างแยบยลและด้วยความเหนื่อยยาก

สำหรับยุงจาง เธอเป็นผลผลิตของจีนคอมมิวนิสต์โดยแท้
เธอเติบโตขึ้นมาในช่วงเวลาของการก้าวกระโดดไกลและช่วงของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม
วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่รักที่แวดล้อมตัวเธอ...
ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่หรือญาติพี่น้อง มิตรสหาย ล้วนนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัย
ในระบอบคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ"เหมา เจ๋อ ตุง...
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของความเคลือบแคลงดังกล่าว





เรื่องราว...(พยายามย่นย่อพร้อมบอกเล่าความรู้สึกหลังอ่านค่ะ...)

ผู้เขียนเริ่มจับความตั้งแต่ความเป็นมาของยาย นับแต่ก่อนจะถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ทีเดียว...
โดยเล่าถึงคุณตาทวดและคุณยายทวดสั้น ๆ พอเป็นสังเขป แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ในส่วนที่จะเป็นพื้นฐานนำไปสู่เรื่องราวในชีวิตของยาย แม่ และตัวผู้เขียนเองในช่วงต่อ ๆ มา...

"โลกที่ยายถือกำเนิดมานั้นเป็นโลกที่มีความปรวนแปรเป็นอย่างยิ่ง ราชวงศ์แมนจูซึ่งปกครองจีนมากว่า 260 ปีกำลังถึงจุดแตกสลาย
.........ในปีค.ศ. 1911 จักรพรรดิปูยีถูกขับออกจากราชบัลลังก์ จีนก้าวเข้าสู่สมัยสาธารณรัฐโดยมี'ซุนยัตเซ็น'เป็นผู้นำ...

ยายเป็นหญิงที่มีความงามอย่างแท้จริงคนหนึ่ง...แต่นอกเหนือสิ่งอื่นใด
สมบัติติดตัวที่มีค่ามากที่สุดของยายคือ เท้าทั้งคู่ที่ถูกรัดแน่นขนาดเล็กจิ๋วดั่งเท้าทารก
(ที่) คนจีนมักจะเรียกกันว่า "สัตตบงกชทองคำคู่น้อย"....พวกนักเลงผู้หญิงเชื่อกันว่า
ภาพของผู้หญิงที่เดินโขยกเขยกด้วยเท้าน้อย ๆ คู่นั้น เป็นภาพที่สร้างอารมณ์ในหมู่ชาย...
ซึ่งอาจจะมาจากความเปราะบางของเธอที่ทำให้ผู้ชายอยากปกป้องก็เป็นได้
..........."


เมื่อยายอายุ 15 ปี ตาทวดก็จัดการมอบยายให้กับนายพลผู้มีอำนาจสูงผู้หนึ่ง
แน่นอนว่ายายไม่ใช่ภรรยายคนเดียวของท่านนายพล...ท่านปล่อยให้ยายอยู่บ้านตามลำพัง ส่วนตัวเองก็ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอีกเมืองหนึ่ง

หลายปีผ่านไป เมื่อเกิดความผันผวนทางการเมืองเกิดขึ้น....ระบบขุนศึกถึงกาลล่มสลาย...
ท่านนายพลเป็นเพียง"อดีตนายพล"ที่ไร้ซึ่งอำนาจ
ท่านกลับมาชวนยายให้ไปอยู่กับท่าน...นั่นหมายถึงไปอยู่ในชายคาเดียวกันกับภรรยาหลวงและน้อยคนอื่น ๆ ...
ยายปฏิเสธโดยอ้างคำสัญญาที่ท่านเคยให้ไว้กับสุขภาพที่ทรุดโทรมลงของยายทวด

และนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ยายเริ่มตั้งครรภ์....

เมื่อแม่อายุได้ขวบเศษ ๆ ก็มีคนส่งข่าวถึงยายว่าท่านนายพลป่วยหนัก ให้ยายพาลูกสาวไปเยี่ยม...
ยายจึงเดินทางไปที่บ้านสามีเป็นครั้งแรก...

หลังจากท่านนายพลเสียชีวิต ยายเกือบจะต้องพรากจากลูกสาว เพราะลูกของยายต้องเป็นคนในตระกูลบิดา...
แต่ด้วยความช่วยเหลือจากเมียน้อยอีกคนของนายพล...ยายก็สามารถแอบพาแม่หนีออกมาจากบ้านนั้นได้...
และส่งข่าวบอกพวกเขาในตอนหลังว่าแม่ตายไปแล้วจากการตรากตรำระหว่างเดินทาง...
ยายหนีมาอยู่อีกเมืองหนึ่งและแต่งงานใหม่กับหมอ...ซึ่งรักยายและแม่ด้วยความจริงใจ"






ข้างบนนั่นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในเรื่องราวของ"ยาย" ที่ชีวิตต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงและพลิกผันอยู่ตลอดเวลา...

(ซึ่งส่วนตัวชอบเรื่องเล่าในส่วนนี้มาก รู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายชีวิตที่โลดโผนเร้าใจ...หยุดไม่ได้ วางไม่ลงเลยทีเดียว)

ช่วงกลาง ๆ จะเป็นเรื่องราวของแม่ ผู้อุทิศชีวิตให้กับพรรคคอมมิวนิสต์
ท่ามกลางความหวาดระแวงเคลือบแคลงใจของสมาชิกพรรคคนอื่น ๆ
เพราะเดิมทีนั้น ครอบครัวของแม่ อันได้แก่ยาย ตา(เลี้ยง) และน้า ๆ (เครือญาติ)ของแม่
ล้วนแต่เป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งมาก่อน

แม่พบกับพ่อในระหว่างปฏิบัติการร่วมกับพรรค...พ่อซึ่งเป็น"ผู้อุทิศตน"ยิ่งไปกว่าแม่...
ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน แต่ต้องผ่านการเห็นชอบและอนุมัติจากหัวหน้าพรรคก่อนถึงจะสามารถแต่งงานกันได้...

..........

ในช่วงที่เป็นเรื่องราวของแม่นี้ ยอมรับว่าอ่านแล้วต้องวางเป็นช่วง ๆ
เพราะค่อนข้างเครียดและสะเทือนใจอยู่มาก...

แอบรู้สึกว่าผู้เขียนออกแนวแดกดันเสียดสีผู้เป็นพ่อนิด ๆ ...
แม้เธอจะเล่าด้วยนำเสียงที่เป็นกลางมาก ๆ ...แต่มันมีอยู่นิด ๆ ที่เรารู้สึกได้...
โดยเฉพาะช่วงที่พ่อกับแม่แต่งงานกันใหม่ ๆ แล้วพ่อ...ผู้ฝักใฝ่ในความเท่าเทียม เสมอภาคเสียจนกลายเป็นการละเลยจนปล่อยให้แม่แท้งลูกคนแรกปางตาย...

แม่ในวัย 18 ปี แต่ต้องแบกรับภาระแห่งชีวิตและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีสิทธิ์ถอยหลังได้แม้แต่ก้าวเดียว

เราคนอ่านอ่านแล้วยังรู้สึกสะเทือนใจ...คนเล่าซึ่งเป็นลูกก็คงรู้สึกยิ่งไปกว่าเรา...

..............

อีกกว่าครึ่งของหนังสือเป็นเรื่องเล่าในส่วนที่เป็นชีวิตของเธอเอง...
ซึ่งเป็นชีวิตอันเป็นผลผลิตแห่งระบอบคอมมิวนิสต์
และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิวัติทางวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ของจีน...

เธอมีความขัดแย้งและสับสนอยู่ในความรู้สึกนึกคิด
หากก็รักและเทิดทูนบูชาพ่อกับแม่อย่างเหนียวแน่น...

ในวัยรุ่น...เธอรู้สึกว่าเธอได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างรวดเร็ว

"...การปฏิวัติทางวัฒนธรรมนั้น ได้ทำลายความงดงามของความเป็นหนุ่มเป็นสาวไปอย่างสิ้นเชิง...

การปฏิวัติครั้งนี้ผลักดันพวกเราให้มีความสำนึกแบบผู้ใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เรายังเยาว์อยู่..."







ส่วนตัว(คนอ่าน)ไม่มีพื้นฐานความรู้ในแง่ประวัติศาสตร์ของจีนมากมายนัก แม้จะเคยเรียนรู้ศึกษามาบ้างก็แค่พอผ่าน ๆ
รู้เพียงว่าจีนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ประกอบไปด้วยกลุ่มประชากรหลากหลายชาติพันธุ์
ซึ่งแน่นอนว่าสังคมภายในจะต้องซับซ้อนและวุ่นวาย ...

เคยรู้สึกเกร็ง ๆ ก่อนที่จะหยิบหนังสือเล่มหนาเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน...
แต่เชื่อไหมว่า เพียงเริ่มต้นอ่านหน้าแรก ๆ ผ่านไป เราก็จะจมอยู่กับเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงสามคนนี้
จนลืมเลือนความเกร็ง ความคิดคาดก่อนหน้านั้นแทบจะโดยสิ้นเชิงทีเดียว...

ด้วยหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่นิยายอิงประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นเรื่องเล่าที่เล่าจากชีวิตจริง ที่ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านมานานเนิ่น
เรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้เล่าได้ถ่ายทอดออกมายังคงมีชีวิตชีวา ยังคงความสด - ใหม่
ให้ความรู้สึกเร้าความสนใจใคร่รู้ อยู่ตลอดเวลา ด้วยสำนวนภาษาที่ตรงไปตรงมา...
แม้จะเสริมด้วยความคิดเห็นส่วนตัวในบางส่วน แต่ก็เป็นไปด้วยความเป็นกลางมาก ๆ ...

(และถึงแม้ในช่วงหลัง ๆ ในส่วนที่เป็นเรื่องราวชีวิตของเธอ ที่ดำเนินไปภายใต้การชี้นำของประธานพรรคคอมมิวนิสต์อย่าง"เหมา เจ๋อ ตุง"
จะมีเรื่องราวรวมทั้งบทวิพากษ์การกระทำของประธานเหมาอยู่หลายตอน...
แต่ผู้อ่านจะสัมผัสได้ถึงความเที่ยงตรง ความเป็นธรรมในเรื่องเล่าของเธอ...
ที่เล่าโดยมิได้ตัดสินว่าถูก-ผิด หรือดี-ชั่วแต่อย่างใด...)

เป็นหนังสือเล่มหนาที่อ่านได้ไม่เบื่อเลย ถ้าไม่ติดธุรกิจอื่นใดก็แทบจะไม่อยากวางเลยทีเดียว...

อ่านแล้ว...จับใจ ประทับใจ...รู้สึกได้จริง ๆ ว่า...ชีวิตจริงบางชีวิต เป็นยิ่งกว่านิยายเสียอีก!
อ่านจบแล้วอิ่มไปอีกนานนนนน...


หงส์ป่า เป็นหนังสือที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 30 ภาษา
และได้รับรางวัล ชนะเลิศ วรรณกรรมอิงชีวิตจริง จากสมาคมนักเขียนของอังกฤษ
และได้รับรางวัลชมเชย นวนิยายแปล ดีเด่น ประจำปี 2542 ของคณะกรรมการ การพัฒนาหนังสือแห่งชาติ
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ


ซึ่งนั่นคงจะเป็นการันตีความน่าอ่านของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี...
ชวนอ่านค่ะ










 

Create Date : 05 มีนาคม 2555    
Last Update : 5 มีนาคม 2555 21:03:23 น.
Counter : 3405 Pageviews.  

“เมฆเหินน้ำไหล” : พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี





"เมฆเหินน้ำไหล"
พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ผู้เขียน ฟังฟัง
สนพ.นานมีบุ้กส์ (ครั้งที่ ๑๔,๒๕๕๒)

จากบทนำเรื่อง:



เรื่อง “เมฆเหินน้ำไหล” เป็นวรรณกรรมจีนร่วมสมัย
ที่สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของสังคมจีนปัจจุบัน
ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนาประเทศตามนโยบายสี่ทันสมัย
ที่เริ่มขึ้นในปี 2521 และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน...

ชื่อเรื่อง เมฆเหินน้ำไหล ช่วยแสดงให้เห็นสัจธรรมของชีวิตว่า
ความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของชีวิต
เหมือนเมฆที่ลอยเหิน และน้ำที่ไหลริน
ไม่มีสิ่งใดบังคับควบคุมได้ ชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลงไปเป็นนิจ






เรื่องราวโดยย่นย่อ :

วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของครอบครัว ๆ หนึ่ง
ที่ทั้งสามีและภรรยาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยทั้งคู่
แต่ฐานะค่อนข้างยากจน

เกาเหรินหยุนผู้เป็นสามีและพ่อเป็นคนเอาจริงเอาจัง
เคร่งครัดและเครียดกับปัญหาต่าง ๆ จนถูกโรคกระเพาะเล่นงาน
ในขณะที่ภรรยามีท่าทีผ่อนคลายมากกว่า

เกาหง ลูกชายคนโตเป็นนักศึกษาที่มีความคิดก้าวหน้า(แต่ออกจะแหวกแนวในความรู้สึกจองผู้ใหญ่)
ส่วนเกาย่วนลูกสาวกำลังเรียนมัธยมปลาย กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนั้น

................

ผู้เป็นพ่อตั้งความหวังไว้มากว่าลูกสาวจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้
จึงเฝ้าเน้นย้ำให้เธอเก็บตัวดูหนังสือ ในขณะที่เด็กสาวยังอยากเล่นอยากผ่อนคลายตามประสาเด็ก ๆ ...

บางครั้งเธอก็พูดให้คนเป็นพ่อได้คิดว่า...เข้าเรียนมหาวิทยาลัย จบออกมาแล้วมาทำงานอย่างพ่อและแม่
แต่ก็ยังยากจนเหมือนเดิม สู้เธอออกไปค้าขายส่วนตัวไม่ดีกว่าหรือ...

จึงเกิดเป็นช่องว่างทางความคิดขึ้นมาระหว่างคนสองรุ่นสองวัย...ในครอบครัวเล็ก ๆ นั้น...
ในวันสอบ เกาย่วนเกิดป่วยทำให้เธอสอบเข้าได้มหาวิทยาลัยอันดับรอง ๆ ลงมา
เกาย่วนตัดสินใจซ้ำชั้นเพื่อสอบใหม่ในปีหน้า...
เพราะอย่างไรเสีย เธอก็ไม่อาจต้านกระแสความคิดความเชื่อของผู้เป็นพ่อกับแม่ กับสังคมรอบตัวได้






นอกจากเรื่องราวของครอบครัวนี้
วรรณกรรมเรื่องนี้ยังได้สะท้อนภาพสังคมของประเทศจีนในยุคนั้นอย่างกว้าง ๆ
ผ่านอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยของเกาเหรินหยุนและเหมยเจี๋ยเหวิน...
การออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบและการติดสินบน การคอรัปชั่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวงราชการ...
ซึ่งมีอยู่จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปเสียแล้ว

ชื่นชมในพระปรีชาขององค์ผู้ทรงแปลมากในการใช้สำนวนภาษาที่อ่านง่าย ลื่นไหล
คำอธิบายท้ายบทแต่ละบทก็กระจ่าง ชัดเจน...

หนังสือเล่มบาง แต่อ่านแล้วได้ทั้งสาระและบันเทิงครบครันจริง ๆ









 

Create Date : 28 ตุลาคม 2554    
Last Update : 28 ตุลาคม 2554 12:05:09 น.
Counter : 3880 Pageviews.  

~ เทพนิยายสองโลก : The Stolen Child ~ (แปลโดยนพมาส แววหงส์)





เทพนิยายสองโลก : The Stolen Child
โดย Keith Donohue / นพมาส แววหงส์ : แปล
สำนักพิมพ์ มติชน /พิมพ์ (ครั้งแรก : พฤษภาคม 2550)




เรื่องย่อ(จากปกหลัง)

ในคืนฤดูร้อน เฮนรี่ เดย์หนีออกจากบ้านไปซ่อนตัวในโพรงต้นไม้
และถูกเหล่าผีลักซ่อนลักพาตัวไปอย่างลึกลับ
คนพวกนี้เป็นเผ่าพันธุ์เด็กชาวป่าที่ไม่มีวันแก่เฒ่า
ซึ่งหลบเร้นตัวอยู่ในความมืด

เฮนรี่ เดย์ถูกตั้งชื่อใหม่ว่าเอนีเดย์ และกลายเป็นพวกเดียวกันกับผีลักซ่อน
เขาติดอยู่ในร่างเด็กตลอดกาล ได้แต่เติบใหญ่ขึ้นในทางจิตวิญญาณ
และพยายามจะนึกให้ออกถึงชีวิตและครอบครัวที่จากมา...
ขณะที่ต้องพยายามเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับดินแดนในเงามืดแห่งนี้
ชีวิตสมัยใหม่ก็กำลังรุกล้ำทำลายตำนานปรัมปราและโลกธรรมชาติ

...........
(ส่วนนี้ต่อเอง)

ขณะเดียวกันเจ้าผีลักซ่อนที่ขโมยชีวิตของเขาไป ก็ต้องพยายามเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในเมืองเช่นกัน...อย่างสับสนและลังเลใจ เพราะถูกหลอกหลอนด้วยความทรงจำอันเลือนรางเกี่ยวกับชีวิตในกาลก่อน...ด้วยพรสวรรค์ของการเป็นนักเปียโนจากชีวิตก่อนหน้านั้น ได้กลับมาเปล่งประกายอีกครั้งในช่วงชีวิตที่เขาต้องมาเป็นเฮนรี่ เดย์จอมปลอมนี้...

ทำให้เขาต้องดั้นด้นตามหาชีวิตแต่หนหลังของตนเอง...
พร้อม ๆ กับความรู้สึกผิดที่มีต่อเจ้าของชีวิตที่ตัวเองสวมรอยอยู่








หลังอ่าน...
ชอบจังค่ะ อ่านแล้วนึกถึงเรื่องเล่า นิทานหลอกเด็กของพ่อสมัยก่อนนู้นนนน....

ที่บ้านแม่ไก่เป็นบ้านนอก ไกลปืนเที่ยง จึงมีเรื่องราวปรัมปราหรือตำนานเล่าขานที่แฝงกลิ่นอายความลึกลับชวนหลอนอยู่มากมาย และแน่นอนว่าส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ที่ผู้ใหญ่จะกำชับนักหนาเมื่อเล่าจบว่า... “ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่”

มีอยู่เรื่องหนึ่ง คล้ายคลึงกับเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้มาก...(เรื่องค่อนข้างยาว แม้จะพยายามย่นย่อสุด ๆ แล้วก็ยังยาวยืดดดดดดดดดด....ขออนุญาตทำเป็นอีกบล็อกหนึ่งแล้วกัน ผู้ใดสนใจเชิญตามลิงก์"เรื่องเล่าจากหลังดอย"นี้ไปอ่านได้ค่ะ)

...........

กลับมาที่หนังสือเล่มนี้...

เรื่องราวดำเนินไปในลักษณะที่เป็นบทบันทึกของคนสองคน คือเฮนรี่ เดย์ตัวปลอม(ที่เป็นผีลักซ่อนมาก่อนแล้วมาสลับตัวกับเฮนรี่ เดย์ตัวจริง) กับเฮนรี่ เดย์ตัวจริงที่ถูกลักพาตัวไปแล้วกลายไปเป็นผีลักซ่อน มีชื่อใหม่ว่าเอนีเดย์...

ทั้งคู่สลับกันเล่าบทเว้นบท...(แต่สำนวนภาษาค่อนข้างคล้ายคลึงกันจนอ่านไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนคนเล่าสักเท่าไหร่)

เริ่มตั้งแต่มีการสลับตัวเป็นต้นมานั่นแหละ...

เริ่มจากเฮนรี่เดย์(ตัวปลอม)บอกเล่าถึงชีวิตขณะที่เป็นผีลักซ่อนและวิธีการคัดเลือกเด็กที่พวกเขาจะเข้ามาแทนที่ พวกเขาต้องติดตามดูเด็กคนนั้นอย่างใกล้ชิดจนระยะหนึ่งเพื่อศึกษาอุปนิสัยใจคอ ตลอดจนบุคลิกลักษณะ เมื่อมาแทนที่จะได้ไม่ถูกจับได้ว่าเป็นตัวปลอม...

ฝ่ายเด็กที่ถูกลักพาตัวไปก็ต้องไปอยู่ในกลุ่มผีลักซ่อน ถูกตั้งชื่อให้ใหม่ ถูกทำให้ลืมชีวิตในหนหลัง
มีกฏเกณฑ์เฉพาะกลุ่มที่ต้องเรียนรู้และปรับตัว ใช้ชีวิตแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ในป่า แม้คืนวันจะผันแปรไปเท่าใด เขาก็จะยังคงสภาพร่างกายเท่ากับตอนที่เขาถูกพาตัวมา...

แต่จิตวิญญาณของเขายังคงเติบโตไปตามวัยและวันอันล่วงผ่าน
ดังนั้น จึงมีเรื่องราวของความรักและสัญชาตญาณในเรื่องเพศสัมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย...

พวกเขาจะมีคิวของการเปลี่ยนตัว...เด็กที่มาก่อนจะได้เปลี่ยนตัวก่อน เรียงกันไปตามลำดับ ดังนั้นผีลักซ่อนบางตัวอาจจะต้องรอนานจนเลิกคิดอยากจะกลับมาเป็น”คน”อีกครั้งไปเลย...

แต่ในเรื่องนี้เน้นเฉพาะเรื่องราวชีวิตของเฮนรี่ เดย์ทั้งตัวจริงตัวปลอม ที่จังหวะของไทมมิ่งจะมาสอดคล้องกันในบางช่วง
ผู้อ่านจะได้เห็นภาพของเหตุการณ์เดียวกันจากมุมมองของทั้งสองคนอยู่บ่อย ๆ ...
บางครั้งมีกระทั่งการเผชิญหน้ากัน...

ตอนนี้อ่านแล้วรู้สึกสงสารจังค่ะ ทั้งเฮนรี่ตัวจริงและตัวปลอมนั่นแหละ...
พวกเขาต่างก็เจ็บปวดและทุกข์ท้อพอ ๆ กัน
คนอ่านอ่านแล้วก็ปวดใจ...
มีแอบลุ้น แอบจิ้นตอนจบล่วงหน้า...แต่ก็ไม่ยักกะเป็นไปตามคาดค่ะ

แม้จะไม่ถึงกับหักมุมเป๊าะ แต่ก็จบได้สวยและไม่ผิดหวังนักค่ะ

เล่มนี้ชวนอ่านอย่างแรง โดยเฉพาะคนที่หลงใหลในเรื่องราวของเทพนิยาย เรื่องเล่าขานตำนานปรัมปราต่าง ๆ














 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 29 สิงหาคม 2560 11:34:12 น.
Counter : 1200 Pageviews.  

~ ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน ~ The Alchemist By Paulo Coelho





ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน - The Alchemist
ผู้แต่ง: เปาโล โคเอโย - Paulo Coelho
ผู้แปล: ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
สำนักพิมพ์: คบไฟ (พ.ศ.2543)






ปกหลัง...


" ... The Alchemist คงจะเป็นหนังสือของใครต่อใครอีกหลาย ๆ คน ที่เป็นคนเดินทาง
คนช่างฝัน คนแสวงหา เช่นเดียวกับซานติเอโก เด็กหนุ่มเลี้ยงแกะในเรื่องที่ปรารถนาจะไปให้ไกลสุด
เพื่อตอบสนองความฝันใฝ่ในเบื้องลึกแห่งหัวใจตน
ไขว่คว้าค้นหาขุมทรัพย์ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ไหนแน่ แต่มีความมุ่งมั่นไม่ครั่นคร้าม ..."





เรื่องย่อ(ย่อเองสั้น ๆ ค่ะ)

ซานติเอโก เด็กหนุ่มเลี้ยงแกะชาวสเปน ฝันซ้ำ ๆ ถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ไกลถึงดินแดนปิรามิดในอียิปต์
เขาขายแกะทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อออกเดินทางตามความฝันของเขา...
ระหว่างทาง เขาได้พบพานและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย...
ซึ่งให้ทั้งประสบการณ์และบทเรียนล้ำค่าแก่เขา
บางอย่างก็ทดทอนกำลังใจ บางอย่างกลับเพิ่มความมุ่งมั่นให้แรงกล้ายิ่งขึ้น...
ท้ายที่สุด เขาจะได้พบขุมทรัพย์ที่ปลายฝันหรือไม่ ติดตามได้ในหนังสือค่ะ...





หลังอ่าน...
หนังสือเล่มนี้เคยอ่านฉบับภาษาอังกฤษเมื่อหลายปีก่อน
แต่เมื่อไม่นานนี้ไปพบฉบับแปลในกระบะหนังสือลดราคา 50% ก็เลยคว้ามา

อ่านซ้ำอีกรอบก็ยังคงได้ความรู้สึกที่ดีดังเดิม

คือได้ทั้งแรงบันดาลใจและพลังใจอันมั่นคงที่จะเดินทางไกล
ไปสู่จุดหมายปลายทางที่มีชะตากรรมของตัวเองรออยู่...

ด้วยความเชื่อที่ว่า...

การบรรลุถึงที่สุดแห่งชะตากรรมถือเป็นภารกิจเพียงหนึ่งเดียวของมนุษย์

สอดคล้องกับพุทธพจน์ตอนหนึ่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า...
"ชาติสิ้นแล้ว ภพสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจอื่นไม่มี"



* เปาโล โคเอโย - Paulo Coelhoเกิดที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี 1947 เป็นนักเขียนบทละคร ผู้กำกับละครเวที คนแต่งเพลง และคนเขียนหนังสือขายดีกว่า 23 ล้านเล่ม
ในร้อยประเทศ "ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน" แปลเป็นภาษาต่าง ๆ กว่า 30 ภาษา ติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดหนึ่งในสิบของโลกในปี 2541


**หนังสือเล่มนี้อ่านในการตอบโจทย์ HHR ข้อ 30-3. ว่าด้วยการอ่านหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนโปรดของเพื่อนค่ะ...
เปาโล โคเอโยเป็นนักเขียนคนโปรดคุณทราย - Smooth Night ค่ะ








***เชิญเลือกอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ในบล็อกนี้ได้ที่... ~ สารบัญหนังสือในบล็อก ~ ค่ะ






 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 29 สิงหาคม 2560 11:25:46 น.
Counter : 6429 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 177 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~

~ดั่งลมหวน/ปิยะพร ศักดิ์เกษม/เขียน ~

~ตงกง ตำหนักบูรพา 1-2/เฝยหว่อซือฉุน/เขียน ดารินทิพย์/แปล ~

~บุหลันไร้ใจ/เฝยหว่อซือฉุน/เขียน มิราทิพย์/แปล ~

~เอกเทพ/อลินา/เขียน ~

~ทุติยอสูร/อลินา/เขียน ~

~ตรีเนตรทิพย์/อลินา/เขียน~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.