“ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง
สองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย
ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ
และเจริญมั่นคง มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”
*พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๓๒

~ไม้อ่อน : นิยายแสดงภาพชีวิตวัยรุ่นโดยนักประพันธ์ชั้นครู " ศรีฟ้า ลดาวัลย์" ~





ไม้อ่อน
ผู้เขียน : ศรีฟ้า ลดาวัลย์
สนพ.ดอกหญ้า พิมพ์(ครั้งที่ 4 ม.ค. 2539)
660 หน้า ราคา 230 บาท

โปรยปก...


ในโลกกว้างที่ก้าวเข้ามาเยือน หลากหลายเรื่องราวและผู้คน
โลดแล่นไปตามจังหวะและลีลาชีวิต
ท่ามกลางมิตรภาพ ความรักและความใฝ่ฝัน

ถึงจุดผิดหวังเจ็บปวด พื้นอารมณ์จิตใจอันมั่นคง
ที่ถูกสร้างแต่เยาว์วัย และการรองรับปลอบโยน
จากครอบครัว ทำให้พร้อมจะลุกเดินต่อไปเพื่อถึงฝั่งฝัน

แต่สำหรับบางคน บ้านคือความว่างเปล่า
ปราศจากความหมายใด ๆ ทุกอย่างต้องสร้างเติมด้วยตัวเอง

ไม้อ่อน นิยายแสดงภาพชีวิตวัยรุ่น
แต่ละคนที่เปรียบประดุจไม้อ่อน
อันถูกดัดเกลาตกแต่งจากครอบครัว
ออกมาหยัดยืนในเวทีชีวิต







เรื่องย่อ ๆ (ย่อเองแบบยาววววว...)

จินดาหราเป็นพี่สาวคนโตของครอบครัวที่มีลูกสามคน
น้องอีกสองคนของเธอเป็นคู่แฝดชาย-หญิง จาริกากับจามิกร
จาริกาหรือคุณกลางถูกคุณยายจิตดี ซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กของคุณยายแท้ ๆ ขอไปเลี้ยงตั้งแต่ยังแบเบาะ

คุณยายจิตดีเป็นสาวโสดฐานะดี แต่ค่อนข้างเจ้าระเบียบและเข้มงวด
ทำให้คุณกลางเติบโตมาอย่างค่อนข้างกดดัน อีกทั้งคุณยายคอยตอกย้ำกับเธอเรื่อย ๆ
ว่าเป็นบุญนักหนาแล้วที่คุณยายรับเธอมาเลี้ยง เพราะถ้าอยู่กับพี่กับน้องที่บ้าน
เธอก็เป็นหมาหัวเน่า เพราะจินดาหรานั้นเป็นลูกสาวคนโปรดของพ่อ
จามิกรก็เป็นลูกรักของแม่ เธอเป็นลูกคนกลางก็จะไม่มีคนรัก
ซึ่งหลายครั้งเมื่อเธอกลับมาเยี่ยมบ้าน ได้มองเห็นการหยอกล้อเล่นกัน
ระหว่างพ่อแม่ลูก เธอก็แอบรู้สึกน้อยใจและอิจฉาอยู่ลึก ๆ
แต่ด้วยปมในใจเธอก็กลบเกลื่อนด้วยท่าทีเชิดๆ หยิ่ง ๆ
และอาศัยบรรดาวัตถุสิ่งของมีค่าที่คุณยายสรรหามาปรนเปรอ
เป็นเครื่องปลอบใจ แสดงความเหนือกว่าพี่สาวและน้องชายฝาแฝด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่สาว ที่ดูเหมือนเธอจะมีชีวิตที่ค่อนข้างเป็นอิสระเสรี
มีเพื่อนฝูงมากมายทั้งชายและหญิง ซึ่งแตกต่างจากเธอ
ที่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคุณยาย





จินดาหรามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่มักจะมาค้างที่บ้านอยู่บ่อย ๆ คือวิภาดา
วิภาดาเป็นเด็กสาวที่มีปมบ้านแตก แม่ของเธอเป็นอดีตนางงามและดารามีชื่อเสียง
เลิกลากับพ่อตั้งแต่เธอยังเล็ก ๆ หลังจากนั้นก็คบหากับผู้ชายอีกหลายคน
จนกลายเป็นที่ติฉินนินทาไปทั่วแวดวงไฮโซ ทำให้วิภาดารู้สึกอับอาย
และแสดงอาการต่อต้านพฤติกรรมของแม่ จนพานกลายเป็นโรคเกลียดผู้ชายไปเลย

เมื่อคุณยายจิตดีมาพบกับวิภาดา เธอกลับรู้สึกชื่นชอบในบุคลิกที่แข็งๆ ต่อต้านผู้ชายของวิภาดา
จนถึงกับวางใจให้เจ้าหล่อนมาเป็นผู้ดูแลคุณกลาง เพื่อกันไม่ให้หลานสาวไปสนิทสนมกับเพื่อน ๆ ผู้ชาย
เหมือนพี่สาวอย่างจินดาหราที่เธอมักจะแอบหมั่นไส้อยู่เสมอและคอยค่อนว่า
เปรียเปรยให้คุณกลางฟังอยู่เนือง ๆ ว่าถ้าทำตัวอย่างนั้นสักวันจะเสียคน

กษณะเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของจามิกรที่ตั้งตนเป็นหัวหน้าแก๊งแข่งรถ
เขาเป็นลูกภรรยาคนที่ 3 ของพ่อทีมีลูกอยู่แล้วถึง 17 คน
แม่ทิ้งเขาไปตั้งแต่เขายังเล็กๆ แม้พ่อจะรักและตามใจเขา
แต่ก็เป็นไปตามประสาคนรวยที่มีลูกเยอะ
ในบรรดารุ่นน้องที่คบหากัน กษณะรู้สึกเอื้อเอ็นดูจามิกรเป็นพิเศษ
แล้วเลยพลอยมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับจินดาหราด้วย...
ในขณะที่จินดาหราก็มองเห็นเขาเป็นเพื่อนน้องชายจอมเก๊กคนหนึ่งเท่านั้น
แต่คนที่หลงรักกษณะทันทีที่ได้รู้จักกลับกลายเป็นจาริกา

หลังจากที่กษณะไปขับรถแข่งและพาเพื่อนที่นั่งไปด้วยประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต
กษณะก็รู้สึกผิดจนไม่สามารถเรียนต่อโรงเรียนเดิมได้ เขาจึงดิ้นรนไปเรียนต่อเมืองนอก
ที่นั่นเขาต้องปรับตัวขนานใหญ่ ทำให้เขาเติบโตและเข้มแข็งขึ้น







เมื่อจินดาหราเรียนจบปริญญาตรี เธอก็เดินทางไปเรียนต่อเมืองนอกเช่นกัน
โดยมีกษณะซึ่งอยู่ที่นั่นมาก่อนมาคอยดูแล
ทั้งคู่แม้จะสนิทกันและกษณะก็เปิดใจว่าเขาชอบจินดาหรามากกว่าความเป็นเพื่อน
แต่จินดาหรายังไม่ตัดสินใจรับสถานะคนรัก

จามิกรสอบเรียนต่อแพทย์ศาสตร์ได้เป็นว่าที่คุณหมอ ส่วนจาริกากลับสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด
สร้างความผิดหวังให้คุณยายจิตดี เป็นจังหวะที่จาริกากับวิภาดาเกิดปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรง
จาริกาจึงขอให้คุณยายส่งเธอไปเมืองนอกบ้าง

จินดาหราขอให้กษณะมาช่วยดูแลรับ-ส่งจาริกา ซึ่งเขาก็ทำให้ด้วยความเต็มใจ
แต่เมื่อเขารับรู้ความในใจของจาริกาที่มีต่อเขา เขาจึงพยายามหลีกเลี่ยง

ในที่สุด ทั้งสามคนก็ต้องเผชิญกับสภาวะ"รักสามเส้า"อย่างไม่อาจเลี่ยง
อยู่ที่กษณะแล้ว ว่า...ระหว่างจินดาหราที่มีแต่ความเป็นเพื่อนที่อบอุ่นให้
และเขาก็รู้สึกสบายใจ มีกำลังใจเมื่ออยู่ใกล้ ๆ
กับจาริกา สาวน้อยที่หลงรักเขามาตั้งแต่ต้น แต่เขามีแต่ความเห็นใจและเอื้อเอ็นดูแบบน้องสาวที่เขาจะต้องปกป้องดูแล...
เขาจะเลือกใคร...?

ต้องไปลุ้นต่อในนิยายแล้วล่ะค่ะ






ยาวมากกกก....อ่านจบก็อิ่มจนจุกเลยค่ะ
เพราะทั้งเรื่องอัดแน่นด้วยเรื่องราวที่โลดแล่นไปอย่างเข้มข้น
อ่านแล้วตามติดหนึบหนับค่ะ

ชอบตอนจบมาก มันซึ้ง มันอบอุ่น น่ารัก และสมจริง สมเหตุสมผลมากค่ะ

เป็นนิยายในรูปแบบนิยายรุ่นเก่า ที่เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ เนื้อหาสะท้อนสังคมในยุคหนึ่ง
หากประเด็นที่นำเสนอ (ปัญหาสังคม ปัญหาวัยรุ่น ปัญหาในครอบครัว
ตลอดถึงข้อคิดในการเลี้ยงดูลูก-หลาน) ยังคงร่วมสมัยอยู่เสมอ
ผู้เขียน...ในวัยอาวุโส ช่างถอดหัวใจของท่าน
ไปใส่ไว้ในจิตในใจเด็กๆวัยรุ่นได้อย่างแนบเนียน กลมกลืนที่สุด
สะท้อนภาพและพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่นในยุคนั้น ๆ
ออกมาได้อย่างสมจริงสมจังน่าลุ้นน่าติดตาม...

แม้เมื่อมาอ่านเอาขณะนี้ ซึ่งวันเวลาในเรื่องก็ผันแปร ล่วงเลยมากว่า 30 ปี
แต่ปมปัญหา สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวละครในเรื่องยังคงสด ใหม่
และไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย...


ชอบมากค่ะ จริง ๆ เท่าที่ทราบ นิยายมีภาคต่อ
เป็นเรื่องราวของคุณหมอจามิกร น้องชายคนเล็กในครอบครัว
ชื่อเรื่อง"สมการวัย" ยังตามล่าหาหนังสืออยู่ค่ะ









 

Create Date : 03 มกราคม 2560    
Last Update : 3 มกราคม 2560 15:13:03 น.
Counter : 968 Pageviews.  

~ขอหมอนใบนั้น...ที่เธอฝันยามหนุน :ชีวิตคือการต่อสู้...โดย ประภัสสร เสวิกุล ~





ขอหมอนใบนั้น...ที่เธอฝันยามหนุน
ผู้เขียน : ประภัสสร เสวิกุล
สนพ.ดอกหญ้า/พิมพ์ (พิมพ์ครั้งที่ 4/2535)
456 หน้า ราคา 115 บาท

นวนิยายที่ได้รับรางวัลชมเชย จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปี ๒๕๓๔

โปรยปก:




นวนิยายสำหรับผู้ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคขวากหนามบนถนนชีวิต..
.ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และไม่มีใครพลาดหวังทุกครั้งไป....

...เรื่องราวสะท้อนภาพชีวิตการต่อสู้ของลูกผู้ชายชื่อ "ล่องจุ๊น"
ซึ่งบิดาตั้งให้จากความขึ้งแค้นว่าเขานำลางร้าย...มาสู่ครอบครัว..
.
มากครั้งหลายคราในชีวิตของเขาเหมือนกำลังถูกทิ้ง
ให้เดินอยู่บนเส้นทางที่อ่อนยวบพร้อมจะพลิกผันลงได้ง่ายๆ ...

หรือเขาเกิดมาเพื่อรองรับ ความหมายแห่งคำว่าล่องจุ๊นจริงๆ
ชีวิตจึงต้องระหกระเหินไปกับความปวดร้าว ...
ปมคำถามที่อยากให้คุณหรือใครสักคน
ช่วยขยายคำตอบแก่เขาด้วยใจยุติธรรม...

โลกคงไม่น่ากลัวเช่นเงาดำยามค่ำคืน
หากเราและคุณจะร่วมทอฝัน...ก่อนหลับตาลงทุกคืน !!







นิยายชีวิตดราม่าสุดรันทด...แต่งดงามในความรู้สึกค่ะ
เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายคนหนึ่งผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต
และจิตใจที่เต็มไปด้วยอคติของคนเป็นพ่อ

'ล่องจุ๊น'เป็นลูกชายคนกลางของครอบครัวที่มีลูกชายสามคน
เขาเกิดมาในช่วงที่พ่อกำลังประสบปัญหาในการทำงาน
จึงกลายเป็นลูกชังของพ่อไปโดยปริยาย
พออายุสิบขวบ พ่อพาเมียน้อยเข้าบ้านแม่จึงพาเขาออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับญาติห่าง ๆ ที่ต่างจังหวัด
แม่ทำงานหนักเพื่อส่งเสียเขาได้เรียนหนังสือ เพื่อลบคำสบประมาทจากพ่อ

แต่เมื่อล่องจุ๊นเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น แม่ก็แต่งงานใหม่
วันหนึ่งเมื่อเขาเห็นสามีใหม่ของแม่ทำร้ายแม่เขาจึงพลั้งมือ
ทำร้ายร่างกายพ่อเลี้ยงจนบาดเจ็บสาหัส
แม่จึงให้เงินเขาหนีเข้ากรุงเทพเพื่อมาเรียนต่อ...
แม้เขาไม่คิดจะกลับมาพึ่งพาพ่อ แต่ก็มีเหตุให้เขาต้องกลับเข้าไปอยู่ในบ้านเดิมอีกครั้ง
โดยมีเพียงพี่ชายคนเดียวเท่านั้นที่ยินดีต้อนรับเขาอย่างจริงใจ
ส่วนพ่อนั้นจำใจต้องรับเขาไว้เพราะเกรงจะเสียชื่อเสียง
และน้องชายก็เข้าใจผิดคิดว่าแม่หนีตามชู้ตามที่พ่อบอก

ล่องจุ๊นต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ อันเกิดขึ้นในช่วงวัยสำคัญของชีวิต
แต่เขาก็อดทนบากบั่นจนสามารถนำพาชีวิตตัวเองก้าวข้ามอุปสรรคนานาได้...ในที่สุด





หลังอ่าน...
ฟังดูชื่อเหมือนจะเป็นนิยายรักหวาน ๆ ชวนเคลิ้มชวนฝันอะไรประมาณนั้น
ตอนท้าย ๆ ก็มีฉากซึ้ง ๆ ฝัน ๆ มั่งหรอกค่ะ แต่น้อยมาก
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตแบบลูกผู้ชายเสียมากกว่า
โดยมีฉากของเรื่องเป็นช่วงปีพ.ศ. 2500 ต้น ๆ

เรื่องเล่าผ่าน"ผม" ซึ่งก็คือล่องจุ๊น ตัวเอกของเรื่อง
แต่ก็เป็นการเล่าแบบตรงไปตรงมา มีความเป็นกลาง
ไม่ได้สร้างภาพให้ตัวเองเป็นพระเอกหรือเป็นผู้ถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียว
ด้วยสำนวนภาษาที่เรียบลื่น แต่ก็มีจังหวะจะโคนชวนให้ติดตามอ่านได้เรื่อย ๆ

อ่านจบแล้วชอบมากค่ะ
ชอบแง่คิดมุมมองต่าง ๆ ที่แฝงมาในเรื่อง
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับปมในใจที่มีต่อกันระหว่างพ่อกับลูกชาย
ที่แม้ไม่ได้คลี่คลายชัดเจน แต่อย่างน้อยก็พอกลบเกลื่อนเจื่อนจางไปได้
ด้วยเยื่อใยแห่งความรัก ความหวังและแรงบันดาลใจที่พอจะหาได้รอบ ๆ ตัว

เป็นอีกเล่มที่อยากจะชวนอ่านค่ะ










 

Create Date : 29 ธันวาคม 2559    
Last Update : 29 ธันวาคม 2559 11:26:59 น.
Counter : 746 Pageviews.  

~ชวนอ่านหนังสือเก่าแต่ดี๊-ดี เล่มนี้ค่ะ 'บ้านนี้ไม่มีรัก/Nobody Home' Jennifer Lloyd Pau เขียน /อมรา





'บ้านนี้ไม่มีรัก/Nobody Home'
ผู้เขียน : เจนนิเฟอร์ ลอยด์ พอล(Jennifer Lloyd Paul)
ผู้แปล : อมราวดี
สำนักพิมพ์ อาร์ตแอนด์ซายน์ /พิมพ์ พ.ศ.2524
406 หน้า ราคา 40 บาท

จากปกหลัง :


ฉันร้องไห้ใส่เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในบ้านหมดแล้ว
และบ้านทั้งหลังนั้นได้กลายเป็นศตรูตัวยงของฉันไปแล้ว
ฉันยังจำบันไดที่ทอดจากห้องนั่งเล่นขึ้นไปชั้นบนได้
และตัวเองนั่งจับเจ่าอยู่กลางบันไดเป็นนานแสนนาน
โดยไม่รู้ว่าจะลงข้างล่างหรือจะขึ้นข้างบนดี
แล้วก็กลุ้มใจเป็นที่สุดต่อการที่รู้ว่าตัวไม่มีปัญญาจะตัดสินใจ
ทำอะไรลงไปสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีเหตุผล ไม่มีสัญชาตญาณ
ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีอะไรในตัวฉันเลย...








นวนิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องทำนองบันทึกประจำวันช่วงหนึ่งของหญิงสาวอเมริกัน - - จูดิธ สโตนเน่อร์
ซึ่งประสบปัญหาทางครอบครัวที่บีบคั้นจิตใจมาตลอดตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่
ข้อสำคัญ "บ้าน" ที่เธออยู่ ไม่ว่าจะอยู่กับพ่อแม่หรือลูกผัว
ไม่เคยให้ความรักความอบอุ่นแก่เธอเลย ครั้นเมื่อจิตใจตกอยู่ในภาวะสุดที่จะทนทานต่อไปได้
โลกของเธอจึงกลายเป็นโลกที่พร่ามัววิปริตวิปลาสไป...
โชคดีนักที่ยังมีสถานที่ที่ให้ความหวังแก่บรรดาผู้ต้องอยู่ในโลกวิปริตเหล่านี้
ที่ที่เธอได้มาพักพิงเพื่อรับการเยียวยาจิตใจ ให้คืนสู่ภาวะปรกติเท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างน้อย สถานที่เช่นนี้ก็ยังเป็นแหล่งพึ่งพาอาศัยได้
สำหรับผู้ที่ไร้สิ้นซึ่งความรักความเข้าใจถึงขั้นพบเข้ากับความจริงอันร้ายกาจว่า
ไม่มีใครอยู่บ้านเลย เพราะว่า "บ้านใดไม่มีรัก บ้านนั้นก็เหมือนไม่มีคน"


*************

จูดิธเริ่มต้นบันทึกของเธอ ตั้งแต่วันแรกที่เธอเข้ามายังโรงพยาบาลจิตบำบัดแห่งนี้
แม้เธอจะบอกเล่าบรรยายถึงเรื่องราวที่เธอพบเห็น และได้กระทำในแต่ละวันอย่างสั้น ๆ
แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้คนอ่านได้มองเห็นภาพชีวิตของผู้คนกลุ่มหนึ่ง
ที่มีอาการป่วยทางจิตในระดับที่แตกต่างกัน
ตามแต่พฤติกรรมที่แสดงออกและจากการวิเคราะห์โดยจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลเหล่านั้น

อย่างเช่นตัวจูดิธเอง เข้ามาวันแรก เธอถูกกำหนดให้อยู่ในชั้นห้า...ซึ่งเป็นชั้นปิด
ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกล็อคกุญแจหมด กระทั่งห้องน้ำและตู้ โต๊ะ หรือลิ้นชักบรรจุของใช้ส่วนตัว
อยู่ ๆ ไป ในขณะที่เธอเริ่มจะปรับตัวให้คุ้นเคยกับเพื่อนร่วมชั้น
ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน
บางวัน เพื่อนคนใดคนหนึ่งอาจจะถูกย้ายลงไปชั้นที่ต่ำกว่า(ที่เลเวลของการควบคุมจะผ่อนเบาลง)
หรือบางคนอาจจะถูกย้ายขึ้นไปยังชั้นที่สูงกว่า ที่มีกาดูแลทีเข้มข้นกว่า

ส่วนตัวจูดิธเอง เมื่ออยู่ไประยะหนึ่ง เธอก็ถูกย้ายลงไปชั้นสี่ ต่อมาก็ชั้นสอง ชั้นสาม...

และแล้ววันหนึ่ง เธอก็ได้ทดลองออกไปใช้ชีวิตร่วมกับลูกและสามีเป็นการชั่วคราว
(อันเป็นไปตามสเต็ปของกระบวนการบำบัด)
และเธอก็อยู่ได้เพียงชั่วคราวจริง ๆ
เพราะเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เธอก็ต้องหวนกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง
และกลับขึ้นไปอยู่ชั้นห้าเหมือนเดิม... เหมือนครั้งแรกที่เธอเข้ามา...








อ่านด้วยความรู้สึกที่หน่วงหนัก หม่น ทึม...
ทว่าตระหนักถึงคุณค่าและความหมายของคำว่า"บ้าน"และครอบครัว
อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วในโลกใบนี้ล้วนแต่โหยหาและต้องการ

สภาพหนังสือเก่าเก็บมาก
เชื่อว่าอายุอานามอาจจะมากกว่าใครต่อใครหลายคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้
แต่อ่านแล้วพบว่าเรื่องราวเนื้อหามีความร่วมสมัยเป็นอย่างยิ่ง...
เผลอ ๆ จะสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบันนี้ยิ่งไปเสียกว่า
ช่วงเวลาที่เป็นฉากในหนังสือ (คือเมื่อกว่าสามทศวรรษผ่าน)
ด้วยยิ่งสภาพสังคมมนุษย์มีความซับซ้อนมากขึ้นเท่าใด
สภาพจิตใจของผู้คนย่อมมีความสับสนและซับซ้อนมากขึ้นตามเท่านั้น

เป็นอีกเล่มที่อ่านแล้วอยากบอกต่อ ชวนอ่านกันค่ะ












 

Create Date : 14 กันยายน 2559    
Last Update : 14 กันยายน 2559 16:03:06 น.
Counter : 550 Pageviews.  

~ปูนปิดทอง : นวนิยายรางวัลซีไรต์ ประจำปี ๒๕๒๘ โดย"กฤษณา อโศกสิน" ~





ปูนปิดทอง
ผู้เขียน : กฤษณา อโศกสิน
ผู้พิมพ์ : สนพ.ดับเบิ้ลนายน์(พิมพ์ครั้งที่ 9 ปี 2547)
788 หน้า ราคา 350 บาท


โปรยปก :


ถ้าเป็นพระ ย่อมเป็นพระพุทธรูปอันแท้จริง
ซึ้งมนุษย์ทั้งโลกหล้าคารวะด้วยธูป เทียน ดอกไม้
และเปลวทองคำอันอร่ามเรือง
หากเป็นเพียงปูนปลาสเตอร์
ที่มีรูปลักษณ์คล้ายพระพุทธรูป
หลอกให้คนเข้าใจผิดด้วยแผ่นทองที่หุ้มไว้แล้ว
จะเรียกร้อง...ศรัทธาและคารวะ...กระนั้นหรือ

สองเมืองและบาลี ผลพวงจากครอบครัวแตกแยก
เขาและเธอมีแผลลึก แม้บัดนี้ความเจ็บปวดจะหายไป
แต่ก็ยังทิ้งรอยให้เห็นอย่างยากจะปกปิด






ชวนคุยหลังอ่าน...
นิยายชีวิตหน่วงหนักสะท้อนปัญหาสังคมที่คลาสสิคมาก
ด้วยฉากของเรื่องเป็นสังคมไทยในช่วงปีพ.ศ.๒๕๒๐ ต้น ๆ
นับแต่นั้นมาถึงปีนี้ ปี ๒๕๕๘ เป็นเวลากว่าสามสิบปีที่ผ่านไป
เรื่องราวความเป็นไปต่าง ๆ ที่ปรากฏในนิยายเรื่องนี้ยังคงสด ใหม่
ร่วมสมัยเป็นอันมาก

ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ปัญหาครอบครัวแตกแยก ที่ผู้ใหญ่เป็นผู้ก่อ
แต่ผู้ที่รับผลกรรมไปเต็ม ๆ คือบรรดาลูก ๆ

พ่อ แม่ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระในบ้านของลูก
หากสามารถฝึกฝืนกิเลสตัณหาของตัวเอง ดำรงตนเป็นพระที่แท้จริง
ลูก ๆ ก็สามารถน้อมคารวะ กราบไหว้ได้อย่างเต็มอกเต็มใจ

แต่ถ้าพ่อแม่คู่ใดเอาแต่ใจตนเอง
สนใจใส่ใจแต่ความต้องการของตัวเอง
ก็คงเป็นได้เพียงพระพุทธรูปเนื้อปูนที่ฉาบไว้ด้วทองคำเปลว
ลูก ๆ จะเคารพบูชาก็เพียงผิวนอก มิอาจเข้าถึงเนื้อแท้แห่งความเป็น'พระ' นั้นได้อย่างสนิทใจ

เช่นเดียวกับตัวละครหลากหลายชีวิตในนิยายเรื่องนี้...

เริ่มตั้งแต่พระเอกของเรื่อง...สองเมือง ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ
ผู้เป็นลูกชายคนโตของนายทวีกับนางสายทอง
ที่เลิกร้างกันและต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่...นายทวีมีเมียอีกสองคน และมีลูกใหม่อีกสองคู่
ในขณะที่ผู้เป็นแม่ลงเอยด้วยการเป็นเมียน้อยของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
สร้างบาดแผลอันเจ็บปวดให้กับสองเมืองในวัยที่ยังเป็นเด็กชาย
แต่โชคดีที่เขามีอาสาวที่คอยเลี้ยงดูฟูมฟัก
แม้ไม่อาจเติมเต็มรูโหว่ในหัวใจ แต่อาก็สามารถทำให้เขาไม่ถึงกับออกนอกลู่นอกทาง
กับครอบครัวของเพื่อนสนิทที่เข้าใจและเห็นใจ
จนรับเขาเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว
ให้เขาได้มีแหล่งพักพิงยามอ้างว้าง
กล่อมเกลาให้เขาเป็นชายหนุ่มที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนมีฐานะทางสังคมที่มั่นคง
ทว่าฉาบฉวยในเรื่องของความสัมพันธ์ เขาคบหากับผู้หญิงแบบรัก ๆ เลิก ๆ มาหลายต่อหลายคน
จนกระทั่งมาพบกับบาลี น้องสาวของเพื่อนสนิทที่เคยผูกพันกันมาแต่เล็กแต่น้อย...
ความที่รู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนหัวอกเดียวกัน ทำให้เขารู้สึกอยากจะหยุดที่เธอ

ฝ่ายนางเอก บาลี เธอก็เป็นผลผลิตของครอบครัวแตกแยกเช่นเดียวกันกับ สองเมือง
แม่ของเธอไม่ใช่ภรรยาคนแรกของพ่อ เธอมีพี่ชายต่างแม่ผู้ทนพิษบาดแผล(ทางใจ)ไม่ไหว
ฝังความเกลียดชังบุพการีไว้จนตัวตาย...
พ่อกับแม่ของเธอใช้ชีวิตคู่เพียงระยะเวลาอันสั้น
แม่ทิ้งเธอไปแต่งงานใหม่กับฝรั่งและไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก
พ่อแต่งงานใหม่ กับผู้หญิงที่อายุมากกว่าเธอไม่กี่ปี มีลูกสาวอีกสองคน
ตัวอย่างความสัมพันธ์อันแตกแยกของพ่อกับแม่ทำให้เธอไม่มีศรัทธาต่อการใช้ชีวิตคู่
ทั้ง ๆ ที่เธอหิวความรัก แต่เธอก็ไม่เชื่อในความรัก
เธอคบหาและเลิกรากับชายหนุ่มหลายคน
จนกระทั่งมาพบกับสองเมือง ผู้ที่เธอเคยผูกพัน สนิทสนมฉันพี่ชาย
เธอตัดสินใจที่จะ'ลอง' ใช้ชีวิตคู่กับเขา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า...
เธอจะยังไม่มีอะไรกับเขาจนกว่าต่างฝ่ายต่างจะมั่นใจว่าอีกฝ่ายคือคนที่"ใช่"สำหรับตน
เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้เกิดปัญหากับลูกที่อาจจะเกิดมา






ชอบการตั้งชื่อตัวละครของท่านผู้ประพันธ์เป็นพิเศษค่ะ
พระเอกชื่อสองเมือง เพราะแม่ตั้งท้องขณะอยู่ต่างประเทศ
เขามีน้องชายหญิงต่างแม่อีกสี่คน มีชื่อคล้องจองกันดังนี้...
สองเมือง - เรืองราม - ยามปลอด - สอดบุญ - สกุลวรรณ

ฝั่งนางเอกชื่อบาลี เรียกตัวเองสั้น ๆ ว่าบา ฟังดูเรียบง่ายและเก๋อยู่ในที
พ่อเธอชื่อบุรี มีพี่ชายต่างแม่ชื่อสกรรจ์...

ตัวละครทุกตัวมีความหมาย มีความสำคัญต่อการดำเนินเรื่อง
และในระหว่างที่เรื่องราวดำเนินไป ตัวละครแต่ละตัวก็มีการเปลี่ยนแปลง
มีพัฒนาการทั้งในแง่ลบหรือบวก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แวดล้อมและปูมหลังที่ฝังอยู่ในใจ

อ่านด้วยความรู้สึกดึ่มด่ำ ทว่าสะท้อนสะเทือนอารมณ์...
ผู้เขียนได้บอกเล่าเรื่องราวอย่างพยายามเน้นให้ผู้อ่านได้ตระหนัก
ถึงพิษภัยของโรคขาดความรักความอบอุ่นในครอบครัว
ว่ามันส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้ขนาดไหน...

ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติดและปัญหาสังคมต่าง ๆ
ล้วนมีมูลเหตุมาจากการที่ผู้ที่ก่อปัญหานั้น ๆ ไม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด
ด้วยความรักความอบอุ่นที่เพียงพอในวัยเด็ก





มีหลายบทหลายตอนที่อ่านแล้วสะท้อนใจ...
หลายจุดที่อ่านแล้วสะดุดใจ ฉุกใจได้คิด...
ขออนุญาตหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ

ความที่มีปูมหลังชีวิตคล้ายกัน ทำให้สองเมืองกับบาลีเข้าอกเข้าใจในกันและกัน...

"...ก็แน่ละ หล่อนและเขานั้นมีสภาพจิตใจคล้ายกันจริง ๆ
ความเป็นอยู่ ระดับพื้นฐานดั้งเดิมก็ไม่ไกลกันเลย คือทั้งพ่อและแม่ต่างก็มีทรัพย์สมบัติ
คนละมาก ๆ ทั้งเขาและหล่อนไม่เคยไม่ได้สิ่งใดที่อยากได้ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีราคาเพียงใด
แต่หล่อนและเขาก็ยัง'หิว' เสมอมา"
(หน้า ๔๒)

*****

สกรรจ์ พี่ชายต่างมารดาของบาลี เคยเป็นเด็กที่ร่าเริงแจ่มใส
ทว่าเมื่อพ่อกับแม่แยกทางกัน เขากลายเป็นเด็กเกเร...และใช้น้ำเมาเข้าเติมเต็มชีวิตที่ว่างเปล่า
ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เขากล่าวกับผู้เป็นพ่อว่า...

"...ผมกำลังจะลืม ผมกำลังจะตาย ขอให้ผมได้ตายอย่างสงบ และขอให้ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า
เราอย่าเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันอีกเลยทุก ๆ ชาติ"
(หน้า ๑๑๖)

คนอ่านที่รักพ่อมาก ๆ อ่านถึงตรงนี้แล้วน้ำตาไหลพราก ๆ เลยค่ะ

*****

จากความไม่ศรัทธาในชีวิตคู่ บาลีไม่คิดว่าเธอจะสามารถแต่งงานกับใครได้...

"การแต่งงานของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างละเอียดอ่อนลึกล้ำ
สมัยก่อนถือว่าการแต่งงานคือการขยายพืชพันธุ์ แต่สมัยนี้มากมายหลายคนต้องคิดหนัก
เมื่อนึกขึ้นได้ว่า การขยายพืชพันธุ์ดังกล่าวนั้น นับเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายพืชพันธุ์
ด้วยเช่นกัน เมื่อเล็งผลแล้วเห็นว่าความทุกข์ทรมานของมนุษย์ที่ถูกทำให้เกิด
นับวันจะเข้มงวดโลดโผนขึ้นทุกขณะ"
(หน้า ๑๕๙)

*****

เมื่อสองเมืองหงุดหงิดที่บาลีไม่ยอมมีอะไรด้วย...แม่เขาก็เตือนอย่างเข้าใจ...

"การได้เสียกันน่ะนะลูก มันเหมือนเราจุดไฟ เมื่อไหร่ก็ได้ ...
ถ้าจุดแล้วไม่มีน้ำมันหล่อเลี้ยงไส้ มันก็ดับ...
เพราะงั้นก็เลือกเอา เราจะจุดตะเกียงหรือจุดไม้ขีด"
(หน้า ๓๘๗)

*****

เป็นนวนิยายชีวิตที่หนักหน่วงแต่ก็รู้สึกอิ่มเต็ม คุ้มค่าคุ้มเวลาที่ได้อ่านค่ะ
มีแง่คิดในการดำเนินชีวิตหลายบทหลายตอนที่อ่านแล้วรู้สึกกระทบใจ...
และไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านมานานเนิ่นกว่าสามทศวรรษ
ปมปัญหาและประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้เขียนนำเสนอ
ตลอดถึงแง่คิด คติธรรมต่าง ๆ ยังคงร่วมสมัย ไม่เคยตกยุคหรือล้าสมัยแม้แต่น้อยค่ะ

สมคุณค่านวนิยายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซี่ยน (ซีไรต์)
ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.๒๕๒๘












 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2558 22:51:22 น.
Counter : 6182 Pageviews.  

~ ชี้ค : หนังสือรางวัลดีเด่นประเภทนวนิยายเนื่องในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๓๓ / ประภัสสร เ





ชี้ค
ผู้เขียน : ประภัสสร เสวิกุล
ผู้พิมพ์ : สนพ.ดอกหญ้า(พิมพ์ครั้งที่ ๒๕ /ส.ค. ๒๕๔๐)
๔๒๑ หน้า ราคา ๑๕๕ บาท


โปรยปกหลัง :


ชีวิตคนเราเหมือนทรายเม็ดเล็กๆ ในทะเลทราย
สุดแต่ลมจะหอบไปทางไหน
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ต้องร่วงหล่น และจมหายไป
กับพื้นทรายด้วยกันทั้งสิ้น...
แต่ถึงแม้จะถือกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน
แต่บางคนก็เป็นเพียงเม็ดทรายในทะเลทราย
ในขณะที่บางคน เป็นทรายที่ถูกหล่อหลอม
ให้เป็นเครื่องแก้วเจียระไน

เส้นทางของดาวีช ลูกชายชี้คฮาบาซ
คือเส้นทางที่ต้องผ่านขั้นตอนการเจียระไนครั้งแล้วครั้งเล่า...
ด้วยความอดทน ทระนง มุ่งมั่นและใฝ่ฝัน
แม้บางครั้งจะปวดร้าว เหนื่อยอ่อน และแสนจะเปลี่ยวเหงา
แต่ความสำนึกในหน้าที่ และตระหนักในศักดิ์ศรี ของความเป็นอิสรชน
ทำให้เขากร้าวแกร่งและเชื่อมั่น
ท่ามกลางความเลวร้ายของมนุษย์ และความโหดร้ายของทะเลทราย
หากคุณเป็น"ดาวีช"คุณจะยังมีพลังเช่นนี้อยู่อีกหรือเปล่า






เรื่องราวโดยย่อ :

ดาวีช เด็กชายวัย ๑๔ ต้องได้เห็นชี้คฮาบาซพ่อของเขา
ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าเบดูอินในแอฟริกาเหนือ ถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหดซึ่งๆหน้า
โดยชายชาวอาหรับผู้หนึ่ง เพราะเขาปฏิเสธที่จะไปร่วมรบกับอังกฤษที่กำลังจะเข้ารุกราน
เมืองฟาร์วาห์เมืองหลวงของไบเดอร์ฮาบัด อาณานิคมของอิตาลี...
ดาวีชเองก็เกือบจะถูกสังหารไปด้วย แต่ร้อยโทชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นผู้นำในการเจรจาได้สั่งห้ามไว้ทัน

และเมื่อพวกเขาเดินทางกลับ ดาวีชก็ไปดักซุ่มยิงเพื่อแก้แค้นให้กับพ่อ
เขาฆ่ากลุ่มชายชาวอาหรับได้สำเร็จ แต่ไว้ชีวิตนายร้อยโทชาวอิตาเลี่ยนเพียงผู้เดียว

ดาวีชไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติของผู้นำคนใหม่ เขากับตาจึงเดินทางเร่ร่อนออกจากเผ่า
ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นว่า สักวันหนึ่งเขาจะกลับมาเพื่อเป็นผู้นำแทนพ่อของเขา

ตาพาดาวีชไปอยู่กับกลุ่มกองโจรทะเลทราย ทีสอนวิชาการสู้รบแบบกองโจรให้กับดาวีช
จนเวลาผ่านไปสี่ปี ดาวีชเติบโตเป็นเด็กหนุ่ม มีความรักและสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเด็กสาวชาวเบดูอิน
ที่เขาเคยช่วยเหลือเธอจากการลวนลามของเด็ก ๆ วัยรุ่นคนอื่น ๆ


ร้อยโทชาวอิตาเลียนคนทีดาวีชเคยไว้ชีวิตได้รับมอบหมายให้ปราบปรามกลุ่มโจรทะเลทราย
เมื่อเขาปราบได้สำเร็จและจับตัวดาวีชได้ เขากลับปล่อยเด็กหนุ่มไป
พร้อมกับคำเตือนให้เขายอมรับความเปลี่ยนแปลงของดินแดนในทะเลทราย
และใฝ่หาวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตก เพื่อนำมาใช้ในชนเผ่าของเขา
หากเขาคิดจะเป็นผู้นำในอนาคต...
และเพื่อให้ดาวีชเป็นอิสระจากภาระผูกพัน เขาก็แอบปลิดชีวิตตาของเด็กหนุ่มอย่างเงียบ ๆ

ระหว่างทางที่เร่ร่อนอยู่กลางทะเลทราย ดาวีชได้ช่วยสาธุคุณท่านหนึ่ง
ที่กำลังจะเดินทางไปประจำโบสถ์อังกฤษในเมืองฟาร์วาห์ แต่รถมาเสียกลางทาง
สาธุคุณท่านนั้นจึงขอร้องให้ดาวีชเข้าเรียนหนังสือ ตอนแรกดาวีชปฏิเสธ
แต่เขาก็ถูกสถานการณ์บางอย่างบังคับให้ต้องเข้ารับการฝึกเป็นนักเรียนนายสิบพื้นเมืองหลักสูตรเร่งรัด

ดาวีชฝึกฝน เคี่ยวกรำตัวเองจนเป็นที่ประทับใจของกษัตริย์แห่งไบเดอร์ฮาบัด
พระองค์จึงเรียกตัวเขาให้เข้ามาเป็นทหารส่วนพระองค์และส่งเสริมให้เรียนต่อในโรงเรียนนายร้อย

จากลูกชายชี้ค หัวหน้าเผ่าเบดูอิน ดาวีชกลายเป็นนายร้อยโท...พันเอก...
ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ยึดมั่นในคุณธรรมจนเป็นที่อิจฉาเกลียดชังของผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์
ท้ายท่สุด เขาสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งไบเดอร์ฮาบัด

แต่หลังจากได้วางรากฐานการปกครองที่เที่ยงธรรมไว้แล้ว เขาก็ลาออกจากตำแหน่ง
ละทิ้งความสะดวกสบายทุกอย่างในเมือง กลับมาสวมเครื่องแต่งกายแบบเบดูอิน
ขึ้นนั่งหลังอูฐ กลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อเป็นชี้คดาวีช ผู้นำชนเผ่าสมตามปณิธานที่เคยสัญญากับตัวเองไว้






หลังอ่าน...
โหยยย....เรื่องย่อยาวอ่ะ แต่ยาวขนาดนี้ก็ยังเล่าได้ไม่ถึงเสี้ยวส่วนของเรื่องราว
ความเป็นไปในนิยายสุดคลาสสิคเล่มนี้เลยนะคะ

ถึงแม้หนังสือจะไม่หนามาก แต่ผู้เขียนก็สามารถให้รายละเอียดทั้งของตัวละครหลัก ตัวละครรอง
(ว่าด้วยที่มาที่ไป บุคลิกภายนอกไปจนถึงอุปนิสัยใจคอและความรู้สึกนึกคิด)
เหตุการณ์ต่าง ๆ ทีเกิดขึ้น(การใช้ชีวิตแบบชนเผ่า ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ
สงคราม การแย่งชิงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในทะเลทราย ฯลฯ)
ตลอดจนถึงถึงฉากของเรื่อง(ทั้งฉากรัก โรแมนติก ฉากสงครามและการสู้รบกลางทะเลทราย ฉากซาบซึ้งสะเทือนอารมณ์...)
ได้อย่างละเอียดลออ ครบถ้วนกระบวนความ

ผู้เขียนได้แบ่งเนื้อหาเรื่องราว เหตุการณ์ต่าง ๆ ตามช่วงเวลา(และช่วงวัยของดาวีช)เป็นห้าภาคด้วยกัน
ในภาคแรก ดาวีชเป็นเพียงเด็กชายวัยสิบสี ที่ชีวิตต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงเสียยิ่งกว่ากระแสลมในทะเลทราย เนื่องจากมรณกรรมของบิดา

ภาคที่สองเขาเติบโตเป็นหนุ่มน้อยวัยสิบแปดที่ผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่าวง
แต่งงานกับลูกสาวอดีตผู้นำที่ลอบยิงเขา...
และหลังจากเข้าหอเพียงคืนเดียวก็กลับสู่เมืองหลวงเพื่อปฏิบัติงานที่คั่งค้าง

ภาคที่สาม ดาวีชเติบใหญ่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่เป็นช่วงสับสนชีวิตและโหยหารักแรกในอดีต
จนเกิดภาวะกวัดแกว่งในอารมณ์

ภาคทีสี่ เป็นช่่วงที่เขาก้าวขึ้นสู่จุดที่สูงสุดในชีวิต หากยิ่งสูงยิ่งเปล่าเปลี่ยว
โหยหาใครสักคนมาอยู่ข้างกาย

ภาคที่ห้า ดาวีชตัดสินใจ... เขาเป็นเพียงเม็ดทรายเม็ดเล็กๆ จากทะเลทราย
สุดท้ายก็ต้องหวนคืนสู่ทะเลทราย

ชอบและประทับใจในตัวละครแทบทุกตัวใน "ชี้ค"
เพราะทุกตัวต่างมีมิติ มีชีวิตชีวาจับต้องได้
ต่างมีเบื้องลึกเบื้องหลัง มีเหตุมีผลในพฤติกรรมทีแสดงออกมา
ทำให้เรื่องราวมีความสมจริง อ่านแล้วรู้สึกสะท้อน สะเทือนอารมณ์
ด้วยความสงสารในชะตากรรมของตัวละครบางตัว





ในเรื่องจะเต็มไปด้วยคติธรรมคำสอนอันเป็นสากล
มิได้มุ่งเน้นที่จะให้ต่อศาสนิกของศาสนาใดโดยจำเพาะ
แม้ตัวละครในเรื่องจะศรัทธาสูงสุดแด่องค์อัลเลาะห์ก็ตามที

ขออนุญาตหยิบยกถ้อยคำสำนวนที่อ่านแล้วชอบมาประกอบรีวิวไว้บางบทบางตอน...





“ถ้าเจ้าปรารถนาที่จะเป็นผู้นำในวันข้างหน้าอย่างที่ลั่นวาจาไว้ต่อหน้าหลุมศพชี้คฮาบาซ
ก็อย่าได้เอาตัวเองไปติดกับเผ่า แต่จงเอาเผ่ามาไว้กับตัวเจ้า”(น.๓๐)



“คนเราทุกคนมีสัญชาติญาณของความเป็นโจรด้วยกันทั้งนั้น
แต่มีเพียงไม่กี่คนที่มีวิญญาณแห่งความเป็นลูกผู้ชายอยู่ในตัว”(น.๔๙)



“เจ้าจงจำไว้อย่างหนึ่งลูกชายชี้คฮาบาซ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเติบใหญ่เสมอท้องฟ้า
เสมอทะเลทราย เมื่อนั้นเจ้าไม่มีสิทธิปฏิเสธคนที่จะเข้ามาใต้ร่มเงาของเจ้า
ไม่ว่าเจ้าจะต้องการคนคนนั้นหรือไม่ก็ตาม”(น.๕๒)



"...ทุกวันนี้เรามัวไปมุ่งกันที่ผลการแข่งขันมากกว่าตัวคนเล่น
ชัยชนะเป็นสิ่งที่เปราะบาง และไม่มีใครจะดำรงความเป็นผู้ชนะไว้ได้ตลอดกาล
ถ้าเราไม่สร้างคนให้เป็นักกีฬาอย่างแท้จริง
เราก็จะไม่มีวันรู้จักกับชัยชนะที่ได้มานั้นด้วยซ้ำ"(น.๑๐๑)



"เราทุกคนล้วนถือกำเนิดมาจากดินจากทราย
แต่คนบางคนเป็นเพียงเม็ดทรายในทะเลทราย
ในขณะที่คนบางคนเป็นทรายที่หล่อหลอมให้เป็นเครื่องแก้วเจียระไน
.........
ประโยชน์อย่างยิ่งของมันก็คือ เมื่อคนรู้คุณค่าและที่มาของแก้วเจียระไนอย่างถ่องแท้
เขาก็จะรู้จักและรักทรายเม็ดอื่นในทะเลทราย ”(น.๑๗๕)



“แท้ที่จริงในโลกใบเดียวกันนี้ คนเราต่างก็มีโลกส่วนตัวที่แตกต่างกันออกไป”

“สักวันเธอก็จะต้องตื่นขึ้น ไม่มีใครหรอกที่จะตกอยู่ในความฝันตลอดไป
ขอเพียงแต่เธอกล้าที่จะลืมตาขึ้นพบกับความเป็นจริงเท่านั้น”(น.๑๘๘)



“คนเราทุกคนก็ย่อมมีเวลาที่จะอ่อนแอหรือท้อถอย แต่อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้อยู่เหนือความศรัทธาเชื่อมั่นในองค์อัลเลาะห์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปล่อยให้มันมาทำลายตัวเรา หรือปณิธานอันแรงกล้าในการรับใช้อัลเลาะห์และหมู่ชน...”(น.๓๓๙)





งานเขียนของอ.ประภัสสร เสวิกุลเป็นศิลปวรรณกรรมที่ทรงคุณค่า
ทั้งในแง่สาระความรู้ที่เต็มเปี่ยม คติชีวิต แง่คิดมุมมองที่ผ่านการกลั่นกรอง
จากประสบการณ์ของผู้ที่ผ่านโลก ผ่านชีวิตมาแล้วอย่างเต็มที่
กับทั้งในแง่ของรสวรรณศิลป์ ท่านก็มีสำนวนภาษาที่สละสลวย
มีคารมคมคายและการนำเสนอที่ตรงไปตรงมา
หากสอดแทรกความอ่อนหวาน อ่อนไหวในรูปของบทเพลงหรือบทกวี
ไว้อย่างนิ่มนวล ละเมียดละไม...
อ่านแล้วทั้งประเทืองอารมณ์และจรรโลงใจไปพร้อมกัน...

การเสียชีวิตของท่านจึงนับเนื่องได้ว่าเป็นการสูญเสียอันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของวงวรรณกรรมไทย
ขอน้อมคารวะดวงวิญญาณของท่านมา ณ ที่นี้ค่ะ









 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2558 12:44:44 น.
Counter : 1585 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 170 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


~ เดเปอโร รักยิ่งใหญ่จากใจดวงเล็ก/เคท ดิคามิลโล/เขียน งามพรรณ เวชชาชีวะ/แปล ~

~สูญมนุษย์วันสิ้นโลก/Z for Zachariah/Robert C. O'Brien/เขียน วิลาส วศินสังวร/แปล ~

~ บ้านใหม่บนดิน The People of Sparks/ฌานน์ ดูโปร เขียน/แสงตะวัน แปล~

~ บ้านริมทะลสาบ/เข็มพลอย~

~ อาคม/ชลนิล~

~กลรักเกมเลือด/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ห้วงลวงรัก/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ ไพรีนฤมิต/ญนันธร~

~ รื่นรักรมย์ลวง@หัวหิน/กิ่งฉัตร~

~ เมียเจ้า/Amy Tan (นรา สุภัคโรจน์/แปล)~

~ความฝันครั้งที่สอง/ว.วินิจฉัยกุล~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.