'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ ประดับไว้ในวงวรรณ...'คุณย่า บ.ก. กับนักเขียนตัวเล็กๆ' โดย สิริมา อภิจาริน ~





'คุณย่า บ.ก. กับนักเขียนตัวเล็กๆ'
ผู้เขียน: สิริมา อภิจาริน
ผู้พิมพ์: สำนักพิมพ์ป้อนคำ(สิงหาคม ๒๕๕๙)
๒๓๙ หน้า ราคา ๒๙๕ บาท


คำโปรย


'สตรีสาร' คือตำนานแห่งวงการนิตยสารเล่มหนึ่ง
เปรียบเสมือนสถาบันอันทรงคุณค่าที่สร้างนักเขียน
ประดับไว้ในวงการวรรณกรรมอย่างมากมาย
ทั้งยังเป็นสื่อสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน
และผู้คนในสังคมอย่างต่อเนื่องยาวนาน

คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง บรรณาธิการผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา
ผู้สรรค์สร้าง'สตรีสาร' ด้วยความเอาใจใส่ในทุกพื้นที่ของหน้านิตยสาร
ให้พรั่งพร้อมด้วยสาระและความบันเทิงแก่ทุกคนในครอบครัวนักอ่าน
พร้อมกับเปิดโอกาสแก่นักเขียนหน้าใหม่ คนแล้วคนเล่า
ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม

สิริมา อภิจาริน ในวัยเพียงสิบเก้าปี
ได้ก้าวสู้สถานะความเป็นนักเขียนที่'สตรีสาร'
และได้รับความเมตตาจากบรรณาธิการอย่างต่อเนื่อง
จึงก่อเป็นสายสัมพันธ์อันงดงามอย่างยิ่ง
ระหว่างบรรณาธิการผู้เปี่ยมคุณธรรมกับนักเขียนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง






หนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มนี้เป็นเรื่องเล่าเชิงบันทึกของ"สิริมา อภิจาริน"
ที่ตั้งใจจดจารจารึกความทรงจำอันงดงามที่มีต่อ"คุณย่าบ.ก.นิลวรรณ ปิ่นทอง"
ที่เธอยกย่องบูชาและนับถือเสมอญาติผู้ใหญ่
ในวาระที่คุณย่าบ.ก.มีอายุล่วงเข้า ๑๐๐ ปี ในปีพ.ศ. ๒๕๕๘
เรื่องเล่าของเธออ่านเพลินและน่าประทับใจมาก
ด้วยสำนวนภาษาและลีลาการเขียนที่นุ่มนวลและอ่อนโยน
คนอ่านสามารถสัมผัสได้ถึงสายใยความผูกพันอันลึกซึ้ง
ที่บ.ก.อาวุโสกับนักเขียนคนหนึงมีต่อกัน

แม้เรื่องเล่าของเธอจะมุ่งเน้นเฉพาะส่วนที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคุณย่าบ.ก.กับตัวเธอเสียเป็นส่วนใหญ่
โดยบอกเล่าถึงความเป็นไปเป็นมาของการเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักเขียนของตัวเธอเอง
ที่เริ่มต้นครั้งแรกในหน้านิตยสาร"สตรีสาร" ที่มีคุณย่าบ.ก.เป็นผู้เมตตาเอื้อโอกาสให้
รวมถึงถ้อยคำชี้แนะ ความคิดความเห็นต่าง ๆ
ที่คุณย่าบ.ก.กรุณามอบแก่เธอเมื่อได้อ่านต้นฉบับของเธอแต่ละชิ้น

แต่ในส่วนรายละเอียดของทุกบททุกตอน เธอได้สอดแทรกคำสอน แง่คิดมุมมอง
และทัศนคติที่มีต่อโลกและสังคมของคุณย่าบ.ก.ไว้อย่างนุ่มนวล
ทั้งในบางบทบางตอนยังอาจสามารถจดจารจารึก
เป็นบันทึกประวัติศาสตร์แห่งวงวรรณกรรมได้อีกด้วย...





อ่านแล้วซาบซึ้ง ดึ่มด่ำและประทับใจค่ะ
ขออนุญาตหยิบยกคำกล่าวตอนหนึ่งของคุณย่าบ.ก.
ที่ส่วนตัวประทับใจเป็นพิเศษมาประกอบบทรีวิว
โดยเฉพาะในวาระแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในแผ่นดินไทยช่วงนี้...

"ผู้ที่อยู่ในยุคสมัยที่มีสิ่งเปลี่ยนแปลงจะต้องมีหลัก
และทำความเข้าใจว่าอะไรที่เปลี่ยน เหตุใดจึงเปลี่ยน
เปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหรือเสื่อมลง หรือเป็นกลางๆ
ถ้ารู้แล้วทำใจได้ ก็เป็นผู้ดูหรือผู้สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้อย่างดี
ไม่หวั่นไหวอย่างที่ท่านว่า...'อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด'...
ระลึกถึงความไม่เที่ยงไว้เสมอ ดังคำพระท่านว่า คือไม่ประมาท
จะทำให้บุคคลคุมสติและระลึกถึงความจริงได้
ประสบการณ์ชีวิตแง่มุมต่างๆช่วยให้บุคคลได้รู้คิด".

บ.ก.นิลวรรณ ปิ่นทอง
จาก "คุณย่าบ.ก.กับนักเขียนตัวเล็กๆ". หน้า ๙๙









"คุณย่าบ.ก.ได้จากบรรณพิภพ และ โลกนี้ไป
ในวันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560
สิริรวมอายุ ๑๐๑ ปี ๒ เดือน ๑ วัน

ขอน้อมคารวาลัย







 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2560 15:38:04 น.
Counter : 813 Pageviews.  

~ปากไก่ลายทอง : ตอน 'ม.ล.ศรีฟ้า มหาวรรณ ผู้ระบาย"สีฟ้า"ในวงวรรณ' ~





ปากไก่ลายทอง
สัมภาษณ์และเรียบเรียง โดย ไพลิน รุ้งรัตน์
พิมพ์โดย สนพ.ดับเบิ้ลนายน์ (๒๕๔๓)
๑๘๘ หน้า ราคา ๑๕๐ บาท



ก่อนอื่น...ขอพูดถึงภาพรวมของหนังสือเล่มนี้ก่อนนะคะ

"ปากไก่ลายทอง"เป็นหนังสือรวมบทสัมภาษณ์นักเขียนรุ่นใหญ่หลายท่านที่อ่านเพลิน
ด้วยการเรียบเรียงอย่างละเมียดละไมโดยคุณไพลิน รุ้งรัตน์


ในบทชีวิตของนักเขียนอาวุโสแต่ละท่าน เราจะได้รับและเรียนรู้
ถึงแง่คิดมุมมองในการใช้ชีวิตอันน่าทึ่งรวมทั้งเกร็ดประวัติเล็กๆน้อยๆที่น่ารู้

ในเล่มประกอบด้วยบทสัมภาษณ์ ของนักเขียนทั้งหมด ๑๕ ท่าน คือ

'กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย' - - คู่ชีวิต ผู้ถึงพร้อมชีวิต

'กฤษณา อโศกสิน' - - จำหลักแล้วในแผ่นดินวรรณกรรม

'กาญจนา นาคนันทน์' - - หัวใจที่ไม่เคยหยุดรัก และมือที่ไม่เคยหยุดเขียน

'คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ - - ชีวิตนี้อุทิศให้แก่การงาน

'ชอุ่ม ปัญจพรรค์' - - นักเขียนหญิงผู้ยิ่งใหญ่ในโลกสีชมพู

'ชูวงศ์ ฉายะจินดา' - - ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นราชินีแห่งนิยายพาฝัน

'นราวดี' - - แรงรักจากภายนอกสู่ภายใน

'ประยอม และ ม.ร.ว.อรฉัตร ซองทอง - - คู่ขวัญฝนซา ฟ้าใสในฟากฟ้าวรรณกรรม

'ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์(ว.วินิจฉัยกุล)' - -ในโลกตัวอักษรที่มีแม่เป็นผู้ปลุกปั้น

'นิตยา นาฎยะสุนทร และวิลาศ มณีวัต' - - คู่แท้ปากกาทองส่องธรรม

'ม.ล.ศรีฟ้า มหาวรรณ' - - ผู้ระบาย"สีฟ้า"ในวงวรรณ

และ...
'โสภาค สุวรรณ' - - ครอบครัวคือบ้าน เบิกบานคืองานเขียน







สืบเนื่องมาจากข่าวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงวรรณกรรมไทยเมื่อสัปดาห์ก่อน

นั่นคือข่าวการถึงแก่กรรมของหม่อมหลวงศรีฟ้า (ลดาวัลย์)มหาวรรณ
เจ้าของนามปากกา สีฟ้า, ศรีฟ้า ลดาวัลย์, จุลลดา ภักดีภูมินทร์

จขบ.ก็เป็นนักอ่านคนหนึ่งที่ชื่นชอบในงานเขียนของท่านเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อได้รับทราบข่าวนี้ก็นึกถึงบทสัมภาษณ์ท่านในหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
จึงขออนุญาตหยิบยกบางช่วงบางตอนมาบันทึกไว้ตรงนี้เพื่อเป็นการไว้อาลัยท่าน
ด้วยความเคารพอย่างสูง

อนึ่ง คิดว่าในแง่ประวัติชีวิตส่วนตัวและคำประกาศเกียรติคุณต่าง ๆ ของท่านคงมีผู้ถ่ายทอด เผยแพร่ไว้เยอะแล้ว
ในส่วนของบทสัมภาษณ์นี้ท่านได้เน้นบอกเล่าเฉพาะแนวคิด
แรงบันดาลใจและความประทับใจในการเขียนนิยายหลากหลายแนว

ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้อ่าน...โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักอ่านผู้มีความฝันที่จะเป็นนักอยากเขียนทั้งหลาย




(ภาพจาก internet)


'ม.ล.ศรีฟ้า มหาวรรณ' - - ผู้ระบาย"สีฟ้า"ในวงวรรณ


ผู้สัมภาษณ์ได้แบ่งบทสัมภาษณ์ออกเป็นสองตอน

ตอนที่ ๑. ให้ชื่อว่า "จากโลกฝันสีชมพูสู่โลกจริงหลากสี"

กล่าวถึงงานเขียนในยุคแรก ๆ ของท่าน...
ท่านเล่าเรื่องโลกสีชมพูในวงวรรณกรรมให้ฟังว่า...




"ตอนเขียน'ปราสาทมืด'เป็นเรื่องแรก แหม...ตอนนั้นยังไม่แต่งงานนะ ฝันใหญ่เลย
เป็นเรื่องที่เรายังไม่รู้อะไรเลยนะ รู้สึกในระยะนั้นความรู้สึกนึกคิดจะสะอาด บริสุทธิ์สดใส
มาอ่านเดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้วนะ ขนลุกซู่ ๆ ...
เรื่องแรกนี่นะ ปนกันอุตลุดเลย ยำมาจากหลายเรื่อง รีเบคก้า เจนแอร์ เคหาสน์สีแดง
โอย คนติดกันเกรียว ตอนนั้นลงในศรีสัปดาห์...
พอมาถึงเรื่องที่สอง'ลางรัก'คนไม่ติดแล้ว..."

"เวลาเขียนเรื่องมันเขียนหลายอย่างหลายแนว เพราะฉะนั้น ที่ว่ามีจุดมุ่งหมายอะไรนี่ มันตอบไม่ได้
จุดมุ่งหมายมันมีในแต่ละเรื่อง บางทีก็ประทับใจ สะเทือนใจ สะดุดใจ
บางทีก็อยากจะพูดแทนคนที่ไม่มีโอกาสจะพูด อย่าง'ข้าวนอกนา' แทนพวกลูกครึ่ง จีไอ
หรือ 'เกิดแล้วเป็นคน'พูดแทนคนที่เป็นโรคเรื้อน 'หัวใจดวงน้อย'เขียนแทนเด็กเล็ก ๆ "

"...การเขียนเรื่องของดิฉันเหมือนคนชอบเล่นละคร
คือเมื่อจะเขียนถึงบทของใครก็ต้องพยายามเป็นคนคนนั้น
คนคนนั้นเป็นนักเลงจะไปพูดสุภาพก็ไม่ได้ ต้องพูดแบบนักเลง
พูดถึงคนแบบผู้ดี ก็ต้องพูดแบบผู้ดี..."

จากนั้นท่านก็เล่าถึงการพบรักและแต่งงานกับคุณบุญทัศน์ มหาวรรณ(เสียชีวิตแล้ว)
ซึ่งมีตระกูลเป็นคนค้าขายอยู่แถวเชียงราย ลำปาง...


"...ได้รับข้อมูลใหม่ ๆ ก็เรียกว่าออกมาสู่โลกภายนอก
พอแต่งงานแล้ว เรื่องแรกที่เขียนคือเรื่อง'คนบาป' ซึ่งมีบ่อนการพนันอะไรพวกนี้ ก็ต้องกระซิบให้เขาพาไปดู...

เขาเป็นคนช่างเล่า ชอบพาไปเที่ยวต่างจังหวัด เวลาไปก็ไปทางเหนือ
เรามีหน้าที่คุย หน้าที่ซัก เงียบไม่ได้นะ เพราะเงียบแล้วจะง่วง เขาก็เล่าไปเรื่อย...
เรียกว่ามีแหล่งข้อมูลติดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทางเหนือ"

เวลาเขียนทีตัวเองเป็นนางเอกไหม

"ไม่เคยเป็นเต็มตัวหรอก แต่มันต้องมีนิดมีหน่อย
มีความรู้สึกว่าตัวเข้าแทรกไปเป็นนางเอกนิด ๆ หน่อย ๆ อยู่ในเรื่องแรก ๆ เผลอ ๆ ไผล ๆ
แต่เรื่องหลังๆ ไม่เผลอแล้ว เพราะมันออกไปนอกตัวแล้ว"
.........

เรื่องผีเรื่องจิตมายังไง

"ก็เขียนอยู่แค่สามเรื่องเอง คือ หลอน บ่วง และเรือนแรม
เรื่องหลังนี้ขอรับว่าเสียดายมากเลย เสียดายเพราะเราลงความคิดความอ่าน ค้นหนังสือตั้งมากมาย
เรื่องวิญญาณความเชื่อกับไม่เชื่อ คนติดมากตอนลงในสตรีสาร แต่พอเป็นละครแล้วมันเละไปหมด..."

.......

เขียนเรื่องย้อนยุคไว้หลายเรื่อง

"ใช่ แต่น้อยใจอยู่เรื่องหนึ่ง คืองานเขียนนวนิยายย้อนยุคนั้น
ต้องประณีตในเรื่องสำนวนโวหารของผู้คนแต่ละยุค
จะเห็นความแตกต่างได้ชัดในเรื่อง,'พิกุลแกมเกดแก้ว' กับ'โสนบานเช้า คัดเค้าบานเย็น'
แต่คนอ่านที่เป็นหนุ่มน้อยสาวน้อยและหนุ่มใหญ่สาวใหญ่อายุ ๓๐-๕๐ คงไม่'ซาบซึ้ง'
จึงมักเพ่งเล็งกันแต่'ข้อเท็จจริง'แบบสารคดี มากกว่าจะดูในแง่นวนิยาย
ซึ่งต้องให้เป็นไปตามความสมจริงของยุคสมัย
โดยเฉพาะสภาพสังคมและสำนวนโวหารในการพูดจา..."

"เวลาถูกวิจารณ์ บางเรื่องก็ขัน ขันตัวเองก็มี ไม่โกรธไม่อะไรทั้งนั้นแหละ เฉย ๆ
คือเมื่อมันออกไปเป็นงานสาธารณะ เขาก็มีสิทธิ์จะวิจารณ์ ไม่ชอบก็วิจารณ์..."







ตอนที่ ๒.ของบทสัมภาษณ์ ว่าด้วย...

"สู่โลกการเมืองแบบ'สีฟ้า' : แบบชาวบ้านถึงชาวบ้าน



ที่มาของนามปากกา'สีฟ้า' บางคนบอกว่ามาจาก'ศรีฟ้า'พ้องเสียง

"ไม่ใช่หรอก มาจากคุณมานิต ศรีสาคร
คือแต่แรกเขียนอยู่ศรีสัปดาห์ ใช้ชื่อว่าจุลลดา ภักดีภูมินทร์
ตอนนั้นก็มีนิยายเรื่องหนึ่ง คือเรื่องเจ้าหล่อน
ศรีสัปดาห์บอกว่าแนวนี้หนักไป ก็เลยจะเอาไปลงเดลิเมล์วันจันทร์
คุณมานิตบอกว่าผมชอบ...แต่ไม่เอาจุลลดา ภักดีภูมินทร์
ศรีฟ้า ลดาวัลย์ก็ไม่เอา ผมจะให้ใช้สีฟ้า ขะได้คล้องกับสีน้ำ(นามปากกาของคุณมานิต-จขบ.)
เรื่องแรกที่ใช้นามปากกาสีฟ้าก็เลยเป็นเจ้าหล่อนนี่แหละ...
นามปากกานี้เลยใช้สำหรับเรื่องแนวการเมือง เรื่องสังคมค่อนข้างหนัก"

"เริ่มแรกที่เขียนเรื่องการ เมืองนี่ไม่ได้ตั้งใจจะขียน แต่มันแทรกเข้าไปในเรื่องเอง...
คือระยะนั้นการเมืองกำลังเปลี่ยนแปลง การเมืองเปลี่ยนแปลง สังคมมันก็เปลี่ยนแปลงด้วย
ทีนี้เรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในสังคมในครอบครัวก็ตามมันก็มักจะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
.....นวนิยายที่เขียนในระยะแรก ๆ ก็มีการเมืองแทรกเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่ต่อมาได้เริ่มเขียนเรื่องการเมืองเพราะมีความรู้สึกว่าการเมืองจริง ๆ มันเปลี่ยนแปลงอะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง

แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง นวนิยายคือเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตคน การเมืองมันก็เกี่ยวกับชีวิตคน...
การเมืองมันเกี่ยวข้องกับชีวิตเราตลอดเวลา"

"...เริ่มเขียนเพราะเห็นความแตกแยกทางการเมือง แต่พอเขียนแล้วก็เกิดสนุก
เขียนมาตั้งแต่การเมืองยุคทหารมีอำนาจ ยุคแตกแยกทางความคิด
และยุคการเมืองที่เริ่มมีธุรกิจเข้ามาแทรก
เรียกว่าเห็นทั้งสามช่วง..."

ชอบตอนที่ท่านสรุปตอนท้ายมาก...

"...จะไม่มีคนอ่าน จะได้ค่าเรื่องถูกแพงกว่าใครก็ไม่สนใจ
ที่เขียนมาเรื่อยนี้ก็ด้วยความหวังว่า สักวันหนึ่งเมื่อเราไม่มีชีวิตแล้ว
คนจะหันกลับมาดูงานของเรา เป็นความหวังว่าไม่อยากให้งานมันตาย
อย่างเรื่องการเมืองเรื่องสังคม ถ้าคนมาอ่านก็จะได้รู้ว่า
การเมืองหรือชีวิตในสังคมตอนนั้น ๆ มันเป็นอย่างไร
ถือว่าเป็นบันทึกสังคมในรูปของนวนิยาย"






ยิ่งได้อ่านความคิดความเห็นและหลักการในการสร้างสรรค์งานของท่าน
ในฐานะนักเขียนที่มีผลงานอันทรงคุณค่าหลากหลายแนวแล้วยิ่งรู้สึกเสียดาย
แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือวิถีแห่งโลก...

ได้แต่ตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่า จะพยายามสรรหางานของท่านมาอ่าน
เพื่อเสพทั้งสาระความรู้กับรสทางวรรณศิลป์ที่ผู้เขียนบรรจงสอดร้อยเข้าด้วยกันไว้อย่างสวยสดงดงามและกลมกลืน
ทั้งเพื่อสนองเจตนารมณ์ในการรังสรรค์งานของท่าน ดังที่ได้หยิบยกมาบอกกล่าวแล้วข้างต้น


และนี่คือรายชื่อนวนิยายของท่านที่จขบ.ได้อ่านแล้ว เขียนเล่าไว้ในบล็อก
ยังมีอีกหลายต่อหลายเล่มที่เคยอ่านเมื่อนานมากแล้วแล้วไม่ได้หยิบยกมาเล่าต่อ
(เพราะหาตัวหนังสือไม่เจอแล้ว)
และยังมีอีกหลายเล่มมาก ๆ ที่อยากอ่านแต่ยังไม่มีโอกาส


นามปากกา "จุลลดา ภักดีภูมินทร์"

"เรือนแรม"
"บ้านโลกย์"

นามปากกา "ศรีฟ้า ลดาวัลย์"

"กนกลายโบตั๋น"
"รักเร่เร่ร้างรัก"
"ความเอย...ความรัก"
"บุญบรรพ์ บรรพ ๑ +๒"
"วันหนึ่ง"

นามปากกา "สีฟ้า"

"อีสา & รวีช่วงโชติ"
"เปลือก & โอ้มาดา"

*คลิกที่ชื่อนิยายเพื่ออ่านรีวิวได้ค่ะ


ท้ายนี้ ขออนุญาตจบบล็อกด้วยบทสรุปของผู้สัมภาษณ์ค่ะ...

"หม่อมหลวงศรีฟ้า (ลดาวัลย์)มหาวรรณ บรรจงลงสีฟ้าอันแน่นหนักลงบนผืนผ้าใบวรณกรรม
ด้วยความรักและความผูกพันอย่างลึกซึ้ง จิตใจอันมุ่งมั่นและสงบนิ่งตามวัย
ยิ่งทำให้ผลงานที่ปรากฏแก่ตาคนอ่านงดงามขึ้นทุกขณะ รางวัลวรรณกรรมต่าง ๆ และเกียรติคุณความเป็น"สีฟ้า"นี้ จึงเป็น"ศรี"แก่ฟ้าวงวรรณกรรมโดยแท้จริง"













 

Create Date : 30 เมษายน 2556    
Last Update : 30 เมษายน 2556 21:30:37 น.
Counter : 3002 Pageviews.  

~ จากต้นสู่ปลาย :ขนบแห่งชีวิต โดย โรเบิร์ต ฟูลกัม ~





จากต้นสู่ปลาย :ขนบแห่งชีวิต
From Beginning to End: Ihe Rituals of Our Lives
ผู้เขียน: โรเบิร์ต ฟูลกัม
ผู้แปล : สมพร วรรธนะสาร-วาร์นาโด
ผู้พิมพ์ : มติชน (พิมพ์ครั้งแรก ส.ค. ๒๕๔๓)
๓๐๑ หน้า ราคา ๑๙๐ บาท

โปรกปกหลัง
(บางส่วนจากคำนำโดย"วงศ์ทนง ชัยวรสิงห์") :


...วิธีเล่าเรื่องของฟูลกัมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจ
คุณลุงคนนี้ฉลาดลึกในการถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้สึก
เมื่ออ่านเรื่องของแกจบ คุณจะไม่ถึงกับช็อก หรือมีความรู้สึกเหมือนถูกฟาดด้วยไม่หน้าสาม
แต่จะคล้ายโดนเข็มเล็กๆ จิ้มที่สะโพก ไม่เจ็บปวด แต่สะดุ้ง
และอาจทำให้คุณต้องกลับไปอ่านเรื่องที่เพิ่งอ่านจบนั้นซ้ำอีกครั้ง
เพื่อจะปิดหนังสือลงพร้อมรอยยิ้ม...
หรือไม่ก็น้ำตาที่ซึมเอ่อออกมาโดยไม่รู้ตัว







ขอแหวกขนบของตัวเองจากการรวิวนิย๊าย - นิยายมาบอกเล่าถึงหนังสือประทับใจเล่มที่เพิ่งอ่านจบไปเล่มนี้หน่อย

หนังสือเล่มนี้ได้รับเป็นของขวัญวันเกิดจากน้องสาวคนหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน...
เพราะคนให้เขารู้ว่าคนอ่านเป็นแฟนของตาลุงฟูลกัม...
แบ่งปันกันอ่านมาตั้งแต่ "ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา" และ "รักแท้" ที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว...
ซึ่งทั้งสองเล่มนั้นคนเขียนเขียนถึงมุมมองที่แตกต่างของตัวเองที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างน่าสนใจ
ชวนให้ฉุกคิดแถมยังอ่านสนุก อ่านเพลินอีกต่างหาก
ด้วยสำนวนภาษา คารมคมคายและอารมณ์ขันอันรุ่มรวย ลุ่มลึกทว่าอบอุ่นอ่อนโยน

เห็นปกเล่มนี้ทีแรกก็คาดหวังอารมณ์เดียวกันกับสองเล่มดังกล่าว
แต่พอเปิดอ่านไปได้เพียงครึ่งค่อนหน้าก็ตระหนักได้ว่า...ผิดคาด

เนื้อในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่อาหารย่อยง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
แม้ผู้เขียนจะรักษาโทนเสียงในการเล่าเรื่อง ในการเกริ่นกล่าว
ชักจูงเข้าสู่เรื่องที่ตนต้องการจะสื่อได้ในระดับที่ใกล้เคียง...

คือเหมือนเป็นการพูดคุยสนทนาแบบสบาย ๆ ในวงน้ำชายามบ่ายกระนั้น...

ทว่า...หัวข้อหรือประเด็นที่พูดคุยกลับไม่ใช่เรื่องเล่าเล่น ๆ เพลิน ๆ อีกต่อไปแล้ว

หากแต่เป็นเรื่องราวของชีวิตที่ผู้เขียนร้อยเรียงจากประสบการณ์
และการเฝ้ามองและสังเกตความเป็นไปของชีวิตที่หลากหลาย
ซึ่งต่างแหล่งกำเนิด ต่างปูมหลัง และต่างวัฒนธรรม...







ขนบแห่งชีวิตของแต่ละชีวิตล้วนแตกต่าง ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมปฏิบัติและประเพณีที่สืบทอดกันมาของแต่ละท้องถิ่น...

ทว่า...ทุกชีวิตก็มีจุดร่วมเดียวกัน...
นั่นก็คือทุกชีวิตต้องผ่านจุดเริ่มต้นจุดเดียวกัน นั่นคือการถือกำเนิดมาสู่โลก...
ผ่านการเติบโตขึ้นมาในแต่ละช่วงวัย...
และล้วนต้องพบพานจุดจบเดียวกันทั้งหมดไม่มียกเว้น

จะว่าไป...นั่นก็คือหลักสังสารวัฏ...การเวียนว่ายตายเกิด...ที่เราเคยเรียนรู้กันในพุทธศาสนาเรานี่เอง...
นั่นจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า...ธรรมะที่แท้(สัจธรรม)ย่อมเป็นสากล...
ทุกชีวิตที่เกิดมาในหล้าโลกล้วนต้องผ่านขนบเหล่านี้โดยทั่วกัน

เพียงแต่เรื่องราวที่ฟูลกัมบอกกับเราผ่านหนังสือเล่มนี้นั้น
เขาได้เจาะลึกลงไปในรายละเอียดของขนบแห่งชีวิตในหลากหลายวัฒนธรรม
ผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับชีวิต...
เช่นพิธีกรรมการเฉลิมฉลองต้อนรับทารกน้อยในวันแรกเกิด...
พิธีกรรมการสมรส...พิธีกรรมในงานศพเป็นต้น...
ซึ่งก็เป็นขนบที่เป็นไปในช่วงชีวิต ๆ หนึ่งนับแต่อุบัติขึ้นในโลกนั่นเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ทั้งในฐานะปัจเจกชนและในฐานะชีวิตโดยรวม






ไม่รู้จะ"รีวิว"ยังไงกับหนังสือดีเล่มนี้
ขอยกเอาบางส่วนจากคำนำสำนักพิมพ์มาสรุปเนื้อหาโดยย่นย่อก็แล้วกัน...

"...จากต้นสู่ปลายเล่มนี้ ฟูลกัม พาเรานิราศผ่านแต่ละวันวัยของชีวิต ขนบ ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ ในมุมมองที่เป็นแก่นแท้
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลืมตาดูโลก และสูดลมหายใจกลายเป็นชีวิตเล็ก ๆ โลดแล่นบนโลกใบนี้
ไปสู่วัยเด็ก วัยรุ่น การแต่งงานการเป็นพ่อแม่ ฯลฯ
จวบจนกระทั่งพิธีกรรมอำลาเมื่อลมหายใจสุดท้ายมาถึง..."


แต่บอกเล่าได้ถึงแรงจูงใจที่หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน และอ่านจนจบ...
อย่างที่เล่าไปในตอนต้นว่าได้รับหนังสือเล่มนี้มาเมื่อราว ๆ สิบปีก่อน...
เปิดอ่านได้ไม่กี่หน้าก็วางไป ด้วยรู้สึกผิดคาดในเนื้อหาที่ค่อนข้างหนักหน่วง...
แต่ก็พอจะรู้ ๆ แนวแล้วล่ะ รับรู้คร่าว ๆ ถึงสาส์นสาระที่ผู้เขียนตั้งใจจะสื่อแล้วในระดับหนึ่ง...
แต่ก็ผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ ว่าเดี๋ยวอ่าน ๆ รอให้มีสมาธิมั่นคงกว่านี้ เถอะ...

แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตผันแปรและเปลี่ยนแปลงมากมายเหลือเกิน
มีทุกข์-มีสุข มีพบ-มีพราก มีผิดหวัง-มีสมหวัง ฯลฯ สารพัดสารพันเท่าที่ชีวิต ๆ หนึ่งพึงประสบ
หลายต่อหลายครั้งที่หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน บางบทบางตอน...
ก็พบว่า...จริง ๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องรอให้มีสมาธิก่อนถึงจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้รู้เรื่อง...
กลับกลายเป็นว่า เมื่อได้ลงมืออ่าน ...สมาธิมันเกิดขึ้นมาเองจากการอ่าน...

พอรับรู้อย่างนี้แล้วจึงค่อย ๆ และเล็มอ่านทีละหน้าสองหน้าอย่างตั้งใจแต่ไม่รีบเร่งผลีผลาม
ซึมซับสาระและความเข้าใจในชีวิตผ่านเรื่องเล่า ผ่านเรื่องราวหลากหลายชีวิตที่แตกต่าง...
ทว่าคล้ายคลึง กับวังวนชีวิตเราได้อย่างสอดคล้องและสมเหตุสมผล...

อ่านจบแล้วก็ได้ข้อสรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ ของตัวเองว่า...
ขนบแห่งชีวิตของเราเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง...คนทุกคนก็มีขนบของตัวเอง
หากเมื่อเรามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ในแง่ใดแง่หนึ่ง ทุกคนก็ต้องบริหารจัดการกับขนบของตัวเองในส่วนที่จะต้องไปเกี่ยวข้องกับผู้อื่น...
โดยไม่ให้เสียความเป็นตัวของตัวเองและไม่ละเมิดขนบของผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน...

หรือถ้าจะว่ากันตามประสาชาวพุทธก็คือ...
แค่เรารักษากาย-ใจของเราให้เป็นปกติ ตามหลักเบญจศีล นั่นก็คือเราได้รักษาขนบของตัวเองและของผู้อื่นได้พร้อมกันแล้วนั่นเอง

สิ่งที่จะดำเนินไปในโลกนั้นให้เป็นเรื่องของกรรมและธรรมะจัดสรรก็แล้วกัน

บล็อกนี้อาจจะเวิ่นเว้อ ยืดยาวไปหน่อย...
ก็แค่พักนี้ไม่มีนิยายถูกใจให้อ่านเท่าไหร่ เลยหันมาหาหนังสือแนวปรัชญาชีวิตที่อ่านได้ไม่ยากเกิน
อ่านแล้วก็หยิบมาบอกต่อนี่แหละค่ะ









 

Create Date : 25 มิถุนายน 2555    
Last Update : 25 มิถุนายน 2555 11:35:04 น.
Counter : 1267 Pageviews.  

~ ร่มเรือนกาแล : รวมบทความล้านนาคดีโดย มาลา คำจันทร์ ~





ร่มเรือนกาแล
ผู้เขียน : มาลา คำจันทร์
ผู้พิมพ์ : ริช พับลิชชิ่ง(ครั้งแรก ๒๕๕๑)
๑๘๔ หน้า ราคา ๑๔๐ บาท



โปรยปก : (จากผู้เขียน)


...เป็นผลงานที่เขียนสนุก สบาย ผ่อนคลายและเป็นสุขมากที่สุดชุดหนึ่ง
เหมือนกับการถอดตัวตนออกมาวาง
บอกเล่าสบาย ๆ คล้ายการเล่าเรื่องให้ลูกหลานหรือเพื่อนสนิทฟัง
ใต้ร่มเรือนกาแล...







วันนี้ขออนุญาตแหวกกองนิยายมาบอกเล่าถึงหนังสือ(ที่ไม่ใช่นิยาย)เล่มที่เพิ่งอ่านจบไปหน่อยค่ะ

"ร่มเรือนกาแล" เป็นกึ่ง ๆ บทความ กึ่ง ๆ เรื่องเล่า ที่เล่าถึงสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมล้านนา
ที่ผู้เขียน ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงนักเขียนรางวัลซีไรท์ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งภูมิปัญญาล้านนา
ได้เก็บเล็กผสมน้อยมาจากสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว...
ผ่านการเฝ้ามอง สังเกต กลั่นกรองและตกผลึกเป็นบทความสั้น ๆ แต่อ่านแล้วสะกิดใจ ฉุกใจ
ให้คนรุ่นหลังได้ย้อนมองอดีตแล้วเก็บมาเทียบเคียงกับสิ่งที่เป็นไปในปัจจุบัน

มีการสอดแทรกข้อคิดทางธรรมะไว้ในเรื่องเล่าแทบทุกบททุกตอน
แต่เป็นเหมือนการบอกเล่าพูดคุยมากกว่าจะเป็นการสอนแบบยัดเยียด

ขออนุญาตยกตัวอย่างตอนที่ชอบมาก ๆ มาสักตอนหนึ่งแล้วกัน...

ตอน "ร้านน้ำหน้าบ้าน"

"ไปตามบ้านนอกบ้านนา เสน่ห์อย่างหนึ่งที่พบเห็น คือ ร้านน้ำหน้าบ้าน

ร้านน้ำหน้าบ้าน ท่านตั้งไว้เพื่อให้เป็นทานแก่คนสัญจรร่อนเร่หรือคนผ่านทางทั้งหลาย
หากกระหายเดือดร้อนก็แวะกินแวะดื่มได้
ไม่ต้องเข้าไปเคาะประตูแล้วบอกว่าขอกินน้ำสักกระบวยเถอะ...

..........

ร้านน้ำหน้าบ้านเป็นช่องทางอันหนึ่งที่เราจะได้บุญ เป็นบุญกิริยาวัตถุที่ง่ายที่สุด
สะดวกที่สุด กว้างขวางที่สุด เด็ก ๆ เดินได้สะดวกกว่าเส้นทางอื่น..."


..........

ตอนคนอ่านยังเด็ก ๆ อยู่ ที่หน้าบ้านก็มีร้านน้ำตั้งอยู่เหมือนกัน
แต่พอโตขึ้นมา ร้านน้ำมันหายไปไหน เมื่อไหร่จำไม่ได้เสียแล้ว
และก็ไม่ได้ฉุกใจถามไถ่ถึงเลย...
มาอ่านเจอบทความนี้ มันเกิดรำลึกได้ หวนหาอาลัยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
แต่ถ้าจะลุกขึ้นมาทำร้านน้ำไว้หน้าบ้านในตอนนี้...สงสัยใครต่อใครคงหาว่าเราเพี้ยนแน่ ๆ


มีอีกหลายบทหลายตอนมากที่อ่านแล้วสะดุดใจและได้คิด...

หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วเกิดความรู้สึก(เฉพาะต่อตัวจขบ.)อย่างหนึ่งคือ...
ความรักความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของล้านนาชนที่บรรพบุรุษท่านได้ปลูกฝังไว้...
อย่างที่อาจารย์ท่านบอกไว้ว่า...

ภูมิปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ เกิดจากการทดลองปฏิบัติจนลงตัว...

อีกหนึ่งเล่มที่อ่านจบไปแล้วอยากหยิบมาเล่าต่อ...ชวนอ่านกันค่ะ













 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2555 21:22:35 น.
Counter : 1778 Pageviews.  

~ เปิด ห่อ คำ ยาย ~ ความเรียงเรื่องชีวิต โดย ขนิษฐา ขนิษฐานันท์






“เปิด ห่อ คำ ยาย”
ผู้เขียน ขนิษฐา ขนิษฐานันท์
ผู้พิมพ์ สนพ.มติชน (ครั้งแรก ส.ค. ๒๕๔๔)



บางส่วนจากสนพ.:

“ห่อคำยาย”
ที่บรรจุในหีบใบนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์
ต่อการดำเนินชีวิตจากคุณยายแท้ ๆ ของผู้เขียนตั้งแต่ในวัยเยาว์
ซึ่งในยามนั้น คำของยายอาจถูกห่อเก็บนิ่งไว้ในใจ
แต่เมื่อกาลเวลาดำเนินไป ล่วงถึงวัยที่ต้องก้าวเข้าสู่วังวนแห่งสังคมอันร้อนรุ่ม และความไม่เที่ยง
คำยายที่ห่อเก็บไว้จึงถูกเปิดออกมา เพื่อเตือนสติและทักท้วง หรือชี้นำให้ไตร่ตรอง คิด ทำในสิ่งอันควร...


*****

หนังสือเล่มนี้เป็นรวมบทความ ที่พิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ในช่วงประมาณกว่าสิบปีที่แล้ว

ผู้เขียนเป็นครีเอทิฟโฆษณาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในวงการ
เธอเรียงร้อยประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เธอพบผ่านในชีวิตประจำวัน
แล้วนำไปโยงเข้ากับถ้อยคำของคุณยายของเธอที่เดิมทีเธออาจจะไม่ได้ใส่ใจนัก หากเมื่อสะดุดเข้ากับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งนั่นแหละ “คำ”ของยายก็จะผุดโพลงขึ้นในใจ เป็นประหนึ่งบังเหียนที่ช่วยชะลอการก้าวเดินไปในเส้นทางชีวิตให้กับเธอ

อ่านแล้วชอบมาก ผู้เขียนมีสำนวนภาษาที่ชวนอ่าน ชวนคิดและคล้อยตาม
แทรกเจือด้วยอารมณ์ขันที่อ่านแล้วต้องอมยิ้มอยู่หลายตอนทีเดียว

ขอยกตัวอย่างไว้ที่นี่เป็นบางบทบางตอนนะคะ…

อย่างบทแรกเลย...ผู้เขียนไปเดินดูต้นไม้ที่ร้านขายต้นไม้ริมคลอง
พบกับผู้ขายใจดีที่อธิบายถึงธรรมชาติของไม้ดอกไม้ประดับบางชนิดให้เธอฟัง...
สังคมสมัยใหม่ทำให้เธอเกิดความระแวงและถือดีขึ้นในแว่บแรก...
เมื่อเขาซักถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของไม้หอมที่บ้านของเธอ เธอมองว่าเป็นการละลาบละล้วง...
หากเมื่อได้ฟังต่อไป...ห่อคำของยายห่อหนึ่งก็คลี่เปิดออกในใจ...
ยายบอกว่า... ”สามคนเดินมา หนึ่งในนั้นคือครูของเรา”

นั่นทำให้เธอลดละความถือดีลงและได้รับความรู้ในเรื่องการปลูกต้นไม้อย่างเต็มที่...
โดยมีหนุ่มคนขายต้นไม้คนนั้นเป็นครู...






อีกบทที่ชอบมาก...

“เมื่อเวลามาถึง ดอกไม้จะบานเอง”

ผู้เขียนเล่าถึงบรรยากาศในบ้านของเธอเอง ที่แม้จะอยู่ในเมืองและเป็นตึกแถว
แต่ก็ปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้เขียวขจีเต็มดาดฟ้า...

เธอเล่าว่าเธอมีต้นกระบองเพชรต้นหนึ่งที่เธอเฝ้ารอให้ดอกมันบาน
ถึงขั้นไปแงะกลีบดอกให้แบะออกมา
ยายจึงดุว่า ”เด็กโง่...เมื่อเวลามาถึง ดอกไม้จะบานเอง”

แล้วยายก็สัญญาว่าเมื่อดอกกระบองเพชรบานจะเรียกให้เธอไปดู...

“ยายบอกว่า ถ้ายังไม่ถึงเวลา ต่อให้ไปบังคับอย่างไรดอกไม้ก็ไม่บานหรอก และบอกให้ฉันจำไว้ว่า เรื่องต่าง ๆ ในชีวิตคนก็เหมือนกับดอกไม้ หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างเราไม่สามารถฝืนหรือบังคับได้ อย่างเช่นเรื่องคู่ครองเรื่องความรัก เป็นเรื่องที่ต้องใจเย็น ๆ รอให้เวลามาถึง อย่าไปเร่งชิงสุกก่อนห่าม
......
ยายบอกว่าถ้าฉันเข้าใจ(และยอมรับ)ธรรมชาติข้อนี้ ชีวิตก็จะมีความสุข ไม่กระวนกระวาย และมีความอดทนที่จะรอเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตได้”







ในหนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยเรื่องเล่า มุมมองต่อการดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควรถึง ๒๒ เรื่องแน่ะค่ะ

ส่วนตัวได้รับหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อหลายปีก่อน
หยิบมาอ่านทีละบทสองบท อ่านทีไรก็ได้แง่คิด คติเตือนใจใหม่ ๆ ทุกครั้งทุกคราไป...

ผู้เขียนลงท้ายข้อเขียนของเธอได้อย่างน่ารักว่า...

”ฉันจะขอบคุณยายและแม่ในใจเสมอ คำพูดของยายที่ฉันห่อเก็บไว้ในใจ
มีอิทธิพลอย่างมากต่อความรู้สึกอิสระและมั่นใจในตัวเองของฉัน
ที่จะคิด ที่จะใช้ชีวิต ที่จะประกอบอาชีพ
คิดถึงตรงนี้ฉันก็อดขำไม่ได้อีกแล้ว เพราะป่านนี้พ่อคงกำลังเถียงกับยายและแม่บนสวรรค์ว่า
เห็นไหม ให้มันเรียนสูง ๆ ดูซิ ป่านนี้ยังไม่มีใครแต่งงานด้วยเลย...”


*หนังสือเล่มนี้หยิบมาอ่านตอนเล่นเกม"เหมันต์ขยันอ่าน"ซีซั่นล่าสุด เพื่อตอบโจทย์... "5-14.อ่านหนังสือที่มีชื่อลำดับของเครือญาติ, บุคคลในครอบครัวอยู่ในชื่อหนังสือ" ค่ะ






***เชิญเลือกอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ในบล็อกนี้ได้ที่... ~ สารบัญหนังสือในบล็อก ~ ค่ะ










 

Create Date : 18 มีนาคม 2554    
Last Update : 18 มีนาคม 2554 11:14:34 น.
Counter : 1077 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 179 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ อ้อมฟ้าโอบดิน/"คีรี" เขียน ~

~ บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า(The Ballad of The Sad Café)/Carson McCullers:เขียน/จุฑามาศ แอนเนียน : แปล ~

~ ทัณฑ์ลวงรัก/"FoxxTrot" เขียน ~

~ ดับแดนดารา/"อสิตา" เขียน ~

~ เทียบท้าปฐพี 1-3/ชิงหลิงเยวี่ย : เขียน/ กระบี่หลงทิศ : แปล ~

~ My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry(ยายฝากบอกว่าขอโทษ)/Fredrik Backman:เขียน/ปราชญ์ อัสนี : แปล ~

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.