'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ลูกผู้ชาย : The Philadelphian /เทศภักดิ์ นิยมเหตุ แปล~





The Philadelphian : ลูกผู้ชาย
ผู้แต่ง : ริชาร์ด เพาเวลล์;
ผู้แปล : เทศภักดิ์ นิยมเหตุ
ผู้พิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์(ส.ค.2551)
476 หน้า ราคา 295 บาท



เรื่องย่อจากปกหลัง:


ในฤดูใบไม้ผลิ ปี ๑๘๕๗ มาร์กาเร็ต โอ'ดอนเนลล์
ทิ้งถิ่นฐานจากไอร์แลนด์เดินทางมายังฟิลาเดลเฟีย
ด้วยความฝันที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น

แต่เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าคนในตระกูลของเธอ
จะต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วคนกว่าจะก้าวขึ้นสู่ความมี "ชาติตระกูล"
อันเป็นที่ยอมรับของสังคมชั้นสูงแห่งฟิลาเดลเฟีย

แมรี่ โอ'ดอนเนลล์..ลูกสาวของเธอ
แคเธอรีน จัดสัน...หลานสาวของเธอ
ล้วนพยายามไต่เต้าบันไดสังคมทีละขั้น
จนกระทั่งถึงรุ่นเหลนของเธอ คือ แอนโทนี่ จัดสัน ลอว์เรนซ์. ..
"ลูกผู้ชาย"
คนแรกของตระกูล

แต่เส้นทางการก้าวสู่ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของแอนโทนี่มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
หากเป็นเส้นทางที่แอนโทนี่ต้องตัดสินใจต่อสู้ฟันฝ่า
และแม้กระทั่งเสียสละบางสิ่งบางอย่างที่มีความสำคัญต่อชีวิตและหัวใจ
เพื่อบรรลุจุดหมายที่ฝันใฝ่






หนังสือเล่มนี้เคยอ่านเมื่อนานมาก ๆ แล้ว...
อาจจะด้วยวัยที่ยังน้อยอยู่ในขณะนั้นทำให้มีหลายมุก หลายมุมที่ไม่ค่อยเก็ท
ว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไร นอกเหนือไปจากเรื่องราวของ"ลูกผู้ชาย"คนหนึ่ง
ที่ต้องแบกรับความคาดหวังของบรรพบุรุษ...ที่นับย้อนขึ้นไปถึงสี่ชั่วคน

แต่กระนั้นก็ยังจำได้ติดใจว่า...เป็นหนังสือแปลที่อ่านเพลิน ลื่นไหลไร้กลิ่นนมเนยเหมือนนิยายแปลทั่ว ๆ ไป
จึงเที่ยวแนะนำ ชักชวนให้ใครต่อใครอ่านตาม จนหนังสือล่องหนหายไปจากชั้นชนิดที่จับมือใครดมไม่ได้...
รวมถึงหนังสือที่แปลโดยนักแปลท่านเดียวกันนี้อีกหลายต่อหลายเล่มอย่างแผ่นดินนี้เราจอง,ฟ้าใหม่ในซานมาร์โค,หลายรักของโดบี้...ฯลฯ


หยิบฉบับพิมพ์ใหม่มาอ่านในรอบนี้ด้วยความคาดหวังสองประการ...

หนึ่ง คาดหวังความอิ่มเอมใจในอรรถรสเชิงวรรณศิลป์ จากฝีมือนักแปลชั้นครูอย่าง"เทศภักดิ์ นิยมเหตุ"
เพราะรู้สึกตัวว่าช่วงหลัง ๆ อ่านวรรณกรรม หรือหนังสือแปลดี ๆ น้อยลง
มัวแต่ไปหมกมุ่นอยู่กับนิยายรักโรแมนติกเพ้อฝันไปซะเยอะ


ความคาดหวังประการที่สอง...หวังว่าในการอ่านครั้งนี้
บางอย่างที่เคยคลุมเคลือคาใจจะคลี่คลายลงไปได้...
เช่นเรื่องของการกระทำ การเลือก การตัดสินใจของตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง
ที่จะส่งผลสืบเนื่องไปถึงทายาทรุ่นต่อ ๆ ไปของตัวเอง...

ปรากฏว่าได้ผลตามที่คาดหวังค่ะ...

แม้จะอ่านเป็นรอบที่สอง แต่ความรู้สึกที่ได้รับก็สดใหม่เหมือนกับเพิ่งได้อ่านเป็นครั้งแรก...
อ่านได้สนุกสนานติดหนึบเลยทีเดียว...

จุดที่เคยข้องใจก็ไม่ข้องแล้ว กลายเป็นเข้าอกเข้าใจ ออกแนวขำ ๆ แต่สะใจอีกต่างหาก

โดยเฉพาะในพาร์ทหลัง อันเป็นเรื่องราวการดิ้นรน
ตะเกียกตะกายขึ้นสู่จุดสูงสุดของแอนโทนี ลูกผู้ชายคนเดียวในตระกูลที่คนเป็นทวด ยาย และแม่เฝ้ารอคอย
และฝากความฝันใฝ่ไว้จนหนักอึ้ง


.............


หนังสือแบ่งออกเป็นสี่ส่วน โดยสามส่วนแรกเป็นเรื่องราวอันเป็นประหนึ่งบทเกริ่นนำที่บอกเล่าปูมหลัง ที่มาที่ไปของแอนโทนี่

เริ่มตั้งแต่ทวดของเขา มาร์กาเร็ต โอ'ดอนเนลล์ที่เดินทางข้ามทวีปมาพร้อมกับความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า...
แต่เธอก็ทำได้เพียงเป็นสาวใช้ในบ้านของชนชั้นสูงแห่งสังคมฟิลาเดลเฟีย
และเมื่อเธอพยายามจะเดินทางลัดโดยการมีสัมพันธ์กับลูกชายเจ้าของบ้านและตั้งท้อง...
ท้องทีฝ่ายชายไม่อาจยอมรับ เธอเชิดหน้าเดินออกจากบ้านนั้นอย่างทระนง
หวังอย่างยิ่งที่จะได้'ลูกผู้ชาย'สายเลือดคนชั้นสูง
แต่โชคไม่ดีนักที่...ลูกของเธอเป็นผู้หญิง...แมรี่ โอ'ดอนเนลล์

กระนั้น ความฝันอันสูงส่งของมาร์กาเร็ตยังไม่จางหายไป...
แล้วเธอก็ถ่ายทอดความฝันนั้นให้กับลูกสาวของเธอ...

แมรี่ โอ'ดอนเนลล์แบกรับความคาดหวังของผู้เป็นแม่
พอ ๆ กันกับความเคียดแค้นในตระกูลที่เป็นเจ้าของสายเลือดครึ่งหนึ่งในตัวเธอ

เธอเกือบจะพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายอยู่แล้ว
เมื่อเธอได้พบกับคนที่เธอคิดว่าเขาจะสามารถดึงเธอให้ขึ้นสู่จุดที่สูงกว่าเดิมได้
เธอทำทุกอย่างเพื่อได้เขามาครอบครอง แม้จะเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมก็ตาม...

และ...ในที่สุดเธอก็ได้แต่งงานกับอาจารย์หนุ่มใหญ่ที่สอนในโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งฟิลาเดลเฟีย...
และมีลูกสาวหนึ่งคน ห้าปีหลังจากนั้น...เคท

เคทยังคงเป็นความหวังของยายมาร์กาเร็ตของเธอ เมื่อเธอเติบโตขึ้น...
ความหวังที่จะมี'ลูกผู้ชาย'สักคนหนึ่งในตระกูล...

"ถ้าแกไม่ตัดสินใจของแกเอง แกก็เห็นจะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของโอ'ดอนเนลล์
มีอย่างเดียวเท่านั้นที่ยายจะขอ...ยายขอลูกผู้ชายไว้สักคนในครอบครัวของเรา..."


ซึ่งเธอก็สามารถทำได้ในที่สุด...เมื่อเธอให้กำเนิดแอนโทนี่...
ลูกผู้ชายที่มีสายเลือดร้อนแรงของไอริชผสมกับสายเลือดคนชั้นสูงแห่งฟิลาเดลเฟีย
สมใจหวังของมาร์กาเร็ต โอ'ดอนเนลล์

..........

ข้างบนนั่นคือเฉพาะสามส่วนแรกของหนังสือ...
ซึ่งมีความหนาแค่ประมาณหนึ่งในสามของทั้งเล่ม
เรื่องราวของแอนโทนี่ยังมีอะไร ๆ ให้ติดตามอีกเยอะ
โดยเฉพาะเรื่องของการเลือก การตัดสินใจ เพื่อจะพาตัวเองไต่ระดับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของสังคมฟิลาเดลเฟีย...
บรรลุซึ่งความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของต้นตระกูล...

แม้จะไม่โลดโผนโจนทะยานนัก
แต่ก็แฝงไว้ด้วยแง่มุมให้คิด ให้ขำ ให้ทึ่งอยู่ตลอดเวลาเลยทีเดียว

.............

อ่านอย่างกระหาย แต่ก็ใช้เวลาไปถึงสามวันเพราะติดพันภารกิจกระจุกกระจิก...
จบแล้วจึงหยิบมาเล่าขาน ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ












 

Create Date : 25 เมษายน 2556    
Last Update : 25 เมษายน 2556 12:26:21 น.
Counter : 1316 Pageviews.  

~ Life of Pi :การเดินทางของพาย พาเทล(อ่านซ้ำตามกระแสก่อนดูหนัง) ~





Life of Pi
Yann Matel / เขียน
canongate Books Ltd.(2003)
319 หน้า

**หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลแมนบุ้กเกอร์ไพรซ์(The Man Booker Prize)ปี 2002

เรื่องย่อ

(จากปกหลังฉบับภาษาไทย แปลโดยตะวัน พงศ์บุรุษ)



เรื่องราวเหลือเชื่อและเต็มไปด้วยมนตร์สะกดของเด็กหนุ่มชาวอินเดีย นาม พาย พาเทล
ผู้กำเนิดในครอบครัวผู้อำนวยการสวนสัตว์
และตัวเขานับถือถึงสามศาสนา คือ ฮินดู คริสต์ และอิสลาม

การเดินทางเริ่มต้นเมื่อครอบครัวต้องอพยพไปอยู่แคนาดาพร้อมกับสารพัดสัตว์
การผจญภัยอุบัติขึ้นเมื่อเรือแตก พาย พาเทล เป็นคนเดียวที่รอดชีวิต
แต่ต้องติดอยู่บนเรือชูชีพกับ หมาป่าไฮอีนา
ลิงอุรังอุตัง ม้าลาย และเสือเบงกอลหนัก 450 ปอนด์

บรรดาสัตว์ต่างกินกันเองตามวิสัยธรรมชาติ
จนกระทั่งเหลือเพียงพาย พาเทล กับเสือเบงกอล
คนกับเสือผจญทะเลด้วยกันนานถึง 227 วัน
กลายเป็นเรื่องราวอันพิสดารที่ไม่มีใครเหมือน

... และทำให้ ยานน์ มาร์เทล นักเขียนไร้ชื่อกลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในชั่วข้ามคืน






เรื่องย่อก็ตามข้างบน(ปกหลัง)นั่นเลยค่ะ

(หนังสือเล่มนี้ดองไว้หลายปีทีเดียว
ได้ฉบับภาษาอังกฤษมาเมื่อเขาได้รับรางวัลใหม่ ๆ (ด้วยความเห่อกระแส)
แต่อ่านบทแรก ๆ แล้วไม่เก็ท...มันอืด...เอื่อยและเฉื่อยชอบกล
สับสนกับสรรพนาม "I" ในช่วงต้น ๆ ด้วยแหละ
เพราะไม่ได้อ่านโน้ตของผู้เขียนให้ละเอียดในทีแรกนั่นเอง

ผู้เขียนให้"พาย"เป็นคนเล่าเรื่องของตัวเองโดยใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง
ระหว่างนั้นเขาก็แทรกเรื่องเล่าของตัวเองในขณะที่ไปพบกับ "พาย"เพื่อฟังเรื่องเล่านี้

ไอ้เราก็ประเภทใจร้อน(แต่สมองช้า) เจออะไรที่กลับไปกลับมาแล้วพานเบื่อ
ประกอบกับช่วงนั้นมีเหตุให้อ่านอะไรต่อเนื่องไม่ได้เลยวางหนังสือไปยาว...

จนกระทั่งมาเจอ WWR โจทย์ให้อ่านหนังสือรางวัลเข้าเลยฮึดหยิบมาอ่านอีกครั้ง...
คราวนั้นตั้งใจอ่านโน้ตของผู้เขียนในบทต้นด้วย...

แล้วอ่านเรื่องราวของพายในภาคแรก ๆ อย่างช้า ๆ
ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ จนผ่านช่วงแรก(ภาคแรก)ไปได้

แต่อ่านรอบนั้นก็ยังอ่านแบบลวก ๆ เพราะอ่านตามโจทย์ แหะ ๆ

หยิบมาอ่านรอบนี้เพราะเห็นกระแสของหนังเรื่องนี้กำลังมาแรง...
จึงเป็นการอ่านแบบเอาเรื่องเอาความจริง ๆ )








ช่วงต้น พายเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเขาที่เกิดและโตมาในสวนสัตว์
ได้คลุกคลีเรียนรู้ถึงธรรมชาติของสัตว์ชนิดต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด
โดยมีพ่อเป็นประหนึ่งครูฝึก

เขายังได้บอกเล่าถึงความเชื่อในศาสนาของเขาว่า
ครอบครัวและสังคมที่เขาอยู่ค่อนข้างเปิดกว้างและให้อิสระในการนับถือศาสนา
เขาจึงสามารถศึกษาและปฏิบัติทั้งสามศาสนาอันได้แก่ ฮินดู คริสต์ และอิสลาม
เพราะเขาเชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง...
และทุก ๆ ศาสนาคือความจริง ตามคำกล่าวของมหาตมะคานธี...

เมื่อธุรกิจด้านสวนสัตว์ตกต่ำลง พ่อตัดสินใจพาครอบครัวและบรรดาสัตว์ต่าง ๆ
ย้ายไปแคนาดา...โดยเดินทางทางเรือ


ขึ้นภาคสองว่าด้วยการเดินทางในมหาสมุทรแปซิฟิค...
เรื่องราวค่อยเริ่มตื่นเต้นเมื่อเรือประสบอุบัติเหตุแล้วอับปางลง
พายรอดชีวิตเพียงลำพัง

ช่วงนี้จึง มีเรื่องของการผจญภัย การต่อสู้ การเอาตัวรอด ...
พายใช้ทริกที่เขาได้เรียนรู้จากการที่เป็นลูกชายของเจ้าของสวนสัตว์
อยู่ร่วมกับเจ้าสัตว์ต่าง ๆ ที่ขึ้นเรือชูชีพมาพร้อมกับเขา
รวมทั้งริชาร์ด พาร์กเกอร์...เจ้าเสือเบงกอลขนาดมหึมา...
ได้อย่างมหัศจรรย์พันลึกมาก ๆ


ซึ่งอ่าน ๆ ไปรู้สึกว่าเว่อร์ไปไหมเนี่ย...

แต่ชอบการดำเนินเรื่องของผู้เขียนจัง...เล่าเรื่องได้เป็นธรรมชาติ
แบ่งเป็นบท ๆ สั้น ๆ แต่ชัดเจน อ่านแล้วกระทบใจ

มีอยู่บทหนึ่ง ทั้งบทมีแค่ประโยคเดียว แต่คนอ่านอ่านแล้วซึมยาว...
ยกต.ย. นิดนึง...

ในบทที่ 75 พายบอกว่า...
"วันหนึ่งฉันคะเนว่าเป็นวันเกิดแม่ ฉันเลยร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้แม่ออกมาดัง ๆ "

แค่เนี๊ยะ...เป็นหนึ่งแช็พเตอร์แล้ว
แต่มันอธิบายความรู้สึกของผู้เล่าได้ลึกล้ำ ชัดเจนนะ

ตอนจบก็หักมุมเสียคนอ่านที่อ่านไปอินไปมาตลอดแทบหงายหลังเลยทีเดียว...
แต่รู้สึกว่า จบเท่จริง ๆ ...ชอบค่ะ ชอบมาก





อ่านจบในเที่ยวนี้...
ได้ข้อสรุปที่ตอกย้ำความคิดของตัวเองว่าด้วยเรื่องของศรัทธาและความเชื่ออย่างหนึ่ง

ความคิดที่ว่า...ธรรมะแท้คือสิ่งเดียวกัน...สัจจะหรือความจริงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว
อยู่ที่ความคิดความเชื่อ ศรัทธา และมุมมองของแต่ละคนเท่านั้นเอง
ที่เป็นตัวแบ่งแยกทำให้ความจริงนั้นกลายเป็นสองหรือสามหรือมากกว่านั้น

ท่ามกลางความหลากหลายของแนวคิดแนวปฏิบัติของทุก ๆ ศาสนาในโลกนี้
เป้าหมายสูงสุดก็คือการนำพาชีวิตให้บรรลุถึงสัจจะที่เป็นหนึ่งเดียวนั้นนั่นเอง

ชีวิตของพาย อาจจะนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิบัติของทุก ๆ ชีวิต
ของศาสนิกในทุก ๆ ศาสนา
สะท้อนให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของชีวิต
การเดินทาง การผจญภัย การฝ่าฟันอุปสรรค การต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด
ความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกันของสรรพสัตว์ต่างสายพันธุ์...ฯลฯ

ส่วนวิถีหรือแนวทางนั้นขึ้นอยู่กับความคิดความเชื่อของแต่ละคน
ที่จะเลือกคิดเลือกเชื่อตามภูมิหลังและพื้นฐานจิตใจของตนเอง
ซึ่งไม่มีใครสามารถชี้ได้ว่าความคิด ความเชื่อของใครถูกหรือผิด ดีหรือเลว...

อ่านหนังสือจบรอบนี้เกิดอยากดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมาทันใด...
อยากดูตอนจบว่าหนังจะขมวดตอนจบของ Life of Pi ได้เหมือนหนังสือหรือเปล่า...?


แต่ยังไง ๆ หนังสือเล่มนี้ อ่านจบแล้วก็'ชวนอ่าน'เช่นเคยค่ะ

ส่วนตัวอ่านทั้งฉบับภาษาอังกฤษและยืมฉบับแปลจากห้องสมุดมาอ่านซ้ำ
เพื่อย้ำความเข้าใจของตัวเอง
สำนวนแปลดีมาก สละสลวยอ่านลื่นไหลค่ะ












 

Create Date : 27 ธันวาคม 2555    
Last Update : 27 ธันวาคม 2555 16:26:18 น.
Counter : 6125 Pageviews.  

~ ทะเลน้ำตา : No Greater Love - - - ร่วมรำลึก 100 ปี TITANIC ~





ทะเลน้ำตา – No Greater Love
Daniel Steel / เขียน , “นิดา” / แปล
สนพ.หมึกจีน (มีนาคม ๒๕๔๐)
๕๒๘ หน้า ราคา ๑๖๐ บาท


โปรยปกหลัง :


สำหรับเธอแล้ว...
ทะเลคือสถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตเธอทั้งชีวิต
ให้พบกับทุกข์โทมนัสอย่างที่สุด
และความปิติสุขสมอย่างยิ่งเช่นกัน

พบกับชีวิตรัก โรแมนติกของเธอได้
ใน “ทะเลน้ำตา”






เรื่องย่อ (ย่อเองแบบยาว)

สาวน้อยเอ๊ดวินา ในวัยยี่สิบปี เดินทางจากบ้านเกิดสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศอังกฤษ
พร้อมด้วยพ่อ แม่ และน้อง ๆ ชาย-หญิงของเธออีก 5 คน
เพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวของป้าซึ่งสมรสกับท่านลอร์ดแห่งอังกฤษ

แต่วาระที่สำคัญกว่านั้น ในการเดินทางไปครั้งนี้สำหรับเอ๊ดวินา...
ก็คือ เป็นการประกาศหมั้นหมายระหว่างเธอกับชารล์ส ชายหนุ่มชาวอังกฤษผู้เพียบพร้อม

พวกเขาวางแผนทำพิธีหมั้นกันที่อังกฤษ และชารล์สจะเดินทางไปอเมริกาพร้อมเอ๊ดวินา
เพื่อเข้าพิธีสมรสอย่างเอิกเกริกที่นั่น...

ทั้งหมดเดินทางกลับสหรัฐฯ ในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ.1912 โดยเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่ชื่อ “Titanic”

พวกเขารวมทั้งผู้โดยสารคนอื่น ๆ บนเรือขนาดใหญ่ลำนั้นต่างรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขกันเป็นอย่างยิ่ง
ในช่วงวันแรก ๆ ของการเดินทาง บนเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่าเป็นเรือที่..."ไม่มีวันจม"

แต่แล้ว...เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝันก็บังเกิดขึ้น
ในกลางดึกของคืนวันที่ 15 เมษายน 1912 เมื่อ”เรือที่ไม่มีวันจม” ลำนี้ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง...
และปฏิบัติการกู้ภัยก็เป็นไปอย่างฉุกละหุก และรีบเร่ง

เอ๊ดวินาและน้อง ๆ ทุกคนได้รับการช่วยเหลือ
ในขณะที่บิดาและคู่หมั้นหนุ่มของเธอต้องรั้งรออยู่ในเรือที่จมลงต่อหน้าต่อตาเธอ...

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น...แม่ของเธอเลือกที่จะอยู่เคียงคู่สามีจนวินาทีสุดท้าย...

เอ๊ดวินาต้องกลายเป็นทั้งแม่และพ่อให้กับน้อง ๆ ห้าคน
โดยน้องเล็กสุดอายุเพียงสองขวบ...ในขณะที่ตัวเธอเองมีอายุเพียงยี่สิบปี

เธอต้องต่อสู้กับความทุกข์โศกในใจพร้อม ๆ กับต้องทำตัวให้เข้มแข็งเพื่อที่จะได้เป็นหลักให้น้อง ๆ
ไม่ต้องถูกพรากจากกันตามที่ญาติ ๆ หลายคนยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง
ที่แม้จะเป็นไปด้วยความปรารถนาดี แต่เธอก็ไม่ต้องการ...
ด้วยปณิธานตั้งมั่นในใจว่าเธอจะไม่แต่งงานจนกว่าน้อง ๆ ทุกคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีชีวิตของตนเองที่มีความสุข...

แต่มันก็เป็นไปอย่างยากยิ่งสำหรับเด็กสาววัยยี่สิบอย่างเธอกับการดูแลน้อง ๆ ทั้งสี่ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น...

และต่างก็มีแผลลึกในใจกับภาพของผู้เป็นที่รักยิ่งอย่างพ่อและแม่ลอยลับลงในท้องทะเลอันมืดมิดต่อหน้าต่อตา






หลังอ่าน...
สมชื่อทะเลน้ำตาจริง ๆ ค่ะนิยายเรื่องนี้ อ่านไป น้ำตาไหลพราก ๆ ไป ...

หนังสือเล่มนี้อ่านจบไปสักพักใหญ่ ๆ แล้วค่ะ แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็จำไม่ได้เสียแล้วว่าทำไมไม่ได้อัพขึ้นบล็อก

มาช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เห็นข่าวการจัดงานรำลึก 100 ปีของการจมลงของเรือที่ยิ่งใหญ่อย่างไททานิก
ถึงได้นึกขึ้นมาได้ เลยไปค้นรีวิวเก่า ๆ ที่ตัวเองเคยเขียนไว้เพื่อตอบโจทย์ในการเล่นเกมอ่านหนังสือเมื่อปีกลาย

แล้วก็พบว่าตัวเองไม่ได้บอกความรู้สึกหลังอ่านอะไรมากมายเลย... (ในรีวิวอันเก่า)
ก็เลยอยากเสริมตรงนี้นิดนึง...

จำได้แม่นยำว่า...
อ่านแล้วอินมาก สงสารสาวน้อยเอ๊ดวิน่าจับใจ
แล้วพานขัดใจกับการตัดสินใจของคนเป็นแม่ที่เลือกจะทิ้งให้ลูก ๆ เผชิญชะตากรรมตามลำพัง
แล้วตัวเองเลือกที่จะติดตามสามี...(ด้วยเธอมีโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นมากับเรือกู้ภัยพร้อมกับลูก ๆ ทั้ง 5 แต่เธอกลับเลือกที่จะตายตามสามี)

ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่ามันผิดวิสัยของคนเป็น”แม่”
ไม่ได้รู้สึกสรรเสริญเลยสักนิดว่าช่างเป็นผู้หญิงที่รักมั่นคงอะไรปานนั้น...
มันกลับรู้สึกว่าแม่คนนี้ช่างเห็นแก่ตัวเสียจริง ...


แต่มาคิดอีกที...นี่คือนิยายค่ะ เขาแต่งขึ้นโดยอิงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่โลกจารึก...
ผู้เขียนอาจจะโฟกัสไปที่ตัวนางเอกเสียจนลึมนึกถึงธรรมชาติวิสัย(ที่น่าจะหรือควรจะเป็น)ของคนเป็นแม่ไป...คิดเสียอย่างนี้ก็ค่อยคลายความขัดเคืองใจไปส่วนหนึ่ง

ในส่วนของรายละเอียดอื่น ๆ อย่างการดำเนินเรื่อง โดยเฉพาะบรรยากาศบนเรือเธอก็ทำได้ดีมาก อ่านไปก็นึกภาพตามได้เป็นฉาก ๆ (โดยเฉพาะเมื่อเราได้ดูหนังเรื่องไททานิกไปแล้วไม่ต่ำกว่าสามรอบ แหะ ๆ )

อ้อ...ในเรื่องยังมีตัวละครที่ชื่อโรสกับแจ็คปรากฏอยู่ด้วยแหละค่ะ

สำนวนการแปลและเรียบเรียงของคุณนิดานั้น...มิพักต้องเอ่ยถึงเรื่องคุณภาพเลยค่ะ
อ่านได้ลื่นไหลวางไม่ลงเลยทีเดียว

ก็เลยหยิบมาปัดฝุ่นรีวิว...ชวนอ่านกันวันนี้...
วันที่ทั่วโลกเขารำลึกถึงโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของมวลมนุษยชาติค่ะ




*ขอยืมภาพจากกูเกิ้ลค่ะ











 

Create Date : 16 เมษายน 2555    
Last Update : 16 เมษายน 2555 21:58:18 น.
Counter : 1011 Pageviews.  

~ หงส์ป่า : Wild Swans - เรื่องราวของสตรีจีนสามชั่วอายุคน โดย Jung Chang ~





หงส์ป่า : Wild Swans
Jung Chang : เขียน
จิตราภรณ์ ตันรัตนกุล : แปล
ผู้พิมพ์ : นานมีบุ๊คส์ (พิมพ์ครั้งที่ 6/ ธันวาคม 2544)
832 หน้า ราคา 350 บาท


โปรยปกหลัง:


เรื่องราวของสตรีจีนสามชั่วอายุคน,

ยาย...ผู้อยู่ภายใต้ระบบขุนศึก
แม่...ทั้งชีวิตและจิตใจมอบให้พรรคคอมมิวนิสต์
ลูกสาว(ผู้เขียน)...เยาวชนจีนในช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรม

...........

บางส่วนจากคำนำผู้แปล :

หงส์ป่า
เป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่องราว ของสตรีจีนสามชั่วอายุคน
ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิด และวัฒนธรรมของชาวจีนเมื่อเกือบ ๆ 100 ปีที่ผ่านมา
ภายใต้การนำของ เหมาเจ๋อตุง ในระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และการปฏิวัติทางวัฒนธรรม
ผ่านทางครอบครัวของ ยุง จาง ซึ่งได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ต่างๆ
และมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์

..........

การให้ชื่อเรื่องที่มีคำว่า "หงส์"นั้น สอดคล้องกับชื่อของผู้หญิงสามคนของหนังสือเล่มนี้ คือยาย แม่ และตัวผู้เขียนเอง ความสนุกสนานของเรื่องนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบชีวิตของผู้หญิงทั้งสามคน

สำหรับยายนั้นถือว่าเป็นผลผลิตของจีนในอดีต.....ชีวิตของยายอุทิศให้กับครอบครัวแต่เพียงอย่างเดียว จวบจนสิ้นอายุขัย

ส่วนชีวิตของแม่นั้น นับได้ว่าเป็นชีวิตของนักปฏิวัติโดยแท้...ตลอดชีวิตของแม่ที่ปรากฏออกมาให้เห็นในหนังสือเล่มนี้คือ ผู้หญิงที่ต่อสู้ด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างแยบยลและด้วยความเหนื่อยยาก

สำหรับยุงจาง เธอเป็นผลผลิตของจีนคอมมิวนิสต์โดยแท้
เธอเติบโตขึ้นมาในช่วงเวลาของการก้าวกระโดดไกลและช่วงของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม
วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่รักที่แวดล้อมตัวเธอ...
ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่หรือญาติพี่น้อง มิตรสหาย ล้วนนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัย
ในระบอบคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ"เหมา เจ๋อ ตุง...
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของความเคลือบแคลงดังกล่าว





เรื่องราว...(พยายามย่นย่อพร้อมบอกเล่าความรู้สึกหลังอ่านค่ะ...)

ผู้เขียนเริ่มจับความตั้งแต่ความเป็นมาของยาย นับแต่ก่อนจะถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ทีเดียว...
โดยเล่าถึงคุณตาทวดและคุณยายทวดสั้น ๆ พอเป็นสังเขป แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ในส่วนที่จะเป็นพื้นฐานนำไปสู่เรื่องราวในชีวิตของยาย แม่ และตัวผู้เขียนเองในช่วงต่อ ๆ มา...

"โลกที่ยายถือกำเนิดมานั้นเป็นโลกที่มีความปรวนแปรเป็นอย่างยิ่ง ราชวงศ์แมนจูซึ่งปกครองจีนมากว่า 260 ปีกำลังถึงจุดแตกสลาย
.........ในปีค.ศ. 1911 จักรพรรดิปูยีถูกขับออกจากราชบัลลังก์ จีนก้าวเข้าสู่สมัยสาธารณรัฐโดยมี'ซุนยัตเซ็น'เป็นผู้นำ...

ยายเป็นหญิงที่มีความงามอย่างแท้จริงคนหนึ่ง...แต่นอกเหนือสิ่งอื่นใด
สมบัติติดตัวที่มีค่ามากที่สุดของยายคือ เท้าทั้งคู่ที่ถูกรัดแน่นขนาดเล็กจิ๋วดั่งเท้าทารก
(ที่) คนจีนมักจะเรียกกันว่า "สัตตบงกชทองคำคู่น้อย"....พวกนักเลงผู้หญิงเชื่อกันว่า
ภาพของผู้หญิงที่เดินโขยกเขยกด้วยเท้าน้อย ๆ คู่นั้น เป็นภาพที่สร้างอารมณ์ในหมู่ชาย...
ซึ่งอาจจะมาจากความเปราะบางของเธอที่ทำให้ผู้ชายอยากปกป้องก็เป็นได้
..........."


เมื่อยายอายุ 15 ปี ตาทวดก็จัดการมอบยายให้กับนายพลผู้มีอำนาจสูงผู้หนึ่ง
แน่นอนว่ายายไม่ใช่ภรรยายคนเดียวของท่านนายพล...ท่านปล่อยให้ยายอยู่บ้านตามลำพัง ส่วนตัวเองก็ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอีกเมืองหนึ่ง

หลายปีผ่านไป เมื่อเกิดความผันผวนทางการเมืองเกิดขึ้น....ระบบขุนศึกถึงกาลล่มสลาย...
ท่านนายพลเป็นเพียง"อดีตนายพล"ที่ไร้ซึ่งอำนาจ
ท่านกลับมาชวนยายให้ไปอยู่กับท่าน...นั่นหมายถึงไปอยู่ในชายคาเดียวกันกับภรรยาหลวงและน้อยคนอื่น ๆ ...
ยายปฏิเสธโดยอ้างคำสัญญาที่ท่านเคยให้ไว้กับสุขภาพที่ทรุดโทรมลงของยายทวด

และนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ยายเริ่มตั้งครรภ์....

เมื่อแม่อายุได้ขวบเศษ ๆ ก็มีคนส่งข่าวถึงยายว่าท่านนายพลป่วยหนัก ให้ยายพาลูกสาวไปเยี่ยม...
ยายจึงเดินทางไปที่บ้านสามีเป็นครั้งแรก...

หลังจากท่านนายพลเสียชีวิต ยายเกือบจะต้องพรากจากลูกสาว เพราะลูกของยายต้องเป็นคนในตระกูลบิดา...
แต่ด้วยความช่วยเหลือจากเมียน้อยอีกคนของนายพล...ยายก็สามารถแอบพาแม่หนีออกมาจากบ้านนั้นได้...
และส่งข่าวบอกพวกเขาในตอนหลังว่าแม่ตายไปแล้วจากการตรากตรำระหว่างเดินทาง...
ยายหนีมาอยู่อีกเมืองหนึ่งและแต่งงานใหม่กับหมอ...ซึ่งรักยายและแม่ด้วยความจริงใจ"






ข้างบนนั่นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในเรื่องราวของ"ยาย" ที่ชีวิตต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงและพลิกผันอยู่ตลอดเวลา...

(ซึ่งส่วนตัวชอบเรื่องเล่าในส่วนนี้มาก รู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายชีวิตที่โลดโผนเร้าใจ...หยุดไม่ได้ วางไม่ลงเลยทีเดียว)

ช่วงกลาง ๆ จะเป็นเรื่องราวของแม่ ผู้อุทิศชีวิตให้กับพรรคคอมมิวนิสต์
ท่ามกลางความหวาดระแวงเคลือบแคลงใจของสมาชิกพรรคคนอื่น ๆ
เพราะเดิมทีนั้น ครอบครัวของแม่ อันได้แก่ยาย ตา(เลี้ยง) และน้า ๆ (เครือญาติ)ของแม่
ล้วนแต่เป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งมาก่อน

แม่พบกับพ่อในระหว่างปฏิบัติการร่วมกับพรรค...พ่อซึ่งเป็น"ผู้อุทิศตน"ยิ่งไปกว่าแม่...
ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน แต่ต้องผ่านการเห็นชอบและอนุมัติจากหัวหน้าพรรคก่อนถึงจะสามารถแต่งงานกันได้...

..........

ในช่วงที่เป็นเรื่องราวของแม่นี้ ยอมรับว่าอ่านแล้วต้องวางเป็นช่วง ๆ
เพราะค่อนข้างเครียดและสะเทือนใจอยู่มาก...

แอบรู้สึกว่าผู้เขียนออกแนวแดกดันเสียดสีผู้เป็นพ่อนิด ๆ ...
แม้เธอจะเล่าด้วยนำเสียงที่เป็นกลางมาก ๆ ...แต่มันมีอยู่นิด ๆ ที่เรารู้สึกได้...
โดยเฉพาะช่วงที่พ่อกับแม่แต่งงานกันใหม่ ๆ แล้วพ่อ...ผู้ฝักใฝ่ในความเท่าเทียม เสมอภาคเสียจนกลายเป็นการละเลยจนปล่อยให้แม่แท้งลูกคนแรกปางตาย...

แม่ในวัย 18 ปี แต่ต้องแบกรับภาระแห่งชีวิตและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีสิทธิ์ถอยหลังได้แม้แต่ก้าวเดียว

เราคนอ่านอ่านแล้วยังรู้สึกสะเทือนใจ...คนเล่าซึ่งเป็นลูกก็คงรู้สึกยิ่งไปกว่าเรา...

..............

อีกกว่าครึ่งของหนังสือเป็นเรื่องเล่าในส่วนที่เป็นชีวิตของเธอเอง...
ซึ่งเป็นชีวิตอันเป็นผลผลิตแห่งระบอบคอมมิวนิสต์
และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิวัติทางวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ของจีน...

เธอมีความขัดแย้งและสับสนอยู่ในความรู้สึกนึกคิด
หากก็รักและเทิดทูนบูชาพ่อกับแม่อย่างเหนียวแน่น...

ในวัยรุ่น...เธอรู้สึกว่าเธอได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างรวดเร็ว

"...การปฏิวัติทางวัฒนธรรมนั้น ได้ทำลายความงดงามของความเป็นหนุ่มเป็นสาวไปอย่างสิ้นเชิง...

การปฏิวัติครั้งนี้ผลักดันพวกเราให้มีความสำนึกแบบผู้ใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เรายังเยาว์อยู่..."







ส่วนตัว(คนอ่าน)ไม่มีพื้นฐานความรู้ในแง่ประวัติศาสตร์ของจีนมากมายนัก แม้จะเคยเรียนรู้ศึกษามาบ้างก็แค่พอผ่าน ๆ
รู้เพียงว่าจีนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ประกอบไปด้วยกลุ่มประชากรหลากหลายชาติพันธุ์
ซึ่งแน่นอนว่าสังคมภายในจะต้องซับซ้อนและวุ่นวาย ...

เคยรู้สึกเกร็ง ๆ ก่อนที่จะหยิบหนังสือเล่มหนาเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน...
แต่เชื่อไหมว่า เพียงเริ่มต้นอ่านหน้าแรก ๆ ผ่านไป เราก็จะจมอยู่กับเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงสามคนนี้
จนลืมเลือนความเกร็ง ความคิดคาดก่อนหน้านั้นแทบจะโดยสิ้นเชิงทีเดียว...

ด้วยหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่นิยายอิงประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นเรื่องเล่าที่เล่าจากชีวิตจริง ที่ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านมานานเนิ่น
เรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้เล่าได้ถ่ายทอดออกมายังคงมีชีวิตชีวา ยังคงความสด - ใหม่
ให้ความรู้สึกเร้าความสนใจใคร่รู้ อยู่ตลอดเวลา ด้วยสำนวนภาษาที่ตรงไปตรงมา...
แม้จะเสริมด้วยความคิดเห็นส่วนตัวในบางส่วน แต่ก็เป็นไปด้วยความเป็นกลางมาก ๆ ...

(และถึงแม้ในช่วงหลัง ๆ ในส่วนที่เป็นเรื่องราวชีวิตของเธอ ที่ดำเนินไปภายใต้การชี้นำของประธานพรรคคอมมิวนิสต์อย่าง"เหมา เจ๋อ ตุง"
จะมีเรื่องราวรวมทั้งบทวิพากษ์การกระทำของประธานเหมาอยู่หลายตอน...
แต่ผู้อ่านจะสัมผัสได้ถึงความเที่ยงตรง ความเป็นธรรมในเรื่องเล่าของเธอ...
ที่เล่าโดยมิได้ตัดสินว่าถูก-ผิด หรือดี-ชั่วแต่อย่างใด...)

เป็นหนังสือเล่มหนาที่อ่านได้ไม่เบื่อเลย ถ้าไม่ติดธุรกิจอื่นใดก็แทบจะไม่อยากวางเลยทีเดียว...

อ่านแล้ว...จับใจ ประทับใจ...รู้สึกได้จริง ๆ ว่า...ชีวิตจริงบางชีวิต เป็นยิ่งกว่านิยายเสียอีก!
อ่านจบแล้วอิ่มไปอีกนานนนนน...


หงส์ป่า เป็นหนังสือที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 30 ภาษา
และได้รับรางวัล ชนะเลิศ วรรณกรรมอิงชีวิตจริง จากสมาคมนักเขียนของอังกฤษ
และได้รับรางวัลชมเชย นวนิยายแปล ดีเด่น ประจำปี 2542 ของคณะกรรมการ การพัฒนาหนังสือแห่งชาติ
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ


ซึ่งนั่นคงจะเป็นการันตีความน่าอ่านของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี...
ชวนอ่านค่ะ










 

Create Date : 05 มีนาคม 2555    
Last Update : 5 มีนาคม 2555 21:03:23 น.
Counter : 3548 Pageviews.  

“เมฆเหินน้ำไหล” : พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี





"เมฆเหินน้ำไหล"
พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ผู้เขียน ฟังฟัง
สนพ.นานมีบุ้กส์ (ครั้งที่ ๑๔,๒๕๕๒)

จากบทนำเรื่อง:



เรื่อง “เมฆเหินน้ำไหล” เป็นวรรณกรรมจีนร่วมสมัย
ที่สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของสังคมจีนปัจจุบัน
ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนาประเทศตามนโยบายสี่ทันสมัย
ที่เริ่มขึ้นในปี 2521 และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน...

ชื่อเรื่อง เมฆเหินน้ำไหล ช่วยแสดงให้เห็นสัจธรรมของชีวิตว่า
ความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของชีวิต
เหมือนเมฆที่ลอยเหิน และน้ำที่ไหลริน
ไม่มีสิ่งใดบังคับควบคุมได้ ชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลงไปเป็นนิจ






เรื่องราวโดยย่นย่อ :

วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของครอบครัว ๆ หนึ่ง
ที่ทั้งสามีและภรรยาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยทั้งคู่
แต่ฐานะค่อนข้างยากจน

เกาเหรินหยุนผู้เป็นสามีและพ่อเป็นคนเอาจริงเอาจัง
เคร่งครัดและเครียดกับปัญหาต่าง ๆ จนถูกโรคกระเพาะเล่นงาน
ในขณะที่ภรรยามีท่าทีผ่อนคลายมากกว่า

เกาหง ลูกชายคนโตเป็นนักศึกษาที่มีความคิดก้าวหน้า(แต่ออกจะแหวกแนวในความรู้สึกจองผู้ใหญ่)
ส่วนเกาย่วนลูกสาวกำลังเรียนมัธยมปลาย กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนั้น

................

ผู้เป็นพ่อตั้งความหวังไว้มากว่าลูกสาวจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้
จึงเฝ้าเน้นย้ำให้เธอเก็บตัวดูหนังสือ ในขณะที่เด็กสาวยังอยากเล่นอยากผ่อนคลายตามประสาเด็ก ๆ ...

บางครั้งเธอก็พูดให้คนเป็นพ่อได้คิดว่า...เข้าเรียนมหาวิทยาลัย จบออกมาแล้วมาทำงานอย่างพ่อและแม่
แต่ก็ยังยากจนเหมือนเดิม สู้เธอออกไปค้าขายส่วนตัวไม่ดีกว่าหรือ...

จึงเกิดเป็นช่องว่างทางความคิดขึ้นมาระหว่างคนสองรุ่นสองวัย...ในครอบครัวเล็ก ๆ นั้น...
ในวันสอบ เกาย่วนเกิดป่วยทำให้เธอสอบเข้าได้มหาวิทยาลัยอันดับรอง ๆ ลงมา
เกาย่วนตัดสินใจซ้ำชั้นเพื่อสอบใหม่ในปีหน้า...
เพราะอย่างไรเสีย เธอก็ไม่อาจต้านกระแสความคิดความเชื่อของผู้เป็นพ่อกับแม่ กับสังคมรอบตัวได้






นอกจากเรื่องราวของครอบครัวนี้
วรรณกรรมเรื่องนี้ยังได้สะท้อนภาพสังคมของประเทศจีนในยุคนั้นอย่างกว้าง ๆ
ผ่านอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยของเกาเหรินหยุนและเหมยเจี๋ยเหวิน...
การออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบและการติดสินบน การคอรัปชั่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวงราชการ...
ซึ่งมีอยู่จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปเสียแล้ว

ชื่นชมในพระปรีชาขององค์ผู้ทรงแปลมากในการใช้สำนวนภาษาที่อ่านง่าย ลื่นไหล
คำอธิบายท้ายบทแต่ละบทก็กระจ่าง ชัดเจน...

หนังสือเล่มบาง แต่อ่านแล้วได้ทั้งสาระและบันเทิงครบครันจริง ๆ









 

Create Date : 28 ตุลาคม 2554    
Last Update : 28 ตุลาคม 2554 12:05:09 น.
Counter : 3926 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 179 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ อ้อมฟ้าโอบดิน/"คีรี" เขียน ~

~ บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า(The Ballad of The Sad Café)/Carson McCullers:เขียน/จุฑามาศ แอนเนียน : แปล ~

~ ทัณฑ์ลวงรัก/"FoxxTrot" เขียน ~

~ ดับแดนดารา/"อสิตา" เขียน ~

~ เทียบท้าปฐพี 1-3/ชิงหลิงเยวี่ย : เขียน/ กระบี่หลงทิศ : แปล ~

~ My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry(ยายฝากบอกว่าขอโทษ)/Fredrik Backman:เขียน/ปราชญ์ อัสนี : แปล ~

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.